Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายอุดตัน (Peripheral Arterial Disease: PAD),…
โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายอุดตัน (Peripheral Arterial Disease: PAD)
พยาธิสภาพและกลไกการเกิด
พยาธิสภาพที่สำคัญคือการเกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis) ซึ่งเป็นผลมาจากการสะสมของไขมัน คอเลสเตอรอล แคลเซียม และสารอื่นๆ ในผนังหลอดเลือด
ทำให้เกิดพลัค (Plaque)
ส่งผลให้
หลอดเลือดแคบลงและการไหลเวียนเลือดลดลง กระบวนการอักเสบเรื้อรังที่เกิดขึ้นในผนังหลอดเลือดนำไปสู่การสะสมของเซลล์ภูมิคุ้มกัน
เช่น แมคโครฟาจและทีเซลล์
จะไปเสริมให้พลัค(Plaque)ขยายตัวและทำให้หลอดเลือดสูญเสียความยืดหยุ่น ผนังหลอดเลือดที่เสียหายอาจทำให้พลัค(Plaque)แตกออก
กระตุ้น
การจับตัวของเกล็ดเลือดและโปรตีนเกิดเป็นลิ่มเลือด (Thrombosis) จึงไปอุดตันการไหลเวียนโลหิต
1 more item...
สารที่สะสมในหลอดเลือดแดงเมื่อเกิดภาวะ
ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis)
เกิดจากผนังหลอดเลือดหนาตัวขึ้นจากไขมัน LDL สะสมที่ผนังหลอดเลือด เรียกว่า Atherosclerotic plaque เมื่อ plaque ใหญ่ขึ้นก็จะขยายเข้าไปในท่อของหลอดเลือด
ทำให้
ท่อหลอดเลือดตีบลง ทำให้เลือดไหลเวียนได้ไม่ดี (poor perfusion) และความยืดหยุ่นของผนังหลอดเลือดเสียไป (vascular function impair)
ส่งผลให้
เลือดไหลเวียนเร็วจนไปกระแทกผนังหลอดเลือดทำให้ผนังหลอดเลือดและ plaque แตกออก จึงเกิดเลือดออกใน plaque และมีก้อนเลือดขึ้น ซึ่งก้อนเลือดอาจไหลไปอุดตันตามอวัยวะต่าง ๆ ได้นั่นเอง
ส่วนมากพบในผู้ป่วยโรคเบาหวาน
ข้อวินิจฉัยการพยาบาล
1.ไม่สุขสบาย เนื่องจากมีอาการปวดขาขวา จากการเกิดภาวะหลอดเลือดแดงส่วนปลายอุดตัน
2.เสี่ยงต่อการเกิดเนื้อตาย เนื่องจากมีอาการหลอดเลือดแดงส่วนปลายอุดตัน
ข้อมูลสนับสนุน
O : ปลายเท้าซีดสีคล้ำ ชา เท้าเย็น
O : ปลายขาบวมกดบุ๋ม 2+ แสดงถึงการอักเสบหรือมีการคั่งของเหลว
O : ขาขวาตรวจพบรอยอุดตันในหลอดเลือดแดงยาว 2.5 ซม. มีก้อนในหลอดเลือดแดงบางส่วน
O : คลำชีพจรไม่ได้ในตำแหน่ง dorsalis pedis และตำแหน่ง posterior tibial คลำได้ไม่ชัดเจน
O : ระดับของ Hb 19 g/dL และ Hct 65% สูง
1 more item...
3.เสี่ยงพลัดตกหกล้ม เนื่องจากมีอาการอ่อนแรง จากการเกิดภาวะหลอดเลือดแดงส่วนปลายอุดตัน
ข้อมูลสนับสนุน
O : ขยับขาได้น้อยและลงน้ำหนักที่ขาขวาไม่ได้
O : มีอาการอ่อนแรง
O : ปลายเท้าซีดสีคล้ำ ชา เท้าเย็น
O : มีอาการปวดขาอยู่ตลอดเวลา Pain Score 8 คะแนน
1 more item...
5.พร่องกิจวัตรประจำวัน เนื่องจากไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เป็นปกติ จากการเกิดภาวะหลอดเลือดแดงส่วนปลายอุดตัน
ข้อมูลสนับสนุน
O : ผู้ป่วยมีอาการหลอดเลือดแดงส่วนปลายขาขวาอุดตัน ทำให้ขยับขาขวาและเคลื่อนไหวได้ลำบาก
เป้าหมายการพยาบาล
ผู้ป่วยสามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้
1 more item...
