Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
แนวคิดทฤษฎีจิตวิทยาบุคลิกภาพ - Coggle Diagram
แนวคิดทฤษฎีจิตวิทยาบุคลิกภาพ
ทฤษฎีบุคลิกภาพ
แบบจิตวิเคราะห์
(Psychoanalytic
Theories)
ขันตอนการพัฒนาบุคลิกภาพ
ขั้นปาก (Oral Stage) อายุ 0-18 เดือน
มีความสุขกับกิจกรรมที่
เกี่ยวข้องกับปาก
กัด
ดูด
ถ้าเลี้ยงดูลูกให้พัฒนาและมีความ
สุขกับการใช้ปากอย่างเหมาะสมก็จะทำให้
เขามีบุคลิกภาพที่เหมาะสมในตอนโต
ถ้าได้รับการตอบสนองที่ไม่เหมาะโตขึ้นอาจทำให้
เขามีปัญหาบุคลิกภาพ
ชอบดูดนิ้ว
พูดมาก
ชอบนินทาว่าร้าย
ขั้นทวารหนัก (Anal Stage) อายุ 18 เดือน–3 ปี
วัยนี้จะได้รับความพึงพอใจจากการขับถ่าย
ถ้าพ่อแม่ไม่เข้าใจ ใช้การบังคับและเข้มงวดกับลูกมากไป
เมื่อโตขึ้นเขาก็จะมีปัญหาทางบุคลิกภาพ
บุคลิกภาพแบบสมบูรณ์ (Perfectionist) จะเกิดกับเด็กที่มีบุคลิกภาพอ่อนแอ คือเป็นคนเจ้าระเบียบ จู้จี้
บุคลิกภาพแบบอันธพาล (Anti social) จะเกิดกับเด็กที่มีบุคลิกภาพเข้มแข็ง คือ เป็นคนไม่ยอมคน ชอบคัดค้านระเบียบแบบแผนที่วางไว้ ไม่มีระเบียบ
ขั้นอวัยวะเพศหรือขั้นความรู้สึกทางเพศแบบแฝง (Phallic Stage) อายุ 3 – 5 ปี
มีความรู้สึกผูกพันต่อพ่อหรือแม่ที่เป็นเพศตรงกันข้าม
ปมอิจฉาของเด็กผู้หญิง (electra complex)
เด็กผู้หญิงรักพ่อ เลยอิจฉาแม่
และเลียนแบบแม่
ซึ่งปมอิจฉานี้จะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทางเพศที่เหมาะสม
ลูกจะเริ่มเลียนแบบพ่อและแม่ ดังนั้นพ่อแม่จึงควรเป็นแบบอย่างที่ดี
ขั้นแฝง (Latent Stage) อายุ 6-12 ปี
ระยะก่อนที่เด็กจะเปลี่ยนแปลงเข้าสู่วัยรุ่น
มุ่งความสนใจไปที่พัฒนาการด้านสังคมและสติปัญญา
มักจะชอบคิด หรือชอบวิเคราะห์
พ่อแม่จึงควรให้ลูกคิดเรื่องหนักๆ บ้างตามความสนใจของเขา
ขั้นวัยรุ่น (Genital Stage) อายุ 12-18 ปี
สนใจเรื่องเพศอย่าง
แท้จริง
พ่อแม่ควรคอยสังเกตแต่ไม่จับผิด
ต้องรับฟังลูกอยู่เสมอ
1) ทฤษฎีโครงสร้างบุคลิกภาพของซิกมัน ฟรอยด์
(Sigmund Freud’s Personality Theory )
อีโก้ (Ego)
เป็นพลังงานที่จะอยู่ในจิตสำนึกและกึ่งสำนึกเป็นส่วนใหญ่ เป็นพลังงานทางจิต ที่จะทำหน้าที่บริหารพลังจากฝ่ายอิดและฝ่ายซูเปอร์อีโก้ให้สมดุล
สำหรับบุคคลที่มีบุคลิกภาพแบบอีโก้ มักจะแสดงออกมาตามเหตุผลความเป็นจริงที่ตนพิจารณาแล้วว่าเหมาะสมและถูกต้อง
ซูเปอร์อีโก้ (Super Ego)
เป็นพลังงานที่อยู่ภายในจิตสำนึกเกิดจากการเรียนรู้ในระเบียบ กฎเกณฑ์ กติกา กฎของศีลธรรม และกฎหมายของสังคม
มีหน้าที่คอยควบคุมความต้องการทางเพศและความก้าวร้าวในอิดไม่ให้
แสดงออก
รู้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว อะไรถูก อะไรผิด ควรหรือ
