Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
บทที่ 4 สภาพแวดล้อมในการทำงานที่อาจก่อให้เกิดอันตราย, นางสาวภาภัทร์ศิริ…
บทที่ 4
สภาพแวดล้อมในการทำงานที่อาจก่อให้เกิดอันตราย
ความหมายและประเภทของสิ่งแวดล้อมการทำงาน
1. ความหมายสิ่งแวดล้อมการทำงาน
สิ่งแวดล้อมการทำงาน หมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ล้อมรอบตัวผู้ประกอบอาชีพในขณะทำงาน เช่น หัวหน้างาน เพื่อนร่วมงานเครื่องจักรแสง เสียง อุณหภูมิ เป็นต้น
2. ประเภทของสภาพแวดล้อมในการทำงาน
2.1 สิ่งคุกคามทางกายภาพ (Physical hazards) เช่น อุณหภูมมิ
2.2 สิ่งคุกคามทางเคมี (Chemical hazards) เช่น สารตะกั่ว ปรอท
2.3 สิ่งคุกคามทางชีวภาพ (Biological hazards) เช่น เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่
2.4 สิ่งคุกคามทางการยศาสตร์ (Ergonomics hazards) เช่น ทำงานที่ซ้ำซาก
สิ่งคุกคามจากสภาพแวดล้อมในการทำงานด้านชีวภาพ
สัตว์เลื้อยคลานและแมลงกัดต่อย เป็นอันตรายอย่างมากกับผู้ปฏิบัติงาน เช่น งูพิษชนิดต่าง ๆ แมงมุม แมงป่อง ผึ้ง ต่อ แตน ตะขาบ
สารที่ทำให้เกิดการแพ้พิษจากพืช ทำให้เกิดอาการผิวหนังอักเสบ คันจากการสัมผัสเช่น ตำแยหรือหมามุ่ยหรือพืชที่มีขนชนิดต่าง ๆ เช่น ต้นถั่วเขียว
1.จุลินทรีย์และพิษจุลินทรีย์ เช่น ไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา โปรโตซัว สามารถก่อโรคต่างๆ ได้ขึ้น
โปรตีนจากสัตว์มีกระดูกสันหลังที่ทำให้เกิดการแพ้ได้แก่ ปัสสาวะ อุจจาระ ผม น้ำลายและโปรตีนจากสัตว์เหล่านี้อาจทำให้เกิดการแพ้ได้
สารกลุ่มอื่น ๆ ได้แก่ พืชชั้นต่ า เช่น Lichen และเฟิร์น
สิ่งคุกคามจากสภาพแวดล้อมในการทำงานด้านเคมี
ทางเข้าสู่ร่างกายของสารเคมี
เมื่อสารเคมีเข้าสู่ร่างกายแล้วจะเกิดการดูดซึมและกระจายตัวไปยังอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย รวมทั้งเกิดกระบวนการเมตาโบไลท์ (Metabolite) หรือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสารเคมีเป็นสารชนิดอื่น และถูกก าจัดสารออกจากร่างกายทางปัสสาวะ อุจจาระ ลมหายใจออก และเหงื่อ
การแบ่งชนิดของอนุภาคตามลักษณะทางกายภาพ
อนุภาคของสารเคมีที่แขวนลอยในบรรยากาศ เรียกว่า แอโรซอล (Aerosol) คือ อาจอยู่ในรูปของแข็ง ของเหลว และก๊าซ
อาการและอาการแสดงออกของร่างกาย เมื่อได้รับสารเคมีเมื่อผู้ปฏิบัติงานได้รับสารเคมีในรูปแบบต่าง ๆ เข้าสู่ร่างกายจะทำให้ร่างกายมีการตอบสนองต่อสารเคมีใน 3 ลักษณะ ดังนี้
3.2 อาการเรื้อรัง (Chronic Toxicity) จะแสดงอาการเกิดพิษหลังจากได้รับสารเคมีติดต่อกันเป็นเวลานานกว่า 3 เดือนขึ้นไป
3.3 อาการกึ่งเรื้อรัง (Sub chronic Toxicity) จะแสดงอาการเกิดพิษหลังจากได้รับสารเคมีติดต่อกันเป็นเวลานานประมาณ 1 – 3 เดือน
3.1 อาการเฉียบพลัน (Acute Toxicity) จะแสดงอาการเกิดพิษภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากได้รับสารเคมีหรือสารพิษ ซึ่งอาการจะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับปริมาณสารเคมีที่ได้รับ
ผลกระทบต่อสุขภาพจากสารเคมี
4.1 การระคายเคือง (Irritant) หมายถึง สภาวะที่ร่างกายตอบสนองต่อการสัมผัสสารเคมีมีอาการปวดแสบปวดร้อน ผิวหนังอักเสบ เป็นต้น
4.2 การขาดออกซิเจน (Asphyxiants) หมายถึง การได้รับออกซิเจนในปริมาณไม่พอเพียงต่อความต้องการของร่างกาย อาจทำให้มีอาการเป็นลม หรือหมดสติโดยทั่วไปออกซิเจนในบรรยากาศจะมีอยู่ประมาณ 21 เปอร์เซ็นต์ ถ้าออกซิเจนต่ ากว่า 19.5 เปอร์เซ็นต์จะทำให้การหายใจลำบาก ยิ่งถ้าต่ำกว่า 16 เปอร์เซ็นต์ จะทำให้เกิดอันตรายอย่างมากต่อผู้ปฏิบัติงาน
ปัจจัยที่เป็นองค์ประกอบในการเกิดอันตรายจากสารเคมีต่อร่างกาย
5.4 เพศของผู้ได้รับสารเคมี
5.5 อายุของผู้ได้รับสารเคมี
5.3 ระยะเวลาที่ได้รับ
5.6 พันธุกรรม
5.2 ปริมาณหรือความเข้มข้นของสารเคมีที่ได้รับ
5.7 ภูมิไวรับของผู้สัมผัสสารเคมี
5.1 ชนิดของสารที่ได้รับ
6.ค่ามาตรฐานสารเคมีในสิ่งแวดล้อม
ค่ามาตรฐานของสารเคมีในสิ่งแวดล้อมมีหลายหน่วยงานที่พัฒนาค่ามาตรฐานนี้ทั้งในรูปแบบของค่ามาตรฐานตามกฎหมายและค่ามาตรฐานแนะนำเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการทำงานเช่น ค่ามาตรฐานของกฎหมายไทย
สิ่งคุกคามจากสภาพแวดล้อมในการทำงานด้านกายภาพ
ความเย็น (Cold) การปฏิบัติงานในสภาวะแวดล้อมที่เย็นหรือพื้นที่ที่มีอุณหภูมิต่ำ ส่งผลให้ร่างกายของผู้ปฏิบัติงานมีการตอบสนองต่อความเย็นตรงข้ามกับการตอบสนองในสภาวะแวดล้อมที่ร้อน โดยร่างกายจะพยายามรักษาอุณหภูมิของร่างกายให้อยู่ในระดับปกติ
รังสี(Radiation) เป็นการปล่อยอนุภาคหรือพลังงานในรูปขอคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า โดยสเปกตรัมของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแบ่งได้หลายชนิด ขึ้นอยู่กับความยาวคลื่นและความถี่ของรังสีแต่ละชนิด พลังงานดังกล่าวจะถูกปล่อยออกมาจากอะตอมในหลายรูปแบบเช่น แสง ความร้อนคลื่นวิทยุ คลื่นโทรทัศน์ และกัมมันตรังสีในงานด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยสามารถแบ่งรังสีออกเป็น 2 ประเภท
รังสีแตกตัว (lionizingRadiation) หมายถึง รังสีที่มีพลังงานเพียงพอที่จะทำให้เกิดการสูญเสียอิเล็กตรอนจากอะตอม รังสีแตกตัวนี้แบ่งออกเป็น 5ประเภท ได้แก่ รังสีแอลฟา รังสีเบตา รังสีแกรมมา รังสีเอ็กซ์ และนิวตรอน
รังสีไม่แตกตัว (Non-lonizing Radiation) หมายถึง รังสีที่พลังงานเพียงพอที่จะกระตุ้นอะตอมหรืออิเลคตรอน แต่ไม่เพียงพอที่จะนำอิเล็กตรอนออกจากออบิตอลของอะตอม ตัวอย่างของรังสีที่ไม่แตกตัว เช่นUltraviolet, Infrared, Microwave และ Radio