4.เสี่ยงต่อการเกิดซ้ำ เนื่องจากผู้ป่วยขาดความรู้เกี่ยวกับป้องกันและการดูแลตนเอง
ข้อมูลสนับสนุน
S : ผู้ป่วยไม่มีอาการปวดขามาก่อนในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา
S : ผู้ป่วยไม่ได้รับการคัดกรองโรคความดันโลหิต และโรคเบาหวาน
O : ค่า BMI 26.4 น้ำหนักเกิน
เป้าหมายการพยาบาล
1 more item...
6.ผู้ป่วยมีความวิตกกังวล เนื่องจากสูญเสียบทบาทในการเป็นหัวหน้าครอบครัว
ข้อมูลสนับสนุน
S : ผู้ป่วยเคยเป็นหัวหน้าครอบครัว แต่ตอนนี้ภรรยาเป็นหัวหน้าครอบครัว
S : ผู้ป่วยเคยเป็นผู้ใหญ่บ้านและเคยเป็นสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล
S : ผู้ป่วยมีความเชื่อมั่นในตนเองสูง
1 more item...
ข้อมูลสนับสนุน
O : มีสีหน้าไม่สุขสบาย อาการอ่อนแรง
O : ปลายเท้าซีดสีคล้ำ ชา เท้าเย็น
O : มีอาการปวดขาอยู่ตลอดเวลา Pain Score 8 คะแนน
O : ขาขวาตรวจพบรอยอุดตันในหลอดเลือดแดงยาว 2.5 ซม. มีก้อนในหลอดเลือดแดงบางส่วน
O : ปลายขาบวมกดบุ๋ม 2+ แสดงถึงการอักเสบหรือมีการคั่งของเหลว
O : คลำชีพจรไม่ได้ในตำแหน่ง dorsalis pedis และตำแหน่ง posterior tibial คลำได้ไม่ชัดเจน
1 more item...
อาการและอาการแสดง
แบ่งเป็น2แบบ
อาการแบบเฉียบพลัน(Acute Limb Ischemia)
เกิดขึ้นทันทีภายในไม่กี่ชั่วโมงหรือนาที และต้องรีบพบแพทย์ทันทีเพื่อลดการสูญเสียอวัยวะ
ประเมินอาการโดยใช้ 6Ps
Pain(ปวด) ปวดระดับปานกลางไปถึงรุนแรง
Pallor(ซีด) ซีดหรือสีผิวเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะบริเวณปลายขาเนื่องจากขาดเลือดไปเลี้ยง
Pulselessness (คลำชีพจรไม่ได้) คลำชีพจรที่ขาหรือข้อเท้าไม่ได้ เพราะเลือดไม่สามารถไหลไปเลี้ยงที่ขาได้
Paresthesia (ชา) มีอาการเหน็บชา หรือสูญเสียความรู้สึก เพราะเลือดไหลเวียนไปเลี้ยงเนื้อเยื่อไม่เพียงพอ ส่งผลให้เส้นประสาทขาดออกซิเจนและสารอาหาร จึงเกิดอาการชาและสูญเสียความรู้สึกในบริเวณนั้น.
1 more item...
เปรียบเทียบจากกรณีศึกษา
ผู้ป่วยมีอาการปวดขาอย่างเฉียบพลันที่เริ่มขึ้นทันทีทันใดภายใน 2 วันก่อนมาโรงพยาบาล ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของภาวะหลอดเลือดแดงส่วนปลายอุดตันเฉียบพลัน
ประเมินขาขวาตามแนวทาง 6Ps พบว่ามี
1) อาการปวดขาขวาอย่างรุนแรงตลอดเวลา ขยับขาได้น้อยและลงน้ำหนักที่ขาขวาไม่ได้
คะแนนความเจ็บปวด 8 คะแนน
2) บริเวณปลายขาขวาซีดสีคล้ำ
3) คลำชีพจรไม่ได้ในตำแหน่ง dorsalis pedis (หลังเท้าระหว่างนิ้วหัวแม่เท้ากับนิ้วชี้) และตำแหน่ง posterior tibial (ด้านหลังของตาตุ่มด้านใน) คลำได้ไม่ชัดเจน
4) ปลายขาขวามีลักษณะเท้าเย็น
5) มีอาการชาที่ปลายขาขวา
พบว่าปลายขาขวาบวมกตบุ๋มระดับ 2+
อาการกดบุ๋ม 2+ เกิดจากเลือดไหลไปเลี้ยงไม่พอเพราะหลอดเลือดแดงอุดตัน ทำให้เลือดในหลอดเลือดดำไหลกลับไม่ดี ของเหลวจึงคั่งอยู่ในเนื้อเยื่อจนเกิดบวมและกดบุ๋ม.
การรับรู้ความรู้สึกปลายขาขวาพบว่า
มีอาการสูญเสียความรู้สึก
อาการเรื้อรัง(Chronic Limb Ischemia)
เกิดขึ้นนานกว่า2สัปดาห์
ขาเย็นผิดปกติ เกิดจากการที่เลือดไม่สามารถไหลไปเลี้ยงขาได้เพียงพอ เพราะหลอดเลือดตีบหรืออุดตัน ทำให้การไหลเวียนเลือดลดลงและขาดความร้อน.
