Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
โรคระบบทางเดินอาหาร, 63472453 นางสาวพรนัชชา จิ๋วน้อย sec.3 No.35…
โรคระบบทางเดินอาหาร
-
-
-
การซักประวัติ
1.อาการสำคัญที่นำมาโรงพยาบาล Chief complaint ; CC ; อาการสำคัญที่ทำให้ต้องมาพบแพทย์ เป็นระยะเวลาสั้น ๆ เช่น ปวดตรงไหน ระยะเวลาเท่าไหร่
2.ประวัติการเจ็บป่วยปัจจุบัน Present illness ; Pi ; อาการที่เกิดร่วมระยะเวลาที่เกิดอาการ สิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดมากขึ้นหรือสิ่งที่ทำให้บรรเท่าลง
3.ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต Past history: Ph ; การผ่าตัด การได้รัอุบัติเหตุบริเวณช่องท้อง โรคเรื้อรังอื่น ๆ
4.ข้อมูลพื้นฐาน ; Basic information ; Bi ; ชนิดและปริมาณของอาหารต่อมื้อต่อวัน การแพ้อาหาร ชนิดน้ำและปริมาณการดื่มน้ำต่อวัน
ปวดท้อง (Abdominal pain)
visceral pain=ปวดแบบตน.ไม่แน่นอน เช่น ลำไส้อุดตัน ไส้ติ่งอักเสบในระยะแรก/
somatic pain=ปวดแบบเฉพาะที่ เช่น ไส้ติ่งอักเสบนระยะลุกลาม/
referred pain=ปวดที่บริเวณหนึ่งและร้าวไปบริเวณอื่น เช่น ตับอ่อนอักเสบ จะปวดยอดอกแล้วร้าวไปกลางหลัง
ก๊าซมากในระบบทางเดินอาหาร (Flatulence)
เสียด จุกแน่นที่ลิ้นปี่ ซึ่งจะเป็นจุดที่ต่างจากโรคหัวใจที่จะน่นหน้าอก
สาเหตุ ; การกลืนก๊าซเข้ามาในปาก/ อาหารบางชนิดทำให้เกิดก๊าซมาก/ แบคทีเรียในลำไส้/ ความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร มีการอุดตันในลำไส้ ลำไส้หยุดการเคลื่อนไหวจากยา หรือถูกจำกดการเคลื่อนไหว ฯ
อาหารไม่ย่อย (Dyspepsia)
อาการ ; ไม่สบายท้องบริเวณยอดอก หรือใต้ลิ้นปี่ลักษณะจุดเสียด แน่นท้อง ท้องเฟ้อ มีลมในท้อง เรอบ่อย แสท้อง เรอเปรี้ยว คลื่นไส้หรืออาเจียนเล็กน้อย ฯ
สาเหตุ ; การหลั่งกรดมาก/ กระเพาะอาหารอักเสบ/ GERD/ เกิดจากยา เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่มีสารคาเฟอีน
สิ่งที่ตรวจพบ ; อาการท้องอืด เคาะที่ท้องเกิดเสียงโปร่งของลมในท้อง
การรักษา ;
- มีอาการจุดเสียด แน่นท้องเฉพาะหลังเวลาหลังหาร ให้ยาลดกรดวันละ 4 ครั้ง หรือเวลามีอาการ
- มีอาการจุกแน่นท้องมากและนาน หรือมีคลื่นไส้อาเจียน ให้ยาเมโทโคลพราไมด์(ยาแก้คลื่นไส้อาเจียน) ก่อนอาหาร 3 มื้อ
- มีลมในห้องหรือเรอ ให้ยาแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ หรือยาลดกรดที่มีไซเมทิโคนผสม ในเด็กเล็กให้กินไซเมทิโคน 1-1 หยด ผสมน้ำ 2-4 ออนซ์ (12 ถ้วย)
- มีความเครียด วิตกกังวลหรือนอนไม่หลับ ให้ไดอะซีแพม
- กินยาประมาณ 2-4 สัปดาห์ แต่ถ้าไม่ดีขึ้นควรส่งโรงพยาบาลเพื่อตรวจหาสาเหตุ
โรคกรดไหลย้อน (Gastroesophageal reflux disease, GERD)
อาการ ; แสบร้อนบริเวณหน้าออก คล้ายไฟลนที่ลิ้นปี่ ถ้ามีอาการมากจะลามไปถึงคอและอาจจะมีความรู้สึกอยากจะอาเจียนเอากรดในกระเพาะอาหารขึ้นมาที่หลอดอาหาร บางครั้งอาจมีเรอเปรี้ยว (Wet burb) และ dyspepsia รู้สึกอัดแน่นบริเวณท้องหรือลิ้นปี่ หรืออาเจียนหลังรับประทานอาหาร
ปัจจัยเสี่ยง ; กินข้าวไม่ตรงเวลา กินแล้วนอน/ การตั้งครรภ์ ในไตรมาสที่ 3 มดลูกจะเพิ่มความดันในช่องท้อง/ ความอ้วน/ ผู้ป่วยที่ไอเรื้อรังเช่น หอบหืด/ การสูบบุหรี่ เป็นการเพิ่การหลั่งกรดในกระเพาะ/ การใช้ยา NSAIDs/ การใส่เสื้อผ้าคับรัดโดยเฉพาะช่วงหน้าท้อง
การรักษา ; การใช้ยาในกลุ่ม proton pump inhibitor/ หลีกเลี่ยงอาหารทอด, มัน/ เลี่ยงอาหารที่กระตุ้นการหลั่งกรดเช่น พริกไทยดำ
เครื่องดื่มรสเปรี้ยว น้ำอัดลม แอลกอฮอล์ เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน ช็อกโกแลต/ การรักษาด้วยการผ่าตัด ส่วนให่ใช้เมื่อไม่ตอบสนองต่อการรักษาทางยา
ท้องเดิน/อุจจาระร่วง (Diarrhea/Gastroenteritis)
ถ่ายเป็นน้ำหรือถ่ายเหลว > 3 ครั้ง หรือถ่ายเป็นมูก, มูกปนเลือดเพียงครั้งเดียว อาจมีไข้ ปวดท้อง อาเจียนร่วมด้วย
สาเหตุชนิดเฉียบพลัน ; การติดเชื้อ/ สารพิษจากเชื้อโรค/ สารเคมี/ ยา เช่น ยาถ่าย, ยาลดกรด, ยาปฏิชีวนะ/ พืชพิษ เช่น เห็ดพิษ, กลอย
สาเหตุชนิดเรื้อรัง ; กลุ่มอาการลำไส้ไวต่อสิ่งเร้า มักทำให้เป็น ๆ หาย ๆ/ การติดเชื้อ เช่น บิดอะมีบา ไกอาร์เดีย วัณโรคลำไส้/ โรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน คอพอกเป็นพิษ/
ภาวะพร่องเอนไซม์แล็กเทส ที่ใช้ย่อยน้ำตาลแล็กโทสทำให้เกิดอาการท้องเดินหลังดื่มนม/ ความผิดปกติเกี่ยวกับการดูซึมของลำไส้ ทำให้ถ่ายบ่อย มีลักษณะเป็นมันลอยน้ำ
มีกลิ่นเหม็นจัดเนื่องจากไขมันไม่ถูกดูดซึม/ ยา เช่น กินยาถ่ายหรือยาลดกรดเป็นประจำก็สามารถทำให้มีอาการท้องเดินเรื้อรังได้
อาการ ; จะขึ้นอยู่กับสาเหตุที่เป็นโดยทั่วไปจะปวดท้อง ถ่ายเหลวเป็นน้ำ ถ่ายบ่อย อาจมีไข้ คลื่นไส้อาเจียน ถ่ายเป็นมูกหรือมูกปนเลือด ร่วมด้วย
อาการแทรกซ้อน ; ภาวะขาดน้ำและเกลือแร่ จะส่งผลให้เกิดภาวะช็อคได้/ ภาวะเลือดเป็นกรด/ ภาวะโพทสเซียมในเลือดต่ำ/ ภาวะโซเดียมในเลือดต่ำ เป็นอันตรายถึงตายได้
การรักษา ;
- ควรงดอาหารแข็ง รสจัด และกากใยเยอะ โดยให้กินอาหารอ่อนหรืออาหารเหลวแทน
- ในทารกให้ดื่มนมมารดาตามปกติได้ ถ้าดื่มนมผงใน 2-4 ชม.แรกให้ผสมนมเจือจางเป็นเท่าตัว แล้วค่อยให้กลับมากินนมผสมตามปกติ
- ในเด็กทารกช่วง 4 ชม.แรกให้ละลายน้ำตาลเกลือแร่ในปริมาณ 50 มล./น.น.ตัว 1 กก. (สำหรับภาวะขาดน้ำเล็กน้อย และ 100 มล./น.น.ตัว 1 กก. (สำหรับภาวะขาดน้ำเห็นได้ชัด)
อาหารเป็นพิษ (Food poisoning)
อาการ ; มีอาการท้องเดินอย่างต่อเนื่อง/ คนที่กินอาหารร่วมกันจะเป็นเหมือนกัน/ จะมีอากรปวดท้อง อาเจียน ถ่ายเหลวเป็นน้ำ
ถ้ารุนแรงอาจเกิดภาวะขาดน้ำได้/ ถ้าเกิดจากสารเคมีหรือพืชบางชนิด อาจทำให้ ชัก, หมดสติ, รูม่านตาหด หรือตายได้
การรักษา ; รักษาแบบอาการท้องเดินทั่วไป/ ถ้ามีอาการชัก หมดสติหรือสงสัยว่าเกิดจากสารเคมีควรให้น้ำเกลือแล้วรีบส่งโรงพยาบาลด่วน
มักจะต้องทำการล้างท้องและให้ยาต้านพิษ
แผลในระบบทางเดินอาหาร (Peptic ulcer)
เป็นแผลที่เกิดขึ้นในเยื้อบุทางเดินอาหารเฉพาะส่วนที่สัมผัสกับน้ำย่อยของกระเพาะอาหาร
การรักษา ; การใช้ยาปฏิชีวนะ เช่น Amoxicillin Clarithromycin Metronidazole Tetracycline Levofloxacin ฯ/
การใช้ยา Proton pump inhibitors : PPIs เช่น Omeprazole(กินก่อนมื้อเช้า) Lansoprazole Rabeprazole
เพื่อยับยั้งการสร้างกรดและรักษาแผลในกระเพาะอาหาร เป็นต้น
ภาวะท้องผูก (Constipation)
อาการ ; ท้องอืด มีลมเยอะ, ถ่ายลำบาก, มีเลือดปนออกมา, อุจาระแข็ง, ถ่าย < 3 ครั้ง/สัปดาห์, รู้สึกว่าถ่ายไม่สุด
การรักษา ;
- โดยการใช้ยา=> กลุ่มยากระตุ้นการเคลื่อนตัวของลาไส้ เช่น มะขามแขก (senokot), ยาเหน็บกลีเซอรีน (Glycerin) สองตัวนี้สามารถใช้ร่วมกันได้/ กลุ่มเกลือของแมกนีเซียม(ห้ามใช้กับผู้ป่วยสาไส้อุดตัน
และไม่ควรใช้กับผู้สูงอายุที่มีการทำงานของไตบกพร่อง เพราะอาจทำให้เกิดภาวะหัวใจวาย หมดสติ หรือเสียชีวิตจากภาวะโพแทสเซียมต่ำ)/ ยาสวนทวารหนัก (enema)/
lactulose (ห้ามใช้ในผู้ป่วยเบาหวาน เนื่องจากมีส่วนประกอบเป็นน้ำตาล)/ กลุ่มสารหล่อลื่น (lubricants) (ห้ามใช้กับทารกแรกเกิด ผู้ป่วยที่กลืนลาบากและหญิงมีครรภ์)
- โดยการฝึกการเบ่งถ่าย
- โดยการผ่าตัด
การประเมินอาการ ; จะต้องซักประวัติให้ครอบคลุม โดยต้องคำนึงถึงประวัติความเจ็บป่วยทางจิตหรือความผิดปกติของการกิน ประวัติการถูกทำร้ายหรือล่วงละเมิดทางเพศ
และผู้ป่วยกลุ่มความผิดปกติของการขับถ่ายด้วย
คำแนะนำ ; แก้ไขสุขนิสัยการขับถ่าย/ หลีกเลี่ยงใช้ยาระบาย/ แก้ไขสุขนิสัยการรับประทานอาหาร/ เพิ่มการเคลื่อนไหวของร่างกายหรือออกกาลังกายบ่อย ๆ
