Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
บทที่ 9 ยืม - Coggle Diagram
บทที่ 9 ยืม
ยืมใช้สิ้นเปลือง
ยืมใช้สิ้นเปลืองคือสัญญาซึ่งผู้ให้ยืมโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินชนิดใช้ไปสิ้นไปนั้นเป็นปริมาณมีกำหนดให้ไปแก่ผู้ยืมและกู้ยืมตกลงว่าจะคืนทรัพย์สินเป็นประเภทชนิดและปริมาณเช่นเดียวกันให้แทนทรัพย์สินซึ่งให้ยืมนั้น
-
สิทธิหน้าที่ผู้ยืม
- ผู้ยืมมีสิทธิที่จะใช้สอยทรัพย์ที่ยืนอย่างไรก็ได้ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์
- ผู้ยืมมีหน้าที่เพียงการรับผิดชอบ ค่าฤชาธรรมเนียม
ค่าส่งมอบและค่าส่งคืนทรัพย์
- ผู้ยืมมีหน้าที่คืนทรัพย์สินที่ยืมประเภท ชนิดและปริมาณเดียวกันกับทรัพย์ที่ยืม
สิทธิหน้าที่ของผู้ให้ยืม
- ผู้ให้ยืมมีสิทธิ์เรียกให้ผู้ยืม คืนทรัพย์ที่ให้ยืมตามที่กำหนดไว้ในสัญญาหรือเมื่อครบระยะเวลา
- ผู้ให้ยืมไม่มีหนี้หรือว่าหน้าที่ใดๆ ที่จะต้องปฏิบัติต่อ
ผู้ยืม นอกเหนือจากกรณีการยืมใช้สิ้นเปลืองที่มีค่าตอบแทน ทั้งนี้เพราะว่าผู้ให้ยืมก็หวังว่าได้ค่าตอบแทนในการให้ยืมนั้น ส่วนผู้ยืมย่อมก็หวังจะได้ใช้ทรัพย์ให้สมประโยชน์ตามสัญญา
-
ยืมใช้คงรูป
ยืมใช้คงรูป คือ สัญญาซึ่งบุคคลหนึ่งเรียกว่า ผู้ให้ยืม ให้บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่า ผู้ยืม ใช้สอยทรัพย์สินสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้เปล่าและกู้ยืมตกลงว่าจะคืนทรัพย์สินนั้นเมื่อใช้สอยเสร็จแล้ว
- ต้องมีวัตถุของสัญญาเป็นสินทรัพย์ กล่าวคือ วัตถุตามสัญญายืมใช้คงรูปนั้นอาจจะเป็นทรัพย์สินที่มีรูปร่าง เช่นสร้อย รถยนต์ โดยทรัพย์นั้นจะเป็นอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ก็ได้
- สัญญายืมบริบูรณ์เมื่อส่งมอบสินทรัพย์ที่ยืม โดยจะมอบโดยตรงหรือหยิบยื่นทรัพย์ที่ยืมให้แก่กันหรือส่งมอบโดยปริยาย
- ต้องเป็นสัญญาที่ไม่มีค่าตอบแทน เพราะหากมีค่าตอบแทนอาจจะเข้าข่ายสัญญารูปแบบอื่น
- สัญญายืมใช้คงรูปพิจารณาคุณสมบัติของผู้ยืนเป็นสำคัญหากผู้ยืมตายสัญญาก็ระงับด้วย
- ผู้ให้ยืมไม่จำเป็นต้องซ่อมแซมทรัพย์ก่อนให้ยืม
- สัญญายืมใช้คงรูป กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินไม่โอนไปยังผู้ยืม และในขณะเดียวกันผู้ให้ยืมก็ไม่จำต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ทรัพย์ที่ให้ยืมอาจมีเพียงสิทธิในการครอบครองก็ได้
-
-
-
การกู้ยืมเงิน
- การกู้ยืมเงิน กว่า 2,000 บาทขึ้นไปงั้นถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืนเป็นสำคัญจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ โดยกฎหมายกำหนดเฉพาะลายมือผู้ยืมเท่านั้น และมีหลักฐานลงลายมือชื่อนั้น ให้จำเป็นต้องเป็นการลงชื่อในสัญญาเงินกู้เสมอไป
- หลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินจะมีขนาดหรือหลังจากกู้ยืมเงินก็ได้แต่ต้องมีการฟ้องเรียกเงินตามสัญญากู้เงิน
- ในการใช้คืนเงินนั้นก็ต้องมีหลักฐานลงลายมือชื่อผู้ให้ยืนเป็นสำคัญ หรือมีการแจ้งลงในสัญญากู้เงินนั้นว่าได้ใช้คืนเงินแล้ว
- เอกสารชื่อกฎหมายกำหนดก็เป็นเพียงหลักฐานการกู้ยืมไม่ใช่แบบของนิติกรรม
ดอกเบี้ยในการกู้ยืมเงิน
กำหนดว่าให้คิดดอกเบี้ยได้ไม่เกินร้อยละ 15 บาทต่อปีถ้าเกินกว่านั้นให้ลดเหลือร้อยละ 15 บาทต่อปีแตกต่างพระราชบัญญัติห้ามด้วยดอกเบี้ยเกินอัตราพ.ศ 2475 กำหนดว่าการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราร้อยละ 15 บาทต่อปีมีโทษจำคุกนั่นก็แปลว่าหากเทียบดอกเบี้ยเกินร้อยละ 15 บาทต่อปี และจากหลักเบื้องต้นในเรื่องนิติกรรมมาตรา 150 ข้อกำหนดว่าการใดที่ขัดต่อกฎหมายการนั้นเป็นโมฆะทำให้การแยกดอกเบี้ยเกินร้อยละ 15 บาทต่อปีดอกเบี้ยนั้นจะเป็นโมฆะแต่ก็เป็นโมฆะเฉพาะเรื่องดอกเบี้ยส่งสัญญากู้ยืมเงินยังคงสมบูรณ์