Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
หญิงตั้งครรภ์ไตรมาส 1 G5 P3…
หญิงตั้งครรภ์ไตรมาส 1
G5 P3 AB1 L3 Last child 9 ปี
แบบแผนที่ 8 บทบาทและสัมพันธภาพ (Role-Relationship Pattern)
สมาชิกในครอบครัว
: มี 7 คน ประกอบด้วย มารดาของหญิงตั้งครรภ์ สามีคนแรก ลูกสาวคนแรก ลูกชายคนที่สอง ลูกสาว คนที่สาม สามีคนที่สองและหญิงตั้งครรภ์ สมาชิกในครอบครัวมีความยินดีในการตั้งครรภ์และการมีบุตรของมารดาครั้งครรภ์ในครั้งนี้
สถานภาพในครอบครัว:
หัวหน้าในครอบครัว
หน้าที่ความรับผิดชอบต่อครอบครัว: ทำงานหาเงินและทำงานบ้าน เช่น ล้างจาน กวาดบ้าน
สัมพันธภาพของคนในครอบครัว:
สมาชิกในครอบครัวรับรู้ และยินดีกับการมีสมาชิกในครอบครัว
เพิ่ม
บุคลากรทีมสุขภาพ:
พูดคุยกับนักศึกษาพยาบาลด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม และให้ความร่วมมือในการตรวจครรภ์
พันธกิจมารดาในไตรมาส 1
ทฤษฎี
1.การยืนยันและยอมรับการตั้งครรภ์ในระยะแรกของการตั้งครรภ์
สตรีมักมีอาการเบื้องต้น เช่น คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย ปัสสาวะบ่อย คัดตึงเต้านม และขาดประจำเดือน ซึ่งบ่งชี้ถึงการตั้งครรภ์ แต่ต้องยืนยันด้วยการตรวจวินิจฉัยเพื่อพัฒนาการยอมรับการตั้งครรภ์ต่อไป
ทฤษฎี
3.การเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์
สตรีตั้งครรภ์ในระยะนี้มักมีอารมณ์เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เช่น หงุดหงิด น้อยใจ ร้องไห้ง่าย หรือสนุกสนาน ทำให้คนรอบข้างสับสนและไม่ทราบวิธีปฏิบัติที่เหมาะสม
ทฤษฎี
4 การปรับตัวทางด้านบทบาทและการปรับตัวเป็นมารดา
บทบาทมารดาเป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญในชีวิตสตรีตั้งครรภ์ ที่ต้องรับผิดชอบการเลี้ยงดูทารก ซึ่งสตรีจะเรียนรู้และพัฒนาความสามารถนี้อย่างค่อยเป็นค่อยไปตามบทบาทใหม่ของตนเอง
ทฤษฎี
5 การสร้างสัมพันธภาพและความผูกพันกับทารกในครรภ์
สตรีตั้งครรภ์มักไม่มั่นใจในความจริงของการตั้งครรภ์ และลังเลว่าต้องการมีบุตรหรือไม่ สัมพันธภาพกับทารกในครรภ์ยังคลุมเครือจนกว่าจะได้รับการยืนยันแน่ชัด
ทฤษฎี
6.การเปลี่ยนแปลงด้านภาพลักษณ์:
ระบบอวัยวะและโครงสร้างร่างกายเปลี่ยนแปลง เช่น หน้าท้องโต รอยแตกที่ผิว อวัยวะบางส่วนเปลี่ยนไป อาจส่งผลต่อภาพลักษณ์ของสตรีตั้งครรภ์
ทฤษฎี
2.ความรู้สึกลังเลใจเมื่อสตรีทราบว่าตั้งครรภ์
อาจรู้สึกประหลาดใจและลังเลเกี่ยวกับความพร้อมที่จะมีบุตร เนื่องจากภาระค่าใช้จ่ายและผลกระทบต่อหน้าที่การงาน อาจทำให้รู้สึกว่ายังไม่พร้อมสำหรับการมีบุตร
ทฤษฎี
7.การเปลี่ยนแปลงทางด้านเพศสัมพันธ์
:การตั้งครรภ์อาจทำให้มีความต้องการ และการตอบสนองทางเพศเปลี่ยนแปลง ในไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์จะมีความต้องการ ลดลง มีเพศสัมพันธ์และมีความสุขจากการมีเพศสัมพันธ์ลดลงซึ่งจะดีขึ้นเมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่ 2 และช่วงต้นของไตรมาสที่ 3 ตามลำดับ
กรณีศึกษา
1.1 มารดามีการยอมรับการตั้งครรภ์เนื่องจากมีการซื้อที่ตรวจครรภ์มาตรวจแล้วพบว่าขึ้น 2 ขีด จึงไปตรวจที่คลินิกและมาโรงพยาบาลเพื่อมาฝากครรภ์