ความร้อน (Heat) เป็นพลังงานที่เกิดจากการเคลื่อนไหวหรือสั่นสะเทือนของโมเลกุลของวัตถุ ความร้อนเกิดจากแหล่งกำเนิดที่สำคัญ 3 แหล่งแหล่ง คือ เกิดจากการได้รับจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวเกิดจากกิจกรรมหรือการทำงาน และเกิดจากกระบวนการเผาผลาญสารอาหารที่ร่างกายกินเข้าไป(Metabolism) คือ อุณหภูมิ 37°C ± 1°C ร่างกายของผู้ปฏิบัติงานจะมีการตอบสนองต่อความเย็นในหลายรูปแบบ
ความกดดันอากาศ (Pressure) โดยทั่วไประดับความกดดันอากาศปกติที่ระดับน้ าทะเลมีค่าเท่ากับ 760 มิลลิเมตรของปรอทการทำงานในที่ที่มีความกดดันอากาศผิดปกติส่งผลให้เกิดอันตรายต่อผู้ปฏิบัติงานในรูปแบบต่าง ๆ ดังนี้
6.2 ความกดดันอากาศที่สูงกว่าปกติ คือ การทำงานในระดับที่ต่ำกว่าน้ำทะเล เช่นคนทำงานใต้น้ำ นักประดาน้ำ ติดตั้งและซ่อมบำรุงท่อก๊าซที่ส่งผ่านใต้ท้องทะเล
6.3 การทำงานในที่อับอากาศ หมายถึง การทำงานที่มีทางเข้าออกจำกัดและมีการระบายอากาศที่ไม่เพียงพอ ทำให้อากาศภายในอยู่ในสภาพที่ไม่ถูกสุขลักษณะและความปลอดภัยต่อการทำงาน เช่น อุโมงค์ถ้ำ บ่อ หลุม ห้องใต้ดิน ห้องนิรภัย ถังน้ ามัน ท่อ เตา
6.1 ความกดดันอากาศที่ต่ำกว่าปกติคือ การทำงานในที่สูงกว่าระดับน้ำทะเล เช่นพนักงานทำงานบนเครื่องบิน ทำงานบนภูเขา
สั่นสะเทือน (Vibration) การเคลื่อนไหวในลักษณะที่เป็นคลื่นของวัตถุ ซึ่งอาจจะเป็นก๊าซ ของเหลว หรือของแข็งในลักษณะที่เป็นคลื่น ในงานด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ความสั่นสะเทือนมักจะใช้ในกรณีการส่งผ่านของคลื่นผ่านตัวกลางที่เป็นของแข็ง เช่นเครื่องมือ เครื่องจักร หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ
แสงสว่าง (Light) เป็นพลังงานรูปหนึ่งซึ่งประกอบด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเดินทางจากดวงอาทิตย์มายังพื้นผิวโลก มีย่านความยาวคลื่นต่าง ๆ มากมายทั้งที่มองเห็นด้วยตาเปล่าและมองไม่เห็น ซึ่งแสงที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า (Visible light)ซึ่งมีความยาวคลื่นประมาณ 380-780 นาโมเมตร เมื่อตกกระทบวัตถุจะสะท้อนเข้าสู่ดวงตาทำให้มองเห็นวัตถุต่าง ๆ ได้
เสียงรบกวน (Noise) หมายถึง เสียงที่คนเราเมื่อได้ยินแล้วเกิดความรู้สึกไม่สบายหรือเป็นสิ่งรบกวนทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงและอาจส่งผลให้เกิดโรคจากการทำงาน คือ การสูญเสียสมรรถภาพในการได้ยิน
สิ่งคุกคามจากสภาพแวดล้อมในการทำงานด้านการยศาสตร์และทางจิตวิทยาสังคม
ปัญหาด้านการยศาสตร์ที่พบได้บ่อยในสถานที่ทำงาน
อาจนำไปสู่การบาดเจ็บหรือการเจ็บป่วยจากการทำงาน