อาการปวดขาแม้ขณะพัก ซึ่งมักเกิดในระยะรุนแรงของโรค
การเกิดแผลเรื้อรังหรือเนื้อตายที่ปลายเท้าหรือขา อันเป็นผลจากการขาดเลือดอย่างรุนแรง
ความหมาย
โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายอุดตัน คือ โรคที่กเิดจากการอุดตันภายในผนังหลอดเลือดแดง จากการสะสมของแผ่นไขมัน เกล็ดเลือด หรือแคลเซียมที่ทับถมและแทรกตัวอยู่ภานในผนังหลอดเลือดแดง ส่งผลให้มีปริมาณเลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนปลายลดลง โรคหลอดเลือดแดงแข็งจากแผ่นไขมันนี้ สามารถเกิดได้กับหลอดเลือดแดงทั่วร่างกายแต่ที่พบบ่อยและเกิดอันตรายกับผู้ป่วย ได้แก่ โรคหลอดเลือดสมอง โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายอุดตัน
อาการของโรคในระยะแรกมักไม่มีอาการ หรืออาจมีอาการปวดขาในขณะเดิน ผู้ป่วยส่วนมากมักเริ่มจากมีอาการปวดขาแม้หยุดพักอาการปวดก็ไม่ดีขึ้น และเมื่อปล่อยทิ้งไว้จนอาการขาดเลือดรุนแรงขึ้น จะเกิดแผลที่เท้าเรื้อรัง แผลขาดเลือด หรือแผลติดเชื้อจนทำให้สูญเสียขาได้ และเชื้ออาจเข้ากระแสเลือดทำให้เสียชีวิตได้
สาเหตุ
เกิดจากภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis)ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรค และทำให้หลอดเลือดแดงที่ขาตีบหรือตัน มีเลือดไปเลี้ยงไม่เพียงพอ ก่อให้เกิดอาการขาดเลือดไปที่ขา
สาเหตุสามารถเกิดจากการสะสมของคราบไขมันและแคลเซียมในผนังหลอดเลือดแดง จนทำให้รูตรงกลางตีบแคบลง หรือมีภาวะลิ่มเลือดหลุดจากหัวใจหรือหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องอกหรือช่อง ท้องมาอุดตันที่หลอดเลือดแดงส่วนปลายที่ขา ส่งผลให้การไหลเวียนของเลือดลดลง
สาเหตุอื่นๆ
การสูบบุหรี่ การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ เนื่องจากสารเคมีในบุหรี่ทำให้หลอดเลือดตีบแคบและเกิดการอักเสบ
2. โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus) ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานานสามารถทำลายหลอดเลือดและเพิ่มความเสี่ยงของ PAD
3.ความดันโลหิตสูง (Hypertension) ความดันโลหิตสูงทำให้หลอดเลือดเสียหายและเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดแดงตีบ
4. ไขมันในเลือดสูง (Dyslipidemia) ระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์สูงเพิ่มความเสี่ยงของการสะสมคราบไขมันในหลอดเลือด
5. อายุที่เพิ่มขึ้น ผู้สูงอายุมีความเสี่ยงสูงขึ้นเนื่องจากการเสื่อมสภาพของหลอดเลือดตามธรรมชาติ
6.ปัจจัยพันธุกรรม ประวัติครอบครัวที่มีโรคหัวใจหรือหลอดเลือดสามารถเพิ่มความเสี่ยงของ PAD
1 more item...
