Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
กลุ่มอาการเจ็บหน้าอก (Chest pain) - Coggle Diagram
กลุ่มอาการเจ็บหน้าอก (Chest pain)
Plan for treatment
ASA เคี้ยว 160-325mg. (กรณีที่ไม่เคยได้รับมาก่อน)
Sublingual NTG 0.4 มก. ทุก 5 นาที ถ้าไม่ดีขึ้น (ไม่ควรเกิน 3 ครั้ง)
Morphine 2-4 มก. IV เพื่อลดอาการเจ็บหน้าอก
ให้ Oxygen therapy
Monitor EKG
Plan for diagnosis
การเปรียบเทียบการวินิจฉัยแยกโรค อาการและอาการแสดง
CHF
(congenital heart failure)
อาการแสดง
บวมที่บริเวณระยางค์ส่วนล่างของร่างกาย เช่น หน้าแข้ง หลังเท้า เป็นบวมกดบุ๋ม
อ่อนเพลีย แน่นท้อง อืดท้องเนื่องจากมีตับม้ามโตจากเลือดคั่งในตับ
เหนื่อยขณะออกแรง หายใจไม่สะดวกเมื่อนอนราบ
AMI (Acute myocardial infarction)
อาการแสดง
คลื่นไส้ อาจมีอาเจียนได้
เหงื่อออกมาก เวียนศีรษะ
เจ็บหน้าอก ใจสั่นหายใจลำบาก
IHD(Ischemic heart disease)
อาการแสดง
เหงื่อออกมาก เหนื่อยเมื่อออกแรง
เป็นลมหมดสติ หรืออาจเสียชีวิตเฉียบพลัน
เจ็บเค้นอกคงที่/เรื้อรัง ใจสั่น
COPD(Chronic Obstructive Pulmonary Disease)
อาการแสดง
ไอเรื้อรัง มีเสมหะมากโดยเฉพาะในช่วงหลังตื่นตื่นนอน
หายใจลำบาก แน่นหน้าอก ไอเป็นเลือด ปากและเล็บเปลี่ยนเป็นสีม่วง
ระยะเริ่มแรก : ผู้ป่วยจะยังไม่แสดงอาการจนกระทั่งปอดถูกทำลายมากขึ้นผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการ
Pneumonia
อาการแสดง
ไข้ มักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน หรือมีไข้ตัวร้อนตลอดเวลา
หอบเหนื่อย หายใจหอบ หายใจเร็ว
ไอ ในระยะแรกไอแห้งๆไม่มีเสมหะ ต่อมาจะมีเสมหะขาว หรือขุ่นข้นออกเป็นสีเหลืองเขียว
เจ็บหน้าอก เจ็บแปล๊บเวลาหายใจเข้า หรือเวลาไอแรงๆตรงบริเวณที่มีการอักเสบของปอด
ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เจ็บคอ ปวดท้อง ท้องเดิน คลื่นไส้ เบื่ออาหาร อาเจียน อ่อนเพลีย
ซึม สับสน
Plan for nursing and health education
1.การประเมิน
-ประเมินความต้องการการดูแลและความพร้อมของผู้ป่วยและครอบครัวของผู้ดูแล
-ประเมินความรู้ ความเข้าใจ แรงจูงใจและทักษะของผู้ป่วยและครอบครัวหรือผู้ดูแลเกี่ยวกับโรคที่เป็น เพื่อเป็นข้อมูลในการวางแผน กำหนดกิจกรรม ให้สอดคล้องเหมาะสม
2.ให้ความรู้เกี่ยวกับภาวะหัวใจล้มเหลว
ความหมาย พยาธิสภาพ สาเหตุ อาการและอาการแสดง แผนการรักษา
3.การสอนและฝึกฝนทักษะการดูแลตนเองแก่ผู้ป่วยและครอบครัวหรือผู้ดูแล เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถดูแลตนเองได้(Self management) ในผู้ป่วยบางรายอาจจำเป็นต้องจัดหาอุปกรณ์ที่จำเป็นให้ เช่น เครื่องชั่งน้ำหนัก
หัวข้อที่ต้องสอนและฝึกฝนทักษะการดูแลตนเองแก่ผู้ป่วยและครอบครัวหรือผู้ดูแล
1.การดื่มน้ำ
ผู้ป่วยที่อาการหัวใจล้มเหลวไม่รุนแรงมาก ปริมาณน้ำที่เหมาะสมคือ 1.5-2 ลิตธ/วัน แต่ในรายที่ยังมีอาการเหนื่อย บวม ต้องใช้ยาขับสสาวะในขนาดสูง ผู้ป่วยโรคไต ผู้ป่วยที่มีภาวะ Hyponatremia ปริมาณน้ำที่เหมาะสมคือ น้อยกว่า 1 ลิตร/วัน
2.อาหารเค็ม
แนวทางการรักษาผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวมาตรฐานแนะนำผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวควรจำกัดปริมาณโซเดียม น้อยกว่า 2 กรัม/วัน แต่ในทางปฏิบัติอาจจะทำได้ยาก อาหารขารสชาติ ผู้ป่วยรับประทานไม่ได้
ในผู้ป่วยที่อาการหัวใจล้มเหลวไม่รุนแรงมาก อาจจะเป็นไปได้มากกว่าแต่ในรายที่ยังมีอาการเหนื่อย บวม ต้องใช้ยาขับปัสสาวะในขนาดสูง ควรจำกัดปริมาณโซเดียม < 2 กรัม/วัน
3.การรับประทานยา
ควรประเมินปัญหาการธับประทานยาของผู้ป่วย เนื่องจากบางรายเคยมีประวัติ non compliance เช่น ขาดยา รับประทานยาไม่ถูกต้อง ในผู้ป่วยสูงอายุ ต้องจัดยาเอง แต่สายตาไม่ดี ต้องแก้ปัญหาให้ผู้ป่วยสามารถอ่านยาได้
-ต้องอธิบายตั้งแต่ชื่อยา เป้าหมายในการรักษาของยาแต่ละตัว ขนาดยา การบริหารยาและผลข้างเคียง ให้ผู้ป่วยเข้าใจถึงความจำเป็นที่ต้องรับประทานยา
-แนะนำให้นำยามาด้วยทุกครั้งที่มาตรวจตามนัด เพื่อประเมินความสม่ำเสมอของการรับประทานยา และให้นำยาที่ได้จากรพ.หรือคลินิกอื่นมาด้วยทุกครั้ง เพื่อป้องกันการรับประทานยาซ้ำซ้อน
-สอบถามประวัติยาสมุนไพร ยาแผนโบราณ หรือยาที่ซื้อรับประทานเอง เพราะยาบางตัวอาจมี drug interaction กับยาที่รับประทานอยู่ หรืออาจส่งผลต่อการทำงานของหัวใจได้
-ยากลุ่ม NSAIDs (เอ็นเสด) ที่ควรหลีกเลี่ยง : Ibuprofen Diclofenac Tenoxicam Naproxen
Mefenamic Celecoxib Ketoprofen Piroxicam Parecoxib Indomethacin Meloxicam Etoricoxib
-ห้ามหยุดยาเอง หากมีอาการผิดปกติหรือมีข้อสงสัยด้านยา ควรโทรศัพท์มาปรึกษาพยาบาล
4.การออกกำลังกาย
-วิธีออกกำลังกายที่เหมาะสมและปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวคือ การเดินบนทางราบ โดยเริ่มทีละน้อยจาก 2-5 นาที/วัน เป็นเวลา 1 สัปดาห์แล้วเพิ่มเป็น 5-10 นาทีต่อวัน
-ควรหลีกเลี่ยง isomet ric exercise เช่น การเบ่ง การยกของหนักกว่า 10 กิโลกรัม หรือการออกแรงมากจนฝืนความรู้สึกตนเอ
-ควรงดออกกำลังกายในวันที่รู้สึกไม่ค่อยสบาย เป็นหวัด อ่อนเพลีย นอนไม่เพียงพอ หรือมีอาการเหนื่อย ใจสั่น แน่นหน้าอกมากขึ้น
5.งดหรือหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ซา กาแฟ งดสูบบุหรี่
แอลกอฮอล์ ชา กาแฟ เพราะจะกระตุ้นให้หลอดเลือดมีการหดตัวและเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดปกติได้
บุหรี่ สารนิโคตินในบุหรี่เปนตัวกระตุ้นที่จะทำให้หลอดเลือดหัวใจหดตัวและหัวใจเต้นเร็วขึ้น มีผลให้เกิดกาวะหัวใจล้มเหลวมากขึ้น
6.ตวงปริมาณน้ำเข้า-ออก
-ตวงปริมาณน้ำที่ดื่มใน 1 วัน (ต้องนับรวมถึงของเหลวทั้งหมด ได้แก่ นม น้ำผลไม้ น้ำหวาน ไอศกรีม เป็นต้น) และ ตวงปริมาณปัสสาวะทุกครั้ง และรวมปริมาณปัสสาวะใน 1 วัน
-จดบันทีกปริมาณน้ำเข้าและออกทุกวัน และนำสมุดบันทีกมาด้วยทุกครั้งที่มาพบแพทย์
การประเมินการทำงานของหัวใจและอาการผิดปกติด้วยตนเอง และจดบันทึกทุกวัน
-การคลำชีพจร แหน่งที่นิยมคือบริเวณข้อมือ โดยใช่นิ้วซี้ นิ้วกลางและนิ้วนางคลำบริเวณข้อมือ แล้วสังเกตความแรง ความสม่ำเสมอ และนับอัตราการเต้นให้เต็ม 1 นาที
-การวัดความดันโลหิต ควรวัดความดันโลหิตเวลาเดียวกันทุกวัน หรือตามที่แพทย์พยาบาลและเกสัชแนะนำเมื่อมีการปรับยาเพิ่มขึ้น หรือเมื่อมีอาการผิดปกติ เช่น เวียนศีรษะ หน้ามืดจะเป็นลม และโทรศัพท์ปรึกษาแพทย์หรือพยาบาล
และสังเกตอาการเจ็บหน้าอกและอาการใจสั่น
การประเมินภาวะน้ำเกิน
การสังเกตอาการบวมและน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น เมื่อมีภาวะหัวใจลัมเหลว เลือดจะคั่งตามหลอดเลือดส่วนปลายหรือส่วนที่ตำของร่างกายเนื่องจากการไหลกลับของเลือดเข้าสู่หัวใจไม่ดีในช่วงแรกจะสังเกตบวมไม่เห็น แต่จะทราบจากการชั่งน้ำหนัก เมื่อภาวะหัวใจล้มเหลวรนแรงขึ้นจะสังเกตบวมได้ง่ายขึ้น โดยจะกดดูอาการบวมกคบุ๋มบริเวณหลังเท้า ข้อเท้า หน้าแข้ง
การสังเกตการหายใจหอบเหนื่อย หากมีอาการเหนื่อยขณะพักหรือขณะออกแรง นอนราบไม่ได้หรือนอนหลับไปแล้วตื่นมาหอบตอนกลางคืน นั่นหมายถึงว่ากำลังมีภาวะหัวใจล้มเหลว
*
สอนการชั่งน้ำหนักที่ถูกต้อง
ชั่งน้ำหนักทุกวันหลังตื่นนอนตอนเช้าให้ชั่งหลังจากเข้าห้องน้ำถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะแล้วและก่อนกินอาหารเช้า
*
สอนการประเมินบวมที่ถูกต้อง
กดลงบนกระดูกหน้าขากดที่ข้อเท้า ดูว่าบวมหรือไม่ ถ้าบวมกดบุ๋ม คือ น้ำคั่ง
9.การจัดการภาวะน้ำเกิน
-หากผู้ป่วยรับประทานยาขับปัสสาวะ(Lasix)อยู่แล้ว แต่มีอาการบวมกคบุ๋ม เหนื่อย น้ำหนัก เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 กิโลกรัม ภายใน 3 วัน ควรจำกัดน้ำและอาหารเค็มมากขึ้น และปรับยาขับปัสสาวะเป็น 1.5-2 เท่า เช่น เดิมรับประทานยา Lasix 1 เม็ดเช้า ให้เพิ่มเป็น 1 เม็ดเช้า /- 1 เม็ดเที่ยง จนกว่าน้ำหนักจะกลับมาเท่าเดิม ยุบบวม หายเหนื่อย นอนราบได้ จึงกลับมารับประทานยา Lasix เท่าเดิม
-หากผู้ป่วยไม่ได้รับประทานยาขับปัสสาวะ(Lasix) แพทย์สั่ง PRN แต่มีอาการบวมกดบุ๋มเหนื่อย น้ำหนักเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 กิโลกรัม ภายใน 3 วัน ควรจำกัดน้ำและอาหารเค็มมากขึ้น และ
รับประทานยาขับปัสสาวะตามแพทย์สั่ง จนกว่าน้ำหนักจะกลับมาเท่าเดิม ยุบบวม หายเหนื่อย นอนราบได้ จึงหยุดยา Lasix
-มีช่องทางให้ผู้ป่วยปรึกษา เช่นโทรศัพท์มาปรึกษาแพทย์หรือพยาบาล
10.มาตรวจตามนัดทุกครั้ง
-เพื่อให้การรักษากาวะหัวใจล้มเหลวเกิดความสำเร็จ ควรมาตรวจตามนัดทุกครั้งและควรมีคนในครอบครัวมาด้วย เนื่องจากครอบครัวมีส่วนช่วยให้การรักษาภาวะหัวใจล้มเหลวเกิดความสำเร็จมากขึ้น
