Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
บทที่ 2 สร้างสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริต - Coggle Diagram
บทที่ 2
สร้างสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริต
2.1 ความหมายและที่มาของคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับพลเมือง
คำว่า “พลเมือง” น่าจะถูกนำมาใช้สมัยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475เนื่องจากผู้นำคณะราษฎรบางท่านเคยเรียนที่ประเทศฝรั่งเศส จึงได้นำเอาคำนี้มาใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับถาวรซึ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475จากผลการสำรวจที่พบว่า เยาวชนส่วนใหญ่มองเห็นการติดสินบนของข้าราชการเป็นเรื่องปกติข้าราชการใช้ทรัพยากรภาครัฐเพื่อประโยชน์ของตนเองไม่เป็นไร และการป้องกันหรือต่อต้านคอรัปชั่นเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ไม่ใช่เรื่องของเยาวชน สะท้อนให้เห็นถึงการขาดการปลูกฝังด้านคุณธรรมจริยธรรมอย่างยั่งยืน
2.2 การปรับกระบวนการคิดเพื่อสร้างสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริต
การสร้างความเป็นพลเมืองที่ไม่ทนต่อการทุจริต จะต้องเริ่มต้นจากการปรับกระบวนการคิดการสร้างความเป็นพลเมืองที่ไม่ทนต่อการทุจริต จะต้องเริ่มต้นจากการปรับกระบวนการคิดให้เยาวชน คิดได้ คิดดี และคิดเป็น เพื่อให้สามารถแยกแยะประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวมได้นำไปสู่สังคมปลอดการทุจริตในที่สุด
2.4 การลงโทษทางสังคม (Social Sanctions)
การลงโทษทางสังคม เป็นการลงโทษกับบุคลที่ปฏิบัติตนฝ่าฝืนกับธรรมเนียม ประเพณี หรือแบบแผนที่
ปฏิบัติต่อๆ กันมาในชุมชน มักใช้ในลักษณะการลงโทษทางสังคมเชิงลบมากกว่าเชิงบวก
การลงโทษโดยสังคมเชิงบวก (Positive Social Sanctions) จะอยู่ในรูปของการให้การสนับสนุนหรือการสร้างแรงจูงใจ หรือการให้รางวัล ฯลฯ แก่บุคคลและสังคม เพื่อให้ประพฤติปฏิบัติสอดคล้องกับปทัสถาน (Norm)ของสังคมในระดับชุมชนหรือในระดับสังคม เมื่อสมาชิกปฏิบัติตามก็จะมีการให้รางวัลเป็นแรงจูงใจ ให้การสนับสนุน
การลงโทษโดยสังคมเชิงลบ (Negative Social Sanctions) คือการลงโทษเมื่อสมาชิกไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของสังคม อยู่ในรูปแบบของการใช้มาตรการต่างๆ ในการจัดระเบียบสังคม แสดงการไม่ยอมรับสมาชิกคนหนึ่งหรือกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง เช่น การว่ากล่าวตักเตือน
2.3 ความละอายและความไม่ทนต่อการทุจริต
ความไม่ทนต่อการทุจริต บุคคลจะมีความไม่ทนต่อการทุจริตมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับจิตสำหนึก ของแต่ละบุคคลและผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการกระท านั้น ๆ แล้วมีพฤติกรรมที่แสดงออกมา ซึ่งการแสดงกริยาหรือการกระท าจะมีหลายระดับ เช่น การว่ากล่าวตักเตือน การประกาศให้สาธารณชนรับรู้ การแจ้งเบาะแสหรือการกระท าจะมีหลายระดับ เช่น การว่ากล่าวตักเตือน การประกาศให้สาธารณชนรับรู้ การแจ้งเบาะแสจำนวนมาก และสร้างความเสียหายอย่างมากเช่นกัน
ลักษณะของความละอายสามารถแบ่งได้ 2 ระดับ คือ
2.3.1 ความละอายระดับต้น หมายถึง ความละอาย ไม่กล้าที่จะท าในสิ่งที่ผิด เนื่องจากกลัวว่าเมื่อตนเองได้ทำลงไปแล้วจะมีคนรับรู้ หากถูกจับได้จะได้รับการลงโทษ หรือได้รับความเดือดร้อนจากสิ่งที่ตนเองได้ทำลงไป จึงไม่กล้าที่จะกระทำผิด
2.3.2 ความละอายระดับที่สูง คือ แม้ว่าจะไม่มีใครรับรู้หรือเห็นในสิ่งที่ตนเองได้ท าลงไป ก็ไม่กล้าที่จะทำผิด เพราะนอกจากตนเองจะได้รับผลกระทบแล้ว ครอบครัว สังคมก็จะได้รับผลกระทบตามไปด้วย ทั้งชื่อเสียงของตนเองและครอบครัวก็จะเสื่อมเสีย บางครั้งการทุจริตบางเรื่องเป็นสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น การลอกข้อสอบ อาจจะไม่มีใครใส่ใจหรือสังเกตเห็น แต่หากเป็นความละอายขั้นสูงแล้ว บุคคลนั้นก็จะไม่กล้าทำ
