Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
ความรับผิดกระทำละเมิดด้วยตนเอง - Coggle Diagram
ความรับผิดกระทำละเมิดด้วยตนเอง
1. ความหมายของการกระทำ
ผู้ใด หมายถึง บุคคลผู้กระทำละเมิด ซึ่งอาจเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ได้ ในกรณีบุคคลธรรมดา หากมีสภาพบุคคลแล้ว แม้จะเป็นผู้เยาว์หรือคนวิกลจริต ผู้ไร้ความสามารถก็สามารถเป็นผู้กระทำละเมิดได้ เพราะละเมิดเป็นบ่อเกิดแห่งหนี้ที่เป็นนิติเหตุ ไม่ใช่นิติกรรม จึงไม่อยู่ในบังคับของหลักกฎหมายเรื่องความสามารถในการทำนิติกรรมของบุคคลนั่นเอง สำหรับนิติบุคคลก็สามารถทำละเมิดได้โดยผ่านทางผู้แทนนิติบุคคล ถ้าผู้แทนนิติบุคคลได้กระทำการภายในขอบเขตของนิติบุคคลแล้วเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ผู้เสียหายก็มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายจากนิติบุคคลได้ ดังนั้นการกระทำละเมิดจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อบุคคลเป็นผู้กระทำเท่านั้น สัตว์หรือสื่งของจะกระทำละเมิดไม่ได้คงมีเพียงแต่ให้ผู้ครอบครองหรือเจ้าของเท่านั้นเป็นผู้รับผิด ในกรณีที่ความเสียหายเกิดขึ้นจากสัตว์หรือทรัพย์นั้น
การกระทำ หมายถึง การเคลื่อนไหวหรือไม่เคลื่อนไหวร่างกายโดยรู้สำนึกหรืออยู่ภายใต้บังคับของจิตใจ กล่าวคือ จะต้องมีการคิด ตกลงใจ และกระทำไปตามที่ตกลงใจอันสืบเนื่องมาจากความคิด การ
การเคลื่อนไหวร่างกายโดยรู้สำนึก คือ มีการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างใดอย่างหนึ่งภายใต้อำนาจบังคับของจิตใจออกมาให้เข้าใจได้ เช่น ดำ ยกมือขึ้นถามข้อสงสัย ดังนั้น ย่อมเป็นการกระทำของ ดำ เพราะ ดำ รู้สำนึกในความเคลื่อนไหวของตนเองที่ยกมือถามข้อสงสัย
การไม่เคลื่อนไหวร่างกายโดยรู้สำนึก เป็นข้อยกเว้นของการกระทำโดยทั่วไป แยกออกเป็น 2 ประเภท คือ
การกระทำโดยละเว้น คือ การไม่ปฏิบัติหน้าที่โดยทั่วๆไป ไม่ใช่หน้าที่โดยเฉพาะเจาะจงในการป้องกันผลที่จะเกิดขึ้น
การกระทำโดยงดเว้น คือ การไม่เคลื่อนไหวร่างกายโดยรู้สำนึก ทั้งๆที่ผู้กระทำมีหน้าที่โดยดฉพาะเจาะจงในการป้องกันผลที่จะเกิดขึ้นกับผู้อื่นด้วย กฎหมายถือว่ามีการกระทำเช่นกัน
การงดเว้นไม่กระทำ
หน้าที่ตามกฎหมาย คือ มีกฎหมายบัญญัติหน้าที่ของผู้กระทำโดยตรง หากผู้ใดงดเว้นในการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวก็ถือว่ามีการกระทำ เช่น ดำ เห็นภริยาของตนกำลังกรอกยาพิษใส่ปากของบุตร 2 คน แต่ ดำ กลับยืนกอดอกเฉยมิได้ห้ามปราม ไม่สนับสนุนและไม่ช่วยเหลือ ดังนี้ถือว่า ดำ งดเว้นการกระทำหน้าที่ตามกฎหมาย
หน้าที่เกิดจากความสัมพันธ์ทางข้อเท็จจริงที่มีอยู่ระหว่างผู้งดเว้นกับผู้เสียหาย หรือเป็นผลมาจากฐานะทางข้อเท็จจริงซึ่งผู้งดเว้นได้ก่อขึ้น
หน้าที่เกิดจากความสัมพันธ์ทางข้อเท็จจริงที่มีอยู่ระหว่างผู้งดเว้นกับผู้เสียหาย ได้แก่ บุคคลที่อยู่ในฐานะอันสามารถควบคุมสิ่งของหรือบุคคลใดเพื่อความปลอดภัยของบุคคลอื่นย่อมมีหน้าที่ต้องทำการตามสมควรเพื่อความปลอดภัยของบุคคลอื่น เช่น แขกผู้คุ้นเคยมาเยี่ยม เจ้าของบ้านก็ต้องจัดเก้าอี้ที่แขกจะนั่งให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยไม่ชำรุดเพื่อต้อนรับแขก
หน้าที่อันเป็นผลมาจากฐานะทางข้อเท็จจริงซึ่งจำเลยหรือผู้งดเว้นได้ก่อขึ้น เช่น แพทย์ประจำโรงพยาบาลระหว่างเดินทางกลับบ้านเห็นผู้เจ็บป่วยก็เข้าช่วยเหลือรักษาพยาบาลอันมิใช่หน้าที่ตามกฎหมายหรือตามสัญญา หากงดเว้นไม่ทำหน้าที่ต่อให้ตลอดก็ย่อมเป็นการงดเว้น
หน้าที่ตามสัญญา คือ สัญญานั้นอาจก่อให้เกิดหน้าที่จะต้องปฏิบัติต่อคู่สัญญาหรือบุคคลภายนอก หรือต่อบุคคลทั่วไปอย่างใดอย่างหนึ่ง ต่อมาได้งดเว้นหน้าที่ตามสัญญานั้นเสีย จนทำให้คู่สัญญาหรือบุคคลภายนอกนั้นเกิดความเสียหาย เช่น พยาบาลรับจ้างดูแลคนแก่ซึ่งป่วยเป็นอัมพาต แต่กลับไม่ดูแล เพราะติดละคร คนแก่ตกลงจากเตียงตาย เช่นนี้เป็นการงดเว้นหน้าที่ตามสัญญา
3.การกระทำโดยผิดกฎหมาย
การกระทำโดยผิดกฎหมายตามมาตรา 420 หมายถึง การล่วงละเมิดสิทธิของผู้อื่นโดยไม่มีอำนาจ โดยปราศจากอำนาจ หรือหมายถึงการงดเว้นหน้าที่ที่จะต้องกระทำเมื่อตนเองมีหน้าที่ ซึ่งหน้าที่นั้นไม่จำเป็นจะต้องมีกฎหมายบัญญัติเอาไว้โดยตรง เช่น นายเอก โกรธ นายโท ที่ไปยุ่งกับ นางตรี เลยใช้ปืนยิงไปที่ นายโท เสียชีวิต เช่นนี้ถือว่าเป็นการกระทำผิดกฎหมายตาม ปอ. มาตรา 288 เป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติชัดแจ้งว่าเป็นความผิด
การใช้สิทธิ์ซึ่งมีแต่จะให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น "มาตรา 421 บัญญัติว่า การใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นนั้น ท่านว่า เป็นการอันมิชอบด้วยกฎหมาย" การใช้สิทธิอย่างใดจึงจะถือว่าเป็นการอันมิชอบด้วยกฎหมายนั้น ข้อความที่ "ซึ่งมีแต่จะให้เกิดความเสียหาย" เป็นการแสดงว่าต้องเป็นการกระทำที่มุ่งต่อผล คือ ความเสียหายแก่ผู้อื่นแต่ฝ่ายเดียวเป็นการกระทำโดยเจตนาให้ผู้อื่นเสียหาย ฉะนั้น การใช้สิทธิโดยประมาทเลินเล่อโดยทั่วไปแม้จะผิดพลาดก็ไม่เป็นละเมิด ถ้าหากใช้สิทธิเพื่อความมุ่งหมายอย่างอื่น เช่น มุ่งหมายจะก่อประโยชน์แก่ผู้ใช้ก็ไม่เป็นการใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดความเสียหาย ถ้าเป็นการกระทำโดยประสงค์ต่อผลอันเป็นธรรมดาแห่งการใช้สิทธิแล้ว แม้จะเห็นอยู่ว่าจะมีผู้อื่นเสียหายก็ไม่เป็นละเมิด เช่น เจ้าหน้าที่ตำรวจจับผู้กระทำผิดตามหน้าที่ ผู้ถูกจับก็ย่อมได้รับความเสียหายเพราะถูกจับตัวไป
ความยินยอมไม่ทำให้เป็นละเมิด ผู้กระทำไม่ต้องรับผิดฐานละเมิดเพราะไม่เป็นการกระทำโดยผิดกฎหมาย หรือความยินยอมไม่ก่อให้เกิดความเสียหายหรือไม่ทำให้เป็นละเมิด เช่น ความยินยอมของผู้เสียหาย
