Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
พัฒนาการของหลักสูตรในประเทศตะวันตก - Coggle Diagram
พัฒนาการของหลักสูตรในประเทศตะวันตก
หลักสูตรสมัยก่อนคริสตกาล
หลักสูตรของยุคกรีกและโรมัน
ศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาล
เน้นด้านศีลธรรม กีฬา และศิลปะ มากกว่าทหาร
โชเคเครติสและเพลโต
มุ่งสร้างวินัยทางศีลธรรม จิตใจอันบริสุทธิ์ ความคิด และการกระทำอันถูกต้องและความจริง
สิ่งที่เรียนรู้การอ่าน เขียน ท่องจำโคลง กลอน ร้องเพลง ลำนำ เลขคณิตและการออกกำลังกาย
มีต้นแบบวิธีการสอนโดยใช้เทคนิคการสอบสวน (Inquiry method )
การศึกษาอยู่ในวงจำกัดเฉพาะกลุ่มบุคคลชั้นสูงเท่านั้น
ในศตวรรษที่4 ก่อนคริสตกาล
กลุ่มโซฟิตส์
สนใจการแก้ปัญหาประจำวันและความรู้ที่เป็นประโยชน์แก่ชีวิตและเพื่อความเป็นผู้นำทางการเมืองมากกว่าเรื่องการใช้ความคิดเชิงปัญญา
วิชาที่บรรจุลงในหลักสูตรจะเป็นลักษณะภาษาและวรรณคดี พวกนี้ชอบใช้โวหาร และคำพูดที่ไพเราะเพราะพริ้ง
ถือว่ากลุ่มตนเป็นนักการศึกษาอาชีพ จึงคิดค่าเรียนในการสอนด้วย
หลักสูตรในอาณาจักรโรมัน ในศตวรรษที่3 ก่อนคริสตกาลถึงศตวรรษที่6
หลักสูตรเน้นหนักการท่องบทกวีของโยเมอร์ กฎไวยากรณ์ หลักเกณฑ์การใช้ถ้อยคำโวหาร หรือศิลปะการพูด
การศึกษาจึงใช้สองภาษาคือกรีกและโรมัน
ซิเซโร เป็นทั้งทนาย นักการเมือง นักปราชญ์ มีความเห็นว่าหลักสูตรควรประกอบด้วยวิชาเลขาคณิต ดาราศาสตร์ ดนตรี ฟิสิกส์ ประวัติศาสตร์ กฎหมาย และปรัชญา
ควินติเลียน เสมือนนักจิตวิทยาการศึกษา เสนอว่าควรใช้วิธีการหลายๆอย่างเพื่อให้ผู้เรียน เช่น การละเล่นต่างๆ การแข่งขัน การยกย่องชมเชยแทนการทำโทษ เพื่อกระตุ้นให้สนใจในการเรียน การใช้เด็กโตสอนเด็กเล็ก และการให้ความสนใจต่อความแตกต่างในความสามารถของผู้เรียน
หลักสูตรยุโรปสมัยกลาง (ยุคก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม)
การศึกษาในยุคแรก
ไม่รับเอาการศึกษาตามแบบกรีก (ต่างจากโรมัน)
อิงบทบัญญัติของ St.Benedic
เน้นภาษาละตินและไวยากรณ์
การศึกษาในมหาวิทยาลัย (ศตวรรษที่ 12)
เนื้อหา: พระคัมภีร์, ภาษาละติน, ศาสนวิทยา
ผลกระทบจากยุคฟื้นฟูและปฏิรูปศาสนา
ยุคฟื้นฟู: ฟื้นแนวคิดการศึกษากรีก
ยุคปฏิรูป: เสรีภาพทางความคิด -> การศึกษาแบบหลากหลาย
รูปแบบโรงเรียน (ศตวรรษที่ 16, อังกฤษ)
โรงเรียนแกรมมา โรงเรียนวัด โรงเรียนคนยากจน โรงเรียนช่างฝีมือ
ระดับการศึกษาและหลักสูตร
ประถมศึกษา
เด็กชาย: อ่าน, เขียน, บัญชี เด็กหญิง: อ่าน, เย็บปักถักร้อย เด็กหญิง: อ่าน, เย็บปักถักร้อย
มัธยมศึกษา
ไวยากรณ์ภาษาละติน
การเขียนกลอนและเรียงความ
การฝึกงาน: สอนวิชาอาชีพนอกโรงเรียน
มหาวิทยาลัย: เน้นภาษาละตินและศาสนา