ไม่ควร
อิด (Id)
เป็นพลังงานทางจิตที่ซ่อนอยู่ภายในจิตใต้สำนึก
สัญชาตญาณ 2 ประเภท
สัญชาตญาณแห่งการดำรงชีวิตอยู่
(Life Instinct)
สัญชาตญาณแห่งความตาย
(Death Instinct)
การทำงานร่วมกันของพลังทั้ง3
ถ้าพลัง Id มีอำนาจสูง
บุคลิกของคนผู้นั้นก็เป็นแบบเด็กไม่รู้จักโต เอาแต่ใจตนเองถ้า
ถ้าพลัง Ego มีอำนาจสูง
คนนั้นจะเป็นคนมีเหตุผล เป็นนักปฏิบัติ
ถ้าพลัง Super Ego มีอำนาจสูง
คนนั้นก็เป็นนักอุดมคติ
2) ทฤษฎีบุคลิกภาพของกลุ่มฟรอยด์ใหม่
(The Neo-Freudian)
ทฤษฏีบุคลิกภาพของจุง
(Jung’s Personality Theory)
จุงเชื่อว่าบุคคลจะเป็นคนเช่นใดนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับการอบรมเลี้ยงดูตั้งแต่วัยเด็ก
โครงสร้างบุคลิกภาพ
(Structure of Personality)
อีโก้
เชื่อว่าอีโก้เป็นศูนย์กลางของบุคลิกภาพซึ่งอยู่ในส่วนของจิตสำนึก
เท่ากับว่าอีโก้เป็นตัวกำหนดบทบาท หน้าที่ และความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละบุคคล
จิตใต้สำนึกส่วนบุคคล (Personal Unconscious)
ประกอบไปด้วยประสบการณ์
ต่างๆ ที่เคยอยู่ในจิตสำนึกมาก่อน
จิตใต้สำนึกส่วนที่สะสมประสบการณ์ในอดีตชาติ (Collective Unconscious)
ทำหน้าที่สะสมประสบการณ์ต่างๆ ที่ทุกคนได้รับเป็นมรดกสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ตั้งแต่เริ่มต้นมีมนุษย์เกิดขึ้นภายในโลกเป็นครั้งแรก
ลักษณะซ่อนเร้น (Anima or Animus)
จุงเชื่อว่ามนุษย์มีลักษณะทั้งสองเพศอยู่ในคนๆ เดียวกัน
เพศชายจะมีความนุ่มนวลและอ่อนโยน ซึ่งเป็นลักษณะของเพศหญิงอยู่ในตัว จุงเรียกลักษณะเช่นนี้ว่า แอนิมา (Anima)
ผู้หญิงจะมีความเข้มแข็ง กล้าหาญและเด็ดขาด ซึ่งเป็นลักษณะของเพศชายซ่อนเร้นอยู่ในตัวเช่นกัน จุงเรียกลักษณะเช่นนี้ว่า แอนิมัส (Animus)
เงาแฝง (Shadow)
เป็นภาพที่ก่อตัวมาจากสัตว์ก่อนที่จะมีวิวัฒนาการมาเป็นมนุษย์
ส่งผลให้มนุษย์แสดงความชั่วร้าย ก้าวร้าว และป่าเถื่อน
รวมทั้งพฤติกรรมต่างๆ ที่ขัดแย้งกับกฎหมาย ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของสังคม
เงาแฝงเหล่านี้จะถูกควบคุม และปกปิดโดยหน้ากาก หรือเก็บกดไว้ภายในจิตใต้สำนึก
ลักษณะบุคลิกภาพ
แบบแสดงตัว (Extrovert
)
ชอบเข้าสังคม
มนุษยสัมพันธ์ดี
แบบเก็บตัว (Introvert)
ขี้อาย
ไม่ชอบการเข้าสังคม
ทฤษฏีบุคลิกภาพของแอดเลอร์
(Adler’s Personality Theory)
จิตวิทยาปัจเจกชน
(Individual Psychology)
มนุษย์มีปมด้อยมาตั้งแต่เกิด ดังนั้นจึงแสดงพฤติกรรมต่างๆ เพื่อลบปมด้อย
แนวคิดสำคัญปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อบุคลิกของบุคคล