การทำงานที่มีระยะเวลายาวนาน เช่น การปฏิบัติงานล่วงเวลาหรือ OT (Over Time)ส่งผลเสียต่อร่างกายเกิดความเมื่อยล้าจากการทำงานเนื่องจากปฏิบัติงานอย่างยาวนาน มีอาการพักผ่อนไม่เพียงพอ ในบางรายอาจเกิดการหลับในอาจส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์จากการทำงาน จากสถิติของการเกิดอุบัติเหตุส่วนใหญ่พบว่ามักเกิดในช่วงที่พนักงานล่วงเวลา
การทำงานกะ (Shift Work) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานในเวลากลางคืน ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพต่าง ๆ เช่น ระบบการรับประทานอาหารเปลี่ยนไปอาจส่งผลให้เกิดโรคกระเพาะส่งผล
ให้การปรับตัวเรื่องการนอนหลับเสียไป ในบางรายมีอาการนอนไม่หลับในเวลากลางวัน
การออกแบบสถานีงาน เครื่องมือไม่เหมาะสม เช่น เครื่องมือมีขนาดใหญ่หรือเล็กเกินไปทำให้ต้องออกแรงมาก หรือสถานีงานสูงหรือต่ำเกินไปทำให้เกิดความไม่สะดวกสบายในการปฏิบัติงาน เป็นต้น
การยกของหนักเกินความสามารถของร่างกาย ท าให้เกิดอาการปวดหลังจากการยกโดยเฉพาะอย่างยิ่งการปวดหลังส่วนล่าง (Low Back Pain) ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยในการยกต้องยกของให้ถูกวิธีและอาจใช้เครื่องทุ่นแรงเป็นอุปกรณ์ช่วยยก
การทำงานซ้ำซากจำเจ เช่น การตรวจสอบชิ้นงานขนาดเล็กตลอดทั้งวัน โดยไม่มีการเปลี่ยนอิริยาบถทำให้เกิดความเบื่อหน่ายจากการปฏิบัติงาน
การท างานที่ต้องนั่งหรือยืนเป็นเวลานาน การท างานยืนต่อเนื่องเป็นเวลานานจะทำให้ผู้ปฏิบัติงานเกิดการปวดขาและทำให้เกิดการกดทับของกระดูกสันหลังส่งผลให้เกิดอาการปวดหลังส่วนการทำงานนั่งเป็นเวลานาน ถ้าสถานีงานไม่เหมาะสมจะทำให้เกิดการกดทับบริเวณต้นขาทำให้เลือดไปเลี้ยงส่วนปลายของขาได้ลดลงอาจทำให้เกิดอาการปวดและชาบริเวณขา
การปฏิบัติงานในลักษณะท่าทางฝืนธรรมชาติ เช่น มีการยืดหรือเหยียดกล้ามเนื้อมากเกินไป มีการเอี้ยวหรือบิดตัวในลักษณะที่ฝืนธรรมชาติ ลักษณะงานที่ต้องมีการก้มเงยตลอดเวลา เป็นต้น
การปฏิบัติงานในสภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่เหมาะสม เช่น แสงสว่างไม่มากเกินไปหรือน้อยเกินไป มีความสั่นสะเทือน มีเสียงดังรบกวน อุณหภูมิร้อนหรือหนาวเกินไป อาจส่งผลให้เกิดอันตรายต่อผู้ปฏิบัติงานได้เช่นกัน
ส่วนสิ่งคุกคามสุขภาพอนามัยทางจิตวิทยาสังคม (Psychosocial health hazard)
คือสิ่งแวดล้อมในการทำงานที่สามารถก่อให้เกิดสภาวะเครียด เนื่องมาจากจิตใจหรืออารมณ์ที่ได้รับความบีบคั้น ยังมีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย
ซึ่งสาเหตุมีดังต่อไปนี้การเกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายต่องาน โดยทั่วไปเกิดจากความต้องการพื้นฐานไม่ได้รับการตอบสนองที่เหมาะสม เช่น ค่าจ้างที่ต่ำความไม่มีมนุษยสัมพันธ์ของหัวหน้าและผู้ร่วมงานการทำงานที่ซ้ำซาก เป็นต้น
นางสาวภาภัทร์ศิริ อินทรปฐม 6311436024 กลุ่ม 01