กรณีศึกษา
1.4 มารดาให้ข้อมูลว่า “สามารถปรับตัวได้เนื่องจากเคยมีลูกมา 3 คนแล้ว”
กรณีศึกษา
1.3 มารดาให้ข้อมูลว่า “มีอารมณ์หงุดหงิดบ้างบางครั้งหากพักผ่อนไม่เพียงพอ”
กรณีศึกษา
1.2 มารดาไม่มีความลังเลใจและมีความพร้อมในการตั้งครรภ์เนื่องจากเคยมีประสบการณ์ในการเลี้ยงดูบุตรคนก่อน
กรณีศึกษา
1.5 มารดาให้ข้อมูลว่า “รู้สึกผูกพันธ์ตั้งแต่รู้ว่าตนเองจะตั้งครรภ์จนมาตรวจแล้วพบว่าตั้งครรภ์จริงๆยิ่งทำให้รู้สึกมีความผูกพันธ์”
กรณีศึกษา
1.6 มารดาให้ข้อมูลว่า “ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านภาพลักษณ์เนื่องจากท้องยังเล็ก”
กรณีศึกษา
1.7 มารดาให้ข้อมูลว่า “ช่วงนี้ไม่มีความรู้สึกต้องการทางเพศ”
แบบแผนที่ 1 การรับรู้และการดูแลสุขภาพ (Perception-Health Management Pattern)
ก่อนการตั้งครรภ์ทราบว่าตนเองตั้งครรภ์
ก่อนการตั้งครรภ์ทราบว่าตนเองตั้งครรภ์ เนื่องจากประจำเดือนขาด 1 เดือน มีอาการเจ็บคัดตึงเต้านม อ่อนเพลีย ปวดหลัง จึงซื้อที่ตรวจครรภ์มาตรวจเอง ผลขึ้น2ขีด จึงไปหาหมอที่คลินิกจากนั้นมาพบแพทย์ที่โรงพยาบาลพระพุทธบาทเพื่อฝากครรภ์
ขณะนี้หญิงตั้งครรภ์รับรู้ว่าตนเองตั้งครรภ์
ได้ 11+1 สัปดาห์ หลังจากนั้นจะมาตรวจครรภ์ตามนัดตลอด
แบบแผนที่ 2 โภชนาการและเมตาบอลิซึม (Nutritional Metabolism Pattern)
กรณีศึกษา
ก่อนตั้งครรภ์
: รับประทานอาหาร 2-3 มื้อ/วัน ทำอาหารรับประทานเองบางครั้งชอบรับประทานอาหารประเภทแกง เช่น แกงพะแนง รับประทานของหวานบางมื้อ
ขณะตั้งครรภ์:
รับประทานอาหาร 3 มื้อ/วัน ทำอาหารรับประทานเองบางครั้งรับประทานอาหารตรงเวลา รับประทานข้าวมื้อละ 1-2 ทัพพี เป็นข้าวสวย อาหารที่รับประทานเป็นประจำ คือ อาหารประเภทแกงกะทิ ได้แก่ แกงเขียวหวาน แกงพะแนง และชอบรับประทานขนมหวานทุกวันดื่มน้ำวันละประมาณ 8 แก้ว ไม่ได้รับประทานอาหารเสริม ไม่มีอาการคลื่นไส้อาเจียน สามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ
-
พลังงานที่ต้องได้รับขณะตั้งครรภ์
: 1,800-2,300 แคลอรี่
-คาร์โบไฮเดรตที่ต้องได้รับขณะตั้งครรภ์ : 175 กรัม/วัน
-โปรตีนที่ต้องได้รับขณะตั้งครรภ์ : 60-80 กรัม/วัน
-ไขมันที่ต้องได้รับขณะตั้งครรภ์ : 300 มิลลิกรัม/วัน
การเจริญเติบโตและพัฒนาการ
: ขนาดของยอดมดลูกสัมพันธ์กับอายุครรภ์
ทฤษฏี
1.การเผาผลาญโปรตีน:
ในไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ ร่างกายจะเก็บสะสมไนโตรเจนเพื่อใช้ในการเจริญเติบโตของทารก โดยทารกและรกจะใช้โปรตีนประมาณ 500 กรัม ส่วนการขยายขนาดของเต้านม มดลูก และปริมาณเลือดแม่ใช้โปรตีนอีก 500 กรัม รวมโปรตีนที่เพิ่มขึ้นในครรภ์ครบกำหนดประมาณ 1 กิโลกรัม
2.การเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต: ระหว่างการตั้งครรภ์ ร่างกายจะใช้กลูโคสมากขึ้นเพื่อส่งไปยังทารก โดยในระยะท้ายแม่จะใช้พลังงานจากโปรตีนและไขมันแทนกลูโคส HPL จากรกช่วยย่อยไขมันและลดการใช้กลูโคส อินซูลินมีประสิทธิภาพลดลง ทำให้มีน้ำตาลในเลือดสูงและอาจตรวจพบกลูโคสในปัสสาวะ.