ลำดับการเกิด (Order of Birth)
ลูกคนโต
ได้รับความรัก ความเอาใจใส่จากพ่อแม่อย่างมาก จนกระทั่งเมื่อมีน้องใหม่เกิดขึ้นเด็กจะมีความรู้สึกว่าความรักที่เคยได้รับจะถูกแบ่งปันไปให้น้องที่มาใหม่
จะทำให้เด็กมีบุคลิกภาพประเภทขี้อิจฉาและเกียดชังผู้อื่นรู้สึกไม่มั่นคง
ลูกคนกลาง
มักจะเป็นคนที่มีความทะเยอทะยานสูง มีความอุตสาหะพยายาม อดทน แต่มีแนวโน้มที่จะเป็นคนดื้อรั้น
ในส่วนลึกจะมีความรู้สึกอิจฉาพี่น้องของตนจึงพยายามจะเอาชนะหรือแสดงความสามารถที่เหนือกว่าพี่และน้องออกมา ทั้งนี้เนื่องจากคิดว่าพ่อแม่จะรักพี่คนโตและน้องคนสุดท้องมากกว่าตน
ลูกคนสุดท้อง
เนื่องจากเป็นลูกคนเล็ก จึงมักได้รับการตามใจประคบประหงมและได้รับความช่วยเหลือจากพ่อแม่หรือพี่ๆ อยู่เสมอ
เอาแต่ใจตนเอง ชอบขอความช่วยเหลือผู้อื่น ไม่รู้จักโต
ประสบการณ์ในวัยเด็ก
(Chilhood Experienc
)
เด็กที่เลี้ยงดูแบบตามใจ (Spoiled Child)
จะทำให้เด็กเสียคน
ขาดเหตุผล เอาแต่ใจตนเอง เห็นแก่ตัว
เด็กที่ถูกทอดทิ้ง (Neglected Child)
รู้สึกเกลียดชังพ่อแม่ตนเองและคนรอบข้าง
มีบุคลิกภาพเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย
เด็กที่ได้รับความรักความอบอุ่นอย่างสมบูรณ์ (Warm Child)
เป็นคนที่มีเหตุผล กล้าคิด กล้าพูดกล้าทำ
เป็นบุคลิกภาพที่พึงประสงค์ของสังคม
ความรู้สึกว่ามีปมด้อยและสร้างปมเด่นชดเชย
(Inforiority Feeling and Compensation)
ทำให้เกิดเป็นแรงผลักดันในการที่จะดิ้นรนเพื่อเอาชนะปมด้อยของตน
โดยทั่วไปแต่ละคนมักจะมองเห็นว่าสิ่งที่ตนเองมีอยู่นั้นไม่สมบูรณ์ สู้คนอื่นไม่ได้หรือเป็นปมด้อยเสมอ
แอดเลอร์เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีปมด้อย
ทฤษฎีบุคลิกภาพของซัลลิแวน
(Self system Theory)
แนวคิดหลัก
ความวิตกกังวลที่เริ่มต้นมาจากสัมพันธภาพระหว่างบุคคล เกิดจากความวิตกกังวลของมารดาถ่ายทอดไปยังบุตร
ความวิตกกังวลสามารถอธิบายและสังเกตได้ บุคคลที่อยู่ในภาวะวิตกกังวลสามารถบอกได้ว่าเขารู้สึกอย่างไรและแสดงออกทางพฤติกรรมอย่างไร
แต่ละคนจะพยายามดิ้นรนเพื่อขจัดความวิตกกังวล เช่น ในเด็กจะ
พยายามเรียนรู้เพื่อหลีกเลี่ยงความวิตกกังวลที่เกิดจากการถูกลงโทษ
และแสวงหาความมั่นคงโดยการยินยอมกระทำตามความปรารถนา
ของบิดามารดา
การพัฒนาบุคลิกภาพ
1.ขั้นทารก (Infancy) อายุแรกเกิด -18 เดือน วัยนี้จะมีความสุขกับการใช้ปากในการตอบสนองความต้องการอาหารของตนเอง ด้วยการดูดหรือการเคลื่อนไหวร่างกาย ด้วยการใช้ประสาทตาสัมผัสกับมือในการดูดนิ้วตนเอง
ขั้นวัยเด็ก (Childhood) อายุ 18 เดือน - 5 ปี เป็นระยะที่เริ่มหัดพูด ฝึกออกเสียงได้ชัดเจน เริ่มมีเพื่อนและต้องการให้ผู้อื่นยอมรับสถานภาพของตนเอง