2.5 การป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบโดยบทบาทของภาคประชาชน
เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะรักษาผลประโยชน์ของชาติโดยอาศัยการมีส่วนร่วมของประชาชนภายใต้
พื้นฐานความเข้าใจว่าคนไทยทุกคนในฐานะพลเมือง
2.5.1 มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะอาสาเข้ามาทำงานเพื่อประโยชน์ของบ้านเมืองความเป็นผู้มีจิตอาสา มีความเสียสละ อดทน กล้าหาญ มีความซื่อสัตย์ สุจริต มีความโปร่งใสไม่ใช้อำนาจหน้าที่เพื่อการแสวงหาประโยชน์ส่วนตนหรือประโยชน์ให้แก่พรรคพวก นั่นหมายความว่าเราต้องมีภูมิคุ้มกันให้กับตัวเองโดยการดำเนินชีวิตแบบปรัชญาพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
2.5.2 ติดอาวุธทางปัญญาให้กับตัวเอง นั่นคือต้องมีความรู้ที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของป.ป.ช.ภาคประชาชน และต้องแสวงหาความรู้ให้เท่าทันเทคนิคกลโกง การทุจริตคอรัปชั่นด้วยวิธีการต่างๆเพื่อเป็นหลักในการทำงานให้ถูกต้องและเป็นที่น่าเชื่อถือของสังคม
2.5.3 ต้องสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนต้องสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการการสร้างเครือข่ายภาคประชาชนด้วยกันเองการสร้างทัศนคติที่ถูกต้อง และการชี้ให้เห็นอันตรายของการทุจริตคอรัปชั่น
2.5.4 การเฝ้าระวังพื้นที่ที่เห็นว่าสุ่มเสี่ยงต่อการแสวงหาผลประโยชน์การสร้างเครือข่ายอาสาสมัครแจ้งข้อมูลข่าวสารที่ไม่ชอบมาพากลต่างๆเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติได้ทันการ
2.5.5 ดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อรณรงค์ต่อต้านการทุจริตอย่างต่อเนื่องในชุมชน หมู่บ้าน ตำบลและในทุกภาคส่วนของสังคมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานศึกษาทุกระดับเพื่อให้เยาวชนได้ตระหนักถึงภัยร้ายของการทุจริตคอรัปชั่น
2.5.6 ส่งเสริมให้ประชาชนได้เข้าไปมีบทบาทในการป้องกันการทุจริตการเลือกตั้งทุกระดับไม่ว่าในระดับชาติหรือในระดับท้องถิ่นเพื่อการคัดกรองคนดี มีความรู้ความสามารถ มีคุณธรรมเข้ามาบริหาร
ประเทศ ป้องกันคนไม่ดีไม่ให้เข้ามาแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบดังพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ให้ส่งเสริมคนดีให้คนดีได้ปกครองบ้านเมืองและควบคุมไม่ดีไม่ให้มีอำนาจไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้
2.5.7 ส่งเสริมให้ประชาชนได้เข้าไปมีบทบาทในการป้องกันการทุจริตการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นถือเป็นเป็นการปกครองที่ใกล้ตัวของประชาชนมากที่สุดโดยการส่งเสริมให้ประชาชนได้มีโอกาสเข้าร่วมประชุมกำหนดนโยบายการบริการสาธารณะให้เป็นไปตามความต้องการของประชาชน
2.5.8 จัดให้มีการแลกเปลี่ยนและรับฟังความคิดเห็น รวมถึงรับฟังข้อเสนอแนะของสาธารณะชนเพื่อนำมาแก้ไขปรับปรุงการทำงานของ ป.ป.ช.ภาคประชาชน ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
2.5.9 จัดให้มีกิจกรรมเผยแพร่ชื่อเสียงเกียรติคุณ ยกย่องให้ก าลังใจและช่วยกันรณรงค์ปกป้องคนที่ทำความดี มีความซื่อสัตย์สุจริต มีคุณธรรมเพื่อให้เป็นตัวอย่างที่ดีของสังคม
2.5.10 หามาตรการรองรับการทำงาน และคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่ ป ป ช. ภาคประชาชน และเครือข่าย
2.5.11 มีการประชาสัมพันธ์ผลงาน มีการประชาสัมพันธ์ผลงานของ ป.ป.ช.ภาคประชาชนอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ประชาชนได้ทราบและรณรงค์ให้ประชาชนเข้าร่วมกันป็นเครือข่ายป้องกันและปราบปราม
การทุจริตประพฤติมิชอบกับป.ป.ช.ภาคประชาชนกันอย่างกว้างขวางซึ่งจะยังประโยชน์ในการปลุกจิตสำนึกให้ประชาชนด้วยกันเองได้ร่วมกันรักษาผลประโยชน์ของชาติ
2.6 การสร้างสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริตเมื่อประชาชนในประเทศมีความตื่นตัวที่ว่า “ไม่ทนต่อการทุจริต” แล้ว จะทำให้เกิดกระแสการต่อต้าน
ต่อการกระทำทุจริต และคนที่ทำทุจริตก็จะเกิดความละอายไม่กล้าที่จะทำทุจริตต่อไป