3.การเผาผลาญไขมัน: ระดับไขมันในพลาสมาเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งหลังของการตั้งครรภ์ และลดลงหลังคลอด การให้นมช่วยลดไขมันเร็วขึ้น โดยร่างกายแม่ใช้ไขมันเป็นพลังงานแทนกลูโคสที่ส่งให้ทารก.
ความต้องการแร่ธาตุต่างๆ ของร่างกาย ในระหว่างตั้งครรภ์ร่างกายต้องการธาตุเหล็กเพิ่มมากขึ้น ซึ่งโดยปกติแล้วสตรีมีครรภ์ต้องการธาตุเหล็กตลอดการตั้งครรภ์ประมาณ 1 กรัม
แบบแผนที่ 6 สติปัญญาและการรับรู้ (Connitive-Perception Pattern)
6.1 การรับรู้ความรู้สึก (Sensation) และอุปกรณ์ช่วยรับความรู้สึก
: มารดารับรู้ความรู้สึกปกติ ปฏิเสธการใช้อุปกรณ์ช่วยรับความรู้สึก
6.2 การรับรู้ (Perception):
ก่อนการตั้งครรภ์
: การรับรู้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ปกติ รับรู้วัน เวลา สถานที่
ขณะตั้งครรภ์:
เมื่อรับรู้ว่าตั้งครรภ์จึงมาฝากครรภ์
ความเจ็บปวด:
มารดามีอาการปวดหลัง Pain score 5 คะแนน
ความจำ:
สามารถจดจำเรื่องราวต่างๆ ได้ตามปกติ
สติปัญญา:
สามารถแก้ปัญหาเรื่องราวต่างๆ ได้ สามารถตอบคำถามได้ตรงคำถาม ไม่สับสน
แบบแผนที่ 7 การรับรู้และอัตมโนทัศน์ (Self-Perception Self-Concept Pattern)
ความรู้สึกต่อตนเอง (ก่อนตั้งครรภ์)
ความสามารถของตนเอง:
สามารถทำทุกอย่างด้วยตนเองตามปกติ
ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง:
รู้สึกมีคุณค่าในตนเอง สามารถหาเลี้ยงครอบครัวได้
ความรู้สึกไม่สบายใจหรือวิตกกังวล:
ไม่มีความรู้สึกไม่สบายใจหรือวิตกกังวล
ความรู้สึกต่อตนเอง (ขณะตั้งครรภ์)
ความสามารถของตนเอง:
สามารถทำทุกอย่างด้วยตนเองตามปกติ
ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง
: รู้สึกมีคุณค่าในตนเอง สามารถหาเลี้ยงครอบครัวได้
ความรู้สึกไม่สบายใจหรือวิตกกังวล
: ไม่มีความรู้สึกไม่สบายใจหรือวิตกกังวล
การวางแผนในการดูแลตนเองขณะตั้งครรภ์:
หญิงตั้งครรภ์ให้ข้อมูลว่า “ขณะตั้งครรภ์รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เลือกทานมากขึ้นและจะรับประทานยาตามแผนการรักษาของแพทย์และจะมาตรวจตามนัดทุกครั้ง”
แบบแผนที่ 9 เพศสัมพันธ์และการเจริญพันธุ์ (Sexuality-Reproductive Pattern)
กรณีศึกษา
การมีประจำเดือน:
เป็นประจำเดือนครั้งแรกเมื่ออายุ 15 ปี ประจำเดือนมาตรงสม่ำเสมอ
เป็นประจำเดือนครั้งละ 2-3 วัน ไม่เต็มผ้าอนามัย เปลี่ยนผ้าอนามัย 3 ผืน/วัน มีอาการปวดท้องขณะมีประจำเดือนบางครั้ง ระดับความปวด 5 คะแนน ไม่ได้รับประทานยาบรรเทาอาการปวด LMP 18 กันยายน 2567
