Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
การสื่อสารบกพร่องเนื่องจากพูดลำบาก - Coggle Diagram
การสื่อสารบกพร่องเนื่องจากพูดลำบาก
โรคพาร์กินสันเทียม (Parkinsonism) คือ ภาวะที่มีอาการทางระบบประสาทคล้ายกับโรคพาร์กินสัน เช่น อาการสั่น (tremor), กล้ามเนื้อแข็ง (rigidity), การเคลื่อนไหวช้า (bradykinesia) และความไม่เสถียรในการเดิน (postural instability) แต่เกิดจากสาเหตุที่แตกต่างจากโรคพาร์กินสันที่เกิดจากความเสื่อมของเซลล์ประสาทที่ผลิตโดปามีนในสมองส่วนฐาน (basal ganglia)
กลไกการเกิดโรคพาร์กินสันเทียมสามารถเกิดจากหลายสาเหตุ ดังนี้:
ยาบางชนิด (Drug-induced Parkinsonism):
ยาบางประเภทที่มีผลต่อตัวรับโดปามีนในสมอง เช่น ยากลุ่ม antipsychotic drugs (เช่น haloperidol) หรือยากลุ่ม antiemetics (เช่น metoclopramide) ซึ่งทำให้เกิดภาวะขาดโดปามีนในสมอง หรือขัดขวางการทำงานของระบบโดปามีน จึงทำให้เกิดอาการคล้ายพาร์กินสัน
อาการพาร์กินสันที่เกิดจากโรคทางหลอดเลือด
(Vascular Parkinsonism): การมีการอุดตันหรือเลือดไม่ถึงในหลอดเลือดของสมอง เช่นในภาวะ stroke (โรคหลอดเลือดสมอง) อาจทำให้เกิดการทำลายสมองในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการเคลื่อนไหว ส่งผลให้เกิดอาการคล้ายพาร์กินสัน
ภาวะพิษจากสารเคมี (Toxin-induced Parkinsonism):
การสัมผัสสารพิษบางชนิด เช่น MPTP (1-methyl-4-phenyl-1,2,3,6-tetrahydropyridine) ซึ่งทำลายเซลล์ประสาทที่ผลิตโดปามีนในสมอง ทำให้เกิดอาการคล้ายพาร์กินสันได้
ภาวะขาดวิตามิน (Vitamin deficiency-induced Parkinsonism): การขาดวิตามินบางชนิด เช่น วิตามิน B12 หรือ วิตามิน E อาจส่งผลต่อระบบประสาท ทำให้เกิดอาการคล้ายพาร์กินสัน
โรคทางระบบประสาทอื่นๆ (Other neurological disorders): บางครั้งโรคทางระบบประสาทอื่น ๆ เช่น multiple system atrophy (MSA) หรือ progressive supranuclear palsy (PSP) อาจทำให้มีอาการที่คล้ายกับพาร์กินสันได้ โดยกลไกการเกิดจะเกี่ยวข้องกับการเสื่อมของเนื้อเยื่อสมองในส่วนต่าง ๆ ที่ไม่ใช่เฉพาะการขาดโดปามีน แต่รวมถึงความเสียหายต่อระบบประสาทอื่น ๆ
เกิดจากการที่ระบบประสาทในสมองส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหว เช่น basal ganglia ถูกทำลายหรือมีการทำงานที่ผิดปกติจากสาเหตุต่างๆ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับการเสื่อมสภาพของเซลล์ที่ผลิตโดปามีนเหมือนในโรคพาร์กินสันแบบธรรมดา
ทฤษฎีเกี่ยวข้องกับระบบประทาสและต่อมไร้ท่อ (Neuro endocrine theory)
ผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคนี้และมีปัญหาการสื่อสารเนื่องจากการพูดลำบาก เป็นอาการที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยที่มีโรคนี้ เนื่องจากพาร์กินสันมีผลต่อระบบประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ รวมถึงกล้ามเนื้อที่ใช้ในการพูดและการควบคุมเสียง ซึ่งทำให้การสื่อสารเป็นเรื่องยากขึ้น สาเหตุหลักของปัญหาการพูดในผู้ป่วยพาร์กินสันมีดังนี้
อาการพูดเบาและไม่ชัดเจน (Hypophonia)
สาเหตุ: การที่เสียงพูดเบาและไม่ชัดเจนมักเกิดจากการที่กล้ามเนื้อที่ใช้ในการควบคุมเสียง เช่น กล้ามเนื้อปาก, ลิ้น, และลำคอ ถูกควบคุมไม่ดีตามลักษณะของโรคพาร์กินสัน การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อเหล่านี้จะช้าลงและมีความแข็ง ทำให้ผู้ป่วยพูดได้ยากและเสียงที่ออกมามักจะเบา ฟังไม่ชัดเจน
ความยากลำบากในการควบคุมการพูด (Dysarthria)
สาเหตุ: อาการ dysarthria คืออาการที่การพูดผิดปกติจากการควบคุมกล้ามเนื้อในช่องปาก, ลิ้น, และกล่องเสียงที่ไม่ดี ผลจากการสูญเสียการควบคุมของกล้ามเนื้อที่เกิดจากการเสื่อมของเซลล์สมองที่ควบคุมการเคลื่อนไหว ส่งผลให้การออกเสียง, ความเร็วในการพูด, หรือการเปลี่ยนแปลงของเสียงพูดไม่ปกติ
อาการลิ้นและปากแข็ง (Rigid muscles of the mouth and tongue)
สาเหตุ: การที่กล้ามเนื้อในช่องปากและลิ้นมีความแข็ง (rigidity) ทำให้ไม่สามารถขยับได้คล่องแคล่วเหมือนปกติ การเคลื่อนไหวเหล่านี้มีความสำคัญต่อการพูด เช่น การออกเสียงพยางค์ที่ต้องใช้การเคลื่อนไหวที่แม่นยำของลิ้นและริมฝีปาก
ความยากลำบากในการควบคุมอารมณ์และการสื่อสาร (Affective Communication)
สาเหตุ: ผู้ป่วยพาร์กินสันบางรายอาจมีอาการทางอารมณ์หรือการแสดงออกที่ผิดปกติ เช่น flat affect ซึ่งหมายถึงการขาดการแสดงออกทางสีหน้าและอารมณ์ ทำให้การสื่อสารด้วยภาษากาย หรือการแสดงออกด้วยสีหน้าในระหว่างการพูดลดลง
จากการณีศึกษา
ผู้สูงอายุเพศ ชาย อายุ 76 ปี เชื้อชาติ ไทย
ศาสนา พุทธ สถานภาพ สมรส ระดับการศึกษา ประถมศึกษาปีที่ 4 อาชีพ ธุรกิจส่วนตัว
โรคประจำตัว
โรคพาร์กินสันเทียม (Parkinsonism) เป็นมา 6 เดือน รับการรักษาที่โรงพยาบาลพุทธชินราช ได้รับการรักษาด้วยยารับประทานคือ Levopar (levodopa 200 mg/benserazide 50 mg) รับประทานครั้งละ 1 เม็ด วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหารเช้า กลางวัน เย็น
S : ผู้สูงอายุบอกว่า “พูดลำบาก” “พูดไม่ชัด”
O : จากการสังเกตพบว่า “ผู้สูงอายุใช้ระยะเวลาในการพูดมากกว่าปกติ เช่น การพูดคำว่า กินข้าวแล้ว ผู้สูงอายุจะพูดว่า กิน-ข้าว-แล้ว หรือ กิน-แล้ว ”
“ผู้สูงอายุพูดเป็นประโยคยาวๆไม่ได้ ได้เป็นคำ ๆ หรือประโยคสั้น ๆ”
“ผู้สูงอายุออกเสียงคำไม่ชัด บางคำฟังไม่ออก”
“ผู้สูงอายุออกเสียงคำไม่ชัดเจน”