Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
การแสดงพื้นเมือง 4 ภาค, IMG_5234, IMG_5242, 📍ผู้รับผิดชอบ :…
การแสดงพื้นเมือง 4 ภาค
ภาคใต้
-
การแต่งกาย
การแต่งกายของมโนราห์มีความงดงามและ
เป็นเอกลักษณ์ ประกอบด้วยเครื่องหัว เสื้อประดับเลื่อม ผ้าห้อยหน้า-หลัง ปั้นเหน่ง กางเกงสีสดใส เล็บยาว (กร) และเครื่องประดับแขน-ข้อเท้า ช่วยเสริมความอ่อนช้อยและความศักดิ์สิทธิ์ของการแสดงรำมโนราห์
-
การแสดงพื้นเมืองภาคใต้เกิดจากการผสมผสานวัฒนธรรม วิถีชีวิต และความเชื่อที่มีมาแต่ดั้งเดิมของผู้คนในภูมิภาคนี้ โดยได้รับอิทธิพลจากศาสนาและชาติพันธุ์ที่หลากหลาย เช่น ไทย มลายู และจีน การแสดงส่วนใหญ่มีรากฐานจากความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์และการดำเนินชีวิตของชาวบ้าน
-
เครื่องดนตรีที่ใช้
เครื่องดนตรีมโนราห์ประกอบด้วย กลองโนรา สร้างจังหวะหลัก, ปี่ใน บรรเลงทำนอง, ฉิ่ง ควบคุมจังหวะ, โหม่ง เสริมจังหวะ และ แตระ เพิ่มความกลมกลืน ดนตรีช่วยเสริมความสมบูรณ์ให้การแสดงมีชีวิตชีวาและน่าสนใจยิ่งขึ้น
-
บุคคลสำคัญประจำภาคใตั
โนรายก ชูบัว เป็นมโนราห์ชื่อดังภาคใต้ที่อุทิศตนให้ศิลปะมโนราห์มากกว่า 50 ปี ท่านมีความสามารถในการรำและแต่งบทกลอน สะท้อนแนวคิดและสภาพสังคมในยุคของท่าน ผลงานสำคัญของท่าน เช่น การแสดงระดับนานาชาติ และการรำถวายพระบรมวงศานุวงศ์ไทย
-
ภาคอีสาน
บุคคลสำคัญประจำภาคอีสาน
ครูเปลื้อง ฉายรัศมี
ศิลปินแห่งชาติปี พ.ศ. 2529 สาขาศิลปะการแสดง
(ดนตรีอีสานพื้นบ้าน-โปงลาง)เกิดเมื่อ วันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ.2475 บ้านเลขที่ 7 บ้านตา ต.ม่วงมา อ.เมืองภาพสินธุ์จ.กาฬสินธุ์
ครูเปลื้อง ฉายรัศมี เป็นผู้ที่ได้ศึกษาคันคว้าปรับปรุงและพัฒนาโปงลางมาตลอดระยะเวลา 40 ปี และทำให้โปงลางเป็นเครื่องดนตรีประจำ
จังหวัดกาฬสินธุ์อีกด้วย
-
-
การแสดงพื้นเมืองภาคอีสาน แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมของชนพื้นเมืองกับสภาพชีวิตความเป็นอยู่การแสดงพื้นเมืองภาคอีสานจะมีทั้งการแสดงที่เป็นแบบดั้งเดิมที่มีการสืบทอดกันมาและเกิดขึ้นในแต่ละท้องถิ่นเป็นไปตามความถนัดหรือความสามารถของแต่ละคนโดยเน้นความสนุกสนานและความรื่นเริง
-
-
-
การแต่งกาย
การเล่นเรื่อมอันเรในอดีตไม่มีข้อกำหนดเคร่งครัดเรื่องการแต่งกาย โดยชาวบ้านใช้เสื้อผ้าที่มีอยู่และเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับการแต่งกาย ผู้หญิงนิยมใส่ผ้าไหมที่ทอเอง เช่น ผ้าถุงโฮล หรือซัมป๊วดโฮล พร้อมต่อประโบลที่เชิงผ้านุ่ง ส่วนผู้ชายสวมโสร่ง ต่อมาเกิดการพัฒนารูปแบบการแต่งกายให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
ฝ่ายหญิง: สวมเสื้อแขนกระบอก นุ่งผ้าถุงไหม ห่มสไบเฉียง ดอกไม้ทัดหู ใส่สร้อยตัวหรือสายสังวาลย์และอาจมีเครื่องประดับเพิ่มเติม เช่น ตุ้มหู สร้อยคอ