การศึกษาในยุโรปยุคกลางมีความหลากหลายแต่ยังคงเน้นเนื้อหาทางศาสนาและภาษาละตินเป็นหลัก โดยมีการปรับเปลี่ยนตามยุคฟื้นฟูและปฏิรูปศาสนา
หลักสูตรในประเทศอังกฤษ
การศึกษาในศตวรรษที่ 19
ประถมศึกษา: ขยายตัวรวดเร็ว
ปัญหา: ระดับมัธยมศึกษาและมหาวิทยาลัย (ขัดแย้งกับการศึกษาแบบคลาสสิก)
Herbert Spencer (1860)
บทความ “What Knowledge is of Most Worth”
วิจารณ์การศึกษาแบบคลาสสิกว่าไม่มีคุณค่า
เสนอการจัดหลักสูตรตาม คุณค่าต่อชีวิต:
ความอยู่รอดของชีวิต
เศรษฐกิจเพื่อการดำรงชีวิต
การเลี้ยงดูบุตร
สังคมและการเมือง
ศิลปะและการพักผ่อน
การศึกษาศตวรรษที่ 20
ยังคงเน้น การศึกษาแบบคลาสสิก
ถ่ายทอดไปยังอาณานิคมและสหรัฐอเมริกา
สหรัฐอเมริกาเริ่มเปลี่ยนแนวคิดตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19
อิทธิพลต่อการศึกษาจากยุคต่าง ๆ
กรีกและโรมัน: เน้นศิลปะ ศีลธรรม วรรณคดี
สปาร์ตาและอาเรเบีย: ฝึกวิทยายุทธ
บุคคลสำคัญ: นักบวชและนักปราชญ์ เช่น ไขเครดิส เพลโต
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2
ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยา
ยุโรปยังคงระบบการศึกษาแบบคลาสสิก
วัฒนธรรมเดิมเป็นอุปสรรคต่อการเปลี่ยนแปลง
แม้มีการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และแนวคิดใหม่ แต่การศึกษาของอังกฤษยังคงรักษารูปแบบคลาสสิกที่มีอิทธิพลต่อโลกตะวันตกและอาณานิคมมาจนถึงปัจจุบัน
หลักสูตรในประเทศสหรัฐอเมริกา
ศตวรรษที่ 17
ออกกฎหมายการศึกษา (ค.ศ. 1647) จัดตั้ง โรงเรียนประถมศึกษา และ โรงเรียนละตินแกรมมาการศึกษาแบบ คลาสสิก (อิทธิพลจากอังกฤษ)
ศตวรรษที่ 18
อิทธิพลคลาสสิกลดลง
มหาวิทยาลัยขยายหลักสูตร: เพิ่ม ศิลปศาสตร์, วิชาชีพ, วิชาเลือก
Benjamin Franklin ก่อตั้ง The Academy (ค.ศ. 1751) เน้นวิชาที่นำไปใช้ในสังคม -> พัฒนาสู่ [มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย]
ศตวรรษที่ 19
หลุดพ้นจากอิทธิพลยุโรป
สาเหตุการเปลี่ยนแปลง: การพัฒนาเศรษฐกิจ การตั้งถิ่นฐานใหม่ของผู้อพยพ
หลักสูตรขยาย: จากการสอนอ่าน, เขียน -> พืชคณิต, ดาราศาสตร์, เคมี, ชีววิทยา, ช่างสำรวจ, ปรัชญา
วิธีสอน: เน้น ท่องจำ (แบบเดิม)
การจัดทำหลักสูตร: เน้นเนื้อหาจาก ตำรา
รับอิทธิพลแนวคิดใหม่จากยุโรป: เฟรอเบล (Froebel), เพสตาลอสซี (Pestalozzi), แฮร์บาร์ต (Herbart)
ผลลัพธ์: เกิดหลักสูตรใหม่ เช่น Broad Field Curriculum มุ่งเน้นประโยชน์ต่อ ชีวิตประจำวัน
หลักสูตรในสหรัฐอเมริกาเริ่มจากระบบการศึกษาคลาสสิกของยุโรป แต่ค่อย ๆ พัฒนาเนื้อหาและแนวคิดให้เหมาะสมกับสังคมอเมริกัน โดยเฉพาะในศตวรรษที่ 19 มีการขยายวิชาให้ครอบคลุมมากขึ้น และเริ่มรับแนวคิดจากนักการศึกษายุโรป เพื่อสร้างหลักสูตรที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริงและความต้องการของสังคมใหม่.
