Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
พยาธิสภาพของการเกิด Necrotizing Facitis พยาธิสภาพของการติดเชื้อของแผล,…
พยาธิสภาพของการเกิด Necrotizing Facitis
พยาธิสภาพของการติดเชื้อของแผล
พยาธิสภาพของการเกิด Necrotizing Facitis
สราเหตุการเกิด
Necrotizing Fasciitis เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น สเตรปโตค็อคคัส กลุ่มเอ (Group A Streptococcus) ซึ่งเชื้ออาจปล่อยสารพิษทำลายเนื้อเยื่อผิวหนังและกล้ามเนื้อจนส่งผลให้เนื้อเยื่อตายได้ โดยเชื้อแบคทีเรียเหล่านี้สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ทั้งทางผิวหนังหรือกระแสเลือดผ่านทางแผลถูกบาด แผลถลอก รอยข่วน แมลงกัดต่อย การใช้เข็มฉีดยา หรือแผลผ่าตัด
การวินิจฉัยโรค
การวินิจฉัยโรคนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากการรักษาที่ล่าช้าสามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ร้ายแรงได้ กระบวนการวินิจฉัยประกอบด้วยการตรวจร่างกาย การผ่าตัด และการตรวจทางห้องปฏิบัติการ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีทางรังสีวิทยาเพื่อช่วยในการวินิจฉัย ดังนี้:
การผ่าตัด (Surgical Exploration)
เป็นวิธีที่สำคัญที่สุดในการวินิจฉัย
ลักษณะทางพยาธิวิทยาที่พบ:
การติดเชื้อรุนแรงหรือการเน่าตายของเนื้อเยื่อ
มีหนองขุ่นคล้ำคล้าย "น้ำล้างจาน" (dishwasher discharge)
เลือดไหลน้อยหรือไม่ไหลเลย
เนื้อเยื่อแยกจากกันได้ง่าย
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
ค่าที่อาจพบผิดปกติ:
เม็ดเลือดขาวสูง (leukocytosis)
เลือดมีความเป็นกรด (acidosis)
โปรตีนในเลือดต่ำ (hypoalbuminemia)
เกลือแร่โซเดียมต่ำ (hyponatremia)
ตัวชี้วัดการอักเสบสูง เช่น C-reactive protein (CRP)
การตรวจเหล่านี้ช่วยสนับสนุนการวินิจฉัย แต่อาจไม่สามารถยืนยันได้
การตรวจทางรังสีวิทยา
การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI):
ใช้เพื่อประเมินขอบเขตการลุกลามของการติดเชื้อในชั้นไขมันใต้ผิวหนังและเนื้อเยื่อหุ้มกล้ามเนื้อ
ช่วยในการวางแผนการรักษา แต่ยังไม่มีคำแนะนำที่ชัดเจนสำหรับการใช้งานในปัจจุบัน
การตรวจเอกซเรย์หรือ CT scan อาจแสดงฟองอากาศในเนื้อเยื่อ (กรณีมีการติดเชื้อรุนแรง)
อาการและอาการแสดง
อาการและลักษณะของโรคแบคทีเรียกินเนื้อ (necrotizing fasciitis) ในระยะต่างๆ รวมถึงความท้าทายในการวินิจฉัยโรคในระยะแรกเริ่ม เนื่องจากอาการที่ไม่จำเพาะเจาะจง อาการเหล่านี้อาจถูกเข้าใจผิดว่าเป็นโรคอื่น เช่น เซลล์เนื้อเยื่ออักเสบ (cellulitis) หรือการติดเชื้อผิวหนังที่ไม่รุนแรง โดยเฉพาะในผู้ป่วยเด็กเล็กที่ไม่สามารถอธิบายอาการได้ชัดเจน
ระยะแรกของโรค:
อาการไม่ชัดเจน เช่น หงุดหงิด งอแง ปฏิเสธการเคลื่อนไหว
มีอาการปวดที่ไม่สัมพันธ์กับความผิดปกติที่เห็นบนผิวหนัง (pain out of proportion)
ตำแหน่งที่พบบ่อย ได้แก่ แขน ขา และเท้า
ระยะลุกลาม:
ไข้สูง ผิวหนังบวม แดง ร้อน และมีอาการปวดอย่างมาก
มีตุ่มน้ำหรือถุงน้ำ และบางรายอาจคลำได้ฟองอากาศในเนื้อเยื่อ (crepitation)
การเปลี่ยนสีผิวหนังไปในโทนคล้ำ ม่วง หรือดำ อันเนื่องมาจากเนื้อเยื่อตาย
ระยะรุนแรง:
เส้นประสาทที่เลี้ยงผิวหนังถูกทำลาย เกิดอาการชาแทนอาการปวด
