Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
หน้าที่ชำระหนี้ - Coggle Diagram
หน้าที่ชำระหนี้
-
การผิดนัดไม่ชำระหนี้
-
(๓) กำหนดชำระหนี้ กับการผิดนัด เมื่อได้ศึกษาถึงกำหนดเวลาในการชำระหนี้เเละการผิดนัดเเล้ว จะเห็นได้ว่ามีความเกี่ยวพันกันอย่างมาก การไม่ชำระหนี้เป็นข้อเท็จจริงส่วนการผิดนัดเป็นข้อกฎหมาย ดังนั้นอาจสรุปความต่างเเละความเหมือนของกำหนดเวลาชำระหนี้กับการผิดนัด ดังนี้
๑.กำหนดเวลาชำระหนี้นั้นเป็นกำหนดที่ลูกหนี้จะต้องชำระหนี้ เเต่การผิดนัดเป็นผลของการไม่ชำระหนี้ตามกำหนด
๒.กำหนดเวลาชำระหนี้เป็นกำหนดที่เจ้าหนี้สามารถเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้เเละเป็นองค์ประกอบสำคัญประการหนึ่งของการผิดนัด คือเจ้าหนี้จะทำให้ลูกหนี้ผิดนัดได้นั้นต้องมีการเตือนลูกหนี้หลังจากที่หนี้ถึงกำหนดชำระเเล้ว หากยังไม่ถึงกำหนดชำระเจ้าหนี้ก็ไม่อาจทำให้ลูกหนี้ผิดนัดได้
๓.การผิดนัดนั้น เเม้จะถึงกำหนดเวลาชำระหนี้เเล้ว เเละมีเงื่อนไขที่อาจทำให้ลูกหนี้ผิดนัดเช่น การเตือนของเจ้าหนี้ หากการชำระนั้นมีเหตุผลที่ลูกหนี้อ้างได้ว่าไม่ใช่ความผิดของตนเองก็ตาม เเต่เกิดจากพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งที่ลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบเเล้วตามมาตรา ๒๐๕ ก็ถือว่าลูกหนี้ยังไม่ผิดนัด
(๔) กรณีที่ไม่ถือว่าลูกหนี้ผิดนัด ตามมาตรา ๒๐๕ พฤติการณ์ที่ลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบนี้อาจมีที่มาจากหลายสาเหตุ เป็นต้นว่า ๑.เป็นเหตุที่เกิดเองจากเจ้าหนี้ การที่เจ้าหนี้ผิดนัด อาจด้วยเพราะไม่รับชำระหนี้ตามมาตรา ๒๐๗ หรือเพราะไม่เสนอชำระหนี้ตอบเเทนเมื่อตนมีหน้าที่ต้องชำระหนี้ตอบเเทนตามมาตรา ๒๑๐ ถือเป็นการชำระที่ลูกหนี้ยังไม่ต้องรับผิดชอบ ๒.เหตุเกิดจากบุคคลภายนอก การชำระหนี้ยังไม่ได้กระทำลงนั้นเป็นพฤติการณ์ที่โทษลูกหนี้ไม่ได้ เพราะเป็นเหตุเกิดจากบุคคลภายนอกที่ไม่อาจปกกันได้ เช่น ตกลงกันทำสัญญาซื้อขายที่ดิน โดยตกลงกันว่าลูกหนี้จะรังวัดเเบ่งเเยกที่ดินที่จะซื้อขายเเละจะโอนไปให้เเก่ผู้ซื้อภายในเวลาที่กำหนด เเต่รังวัดไม่มาวัดที่ดินให้สักที โดยลูกหนี้ได้พยายามติดต่อไปหลายครั้งเเล้วเเต่ก็ไม่มารังวัดให้ จึงทำให้เสร็จไม่ทันตามกำหนด เช่นนี้ถือว่าลูกหนี้ไม่ผิดนัด
๒)ผลของการผิดนัดของลูกหนี้ ตามมาตรา ๒๐๖ เมื่อลูกหนี้ผิดนัดเเล้วก็มีผลตามมาจาการผิดนัดไม่ชำระหนี้ โดยผลของการผิดนัดที่สำคัญคือ
(๑)ลูกหนี้ต้องรับผิดชอบในความเสียหายอันเกิดเเต่การผิดนัด การที่ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ตามกำหนดเเละตกเป็นผู้ผิดนัด ถือเป็นการที่ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันเเท้จริงเเห่งมูลหนี้ด้วย ดังนั้นเมื่อเกิดการล่าช้าจึงเกิดการเสียหายเเก่เจ้าหนี้ เจ้าหนี้อาจเรียกเอาค่าสินไหมทดแทน ตามมาตรา ๒๑๕ เป็นค่าสินไหมทดเเทนจาการไม่ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันเเท้จริงเเห่งมูลหนี้ ซึ่งครอบคลุมถึงความเสียหายอันเกิดจากการผิดนัดด้วย เช่นทำสัญญารับจ้างซ่อมคอกม้า เสร็จภายใน๒อาทิตย์ เเต่ทำเสร็จล่าช้าเกินกำหนด