หลักสูตรสมัยศตวรรษที่ 20
การศึกษาแบบพิพัฒนาการ (Progressive Education)
ผู้นำ: จอห์น ดุย (John Dewey)
มุ่งเน้น: พัฒนาสังคม, หน้าที่พลเมืองดี, การพัฒนาบุคคล
หลัก 7 ประการ (1918): สุขภาพ, ภาษาและคณิตศาสตร์, คนดีในครอบครัว, งานอาชีพ, หน้าที่พลเมือง, การใช้เวลาว่าง, ศีลธรรม
ผลกระทบจาก Sputnik (1957)
เน้น: คณิตศาสตร์, วิทยาศาสตร์, เทคโนโลยี, ภาษาต่างประเทศ
เปลี่ยนแปลงหลักสูตร:
1960: เน้นความเป็นเลิศวิชาการ
1970: ผสมผสานวิชาพื้นฐานและวิชาชีวิต
1980: กลับมาสู่ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยี
รายงานสำคัญที่ส่งผลต่อหลักสูตร
A Nation at Risk (1983): วิชาบังคับ: ภาษาอังกฤษ 4 ปี, คณิตศาสตร์/วิทยาศาสตร์/สังคมศาสตร์ 3 ปี, คอมพิวเตอร์ 6 เดือน
Action for Excellence: เน้น: ทักษะการอ่าน, เขียน, คณิตศาสตร์, วิทยาศาสตร์, การใช้เหตุผล, เศรษฐศาสตร์
Education for the 21st Century (1983): วิชาบังคับ: คณิตศาสตร์, วิทยาศาสตร์, เทคโนโลยี (มัธยม 3 ปี, อุดมศึกษา 4 ปี)
การออกแบบหลักสูตร (Curriculum Design)
ผู้นำ: Franklin Bobbitt, Harold Rugg, Ralph Tyler
ทฤษฎีเด่น: การกำหนดจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม การสอนแบบโปรแกรม
ผลกระทบจากนักคิด:
บ Jean Piaget, Jerome Brunner: สนับสนุน “เด็กเป็นศูนย์กลาง”
Benjamin Bloom: คนทุกคนสามารถเรียนรู้ได้หากสภาวะแวดล้อมเหมาะสม
แนวทางพัฒนาการศึกษาในศตวรรษที่ 21
เป้าหมายจากรายงาน “America 2000” (1989):
เด็กเริ่มเรียนเมื่อพร้อม เพิ่มอัตราสำเร็จมัธยม พัฒนาความรู้วิชาพื้นฐาน อเมริกาต้องเป็นอันดับ 1 ในคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ โรงเรียนปลอดยาเสพติดและความรุนแรง
SCANS Report (1991)
ทักษะที่จำเป็น:
ทักษะพื้นฐาน: อ่าน, เขียน, คณิตศาสตร์
ทักษะการคิด: วิเคราะห์, ตัดสินใจ, แก้ปัญหา
คุณสมบัติส่วนตัว: ความรับผิดชอบ, การจัดการตัวเอง
การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมส่งผลต่อการปรับปรุงหลักสูตรสหรัฐฯ ให้ตอบสนองความต้องการใหม่ โดยเน้นทั้งความเป็นเลิศวิชาการและการพัฒนาทักษะที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริงและการทำงาน.