Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
Cirrhosis - Coggle Diagram
Cirrhosis
อาการและอาการแสดง
-
-
-
-
-
-
มีอาการทางสมอง เนื่องจากตับไม่สามารถกรองสาร พิษออกมาได้ จึงเริ่มสะสมในเลือด โดยสัญญาณแรก ของการสะสมสารพิษในสมองอาจสังเกตได้จากการที่ ผู้ป่วยละเลยการดูแลตนเอง ไม่มีอาการตอบโต้ ลืม ง่าย ไม่มีสมาธิ
มีความไวต่อยาและผลข้างเคียง เนื่องจากในผู้ป่วย
โรคตับแข็ง ตับจะไม่สามารถกรองยาออกจากเลือดได้
ในอัตราปกติ ตัวยาจึงออกฤทธิ์นานขึ้นและสะสมอยู่ใน
ร่างกาย
มีเลือดออกอย่างรุนแรงในกระเพาะอาหารส่วนบนหรือ หลอดอาหาร เนื่องมาจากการไหลเวียนของเลือดผิด ต้องรีบหยุดเลือดโดยเร็ว
สาเหตุ
2.1 ตับแข็งที่เกิดแต่กำเนิด (Genetic disorder) เช่น โรคกาแลคโตซีเมีย (Galactosemia) ไกลโคเจนสโตเรกดีซีส (Glycogen storage disease) ภาวะพร่องเอนติเทปซิน (Antitrypsin defclency) โรควิลสัน (Wison's disease) เป็นต้น
-
-
2.4 Bliary cirhosis เกิดหลังการมีการคั่งของน้ำดี มี 2 ชนิด คือจากโรคของตับเอง (Primary biliarycirhosis) และการอุดตันของทางเดินน้ำดี(Secondary biliary cirrhosis)
2.5 สาเหตุอื่น เช่นภาวะพร่องโภชนา โรคหัวใจพยาธิ เช่น พยาธิใบไม้ในตับ สารเคมี เช่น ยา Chlor-promazine, Carbontetrachoride
-
การวินิจฉัย
-
-
-
4.การตรวจพิเศษ
4.1 การตัดชิ้นเนื้อตับทางหน้าท้อง(Percutaneous liver biopsy) เพื่อ วินิจฉัยโรคที่เนื้อตับ ตรวจดูเนื้อร้ายหรือมะเร็งและดูการติดเชื้อสามารถบอกความรุนแรงของโรคได้และบางกรณีสามารถบอกสาเหตุของโรคตับแข็งได้ โดยพบตับมีลักษณะผิวเป็นตุ่ม (nodularity ) ขณะผ่าช่องท้อง
-
การพยาบาล
1.การแก้ไขสาเหตุที่ทําให้มีการอักเสบหรือการทําลายของเซลล์ตับ เช่น การแนะนําให้ผู้ป่วยหยุดดื่มสุรา การรักษาผู้ป่วยที่ เป็นโรค HCV และ HBV นอกจากนี้ในผู้ป่วย NASH ควรมีการลดน้ำหนักเพื่อลดการเกิดพังผืด
2.การส่งเสริมให้ผู้ป่วยได้รับสารอาหารที่เพียงพอ เนื่องจากผู้ป่วยภาวะตับแข็งกว่าร้อยละ 60 จะมีภาวะทุพโภชนาการ จากแนวทางการรักษาได้แนะนําให้ผู้ป่วยได้รับโปรตีนอย่างน้อย 1-1.5 กรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม
3 Hepatic encephalopathy คือภาวะสมองเสื่อมจากตับแข็งขั้นรุนแรง การจัดการผู้ป่วยในเบื้องต้นสามารถจัดการโดยการลดอาหาร ประเภทโปรตีน แต่ต้องระวังไม่ให้ผู้ป่วยเกิดภาวะทุพโภชนาการในระยะยาว โดยแนะนําให้ผู้ป่วยรับประทานโปรตีนประเภท BCAA แทน AAA หากผู้ป่วยไม่มีการถ่ายอุจจาระควรพิจารณาใช้ lactulose ในขนาด 30 mL/ครั้ง รับประทานจนป่วยถ่ายอุจจาระวันละ 2-3 ครั้ง แล้วพิจารณาปรับลดขนาดยาหลังจากอาการดีขึ้น 2-3 วัน สําหรับกลไกการออกฤทธิ์นั้นจะออกฤทธิ์โดยการที่ lactulose ถูกย่อยสลายด้วย Lactobacillus spp. และ Bacteroides spp.ที่อยู่ในลําไส้เกิดเป็น formic acid, acetic acid และ carbon dioxide ซึ่งสภาวะที่ลําไส้มีกรดปริมาณมาก ส่งผลให้ pH ของอุจจาระลดลง ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลง NH3 เป็น NH4 + และถูกขับออกจากร่างกายต่อไป