(๒) เจ้าหนี้อาจไม่รับชำระหนี้ คือเจ้าหนี้ปฏิเสธไม่รับชำระหนี้ ต้องเป็นหนี้ที่กำหนดเวลาชำระหนี้เป็นสิ่งสำคัญ เช่นลูกหนี้ไปชำระหนี้ในวันที่๑๐ สิงหาเเต่งานได้จัดขึ้นในวันที่ ๘สิงหา เลยกำหนดเวลาชำระไปเเล้ว
-กำหนดเวลาชำระหนี้เป็นสาระสำคัญโดยการบอกกล่าว (ม.๓๘๗) โดยการบอกกล่าวต้องเเสดงให้ลูกหนี้รู้ด้วยว่าถือเอาเวลาเป็นสาระสำคัญ
(๓) ลูกหนี้ต้องรับผิดในความเสียหายอันเกิดระหว่างผิดนัดเพิ่มขึ้น ดังมาตรา ๒๑๗ เช่น เเดงไม่ยืมรถดำมาขับ กำหนดส่ง ๓๑ สิงหา แดงไม่เอารถไปคืนทำให้ดำได้เช่ารถ ดำเลยต้องเสียเงินค่าเช่ารถเพราะการผิดนัด ระหว่างเเดงครอบครองรถ 15 วันต่อมารถโดนขโมยทำให้เกิดความเสียหาย ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับรถคือความเสียหายเพิ่มขึ้น
-ความรับผิดกรณีนี้ไม่ใช่เกิดจากการผิดนัดเเต่เป็นการเกิดในระหว่างการผิดนัดด้วยเหตุอื่น ลูกหนี้จึงไม่ต้องรับผิดชอบความเสียหายในเรื่องนี้ที่เกิดจาก ๒ สาเหตุ คือ ความประมาทเลินเล่อของลูกหนี้ เเละเกิดจากอุบัติเหตุ
-ความรับผิดตามมาตรานี้ถ้าลูกหนี้จงใจทำให้เกิดความเสียหายก็ต้องรับผิด
-เเท้จริงเเล้วการประมาทเลินเล่อก็คือการไม่ระวังตามหน้าที่ของตนที่ต้องใช้ความระมัดระวังนั่นเอง
เหตุที่เกิดจากอุบัติเหตุ อุบัติเหตุเป็นเหตุเเห่งการกระทำของมนุษย์มีต้นเหตุมาจากมนุษย์เท่านั้น อุบัติเหตุเหตุในมาตรา๒๑๗ จึงหมายถึงเหตุสุดวิสัยเฉพาะที่เกิดจากกระทำของมนุษย์เท่านั้นไม่รวมถึงเหตุสุดวิสัยที่เกิดจากภัยธรรมชาติ ที่เรียกกันว่า Act of God การกระทำของพระเจ้า ความรับผิดในกรณีนี้นั้นตามมาตรา๒๑๗ การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยต้องเป็นเรื่องที่สืบเนื่องมาจากมนุษย์เท่านั้น เเต่ถ้าเกิดจากภัยธรรมชาติลูกหนี้จะต้องพิสูจน์ลูกหนี้จึงจะหลุดพ้นจากความรับผิดชอบ
ด้วยเหตุผลดังพิจารณามาเเล้วจึงเห็นว่าการที่ลูกหนี้จะยกข้ออ้างเพื่อพิสูจน์ให้พ้นความผิดตามมาตรา๒๑๗ ได้ จะ มีได้เฉพาะกรณีที่การชำระหนี้ตกเป็นพ้นวิสัยเพราะอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นระหว่างหิดนัดเท่านั้น กากเกิดเพราะความประมาทเลินเล่อเเล้วจะอ้างไม่ได้
๑)วัตถุเเห่งหนี้
(๑) หนี้กระทำการ
-
-
-
หนี้กระทำการที่ลูกหนี้ต้องกระทำเองโดยเฉพาะ เป็นหนี้ส่วนตัวไม่ตกเป็นมรดกเเก่ทายาทลูกหนี้ ด้านเจ้าหนี้สิทธิอาจตกไปยังทายาทได้เว้นเเต่จะตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น