โรคไส้ติ่งอักเสบ (Appendicitis)
การประเมินอาการ ; เริ่มปวดเป็นพัก ๆ รอบสะดือ อาจท้องเสียร่วมด้วยแต่กินยาก็ไม่เบาปวดท้อง 3-4 ชม.ต่อมา ปวดเสียดท้องน้อยข้างขวา จะปวดเมื่อขยับตัวจนต้องนอนนิ่ง ๆ อาจมีคลื่นไส้อาเจียนและมีไข้ต่ำ ๆ ถ้าปวดมากจะต้องนอนตะแคงไปด้านใดด้านหนึ่งหรือเวลาเดินต้องงอตัวจึงจะรู้สึกดีขึ้น สามารถเป็นนานหลายชม.หรือหลายวัน
บางรายสามารถปวดท้องน้อยข้างขวาโดนไม่มีอาการนำมาก่อนเลย
การตรวจพบอาการ ; กดเจ็บตรงท้องน้อยข้างขวา โดยเฉพาะตรงจุดไส้ติ่งหรือจุด Mc Burney ถ้าใช้มือค่อยๆ กดแล้วปล่อยมือให้ผนังหน้าท้องกระเด้งกลับทันที
ผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บมาก เรียกว่าอาการกดปล่อยแล้วเจ็บ (rebound tenderness)/ ถ้าไส้ติ่งแตกจะมีอาการปวดเจ็บทั่วบริเวณท้องน้อย ท้องแข็งอาจคลำได้ก้อนและมีไข้สูง
การรักษา ; หากสงสัย ให้รีบส่งโรงพยาบาล ควรงดอาหารและน้ำดื่ม (ถ้ามีอาการขาดน้ำ ควรให้น้ำเกลือไประหว่างทางด้วย) เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการผ่าตัดฉุกเฉินโรคไส้ติ่งอักเสบ (Appendicitis)
ริดสีดวงทวาร (Hemorrhoids)
ขับถ่ายออกมาแล้วเป็นเลือดแดงสด ถ้าริดสีดวงอักเสบหรือหลุดออกมาอาจทำให้ปวดรุนแรง
จนนั่ง ยืน เดินไม่สะดวก คลำเจอก้อนนุ่ม ๆ สีคล้ำ ๆ ที่ปากทวารหนัก ถ้ามีเลือดออกมาหรือเรื้อรังอาจมีอาการซีดได้
Step 1 =>หัวริดสีดวงยังเกิดอยู่ในทวารหนัก มีอาการคันก้น
Step 2 =>หัวริดสีดวงปลิ้นโผล่ออกมาในขณะขับถ่ายและสามารถกลับเข้าไปเองได้ มีอาการคันก้น
Step 3 =>หัวริดสีดวงปลิ้นออกมาในขณะขับถ่ายแต่หัวที่โผล่ออกมาต้องใช้มือดันกลับเข้าไป
Step 4 =>หัวริดสีดวงยื่นออกมาด้านนอกตลอดเวลา
การรักษา ; Step 1-2 (การรักษาโดยส่วนมาก) ให้เปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคและพฤติกรรมประจำวัน/
ใช้ยาระบายกลุ่มเพิ่มการเคลื่อนไหวของลำไส้และยากลุ่มทำให้อุจจาระอ่อนนุ่ม (เพชรสังฆาต) แช่ก้นด้วยน้ำอุ่น
ยาเหน็บทางทวารหนัก (Proctosedyl) ลดการหดรัดเกร็ง นอนพักบนเตียงกรณีที่มีเลือดคั่ง/
การฉีดสารเข้าริดสีดวง การฉีดยา sclerosing agents เพื่อทำให้หัวริดสีดวงยุบโดยฉีดยาเข้าไปในชั้นใต้เยื่อบุ (submucosa) ในระดับที่อยู่เหนือ dentate line
ทำให้เกิดพังผืดรัดหลอดเลือดบริเวณริดสีดวงและรั้งเนื้อเยื่อริดสีดวงไม่ให้เลื่อนตัวลงมา/
การใช้ยางรัดหัวริดสีดวง (rubber-band ligation) ใช้ยางรัดที่ขั้วริดสีดวงเหนือ dentate line ประมาณ 1 ซม.