ปัญหาเรื่องเพศสัมพันธ์:
ไม่มีปัญหาเรื่องเพศสัมพันธ์
วิธีการป้องกันโรคจากการมีเพศสัมพันธ์:
คุมกำเนิดโดยรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดแบบ 28 เม็ด ขณะรับประทานยาคุมกำเนิดไม่มีอาการข้างเคียงหลังรับประทาน และรับประทานยาคุมไม่สม่ำเสมอ
ปัญหาและความผิดปกติเกี่ยวกับอวัยวะสืบพันธ์:
ไม่มีปัญหาและความผิดปกติเกี่ยวกับอวัยวะสืบพันธ์ุ
จากการซักประวัติ
ก่อนทราบว่าตนเองตั้งครรภ์ในครั้งนี้ เนื่องจากประจำเดือนขาด1 เดือน มีอาการเจ็บคัดตึงเต้านม อ่อนเพลีย ปวดหลัง จึงซื้อที่ตรวจครรภ์มาตรวจเอง ผลขึ้น 2 ขีด จึงไปหาหมอที่คลินิก จากนั้นมาพบแพทย์ที่โรงพยาบาลพระพุทธบาทเพื่อฝากครรภ์
ทฤษฎี
1.การเปลี่ยนแปลงในระบบอวัยวะสืบพันธุ์
1.1 การเปลี่ยนแปลงที่ช่องคลอด
ช่องคลอดและฝีเย็บอ่อนนุ่มขึ้นจากเลือดคั่ง ผนังช่องคลอดเปลี่ยนเป็นสีม่วง (Chadwick sign) และหนาตัวขึ้น กล้ามเนื้อขยายเพิ่มความยาว น้ำคัดหลั่งเพิ่มมากขึ้น มีการสะสมกรดแลคติกจาก Lactobacillus acidophilus ทำให้ pH ของช่องคลอดเป็นกรด (3.5-6) ซึ่งช่วยป้องกันการติดเชื้อ.
1.2การเปลี่ยนแปลงที่ปากมดลูก:
ปากมดลูกนุ่มและคล้ำขึ้นจากการบวมน้ำและเลือดหล่อเลี้ยงมากขึ้น ตรวจพบได้ตั้งแต่ 1 เดือนหลังตั้งครรภ์ มีการสร้างมูกเหนียว (mucous plug) อุดปากมดลูกเพื่อป้องกันการติดเชื้อ โดยได้รับอิทธิพลจากฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน.
1.3การเปลี่ยนแปลงของกล้ามเนื้อมดลูกและโพรงมดลูก
: ระหว่างตั้งครรภ์ โพรงมดลูกขยายใหญ่ เซลล์กล้ามเนื้อยืดตัว ผนังมดลูกหนาขึ้นในช่วงแรกและค่อยๆ บางลงเหลือประมาณ 1.5 ซม. การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน.
1.4 การเปลี่ยนแปลงของเส้นเอ็น:
เมื่อมดลูกขยายใหญ่ เส้นเอ็น broad และ round ligaments ถูกดึงรั้งและหนาขึ้น โดยเฉพาะในไตรมาสสุดท้าย เส้นเอ็นหดตัวพร้อมมดลูก ทำให้เกิดอาการปวดและไม่สบายในสตรีมีครรภ์.
1.5 การเปลี่ยนแปลงของอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก:
อวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกคล้ำขึ้นจากเลือดไหลเวียนเพิ่มขึ้น ฝีเย็บยืดขยายจากการสะสมไขมันและเลือดที่เพิ่มขึ้น.
1.6 การเปลี่ยนแปลงของเต้านม:
หลังปฏิสนธิ เต้านมใหญ่ขึ้น แข็ง มีตุ่มนูน หัวนมและฐานคล้ำขึ้น เส้นเลือดเด่นชัด ท่อและต่อมน้ำนมขยายจากฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน น้ำนมยังไม่หลั่งจนหลังคลอด.