หากลูกหนี้กลายเป็นคนที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ ถือว่าการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัย ทำให้ลูกหนี้หลุดพ้นการชำระหนี้ได้ ตามมาตรา 219วรรคสอง
เช่น ทำสัญญาจ้างช่างมาก่อสร้างบ้านให้ เเต่ก่อนจะมาช่างได้เกิดอุบัติเหตุกลายเป็นอัมพาตไม่สามารถมาสร้างบ้านให้ได้อีก
(๒) หนี้งดเว้นกระทำการ
-
หนี้งดเว้นกระทำการไม่ได้มีเเต่เฉพาะเรื่องก่อสร้างเท่านั้น อาจมีหนี้งดเว้นกระทำการบางอย่างได้อีกมากมาย
ต้องมีสภาพเป็นหนี้ที่อาจบังคับได้ไม่ใช่หน้าที่ทั่วไป ตามมาตรา 213 วรรคสาม สามารถสั่งให้รื้อถอนได้หรือสั่งให้จัดการอ้นควรเพื่อการภายหน้า เช่น สั่งห้ามล่วงหน้าได้
ต้องมีสภาพเป็นหนี้ที่อาจบังคับได้ไม่ใช่หน้าที่ทั่วไป บังคับได้ตามมาตรา 213 วรรคสาม สามารถสั่งให้รื้อถอนได้หรือสั่งให้จัดการอันควรเพื่อกาลภายหน้า เช่น สั่งห้ามล่วงหน้าได้
-
เเม้ว่าลูกหนี้จะทำอะไรหรือไม่ได้ทำอะไรที่ขัดต่อกฎหมาย ขัดต่อความสงบเรียบร้อย ขัดต่อศีลธรรมอันดีมีผลทำให้นิติกรรมนั้นเป็นโมฆะ หรือกลายเป็นพ้นวิสัยได้ด้วยเช่นกัน เช่น ตกลงกันว่าฝ่ายหนึ่งต้องไม่อุปการะเลี้ยงดูมารดา
(๓) หนี้ส่งสอบทรัพย์สิน
ลูกหนี้มีหน้าที่ต้องส่งมอบทรัพย์สินเเก่เจ้าหนี้ เช่นซื้อขายบ้าน ฝ่ายผู้ซื้อก็ต้องส่งมอบทรัพย์สินคือราคาบ้านให้เเก่คนขาย ฝ่ายคนขายก็มีหน้าที่มอบบ้านหรือโฉนดบ้านให้เเก่ผู้ซื้อ
ในกฏหมายฝรั่งเศสเรียกว่า “diner”
- ศาสตราจารย์โสภณรัตนากร เรียกว่า “หนี้โอนทรัพย์สิน”
-ในความหมายกว้าง การโอนกรรมสิทธิ์ย่อมหมายถึงการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์เเละการส่งมอบทรัพย์ด้วย
-เเต่ในบางกรณีอาจเป็นเพียงการส่งมอบทรัพย์เท่านั้น เช่นการโอนซื้อขายทรัพย์เฉพาะสิ่งที่เป็นสังหาริมทรัพย์
ความเเตกต่างของการโอนกรรมสิทธิ์เเละการส่งมอบทรัพย์สิน การโอนกรรมสิทธิ์นั้นเป็นการโอนกรรมสิทธิ์จากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง
-ในบางกรณีเเยกเด็ดขาดกับการส่งมอบทรัพย์สินมีได้ทั้งเเบบอสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์ เช่นสัญญาซื้อขายสังหาริมทรัพย์ เมื่อสัญญาเกิดขึ้นเเล้ว กม.ม.458กำหนดว่า กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ซื้อขายย่อมโอนไปยังผู้ซื้อตั้งเเต่เมื่อได้ตกลงกันเเล้ว ผู้ขายจึงเหลือเพียงหน้าที่ส่งมอบเท่านั้น
-เเต่ถ้าเป็นกรณีซื้อขาย ต้องไปจดทะเบียนซื้อขาย การจดทะเบียนซื้อขายเป็นเพียงขั้นตอนในการเกิดสัญญาเท่านั้นยังไม่มีหนี้ เมื่อไปจดทะเบียนซื้อขายกับพนักงานเเล้ว การโอนกรรมสิทธิ์เกิดขึ้นเมื่อมีการจดทะเบียนนั้นเเต่ลูหนี้ยังมีหนี้ที่ต้องส่งมอบทรัพย์อยู่
วิธีการส่งมอบทรัพย์ การส่งมอบทรัพย์ย่อมขึ้นอยู่กับสภาพของทรัพย์นั้นว่ามีขนาดใหญ่หรือเล็ก เคลื่อนย้ายได้ง่ายหรือไม่สามรถเคลื่อนย้ายได้ เช่นที่ดิน บ้านช่อง โรงเรือน
-การส่งมอบทรัพย์กำหนดไว้อย่างกว้างๆตามมาตรา 462