ขั้นวัยเยาว์ (Juvenile Era) อายุระหว่าง 5-12 ปี เป็นวัยที่เข้าโรงเรียน พัฒนาการทางร่างกายเร็วมาก เริ่มรู้จักสังคม มีการร่วมมือและแข่งขัน เรียนรู้ที่จะควบคุมตนอง
ขั้นก่อนวัยรุ่น (Pre- Adolescence) อายุ 11-13 ปี เริ่มมีวุฒิภาวะทางเพศ มีการ กล้าแสดงออกมากขึ้น และยังต้องการความเท่าเทียมกับผู้ใหญ่
ขั้นวัยรุ่นตอนต้น (Early Adolescence) อายุระหว่าง 13- 17 ปี เป็นวัยที่มีความพอใจในเรื่องเพศ ต้องการคบเพื่อนเพศเดียวกันและต่างเพศ ต้องการความเป็นอิสระ ไม่อยากพึ่งพาใคร
ขั้นวัยรุ่นตอนปลาย (Late Adolescence) อายุ 17-19 ปี ร่างกายเจริญเต็มที่ มีความคิดสร้างสรรค์ มีความรู้และเข้าใจตนเอง เรียนรู้บทบาทในสังคมได้ดี
1 more item...
3) ทฤษฎีบุคลิกภาพแบบมนุษยนิยม (Humanist Personality Theory)
อับราฮัมมาสโลว์ (Abraham Maslow) อับราฮัมมาสโลว์
ความต้องการของมนุษย์
ขั้นที่ 1 ความต้องการทางร่างกาย (Physiological Needs)
ความหิว
ความกระหาย
ความต้องการทางเพศ
ต้องการพักผ่อน
ขั้นที่ 2 ความต้องการความมั่นคงและปลอดภัย (Safety Needs)
ความอุ่นใจ
ความมั่นคง
ความปลอดภัย
ความปลอดภัย
ขั้นที่ 3 ความต้องการความรักและความเป็นเจ้าของ ( Loveand Belongingness Needs)
กลุ่มเพื่อน
ครอบครัว
ขั้นที่ 4 ความต้องการได้รับการยกย่องจากผู้อื่น (Self-Esteem Needs)
ความรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้รับการเคารพ
ยกย่อง
ขั้นที่ 5 ความต้องการที่จะเข้าใจตนเองและความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์(Self Actualization Needs)
เป็นความต้องการขั้นสูงสุดที่ทุกคนปรารถนาและมีควมต้องการจะไปให้ถึง
คาร์ล โรเจอร์ (Carl Rogers)
“ทฤษฎีตัวตน...Self theory”
1. ตัวตนของบุคคล (self)
มนุษย์ทุกคนมีตัวตน 3 แบบ ได้แก่
1) ตนตามที่รับรู้ (self concept)
ภาพของตนที่เห็นเองว่าตนเป็นคน
อย่างไร คือใคร มีความรู้ความสามารถลักษณะเฉพาะตนอย่างไร
2) ตนตามความเป็นจริง (Real self
ลักษณะตัวตนที่เป็น
ไปตามข้อเท็จจริง
3)ตนตามอุดมคติ (ideal self)
ตัวตนที่อยากมี อยากเป็น แต่ยังไม่มีไม่เป็นใน
สภาวะปัจจุบัน
4) ทฤษฎีบุคลิกภาพแบบคุณลักษณะ (Trait Personality Theory)
4.1 ทฤษฎีลักษณะบุคคลของอัลพอร์ท
(Allport's Trait Theory)
บุคลิกภาพของบุคคลมีลักษณะเป็นหนึ่งเดียวและมี
ความคงที่พอสมควร
บุคลิกภาพของบุคคลถูกกำหนดจากเทรท (Trait) ซึ่ง
เป็นลักษณะนิสัยหรือความเคยชิน
ประเภทของเทรท (Trait)
1. Cardinal Traits
พวกนี้มีลักษณะเด่น
ร่างกายสูงใหญ่
หน้าตาดี
มีลักษณะเด่นเฉพาะตัว