แบบแผนที่ 3 การขับถ่ายของเสีย (Elimination Pattern)
กรณีศึกษา
สุขนิสัยการขับถ่ายปัสสาวะ:
ก่อนการตั้งครรภ์
: ปัสสาวะ 3-4 ครั้ง/วัน ลักษณะสีเหลืองใส ไม่มีปัสสาวะเเสบขัด
ขณะตั้งครรภ์:
ปัสสาวะวันละ 3-4 ครั้ง ลักษณะสีเหลืองใส ไม่มีปัสสาวะแสบขัด ตื่นมาปัสสาวะตอนกลางคืน 2 ครั้ง และใช้เวลาในหลับต่อประมาณ 10-15 นาที
ทฤษฎี
การเปลี่ยนแปลงของระบบทางเดินปัสสาวะ
ไต
ขณะตั้งครรภ์จะใหญ่ขึ้นเล็กน้อยจากการขยายตัวของเซลล์และการไหลเวียนโลหิตเพิ่มขึ้น กรวยไตและหลอดไตขยาย อาจเกิดการคั่งของปัสสาวะ เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ พบกลูโคสและอัลบูมินในปัสสาวะได้เล็กน้อย.
กระเพาะปัสสาวะขณะตั้งครรภ์:
กล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะตึงตัวน้อยลง ทำให้ปัสสาวะค้างเพิ่ม ความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ระยะแรกปัสสาวะบ่อยจากมดลูกเบียดกระเพาะ แต่ดีขึ้นในไตรมาสสอง และกลับมาบ่อยอีกครั้งช่วงท้ายจากส่วนนำทารกกด
กระเพาะ ปัจจัยเหล่านี้เพิ่มโอกาสการอักเสบและติดเชื้อได้ง่าย.
ปริมาตรเลือด (Blood Volume):
ระหว่างตั้งครรภ์ ปริมาณเลือดในร่างกายเพิ่มขึ้นประมาณ 45% โดยเริ่มเพิ่มในไตรมาสแรก เพิ่มเร็วในไตรมาสที่สองและชะลอตัวในไตรมาสที่สาม การเพิ่มขึ้นนี้ช่วยรองรับการเจริญเติบโตของมดลูกและทารก ป้องกันการลดเลือดกลับในท่านอนหงายและเตรียมพร้อมสำหรับการสูญเสียเลือดในระหว่างคลอด ทั้งพลาสมาและเม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้น โดยเม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้นประมาณ 33% หรือ 450 มิลลิลิตร.
ทฤษฎี
การเปลี่ยนแปลงในระบบทางเดินอาหาร
5.1 กระเพาะอาหารและลำไส้ในไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์
1. อาการแพ้ท้อง (Morning Sickness)
พบได้บ่อยในตอนเช้าหรือช่วงอ่อนเพลีย เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนและระดับน้ำตาลในเลือดลดลง(hypoglycemia)
มักหายไปในช่วงปลายไตรมาสแรก หากมีอาการต่อเนื่องเกิน 4 เดือน เรียกว่า ภาวะอาเจียนไม่สงบ (Hyperemesis Gravidarum)
2. เหงือกและปาก:
- เอสโตรเจนที่เพิ่มขึ้นทำให้เหงือกบวม เลือดออกง่าย หรือเกิดตุ่มที่เหงือก (Epulis)
3. การย่อยอาหารในไตรมาสสอง:
มดลูกที่ขยายตัวดันกระเพาะอาหารและลำไส้ไปด้านหลัง
ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนลดการเคลื่อนไหวของกระเพาะและลำไส้ ทำให้การย่อยอาหารช้าลง
น้ำย่อยไหลย้อนกลับ ทำให้เกิด pyrosis (แสบร้อนกลางอก)
4. ท้องผูกและริดสีดวง:
- ลำไส้เคลื่อนไหวน้อยลง การดูดซึมน้ำเพิ่มขึ้น ทำให้ท้องผูก - อาการท้องผูกร่วมกับการดื่มน้ำน้อยและนิสัยขับถ่ายที่ไม่เหมาะสม อาจทำให้เกิด ริดสีดวงทวาร (Hemorrhoid)