-วัตถุเเห่งหนี้เป็นการส่งมอบทรัพย์สิน ลูกหนี้มีหน้าที่ต้องส่งมอบทรัพย์สินที่เป็นรูปร่าง เช่น ม้าชื่อลิ่วลมหรือเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่ง เช่น ข้าวสาร น้ำตาล
-ทรัพย์สินที่ลูกหนี้ต้องส่งมอบ กม.เรียกว่า ทรัพย์อันเป็นวัตถุเเห่งหนี้
กำหนดเวลาชำระหนี้
กำหนดเวลาชำระหนี้เป็นสิ่งสำคัญในการชำระหนี้ของลูกหนี้ เพราะถ้าลูกหนี้ไม่รู้กำหนดเวลาชำระหนี้ของตน ก็ไม่อาจชำระหนี้ได้ตามความประสงค์อันเเท้จริงของมูลหนี้
เวลาเป็นสาระสำคัญของการชำระหนี้ หากลูกหนี้ชำระหนี้ผิดไปจากกำหนดหรือก่อนกำหนด เจ้าหนี้ก็อาจจะปฏิเสธการชำระหนี้ได้ เเละถ้าหากมีความเสียหายเกิดขึ้นลูกหนี้ก็ต้องรับผิด เเละถ้าหากกรณีกำหนดเวลาเป็นเรื่องสำคัญก็อาจมีผลถึงขั้นเป็นเหตุให้บอกเลิกสัญญาได้ (ม.๓๘๘) หรือบอกปัดไม่รับชำระหนี้ (ม.๒๑๖)
ในทางเจ้าหนี้ การที่จะเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้นั้นต้องถึงกำหนดชำระก่อน ถ้ายังไม่ถึงกำหนดชำระเจ้าหนี้ก็ไม่อาจเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้ ถึงเเม้เจ้าหนี้จะเตือนให้ลูกหนี้ชำระเเต่ถ้าหนี้ยังไม่ถึงกำหนดชำระ ลูกหนี้ก็ยังไม่ผิดนัด (ม.๒๐๔) กำหนดเวลาชำระหนี้นั้นเเบ่งออกได้ ๒ กรณี คือ
๑)หนี้ที่ไม่มีกำหนดเวลาชำระหนี้ ตามมาตรา ๒๐๓ วรรคเเรก หนี้จะต้องไม่มีกำหนดเวลาทั้งโดยปริยายเเต่สามารถอนุมานจากพฤติการณ์ได้ เช่น ยืมที่รดน้ำสังข์เพื่อไปใช้ในวันเเต่งงานโดยไม่ได้ตกลงว่าจะคืนเมื่อไหร่ เเต่ก็อนุมานจากพฤติการณ์ได้ว่าเมื่อเป็นการยืมไปใช้ในวันเเต่งงาน ก็ต้องนำมาคืนหลังเสร็จงาน การอนุมานจากพฤติการณ์ต้องดูเป็นกรณี ๆ ไป
ผลของหนี้ที่ไม่มีกำหนดเวลาชำระหนี้ ตามมาตรา๒๐๓ วรรคเเรก คือเจ้าหนี้มีสิทธิจะเรียกให้ชำระโดยพลันเเละลูกหนี้ก็ย่อมจะต้องชำระหนี้ของตนได้โดยพลันดุจกัน
๒)หนี้ที่มีกำหนดชำระ อาจกำหนดเวลาชำระไว้โดยชัดเเจ้ง เช่นกำหนดตามวันเวลาของปฏิทิน หรือกำหนดตามข้อเท็จจริง เช่นยืมชุดไปงานเเต่งจะส่งคืนเมื่องานเสร็จ ดังนั้นจึงแยกพิจารณาได้เป็น ๒ กรณีคือ
-
(๒) กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ไม่เป็นที่สงสัย เเบ่งออกได้เป็น ๒ อย่างคือ ๑.กำหนดเวลาชำระหนี้ตามวันเเห่งปฏิทิน ตามมาตรา ๒๐๔วรรคสอง เช่นกำหนดเวลาชำระหนี้ในวันที่ ๑๐ กันยายน หรือกำหนดเวลาชำระหนี้ในวันปีใหม่
๒.กำหนดเวลาชำระหนี้มิใช่ตามวันเเห่งปฏิทิน ตามมาตรา ๒๐๔ วรรคเเรก เช่นยืมเงินไปและกำหนดว่าจะคืนเมื่อขายของได้เเล้ว หรือยืมเรือไปใช้กำหนดส่งคือเมื่อสิ้นฤดูน้ำ
กำหนดเวลาชำระหนี้อาจเปลี่ยนเเปลงได้ เช่น เดิมกำหนดชำระหนี้ไว้ตามวันเเห่งปฏิทิน เมื่อถึงกำหนดนั้นไม่มีการชำระหนี้ขึ้นด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งที่ไม่ใช่ความผิดของลูกหนี้ ก็อาจทำให้หนี้กลายเป็นหนี้ที่ไม่มีกำหนดเวลาชำระไปได้
-
-