การติดเชื้อในกระแสเลือด (sepsis) หรือภาวะช็อก และการทำงานของอวัยวะล้มเหลว เช่น ตับหรือไต
อาการจำเพาะเจาะจง (hard signs)
สีผิวคล้ำ ม่วง ดำ หรือเน่าตาย
ผิวหนังพองเป็นตุ่มน้ำ
คลำได้ฟองอากาศในเนื้อเยื่อ
อาการชาในบริเวณที่ติดเชื้อ
ระบาดวิทยา
อุบัติการณ์ของโรค
พบผู้ป่วยโรคแบคทีเรียกินเนื้อประมาณ 15.5 ราย ต่อประชากรแสนราย
พบในทั้งเด็กและผู้ใหญ่
อัตราการเสียชีวิต อัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ ร้อยละ 17 ถึง 49 ปัจจัยที่ส่งผลต่ออัตราการเสียชีวิต:
ชนิดของเชื้อก่อโรค
ความรุนแรงของโรค
ตำแหน่งของการติดเชื้อ
โรคประจำตัวและภูมิคุ้มกันของผู้ป่วย
ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มมีอาการจนถึงการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสม
ช่วงเวลาที่พบผู้ป่วยมากที่สุด เดือนมีนาคมถึงมิถุนายน เป็นช่วงที่มีผู้ป่วยมากที่สุด รองลงมาคือ เดือนกรกฎาคมถึงตุลาคม
การรักษา
หัวใจสำคัญของการรักษาโรคแบคทีเรียกินเนื้อ คือ การวินิจฉัยโรคให้เร็ว และผ่าตัดเพื่อเอาเนื้อเยื่อที่มีการติดเชื้อหรือเนื้อเยื่อที่เน่าตายออก (surgical debridement) ให้มากที่สุด ร่วมกับการให้ยาต้านจุลชีพทางหลอดเลือดดำ โดยหลักการเลือกยาต้านจุลชีพ คือ ในระยะแรกควรให้ยาที่ครอบคลุมเชื้อที่อาจเป็นสาเหตุให้มากที่สุด (empirical treatment) หลังจากนั้นเมื่อได้ผลเพาะเชื้อแล้ว จึงปรับเปลี่ยนยาต้านจุลชีพตามผลเพาะเชื้อให้เหมาะสม ในผู้ป่วยบางรายที่มีการติดเชื้ออย่างรุนแรงอาจมีความจำเป็นต้องตัดอวัยวะนั้นร่วมด้วย
การป้องกันโรค
การป้องกันโรคที่สำคัญที่สุด ได้แก่ การป้องกันและระมัดระวังไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ หรือมีบาดแผลที่ผิวหนัง ต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้บาดแผลไปสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมที่สกปรก และระวังไม่ให้สิ่งสกปรกเข้าไปในบาดแผล ควรล้างทำความสะอาดแผลด้วยน้ำสะอาด หรือแอลกอฮอล์ 70% ทันที และใส่ยาฆ่าเชื้อบริเวณผิวหนังที่เหมาะสม
พยาธิสภาพของการติดเชื้อของแผล
อาการและอาการแสดง
อาการของแผลติดเชื้ออาจปรากฏ 2-3 วันหลังจากเกิดแผล หรืออาจไม่พบอาการใด ๆ เป็นเวลา 1 หรือ 2 เดือนหลังเกิดบาดแผล โดยอาการทั่วไปที่อาจเกิดขึ้นหลังแผลติดเชื้อ ได้แก่
รู้สึกอุ่น ผิวหนังใกล้ ๆ บาดแผลมีรอยแดง เจ็บ หรือบวม
รู้สึกเจ็บบริเวณบาดแผลมากขึ้น
บาดแผลมีกลิ่นเหม็น
บาดแผล มีเลือดหรือหนอง
หากผู้ป่วยมีอาการดังต่อไปนี้ ควรไปพบแพทย์
มีไข้ หรือหนาวสั่น
รู้สึกเจ็บปวดมากขึ้น หรือมีอาการบวมแดงเพิ่มมากขึ้นบริเวณที่มีบาดแผล
รู้สึกชาที่ผิวหนังบริเวณบาดแผล
อาการไม่ดีขึ้นแม้เวลาผ่านไป
สงสัยหรือกังวลเกี่ยวกับอาการที่เกิดขึ้น
สาเหตุของการติดเชื้อ
แผลติดเชื้อเกิดจากการสะสม และการเพิ่มจำนวนของเชื้อจุลินทรีย์ที่เข้าสู่บาดแผลจากหลายกรณี เช่น
การปนเปื้อนเชื้อด้วยตัวผู้ป่วยเอง อาจมีเชื้ออยู่บนผิวหนัง มือ เยื่อเมือก แล้วเข้าสู่ร่างกายผ่านทางบาดแผลที่เกิดขึ้น หรือเชื้อโรคในระบบทางเดินอาหารที่เข้าสู่แผลผ่าตัดจนเกิดการติดเชื้อ
เชื้อแพร่กระจายอยู่ในอากาศหรือในสิ่งแวดล้อม แล้วสะสมที่บาดแผลจนเกิดการติดเชื้อ
มีเชื้อปนเปื้อนอยู่ในอุปกรณ์ที่ใช้กับแผล เช่น ผ้าพันแผล ผ้าก๊อซ