5.2 ตับ
- ลักษณะทางกายวิภาคไม่เปลี่ยนแปลงชัดเจน - ผลการทำงานของตับเปลี่ยนเล็กน้อย เช่น Albumin/Globulin ratio เปลี่ยนแปลง - Albumin (ไข่ขาว) ลดลง: จาก 4.3 กรัม/เดซิลิตร (ปกติ) เหลือ 3 กรัม/เดซิลิตรในคนตั้งครรภ์ - Globulin เพิ่มขึ้น - ถุงน้ำดีโป่งขึ้น ความตึงตัวลดลงจากอิทธิพลของ โปรเจสเตอโรน - เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในถุงน้ำดีระหว่างตั้งครรภ์
กรณีศึกษา
สุขนิสัยการขับถ่ายอุจจาระ:
ก่อนตั้งครรภ์:
ขับถ่ายอุจจาระ 1 ครั้ง/วัน ไม่มีอาการท้องผูกหรือท้องอืด
ขณะตั้งครรภ์:
ขับถ่ายอุจาระ 1 ครั้ง/ 3วัน มีอาการท้องผูก
แบบแผนที่ 5 การพักผ่อนนอนหลับ (Sleep-Rest Pattern)
กรณีศึกษา
ก่อนตั้งครรภ์:
นอนวันละ 7 ชั่วโมง ตื่นนอนเวลา 05.00 น. เข้านอนเวลา 22.00 น.
ขณะตั้งครรภ์:
นอนวันละ 7 ชั่วโมง ตื่นนอนเวลา 05.00 น. เข้านอนเวลา 22.00 น. มีตื่นกลางดึกเนื่องจากปัสสาวะบ่อย 2 ครั้ง ทำให้นอนไม่หลับ ใช้เวลาหลับต่อได้
แบบแผนที่ 4 กิจวัตรประจำวันและการออกกำลังกาย (Activity-Exercise Pattern)
กรณีศึกษา
กิจวัตรประจำวัน:
ตื่นนอนเวลา 05.00 น. อาบน้ำแต่งตัว
เวลา 06.00 น. รับประทานอาหารเช้าเวลา 06.30 น. ไปทำงานเวลา 07.00 น. รับประทานอาหารเที่ยงเวลา 12.00 น. รับประทานอาหารเย็นเวลา 17.00 น. เลิกงานเวลา 20.00 น. กลับถึงบ้านเวลา 20.30 เข้านอนเวลา 22.00 น. มีตื่นกลางดึกมาปัสสาวะบ่อย 2 ครั้ง สามารถนอนหลับต่อได้
การออกกำลังกาย:
ไม่ได้ออกกำลังกาย
การประเมินสภาพ:
ชีพจร 94 ครั้ง/นาที ลักษณะ : สม่ำเสมอ
การหายใจ : 20 ครั้ง/นาที ลักษณะ: ปกติ ความดันโลหิต : 118/68 มิลลิเมตรปรอท ลักษณะ: ปกติ
ความสามารถและข้อจำกัดในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน:
สามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ
น้ำหนักก่อนตั้งครรภ์ 40 กิโลกรัม
น้ำหนักขณะตั้งครรภ์ 41 กิโลกรัม
มีอาการปวดหลัง
ความดันโลหิต130/77 mmHg
ทฤษฎี
2.การเปลี่ยนแปลงระบบหัวใจและการไหลเวียนเลือด
2.1การเปลี่ยนแปลงของหัวใจ:
หัวใจขยายใหญ่และตำแหน่งเลื่อนขึ้นไปทางซ้ายเนื่องจากกระบังลมดันสูงขึ้น หัวใจต้องสูบฉีดเลือดเพิ่มขึ้น 10-12% ทำให้เสียงฟู่หัวใจ (systolic murmurs) พบได้บ่อยในหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นภาวะปกติ
2.2การสูบฉีดโลหิต (Cardiac Output):
ปริมาณการสูบฉีดโลหิตเพิ่มขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์เนื่องจากความดันโลหิตลดลงและปริมาณเลือดเพิ่มขึ้น ในระยะท้ายๆ ของการตั้งครรภ์ cardiac output สูงกว่าท่านอนหงายเมื่อท่านอนตะแคง เนื่องจากมดลูกกดทับหลอดเลือด Inferior Vena Cava ลดการไหลกลับของเลือด.