ฝ่ายชาย: สวมเสื้อคอกลมแขนสั้น นุ่งโจงกระเบนผ้าไหมพื้นเมือง (ผ้ากะเนียวหรือผ้าหางกระรอก) ใช้ผ้าขาวม้าคาดเอวและพาดบ่า ปล่อยชายผ้าข้างหลังทั้งสองชาย
เครื่องดนตรีที่ใช้
ประกอบด้วย โทน ด คู่ ปี่ใน(ปี่ฉลัย) ๑ เลา ซออู้ ๑ คัน ตะโพน ๑ ใบ ฉิ่ง ๑ คู่ กรับ ๑ คู่ นอกจากเครื่องดนตรีดังกล่าวแล้ว อุปกรณ์ที่ใช้ประกอบใน การแสดงเรือมอันเรคือ สาก ๒ อัน ความยาวประมาณ ๒=๓ เมตร ทำจากไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้พยูง หรือไม้ประดู่ มีไม้หมอน ๒ อัน วางรองหัวท้ายสากความยาวประมาณ ๑.๕๐ เมตร ความสูงประมาณ ๓ -๔ นิ้ว
-
ภาคเหนือ
-
-
-
การแต่งกาย
นุ่งซิ่นยาวกรอมเท้า สวมเสื้อแขนยาว คอปิด
คาดเข็มขัดทับ ห่มสไบ เกล้าผมมวยสูง ประดับดอกไม้ล้อมมวย ห้อยอุบะยาวเคลียไหล่ ถือเทียนมือละเล่ม
-
ภาคกลาง
เครื่องดนตรีที่ใช้
ตามแบบฉบับของชาวบ้านเดิม ไม่มีดนตรีประกอบเพียงแต่ลูกคู่ทุกคนจะตบมือและร้องเฮ้ เฮ้วให้จังหวะ แต่เมื่อกรมศิลปากรนำไปดัดแปลง ก็ใช้ระนาดเป็นเสียงดนคตรีประกอบในท่าเดินเข้า-ออก
-
-
การแต่งกาย
-ฝ่ายชายจะนุ่งกางเกงขาก๊วยและเสื้อกุยเฮงสีดำ มีผ้าขาวม้าคาดเอว สวมงอบและไม่สวมรองเท้า
-ฝ่ายหญิงจะนุ่งโจงกระเบนและเสื้อแขนกระบอกสีดำทั้งชุดเช่นกัน ทัดดอกไม้ที่หูขวาและไม่สวมรองเท้า
(ผู้แสดงทุกคนต้องถือเคียวในมือขวาและถือรวงข้าวในมือซ้ายด้วย)
-
บุคคลสำคัญประจำภาคกลาง
ครูชลประคัลภ์ จันทร์เรือง
เป็นบุคคลสำคัญที่ได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปการแสดง(นาฏศิลป์ไทย) จากความสามารถและความมุ่งมั่นในการอนุรักษ์และพัฒนานาฏศิลป์ไทยรวมถึงบทบาทในการถ่ายทอดความรู้ให้แก่คนรุ่นหลัง
-
การแสดงพื้นเมืองภาคเหนือเรามักเรียกว่า “ ฟ้อน “ มีลักษณะคล้ายระบำ คือมีผู้แสดงหลายคนเป็นชุดเป็นหมู่ ร่ายรำทำท่าเหมือนๆกัน แต่งกายเหมือนกัน มีการแปรแถวแปรขบวนต่างๆ แต่ที่ไม่เรียกว่าระบำ เพราะฟ้อนมีจังหวะและลีลาเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนระบำหรือการแสดงอื่นๆ
-
การแสดงพื้นเมืองภาคกลาง ภาคกลางได้ชื่อว่า “อู่ข้าวอู่น้ำของไทย” เพราะมีภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่ม มีแม่น้ำหลายสาย เหมาะแก่การทำเกษตรกรรม ผู้คนมีความเป็นอยู่ที่สุขสบาย จึงมีเวลาที่จะคิดประดิษฐ์หรือสร้างสรรค์สิ่งที่สวยงามได้มาก และมีการเล่นรื่นเริงในโอกาสต่างๆ มากมาย ทั้งตามฤดูกาล ตามเทศกาลและตามโอกาสที่มีงานรื่นเริง
-
-
-
-
-
-
คำกาไวย์ หรือ พ่อครูคํา
พ่อครูคํา กาไวย์ เกิดเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2477
ที่อําเภอ หางดงจังหวัดเชียงใหม่ มีบุตรธิดา 4 คน
พ่อครูคํา ได้คิดค้นและ ประดิษฐ์ชุดการแสดงจํานวนมาก
และผลงานที่โดดเด่นคือ การคิดค้นท่ารํา ร่วมกับอาจารย์ของ
วิทยาลัยนาฏศิลป์เชียงใหม่