2. Central Traits
เป็นกลุ่มลักษณะนิสัยของบุคคลใดบุคคล
หนึ่งที่มีอยู่ภายในตัวบุคคลมากบ้างน้อยบ้าง
ความรักพวกพ้อง
ทะเยอทะยาน
เชื่อมั่นในตัวเอง
3. Secondary Traits
พวกที่มีลักษณะด้อย มักมีรูป
ร่างเตี้ยหรือตัวเล็ก
หน้าตาไม่ดี หรือมีลักษณะ
บางประการที่เป็นปมด้อย
ของตน
4.2 ทฤษฎีของเรย์มอนด์ บี แคทเทลล์
(Raymond B. Cattell's Trait Theory)
โครงสร้างบุคลิกภาพ
1. อุปนิสัย ( Traits )
คือ “โครงสร้างของจิต” ( Mental Structure ) เป็นตัวกระทำให้พฤติกรรมของบุคคลคงที่
1.1 อุปนิสัยพื้นผิว ( Surface Traits)
สังเกตได้
ชัดเจน เป็นลักษณะ
1.2 อุปนิสัยต้นตอ ( Source Traits )
เป็นตัวที่กำหนดการแสดงออกของอุปนิสัยพื้นผิวหลายๆ แบบ
อุปนิสัยแรงขับ ( Dynamic Traits )
อุปนิสัยเกี่ยวกับความสามารถ ( Ability Traits )
อุปนิสัยทางลักษณะอารมณ์ ( Temperament
Traits )
2. หน่วยพลัง ( Ergs )
เป็นอุปนิสัยต้นตอหรือแรงขับดันที่มีมาแต่กำเนิดทั้งในกายและในจิตใจ
ทำให้บุคคลมีปฏิกิริยาตอบสนองทั้งโดยจงใจหรือเอาใจใส่
เป็นจุดเริ่มต้นของการกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพื่อไปให้ถึงจุดมุ่งหมายของกิจกรรมนั้น ๆ
3. เมตะเอิร์ก (Metaergs)
เป็นอุปนิสัยต้นตอที่เกี่ยวกับแรงขับ ซึ่งได้รับการขัดเกลาจากสิ่งแวดล้อมและปรากฏใน
พัฒนาการ
พัฒนามาจากแรงจูงใจ ได้แก่ เจตคติ(Attitude) ความสนใจ ( Interest ) และความอ่อน
ไหวทางอารมณ์ ( Sentiment )
4. สังกัปอุดหนุน ( Subsidiation )
อุปนิสัยที่ทำให้บุคคลบรรลุเป้าหมายแรก ได้แก่ อุปนิสัยทั้งหลายที่จะมาอุดหนุนอุปนิสัยที่ทำให้บรรลุเป้าหมายสุดท้าย คือลูกโซ่ของการอุดหนุน
( Subsidiation Chain ) เป็นอุปนิสัยที่เกี่ยวกับแรงขับ
5. ตัวตน ( The Self )
ตัวตนจะเกี่ยวข้องกับการแสดงออกของหน่วยพลังหรือความอ่อนไหวทางอารมณ์อื่นๆ ตัวตนมีบทบาทในการบูรณาการบุคลิกภาพ
การทำงานของอุปนิสัยที่เกี่ยวกับแรงขับใดก็จะแสดงตัวออกมาอย่างนั้น ขึ้นอยู่กับว่าอุปนิสัยนั้นเหมาะสมกับตัวบุคคลหรือไม่
ถ้าอุปนิสัยนั้นๆ ไม่สามารถเข้ากับตัวตนได้ ก็จะทำให้เกิดลักษณะอาการโรคจิตโรคประสาทในบุคคลได้
สร้างบุคลิกภาพ 16 PF
สร้างเป็นมิติพื้นฐานของบุคลิกภาพ (Personality Profile) ได้ 16 กลุ่ม
5. ทฤษฎีบุคลิกภาพแบบแบ่งประเภท (Type Theories)
5.1 ทฤษฎีบุคลิกภาพของเชลดอน
แบ่งบุคลิกภาพของ
บุคคลออกเป็น 3 แบบ ตามลักษณะของรูป
ร่างหรือโครงสร้างทางร่างกาย
รูปร่างผอม (Ectomorphy)
รูปร่างอ้วน (Endomorphy)
รูปร่างล่ำสัน (Mesomorphy)
5.2 ทฤษฎีบุคลิกภาพของเครทส์เมอร์
แบ่งบุคลิกภาพของ คนออกเป็น 4
ประเภท ตามลักษณะทางร่างกาย
หรือสรีระและนิสัย
1. ประเภท Asthenic or Leptosomic type
เป็นพวกที่มีโครงร่างหรือรูปร่างที่มีลักษณะ
ผอมสูง ชะลูด ลีบเล็ก ท้องแฟบ แบบบาง
ไหล่แคบ กระดูกใหญ่ ขาแขนยาว อกแฟบ
กล้ามเนื้อน้อย ผิวไม่มีเลือดฝาด ร่างกายทุก
ส่วนหน้าอก คอ ขา ลำตัว ขาดลักษณะความ
หนาทึบ คนที่มีโครงร่างแบบนี้จะมีลักษณะ
นิสัยเงียบขรึม คิดมาก ค่อนข้างจะเก็บตัว
มักจะมีใจนิสัย ใจคอที่ผิดปกติได้ง่าย หากมี
อะไรเข้ามากระทบกระเทือนจิตใจ
2. ประเภท Pyknic type
เป็นพวกที่มีโครงร่างลักษณะอ้วนเตี้ยท้องพลุ้ย
มีใบหน้ากลมและลำตัวกลมป้อมเตี้ย เป็นพวกที่
ศีรษะเล็ก หน้าอกกระเพาะอาหารพัฒนาสมบูรณ์
ยิ่งกว่าส่วนอื่นๆ ลำตัวสมบูรณ์ ด้วยไขมัน ลำคอ
หนา ใบหน้าแบน แขนขาสั้น ใบหน้าเต็ม ไหล่
กว้าง มีนิสัยปล่อยตัวตามสบาย เป็นแบบพวก
ชอบแสดงตัว อารมณ์อ่อนไหวเปลี่ยนแปลงง่าย
โกรธง่ายหายเร็วถ้ามีสิ่งล่อใจดีๆ ชอบอยู่เป็น
กลุ่ม หัวเราะได้ทั้งวันไม่ชอบทำงานหนัก
3. ประเภท Athetotic or Athletic or Muscular type
เป็นพวกที่มีร่างกายสมส่วนแบบนักกีฬา
รูปร่างสันทัด เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อแข็ง
แรง กล้ามเนื้องาม ช่วงขาช่วงแขนสมส่วน
ร่างกายสูงพอเหมาะ อกผายไหล่ผึ่ง เป็น
พวกมีพละกำลัง บางครั้งชอบก้าวร้าว มี
ลักษณะนิสัยใจคอเป็นแบบกลางๆ ทั่วไป
รักกลุ่มรักเพื่อนฝูง
4. ประเภท Dysplastic type
เป็นพวกไม่สมประกอบ มีร่างกายบางส่วนผิด
ปกติธรรมดาหรือร่างกายผิดส่วน มีลักษณะ
รูปร่างผสมผสานจากทุกๆ แบบที่กล่าวมา
ทำให้ไม่สามารถจัดเข้าประเภทใดประเภท
หนึ่งได้ คนที่มีโครงร่างลักษณะแบบนี้ค่อน
ข้างมีสติปัญญาต่ำหรือมีปมด้อย มักมี
พฤติกรรมที่ค่อนข้างเป็นปัญหา มีลักษณะ
นิสัยเกเร สับสนไม่เข้าใจตนเอง การรับรู้
ตนเองก็ไม่ดีนัก
6.ทฤษฏีพัฒนาการบุคลิกภาพ
(Theory of development)
6.1 ทฤษฏีพัฒนาการบุคลิกภาพของอีริคสัน (Erikson’s Theory of development)
ซึ่งมี 8 ขั้นตอนดังนี้
ขั้นที่ 1 ความรู้สึกไว้เนื้อเชื่อใจและความไม่ไว้วางใจ
แรกเกิดถึง 1 – 2 ปี
เด็กเล็กจะถามตัวเองเสมอว่าเขา
สามารถเชื่อใจใครได้ไหม เขาจะ
สงสัยว่าเขาปลอดภัยหรือไม่
หากเด็กเรียนรู้ว่าสามารถเชื่อใจ
ใครสักคนได้ เขาก็จะสามารถเชื่อใจ
คนอื่น ๆ ได้ในอนาคต หากเด็ก
รู้สึกกลัว เขาก็จะพัฒนาความไม่
มั่นใจในตัวคนอื่น และไม่ไว้เนื้อเชื่อ
ใจใคร ซึ่งบุคคลสำคัญใน
พัฒนาการขั้นนี้คือคุณแม่นั่นเอง
ขั้นที่ 2 ความเป็นตัวของตัวเองและความละอายและสงสัย
อายุ 2 – 4 ปีในวัยเด็กเล็ก เด็กจะสำรวจร่างกาย
ตัวเองและค้นพบว่าร่างกายทำอะไร
ได้บ้าง เขาจะมีคำถามว่า “มันโอเค
ไหมนะที่จะเป็นตัวฉัน?”