หลักเกณฑ์การให้ความยินยอม ผู้ให้ความยินยอม,เวลาที่ให้ความยินยอม,ต้อให้ความยินยอมต่อผู้กระทำโดยตรงด้วยความสมัครใจ
การกระทำฝ่าฝืนบทบังคับแห่งกฎหมาย มาตรา 422 บัญญัติว่า "ถ้าความเสียหายเกิดแต่การฝ่าฝืนบทบังคับแห่งกฎหมายใดอันมีที่ประสงค์เพื่อปกป้องบุคคลอื่นๆ ผู้ใดทำการฝ่าฝืนเช่นนั้น ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้นั้นเป็นผู้ผิด" เช่น ดอมขับรถยนต์โดยไม่มีใบขับขี่รถยนต์ แต่ดอมได้ขับรถยนต์โดยความระมัดระวัง มิได้ประมาทในระหว่างที่ขับรถไปตามถนนนั้น รถยนต์คันอื่นเสียหลักวิ่งมาชนคันที่ดอมขับ ดอมจึงหักหลบไปชนเด็กซึ่งเดินอยู่ข้างถนนได้รับความบาดเจ็บ เช่นนี้ข้อเท็จจริงไม่อาจปรับเข้ากับหลักเกณฑ์ตามมาตรา 422 ได้ เพราะ ความเสียหายที่เด็กได้รับนั้นมิได้เกิดจากการที่ดอมไม่มีใบขับขี่รถยนต์ อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย
2. การกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ
จงใจ หมายถึง การกระทำโดยรู้สำนึกถึงผลเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำของตน และแม้ว่าผลเสียหายที่เกิดขึ้นจะมากหรือน้อยไปกว่าความคาดคิด ก็ถือว่าเป็นการกระทำโดยจงใจ เช่น ถ้า ดำ ยกแก้วน้ำขึ้นดื่มเป็นการกระทำดังกล่าวมาแล้ว แต่ถ้ามีข้อเท็จจริงต่อไปอีกว่า ดำ ยกแก้วน้ำขึ้นสาดใส่หน้าของ แดง ดังนี้ ย่อมเป็นการที่ ดำ กระทำไปโดยรู้สำนึกถึงผลเสียหายที่จะเกิดแก่ แดง จากการกระทำของตน
การกระทำโดยสุจริตแต่เข้าใจผิดในข้อเท็จจริง แสดงว่าเป็นการกระทำโดยไม่รู้ผลเสียหายที่จะเกิดขึ้น จึงไม่ถือว่าเป็นการกระทำให้เสียหายโดยจงใจ เช่น ปากกาของ ไก่ และของ ไข่ วางอยู่ใกล้ชิดกัน ไก่ เผลอหยิบเอาปากกาของ ไข่ ไปเป็นของตน ดังนี้ ไก่ มิได้กระทำโดยจงใจ
ประมาทเลินเล่อ หมายถึง การกระทำโดยขาดความระมัดระวังในลักษณะที่บุคคลผู้มีความระมัดระวังจะไม่กระทำ กล่าวคือ กระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ เช่น ปรมีต้องการฆ่าสมโชค จึงนำอาวุธปืนมาให้สุขุมและหลอกสุขุมว่า ปืนไม่มีลูกกระสุน ให้สุขุมเอาไปแกล้งยิงขู่สมโชคแล้วเหนี่ยวไกปืน ปรากฏว่าปืนมีลูกกระสุนบรรจุอยู่ ลูกกระสุนปืนถูกสมโชคตาย ดังนี้การที่สุขุมใช้ปืนจ้องไปที่สมโชคเพื่อแกล้งขู่ ถือว่าสุขุมทำไปโดยไม่จงใจ แต่ปืนเป็นอาวุธร้ายแรง สุขุมจึงกระทำโดยปราศจากความระมัดระวัง เป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อ ต้องรับผิดฐานละเมิดต่อสมโชค
"ทำต่อบุคคลอื่น" มาตรา 420 มิได้หมายความแต่เพียงการกระทำในทางเคลื่อนไหวอิริยาบทเท่านั้น ยังหมายถึงการงดเว้นไม่กระทำอีกด้วย แต่ต้องเป็นการงดเว้นหรือละเว้นไม่กระทำการที่มีหน้าที่ต้องทำ หน้าที่นี้อาจเกิดจากกฎหมายก็ได้หรือเกิดจากสัญญา หรือเกิดจากความสัมพันธ์ทางข้อเท็จจริงที่มีอยู่ระหว่างผู้งดเว้นกับผู้เสียหายก็ได้ หรือเป็นผลมาจากฐานะทางข้อเท็จจริง ซึ่งผู้งดเว้นได้ก่อขึ้น