เพื่อรัดให้หัวริดสีดวงหลุดออกและพังผืดที่เกิดจากแผลจะรั้งริดสีดวงที่เหลือให้หดกลับเข้าไปในทวารหนัก
ไส้เลื่อน (Hernia)
ภาวะที่ลำไส้เคลื่อนตัวออกจากช่องท้องสู่ภายนอก เช่น บริเวณขาหนีบหรือบริเวณรอยผ่าตัด ในระยะแรกสามารถดันกหกลับคืนได้ด้วยมือ (reducible)
ระยะต่อมาไม่สามารถดันคืนได้ด้วยมือ (incarcerated hernia) ในระยะนี้ลำไส้จะถูกอุดตันและบีบรัดจนเลือดไม่สามารถเข้าไปหล่อเลี้ยงได้ จึงจำเป็นต้องผ่าตัด
การประเมินอาการ ; การซักประวัติ ต้องระบุตน.ของอาการปวดให้ได้ การไหลกลับของไส้เลื่อนขณะนอนราบ มีอาการเมื่อยกของหนักหรือต้องเดินเป็นเวลานานไหม
โดยมีอาการสำคัญ ดังนี้ มีก้อนนูนออกมาจากช่องท้อง รู้สึกเจ็บปวดช่องท้องเมื่อก้มตัว ไอหรือยกของหนักแล้วรู้สึกแน่นปวดแสบปวดร้อนบริเวณช่องท้อง ก้อนโตขึ้นเวลายกของหนักหรือไอแรง ๆ
การรักษา ; ผ่าตัด
นิ่วในถุงน้ำดี
ปัจจัย ; เพศหญิงเสี่ยงกว่าเพศชาย/ อายุ 40 ปีขึ้นไป/ น.น.เกิน/ ไม่ค่อนเคลื่อนไหวร่างกาย/ ตั้งครรภ์/ รับประทานอาหารที่มีไขมันสูง/
ใช้ฮอร์โมนทดแทนในการบำบัดสำหรับวัยหมดประจำเดือน/ รับประทานอาหารที่มีโคเลสเตอรอลสูง/
รับประทานอาหารที่มีกากใยน้อย/ พันธุกรรม/ เป็นโรคเบาหวาน/ น.น.ตัวลดลงอย่างรวดเร็ว/ มีภาวะตับ
อาการในช่วงแรก ; แน่นท้อง ท้องอืด มีลมมาก จุกแน่นลิ้นปี่ ปวดร้าวบริเวณสะบักขวา อาจมีอาการคลื่นไส้ร่วมด้วย
อาการรุนแรง ; ปวด จุกแน่น > 4-6 ชม.แล้วไม่หาย/ ปวดท้องแบบรุนแรง / ปัสสาวะเหลืองเข้มหรืออุจจาระสีซีด/ สามารถมีไข้ หนาวสั่น คลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วยได้
การป้องกัน ; กินข้าวให้ตรงเวลาครบทุกมื้อ/ หากต้องการจะลดน.น.ให้ลดอย่างช้า ๆ (≈ 0.5-1 กก./สัปดาห์)/
หากน้ำหนักตัวพอดีแล้วให้ลดปริมาณแคลลอรีลงและเพ่มการออกกำลังกาย เพื่อรักษาน้ำหนักตัวให้คงที่
-