2.3การไหลเวียนของเลือด:
ความดันโลหิตในสตรีตั้งครรภ์เปลี่ยนแปลงตามท่า สูงสุดในท่านั่ง ต่ำสุดในท่านอนตะแคงซ้าย และปานกลางในท่านอนหงาย อาจมีความดันต่ำในท่านอนหงายจาก Supine Hypotensive Syndrome (พบใน 10% ของสตรีตั้งครรภ์ครบกำหนด) ความดันโลหิตจะลดลงในไตรมาสที่ 2 และต้นไตรมาสที่ 3 ก่อนเพิ่มขึ้น หากความดัน Systolic เพิ่ม ≥ 30 มม.ปรอท หรือ Diastolic เพิ่ม ≥ 15 มม.ปรอท ถือว่าเป็นภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์.
3.การเปลี่ยนแปลงของระบบทางเดินหายใจ
ระหว่างตั้งครรภ์กระบังลมเลื่อนสูงขึ้น ทำให้ทรวงอกขยายกว้าง การหายใจเปลี่ยนจากใช้กล้ามเนื้อหน้าท้องเป็นกล้ามเนื้อช่องอก สตรีมีครรภ์อาจรู้สึกหายใจลำบาก การแลกเปลี่ยนก๊าซที่ปอดดีขึ้นและฮีโมโกลบินเพิ่มขึ้น ความสามารถในการนำออกซิเจนเพิ่มขึ้น 30-40% โดยมีการหายใจเร็วขึ้น (hyperventilation) และความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ลดลง.
4.ปริมาตรเลือด (Blood Volume):
ระหว่างตั้งครรภ์ ปริมาณเลือดในร่างกายเพิ่มขึ้นประมาณ 45% โดยเริ่มเพิ่มในไตรมาสแรก เพิ่มเร็วในไตรมาสที่สองและชะลอตัวในไตรมาสที่สาม การเพิ่มขึ้นนี้ช่วยรองรับการเจริญเติบโตของมดลูกและทารก ป้องกันการลดเลือดกลับในท่านอนหงายและเตรียมพร้อมสำหรับการสูญเสียเลือดในระหว่างคลอด ทั้งพลาสมาและเม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้น โดยเม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้นประมาณ 33% หรือ 450 มิลลิลิตร.
5.กล้ามเนื้อและกระดูก:
เมื่ออายุครรภ์มากขึ้น น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นและมดลูกขยายใหญ่ ทำให้จุดศูนย์ถ่วงเลื่อนข้างหน้า ร่างกายจึงแอ่นเพื่อรักษาสมดุล ส่งผลให้มีอาการ lordosis และปวดหลัง ซึ่งเป็นอาการที่พบบ่อย ฮอร์โมน relaxin ทำให้ข้อต่อและเส้นเอ็นคลายตัว เพิ่มความยืดหยุ่นในกระดูกเชิงกราน ส่งผลให้เกิดอาการปวดหลังและปวดขาในไตรมาสสุดท้าย.
ิ
6.ผิวหนัง:
ระหว่างตั้งครรภ์ผิวหนังหนาขึ้นและไขมันใต้ผิวหนังเพิ่มขึ้น ต่อมเหงื่อและไขมันทำงานมากขึ้น สีผิวเปลี่ยนแปลงเนื่องจากการกระตุ้นของ melanocyte stimulating hormone (MSH) พบผิวคล้ำที่แก้ม หน้าผาก และจมูก (Chloasma gravidarum) ซึ่งจะหายไปหลังคลอด ส่วนผิวคล้ำบริเวณหัวนมเพิ่มขึ้นด้วย.
แบบแผนที่ 10 การเผชิญความเครียดและความทนต่อความเครียด (Coping-Stress Pattern)
ประเมินความเครียดตามแบบประเมิน ST-5:
ได้ 0 คะแนน แปลผลไม่มีความเครียด
ประเมินแบบคัดกรองซึมเศร้า:
แปลผลไม่มีทั้ง 2 ข้อ ไม่มีความเสี่ยงเป็นภาวะซึมเศร้า
แบบแผนที่ 11 ค่านิยมและความเชื่อ (Value-Belief Pattern)
ความเชื่อขณะตั้งครรภ์:
ไม่มีความเชื่อขณะตั้งครรภ์
ความเชื่อเกี่ยวกับการตั้งครรภ์
:ไม่มีความเชื่อเกี่ยวกับการตั้งครรภ์