หากเด็กได้รับการอนุญาตให้เล่นและค้นหา
อย่างเต็มที่ เขาจะพัฒนาความ
มั่นใจในตัวเอง หากไม่ได้ทำ เขาก็
จะพัฒนาความละอายและสงสัยใน
ตัวเอง ในขั้นนี้ทั้งพ่อและแม่ต่างมี
ส่วนสำคัญ
ขั้นที่ 3 ความคิดริเริ่มและความรู้สึกผิด
ก่อนวัยเรียน อายุ 4 – 5 ปี
ในวัยอนุบาล เด็กมักมีความคิด
ริเริ่มลองทำสิ่งใหม่ ๆ และเรียนรู้สิ่ง
พื้นฐาน เช่น รู้ว่าวัตถุทรงกลมจะ
กลิ้งได้ เขาจะตั้งคำถามว่า “มันโอ
เคไหมที่ฉันจะทำแบบนี้?”
หากเด็ก
ได้รับการส่งเสริม เขาก็จะตาม
ความสนใจต่อไปได้เรื่อย ๆ แต่หาก
เด็กโดนห้าม หรือบอกว่าสิ่งที่เขาทำ
นั้นไร้สาระ เขาก็จะพัฒนาความรู้สึก
ผิดขึ้น ในขั้นนี้เด็กจะเรียนรู้จากคน
ทั้งครอบครัว
ขั้นที่ 4 ความขยันหมั่นเพียรและความรู้สึกต่ำต้อย
วัยเรียน อายุ 5 – 12 ปีในขั้นนี้เด็กจะเรียนรู้เรื่องที่เขาสนใจ และเริ่มพบว่าตัวเองแตกต่างจากคนอื่น ๆ เขาจะอยากให้คนอื่นเห็นว่าเขาทำสิ่งต่าง ๆ
ได้ถูกต้อง เด็กจะตั้งคำถามว่าเขาสามารถ
อยู่รอดในโลกนี้ได้อย่างไร
หากเด็กในขั้น
นี้ได้รับการยอมรับจากคุณครูและเพื่อน ๆ
เขาก็จะมีความขยันหมั่นเพียร และกลาย
เป็นคนทำงานหนัก แต่หากเด็กได้รับคำติ
มากเกินไป เขาจะเริ่มรู้สึกต่ำต้อยและสูญ
เสียแรงบันดาลใจ ในขั้นนี้โรงเรียนและ
คนรอบข้างมีอิทธิพลมากที่สุด
ขั้นที่ 5 ความเป็นอัตลักษณ์และความสับสนในบทบาท
อายุ 13 – 19 ปีเด็กในช่วงวัยรุ่นจะเรียนรู้ว่าแต่ละคนมีบทบาทในสังคมแตกต่างกัน เขาจะเรียน
รู้ว่าเขาเป็นทั้งเพื่อน นักเรียน เป็นเด็ก
และพลเมือง วัยรุ่นหลายคนจะพบวิกฤติ
ในการค้นหาตัวตนของตัวเอง
1 more item...
ขั้นที่ 6 ความใกล้ชิดสนิทสนมและความโดดเดี่ยวอ้างว้าง
2 more items...
จัดทำโดย
นายนิธิวัฒน์ เกตุรักษา
รหัสนิสิต 651031190
วิชาเอกจิตวิทยาการศึกษาและการแนะแนว
มหาวิทยาลัยทักษิณ