ภาวะแทรกซ้อน
แผลเรื้อรังที่เท้า การไหลเวียนเลือดที่ลดลงอาจทำให้เนื้อเยื่อบริเวณขาหรือเท้าได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ จนเกิดแผลที่หายยาก
เนื้อตาย (Gangrene)
เลือดไปเลี้ยงส่วนปลายลดลงทำให้เนื้อเยื่อตาย
ภาวะเนื้อตาย (Tissue Necrosis) มักเกิดขึ้นในระยะเรื้อรังของโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายอุดตัน
เมื่อการไหลเวียนเลือดไปยังเนื้อเยื่อลดลงอย่างมาก ทำให้เนื้อเยื่อขาดออกซิเจนและสารอาหาร จนเกิดการตายของเนื้อเยื่อ ส่งผลให้ต้องตัดอวัยวะที่ได้รับผลกระทบ
การติดเชื้อ (Infection)
แผลที่เกิดจากการไหลเวียนเลือดไม่เพียงพอเสี่ยงต่อการติดเชื้อ อาจลุกลามจนเป็นการติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis)
ปวดขาเรื้อรัง (Chronic Limb Pain)
เกิดจากเนื้อเยื่อได้รับออกซิเจนไม่พอ ทำให้มีอาการปวดแม้ในขณะพัก
การรักษา
มีวัตถุประสงค์เพื่อ ปรับปรุงการไหลเวียนของเลือด ลดอาการ และป้องกันภาวะแทรกซ้อน
วิธีการรักษา ประกอบด้วย
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการดูแลตนเอง
การเลิกสูบบุหรี่เป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะช่วยลดการตีบตันของหลอดเลือด
การออกกำลังกายสม่ำเสมอ เช่น การเดิน จะช่วยกระตุ้นการสร้างเส้นเลือดใหม่และปรับปรุงการไหลเวียนของเลือด
การควบคุมอาหาร รับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ ลดน้ำตาล และควบคุมปริมาณเกลือ เพื่อควบคุมระดับไขมันและน้ำตาลในเลือด
การรักษาด้วยยา
ยาละลายลิ่มเลือด เช่น แอสไพริน หรือคลอพิโดเกรล เพื่อป้องกันการเกิดลิ่มเลือด
ยาขยายหลอดเลือด เช่น Cilostazol เพื่อช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังขา
ยาลดไขมัน เช่น Statins เพื่อลดระดับคอเลสเตอรอลและป้องกันการสะสมของคราบไขมันในหลอดเลือด
ยาควบคุมเบาหวานและความดันโลหิต เพื่อควบคุมปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง
กรณีที่เป็นมากขึ้นและรุนแรงมาก
3. การรักษาด้วยหัตถการ
การขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูน (Angioplasty) เป็นการใส่บอลลูนเข้าไปในหลอดเลือดที่ตีบ เพื่อช่วยขยายหลอดเลือด
การใส่ขดลวด (Stenting)เพื่อช่วยให้หลอดเลือดเปิดอยู่
-การผ่าตัดบายพาสหลอดเลือด (Bypass Surgery) ในกรณีที่หลอดเลือดตีบหรืออุดตันอย่างรุนแรง การผ่าตัดบายพาสช่วยเบี่ยงการไหลของเลือดผ่านเส้นเลือดที่สร้างขึ้นใหม่
-การตรวจเอ็กเซรย์คอมพิวเตอร์หลอดเลือด CTA : (computed tomography angiography) เพื่อเป็นการตรวจคัดกรองและป้องกันการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดเบื้องต้น
เปรียบเทียบจากกรณีศึกษา
ผู้ป่วยทำการประเมินชีพจรที่ขาขวาด้วย dropper ultrasound ผลการตรวจไม่มีการเต้นของชีพจรที่ขาขวา
จากกรณีศึกษาผู้ป่วยได้รับการรักษาโดยการใช้ยา การรักษาที่ผู้ป่วยได้รับ ดังนี้
1. ได้รับยา Heparin 5,000 ยูนิตในสารน้ำ normal saline solution 1,000 ml ทางหลอดเลือดดำ จำนวน 20 หยดต่อนาที
เป็นยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด เนื่องจากผู้ป่วยตรวจพบขาขวามีการอุดตันและพบก้อนในหลอดเลือดแดง
2.ได้รับยา Morphine injection (3 mg) ฉีดเข้าทางกล้ามเนื้อ 1 ครั้ง และได้รับยา Tramadol (50 mg) ทุก 8 ชั่วโมง
เพื่อบรรเทาอาการปวด เนื่องจากผู้ป่วยมีอาการปวดขาขวาอย่างรุนแรงตลอดเวลาที่เกิดจากการขาดเลือด
3.ได้ยา Omeprazole (40 mg) ทางเส้นเลือดดำวันละ 1 ครั้ง
เพื่อป้องกันการระคายเคืองในกระเพาะอาหารและป้องกันผลข้างเคียงจากการใช้ยาอื่นๆ
4.ได้ยาฉีด Ceftriaxone (2 gms) เข้าเส้นเลือดวันละ 1 ครั้ง
เป็นยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อที่แผล
และตรวจระบบหลอดเลือดส่วนปลายด้วยการเอกเซรย์คอมพิวเตอร์หลอดเลือด CTA : (computed tomography angiography) เนื่องจากประเมินหลอดเลือดแดงของขาและปลายขา ผลการตรวจ พบว่า ขาขวามีรอยอุดตัน ภายในหลอดเลือดแดงยาว 2.5 ซม. และพบว่ามีก้อนในหลอดเลือดแดงบางส่วน
รายชื่อสมาชิก
นางสาวอริยพัฒน์ จันพันธุ์รูป 66108301152
นางสาวอลิสดา ชำนิจ 66108301153
นางสาวอังคณา ประคองสุข 66108301154
นางสาวอัจจิมา ดวงศรี 66108301155