"การใช้สิทธิซึ่งมีผลแต่จะให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น" มาตรา 421 บัญญัติว่า การใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นนั้น ท่านว่า เป็นการอันมิชอบด้วยกฎหมาย มาตรา 421 นี้ เป็นบทบัญญัติถึงอันสืบเนื่องมาจากมาตรา 5 อันเป็นหลักทั่วไป ซึ่งบัญญัติว่าในการใช้สิทธิบุคคลต้องทำการโดยสุจริต
4. การกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น
มีความเสียหายต่อสิทธิ ต้องเป็นความเสียหายตามที่กฎหมายบัญญัติ คือ ความเสียหายที่เกิดขึ้นจะมีผลเป็นละเมิดได้ ต้องเป็นความเสียหายที่ระบุไว้ในมาตรา 420 ซึ่งประกอบด้วย เสียหายต่อชีวิต ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ ทรัพย์สิน สิทธิ
ลักษณะแห่งสิทธิ "สิทธิ" คือ ประโยชน์ที่บุคคลมีอยู๋และบุคคลอื่นมีหน้าที่ต้องเคารพ ตามบทบัญญัติมาตรา 420 ที่กล่าวถึง ชีวิตร่างกาย อนามัย เสรีภาพ ทรัพย์สิน สิทธิ คือสิ่งต่างๆ เหล่านี้ย่อมเป็นวัตุแห่งสิทธิ ซึ่งไม่เฉพาะสิ่งที่เป็นตัวตนเท่านั้น แต่หมายถึง สิ่งที่ไม่เป็นตัวตนซึ่งไม่สามารถสัมผัสแตะต้องได้ด้วย เช่น ชื่อเสียง
ความเสียหายที่คำนวณเป็นตัวเงินได้และไม่อาจคำนวณเป็นตัวเงินได้
5. ความเสียหายนั้นเป็นผลมาจากการกระทำของผู้ทำความเสียหาย
ทฤษฎีมูลเหตุเหมาะสม คือ ความเสียหายที่จำเลยจะต้องรับผิดจะต้องเป็นความเสียหายที่ตามปกติควรจะเกิด ถ้าเป็นความเสียหายที่ตามปกติไม่ควรเกิดแล้ว จำเลยไม่ต้องรับผิด ดังนั้นผู้กระทำจะต้องรับผิดในผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำก็ต่อเมื่อผลที่เกิดขึ้นนั้นต้องสมเหตุสมผลกับการกระทำ เช่น เอทำร้ายบี โดยผลักล้มลงศีรษะแตกเล็กน้อย บีเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล และถึงแก่ความตาย ดังนี้ผลที่เกิดขึ้นมิใช่ผลที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้นได้จากการกระทำนั้น กล่าวคือ อาการศีรษะแตกเพียงเล็กน้อย กับความตายของบีไม่สัมพันธ์กับการกระทำของเอ
ทฤษฎีความเท่ากันแห่งเหตุหรือทฤษฎีเงื่อนไข คือ ถ้าไม่มีการกระทำ ความเสียหายย่อมไม่เกิด ดังนั้น ถ้าผลเสียหายเกิดจากการกระทำ ผู้กระทำต้องรับผิดในผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำนั้นเสมอ ไม่ว่าผลที่เกิดขึ้นนั้นจะสมเหตุสมผลกับการกระทำนั้นหรือไม่ เช่น เอ ทำร้าย บี บี เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล ซี วางเพลิงเผาโรงพยาบาลนั้นและทำให้ บี ถึงแก่ความตาย วินิจฉัยได้ว่า หาก เอ ไม่ทำร้าย บี บี ก็ไม่ต้องส่งโรงพยาบาล และหาก บี ไม่ต้องไปโรงพยาบาล ก็จะไม่ถูกไฟครอกตาย ถ้าวินิจฉัยโดยใช้ทฤษฎีนี้แล้ว ผลจะเป็นว่าเอต้องรับผิดในความตายของบี