Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
RDS - Coggle Diagram
RDS
การพยาบาล
- จัดให้นอนในท่าศีรษะสูง หรือนอนราบ ใช้ผ้าหนุนบริเวณคอและไหล่ เพื่อช่วยให้มี การแลกเปลี่ยนก๊าซอย่างเหมาะสม (ดังกล่าวในการพยาบาลทารกเกิดก่อนกําหนด)
- ดูแลให้ได้รับ Oxygen hood ตามแผนการรักษาและไม่ให้ออกซิเจนเป่าใบหน้าทารก เพราะออกซิเจนมีความเย็นจะกระตุ้นเส้นประสาทที่ใบหน้าทําให้ทารกหยุดหายใจได้
- ส่งเสริมให้มีการสร้างลดแรงตึงผิว โดยการกระตุ้นจากภายนอกที่ทําให้เกิดการขาด ออกซิเจนด้วยการควบคุมอุณหภูมิร่างกายให้อบอุ่นเสมอ รบกวนทารกให้น้อยที่สุด ให้การพยาบาลด้วย ความนุ่มนวล และดูแลให้ได้รับสารลดแรงตึงผิวตามแผนการรักษา
- ประเมินภาวะพร่องออกซิเจน เช่น ภาวะหายใจลําบาก ติดตามการเปลี่ยนแปลงของ สัญญาณชีพ ความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดแดง ติดตามผลค่าระดับก๊าซในเลือดแดง (Arterial blood gas, ABG) ทุก 4 ชั่วโมง หรือบ่อยกว่านั้นตามอาการของทารก เมื่อพบความผิดปกติให้รายงานแพทย์เพื่อให้ ความช่วยเหลือต่อไป
- ตรวจสอบความเข้มข้นของออกซิเจนในกล่องครอบศีรษะด้วยเครื่องวัดความเข้มข้น ของออกซิเจนในตําแหน่งที่ใกล้กับจมูกของทารก และติดตามผลการตรวจระดับความดันออกซิเจนในเลือด ทางห้องปฏิบัติการ เพื่อป้องกันภาวะพร่องออกซิเจนหรือการเกิดพิษของออกซิเจน
- ดูแลทางเดินหายใจให้โล่งอยู่เสมอ โดยดูดเสมหะในปากและลําคอ (ดังกล่าวในการ พยาบาลทารกเกิดก่อนกําหนด) แต่ไม่ควรยกกล่องครอบศีรษะ (Oxygen hood) ออก เพราะจะทําให้ทารก ขาดออกซิเจน
การรักษา
- การช่วยหายใจ (Mechanical ventilation) ร้อยละ10-30 ของทารกที่เป็น RDS ต้อง ช่วยหายใจโดยใช้ความดันบวกในทางเดินหายใจอย่างต่อเนื่อง (Continuous positive airway pressure, CPAP) หรือ Mechanical ventilation CPAP) เป็นการให้ออกซิเจนเข้าไปคาอยู่ในถุงลมปอดจํานวนหนึ่ง ตลอดช่วงหายใจออก โดยใช้ความดันประมาณ 4-8 เซ็นติเมตรน้ำเพื่อป้องกันถุงลมปอดแฟบขณะหายใจ ออก ช่วยให้ทารกไม่ต้องใช้แรงมากในการหายใจ และทําให้การแลกเปลี่ยนก๊าซในถุงลมปอดได้ดีขึ้น
- การรักษาแบบประคับประคอง (Supportive treatment) สําหรับทารกทุกคนที่มี อาการหายใจลําบาก ซึ่งมีหลักการดังนี้
-
1.3 รักษาสมดุลกรดด่าง แก้ไขภาวะภาวะกรดในร่างกายจากการหายใจและการเผา ผลาญด้วยการให้โซเดียมไบคาร์บอเนต (NaHCO3) เข้าทางหลอดเลือดช้าๆ เมื่อ pH ต่ำกว่า 7.20
1.1 ควบคุมอุณหภูมิร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ ควรจัดเด็กให้นอนในตู้อบหรือเครื่อง Radiant Warmer เพื่อให้มีอุณหภูมิกายคงที่ประมาณ 36.5-37.5 องศาเซลเซียส
- การรักษาด้วยสารลดแรงตึงผิว (Surfactant replacement therapy) สารลดแรงตึง ผิวที่มีใช้อยู่ในปัจจุบันเป็น 2 ชนิด
4.1 ชนิดสกัดจากธรรมชาติ (Natural surfactant extract) ได้แก่ Survanta, Curosurf, Surfacten, Alveofact และ Infasurf เป็นต้น
-
- การรักษาด้วยออกซิเจน (Oxygen therapy) จําเป็นสําหรับทารกที่เป็น RDS ทุกราย ควรให้เพียงเพื่อไม่ให้ทารกเขียว ปริมาณที่ให้ค่าความดันของออกซิเจนในเลือดแดง (PaO2) อยู่ระหว่าง 50- 60 มิลลิเมตรปรอท และค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดแดง (Oxygen saturation, SpO2) อยู่ ระหว่าง 90-95% หลีกเลี่ยงการให้ออกซิเจนความเข้มข้นสูงเกินเพื่อป้องกันพิษของออกซิเจนต่อปอดและ ตา
พยาธิสภาพ
ภาวะ RDS เกิดจากถุงลมปอดของทารกขาดสารลดแรงตึงผิว ทําให้ถุง ลมแฟบหลังจากหายใจออก ปริมาตรและความยืดหยุ่นของปอดลดลง ต้องใช้แรงในการหายใจเข้าเพิ่มข้ึน เกิดความไม่สมดุลระหว่างการระบายอากาศ (Ventilation) และการกําซาบ (Perfusion) ทําให้เกิดภาวะ เลือดขาดออกซิเจน (Hypoxemia) และมีการคั่งของคาร์บอนไดออกไซด์ (Hypercapnia) ในทารกที่มี อาการรุนแรงเลือดอาจลัดวงจรจากซ้ายไปขวาผ่าน PDA ทําให้มีเลือดไปปอดมากเกินไป และเกิดภาวะปอด บวมน้ํา เซลล์บุหลอดเลือดฝอยที่อยู่รอบถุงลมบวมและสูญเสียความซึมซ่านผ่านได้ (Permeability) ทําให้ น้ําและโปรตีนซึมออกนอกหลอดเลือดฝอยและเข้าไปฉาบอยู่ด้านในผนังถุงลม ทําให้สารลดแรงตึงผิว สูญเสียคุณสมบัติในการลดแรงตึงผิว (วิไล เลิศธรรมเทวี, 2561)
ความหมาย“RDS” หรือ “Respiratory Distress Syndrome” คือภาวะหายใจลำบากของทารกตั้งแต่กำเนิด เกิดจากการที่ปอดยังสร้างไม่สมบูรณ์ และขาดสาร Surfactant หรือ สารลดแรงตึงผิว อันมีผลทำให้ปอดแฟบ หายใจเข้าออกได้อย่างไม่เป็นปกติ และหากเป็นรุนแรง ทารกก็จะไม่สามารถหายใจเองได้