การประเมินผู้ป่วยก่อนกลับบ้านเป็นสิ่งสำคัญ
1.ประเมินสภาพ ต้องไม่มีภาวะน้ำเกินหรือขาดน้ำ ผู้ป่วยได้รับการรักษาใกล้เคียงเป้าหมายมากที่สุด ไม่มีอาการของภาวะน้ำเกิน เช่น เหนื่อย นอนราบไม่ได้ บวมลดลง น้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือใกล้เคียงปกติมากที่สุด ไม่มีอาการของภาะขาดน้ำ เช่น น้ำหนักลดลงมากเกินไป ความดันโลหิตต่ำ และมีอาการหน้ามืดขณะลุกเดิน
2.ประเมินสัญญาณชีพ ต้องอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมของผู้ป่วย
3.ประเมินการได้รับยาที่เหมาะสม
-ยาขับปัสสาวะ ได้รับการปรับจากชนิดให้ทางหลอดเลือดดำเป็นยารับประทานและปรับขนาดจนเหมาะสมแล้ว
4.ประเมินการได้รับการตรวจวินิจฉัยและทราบสาเหตุที่ทำให้อาการกำเริบแล้ว เช่น การตรวจคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ การตรวจสวนหัวใจ การตรวจเลือดหาภาวะซีด ไทรอยด์ เป็นต้น
5.ผู้ป่วยควรได้เริ่มลุกจากเตียง นั่งข้างเตียง หรือเริ่มเดิน เพื่อประเมินสมรรถภาพร่างกายก่อนจำหน่าย
6.ผู้ป่วยได้รับการวางแผนจำหน่ายครบถ้วนแล้วหรือยัง
7.ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการมานอนโรงพยาบาลซ้ำด้วยภาวะหัวใจล้มเหลว ควรปรีกษาHeart Failure Clinic และนัดเข้าคลินิกเพื่อให้การดูแลต่อเนื่องภายใน 1-2 สัปดาห์หลังจำหน่าย
Plan for assessment
ตรวจร่างกาย
สัญญาณชีพแรกรับ
HR: 140 bpm RR: 34 /min BP 100/60 mmHg Temp: 36.5°C SpO2: 90%
ตามระบบPhysical examination
General appearance: A 68 year-old man, looked ill , good consciousness well co- operative , dyspnea , orthopnea , no jaundice , no cyanosis , obesity , edema , diabetes negligence
Lung fine crepitation BLL
CVS: Faint pulse, normal S1 S2, PSM gr II at MVA, capillary refill 3 seconds
Pitting edema 2+ both legs
Distended neck veins, JVD to 12 cm.
ตรวจพิเศษ
การตรวจ Cardiac makers
EKG
ซักประวัติ
ข้อมูลทั่วไป
ชายไทย อายุ 68 ปี
โรคประจำตัว
HT
DLP
Asthma
ประวัติการเจ็บป่วย
อาการสำคัญ
หายใจเหนื่อยมากขึ้น นอนราบไม่ได้ 3ชั่วโมงก่อนมาโรงพยาบาล
ประวัติพฤติกรรมสุขภาพ
มีประวัติสูบบุหรี่ ดื่มเหล้ามา 10ปี
ประวัติการเจ็บป่วยในปัจจุบัน
3 ชั่วโมงก่อน ผู้ป่วยมีอาการหายใจหอบเหนื่อยมากขึ้น กระสับกระส่าย นอนราบไม่ได้ ญาติจึงรีบนำส่งโรงพยาบาลของท่านผู้ป่วยมีโรคประจ าตัว Asthma, HT, DLP มีประวัติ สูบบุหรี่ดื่มเหล้ามา 10 ปี ไม่ได้มา F/U ที่โรงพยาบาลประมาณครึ่งปี
2 วันก่อน ผู้ป่วยมีอาการจุกแน่นหน้าอกด้านซ้ายร้าวไปสะบักซ้ายนาน 5-10 นาที มีอาการหายใจลำบาก นอนหนุนหมอน 3ใบซ้อนกัน มีอาการเหนื่อยมากขึ้น กินยาแก้ปวดเมื่อไม่ดีขึ้น และเริ่มมีอาการหอบเหนื่อยเวลาเดินไปเข้าห้องน้ำหรือทำกิจกรรมร่วมด้วย
ตรวจทางห้องปฏิบัติการ
Electrolytes, BUN, Cr, Mg, K, CBC, lipid profile, BS, INR