การสัมผัสโดยตรง เช่น ได้รับเชื้อจากอุปกรณ์ทางการแพทย์ มือของศัลยแพทย์ หรือพยาบาลที่มีเชื้อโรคติดอยู่ เชื้อจุลินทรีย์ที่มักทำให้เกิดแผลติดเชื้อ ได้แก่ เชื้อสแตฟิโลค็อกคัส ออเรียส (Staphylococcus Aureus) เชื้อสเตรปโตคอคคัส พัยโอจีเนส (Streptococcus Pyogenes) เชื้อซูโดโมแนส แอรูจิโนซา (Pseudomonas Aeruginosa)
การวินิจฉัยแผลติดเชื้อ
ซักประวัติและตรวจร่างกาย แพทย์จะตรวจดูลักษณะบาดแผลของผู้ป่วย และอาจสอบถามว่าบาดแผลเกิดจากอะไร เป็นมานานเพียงใด มีอาการอื่น ๆ ด้วยหรือไม่ เป็นต้น
ตรวจเลือดหาการติดเชื้อ แพทย์จะเก็บตัวอย่างเลือดของผู้ป่วยไปส่งตรวจในห้องปฏิบัติการ เพื่อตรวจหาการทำงานของภูมิต้านทานต่อเชื้อ
ตรวจด้วยการเพาะเชื้อ แพทย์จะนำตัวอย่างของหนอง หรือเนื้อเยื่อจากบาดแผลไปเพาะเชื้อ แล้วนำไปตรวจในห้องปฎิบัติการเพื่อทดสอบหาเชื้อที่เป็นสาเหตุ
เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือ ซีที สแกน (Computerized Tomography: CT) เพื่อตรวจหาการติดเชื้อในเนื้อเยื่อชั้นที่ลึกลงไป หรือตรวจหาสิ่งแปลกปลอมในบาดแผล นอกจากนั้น แพทย์อาจใช้สารย้อมสี เพื่อช่วยให้เห็นภาพฉายบริเวณที่ต้องการตรวจได้ชัดเจนขึ้น ดังนั้น หากผู้ป่วยมีประวัติแพ้สารย้อมสี ควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนเสมอ
การรักษา
.1 การล้างแผล (Wound Irrigation) ใช้ น้ำเกลือ (Normal Saline Solution): เป็นสารปลอดภัยที่สุดสำหรับล้างแผล ในบางกรณีอาจผสมน้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น povidone iodine หรือ hydrogen peroxide เพื่อกำจัดเชื้อโรค แต่ต้องระวังความเป็นพิษต่อเนื้อเยื่อ ใช้เทคนิคการฉีดล้างด้วยแรงดัน (Jet Flow Irrigation) เพื่อชะล้างสิ่งแปลกปลอมและลดการปนเปื้อน
.2 การจัดการเนื้อตาย (Debridement) ตัดหรือขูดเนื้อตาย (Necrotic Tissue) ออกจากแผล ใช้เทคนิคที่เหมาะสม เช่น การตัดด้วยเครื่องมือปลอดเชื้อ (Surgical Debridement) หรือการใช้เอนไซม์ช่วยในการย่อยสลายเนื้อตาย (Enzymatic Debridement)
3 การป้องกันการติดเชื้อ (Infection Control) การให้ยาปฏิชีวนะ: เฉพาะที่ (Topical Antibiotics): เช่น ใช้ยาครีมหรือเจลบนแผล ระบบ (Systemic Antibiotics): ใช้ในกรณีที่มีการติดเชื้อรุนแรงหรือมีอาการ SIRS การตรวจดูแผลทุกวันเพื่อตรวจหาสัญญาณการติดเชื้อ เช่น บวม แดง ร้อน หรือมีกลิ่นเหม็น
.4 การปิดแผล (Wound Closure) Direct Closure: เย็บปิดแผลทันทีในกรณีแผลสะอาด Delayed Primary Closure: เปิดแผลไว้ก่อนเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีการติดเชื้อแล้วจึงเย็บปิดในภายหลัง Secondary Intention: ปล่อยให้แผลหายเองโดยการสร้างเนื้อเยื่อใหม่และการหดตัวของแผล
5 การปลูกผิวหนัง (Skin Grafting) ใช้ในกรณีที่แผลมีขนาดใหญ่และไม่สามารถเย็บปิดได้ ประเภทของการปลูกผิวหนัง: ผิวหนังบาง (Thin Split Thickness Skin Graft): ใช้สำหรับแผลที่ไม่ต้องการความยืดหยุ่นสูง ผิวหนังหนา (Thick Full Thickness Skin Graft): เหมาะสำหรับบริเวณที่ต้องการความยืดหยุ่น เช่น ข้อต่อ
6 การใช้ผิวหนังและเนื้อเยื่อ (Flap Surgery) ใช้เนื้อเยื่อที่มีหลอดเลือดมาเลี้ยง เช่น Skin Flap หรือ Muscle Flap เหมาะสำหรับแผลที่มี exposed bone, tendon, หรือแผลในบริเวณที่เลือดไหลเวียนไม่ดี
นายภูเบศวร์ ดอกกุหลาบ 66124301081