Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
ไข้ (Fever), Differential WBC - Coggle Diagram
ไข้ (Fever)
การตรวจร่างกายตาามระบบที่เกี่ยวข้อง Physical examination
Vital signs
T = 39.5 °C ,PR = 96/ min , RR = 39 /min , BP = 90/60 mmHg , weight = 14 kgs. , height = 85 cm. , BMI = 19.39
General Appearance
Thai male , look sick. not in acute distress , Normal growth and development.
Head Appearance
Hair Black color, normal distribution, Symmetry, normal shape ,no mass and lesions.
Skin
Normal color for race, warm to touch, No cyanosis. No rash, No scar.
Eye
Normal eyes contour, no edema ,conjunctiva not pale. Sclera no jaundice and no injection. Pupils
round 2 m.m. reaction to light both eyes. No pterygium, Fundi normal
Ear
External ears no mass, no lesion ,both ears canal normal , no abrasion or inflammation , Normal
hearing.
Nose
Have runny nose and yellowish discharge at both nare . symmetrical, nasal flaring , No septal
deviation
Mouth
Dry lips , buccal mucous membrane pink, lips not pale, no cyanosis, oropharynx not injected,
tonsils not enlarged, not injected.
Throat
Uvula in midline , Tonsil not enlarged , not injected.
Neck
Trachea in midline, Thyroid gland not enlarged. Chest
Chest
Inspection
Normal chest contour, have subcostal retraction.
Palpation
No mass
Percussion
Resonance sound
Auscultation
Rhonchi both lung
Cardiovascular
Heart rate 96/min No murmur
Abdomen
Palpation
soft, no mass palpable, no tenderness and no distension
Percussion
no examination
Inspection
abdominal distension,bulging,normal movement
Auscultation
Bowel sound 7 /min
การประเมินผู้ป่วยตามหลัก primary survey
ลักษณะไข้เป็นช่วงไหน
กลางวัน
เย็น
เช้า
ลักษณะอาการเหนื่อยเป็นอย่างไร
เหนื่อยหอบนานไหม
เหนื่อยตลอดหรือบางเวลา
ลักษณะอาการเป็นอย่างไร
การไอนานแค่ไหน
ลักษณะของเสมหะ
เหนียวข้นหรือไม่
สีอะไร
เคยมีอาการชักหรือไม่ตอนที่เป็นไข้
มีผื่น/ตุ่มขึ้นหรือไม่
มีโรคประจำตัวอะไรบ้าง
สิ่งกระตุ้นเกิดอาการ
คนในครอบครัวป่วยไม่สบายหรือไม่
มีประวัติสัมผัสผู้ติดเชื้อ covid-19 หรือไม่
มีแผลเกิดการติดเชื้อหรือได้รับการบาดเจ็บอุบัติเหตุหรือไม่
ได้ไปเที่ยวบริเวณป่าหรือไม่
การใช้ยาประจำ
เคยมีประวัติการใช้ยาลดอาการเหนื่อยหอบหรือไม่
7.ซักประวัติเพิ่มเติม
มีอาการอะไรบ้าง
ตอนมีไข้มีอาการอื่นร่วมด้วยหรือไม่
เป็นไข้มาแล้วกี่วัน
ก่อนมาโรงพยาบาลได้รับการรักษาอะไรมาก่อนหรือไม่
ทานยาพารา
การรักษาที่คลินิก
การรักษาเบื้องต้นที่ห้องฉุกเฉิน
ไข้
ให้ยา Paracetamol Syr. (120mg/5ml) 7 cc per oral prn q 4-6 hr
การออกฤทธิ์
ยับยั้งการสังเคราะห์ Prostaglandins ในระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่ง Prostaglandins เป็นตัวทำให้เกิดความเจ็บปวด และทำให้เกิดไข้ ที่มีผลต่อศูนย์ควบคุมอุณหภูมิของร่างกายที่ไฮโปทาลามัสยานี้ไม่มีฤทธิ์ยับยั้งการเคลื่อนตัวของนิวโทรฟิวจึงมีฤทธิ์ต้านการอักเสบต่ำมาก ไม่ทำให้เกิดแผลในทางเดินอาหารและไม่มีผลต่อการเกาะกลุ่มของเกร็ดเลือดยาจะออกฤทธิ์สูงสุดในเวลา 30 - 60 นาทีหลังได้รับยาหากได้รับยาเกินขนาดจะมีพิษต่อตับและไตจึงไม่ควรใช้ยานี้ติดต่อกันเกิน 7 วัน
ผลข้างเคียง
ง่วงซึม แพ้ยาเช่น มีผื่น บวม เป็นแผลที่เยี่อบุช่องปาก มีไข้หากได้รับยามากเกินไปอาจทำให้เกิดตับวายถึงแก่ชีวิตได้คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย ดีซ่าน ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำอาจมีเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
เช็ดตัวลดไข้
หายใจเหนื่อยหอบ
ดูแลพ่นยา Salbutamol 0.4 ml + nss up to 4 ml NB q 6 hr c stat at ER
การออกฤทธิ์
จับกับ เบต้า 2 adrenergic receptor เกิดการกระตุ้น adenyl cyclase เพิ่มการหลั่ง cyclic AMP ทำให้กล้ามเน้ือเรียบหลอดลมคลายตัวเป็นผล ให้หลอดลมขยาย
ผลข้างเคียง
หัวใจเต้นเร็ว , ใจสั่น, หัวใจเต้นแรง , คลื่นไส้หน้าแดง , กระสับกระส่ายนอนไม่หลับ ,มึนงง,ง่วงนอน,เป็นลม,อาเจียน ,อ่อนเพลีย,แน่นหน้าอก,เบื่ออาหาร, หลอดลมตีบตัว
ดูแลพ่นยา Berodual ½ NB + nss up to 4 ml NB q 4 hr
การออกฤทธิ์
ประกอบด้วยตัวยา ipratropium bromide 500 mcg และ fenoterol 1,250 mcg
-ipratropium bromide มีฤทธิ์ยับยั้งการกระตุ้นรีเฟลกซ์ของเส้นประสาท vagus
-fenoterol hydrobromide เป็นยากระตุ้นซิมพาเทติคท่ีออกฤทธ์ิกระตุ้นเฉพาะต่อBeta-2 receptor เมื่อได้รับยาในขนาดท่ีแนะนําให้ใช้ในการรักษา ทําให้เกิดการขยายตัวของกล้ามเนื้อเรียบของผนังหลอดเลือดและหลอดลมจะช่วยป้องกันการเกิดภาวะหลอดลมหดตัวจากการกระตุ้นของสารกระตุ้น เช่น histamine ,methacholine อากาศเย็นและสิ่งแปลกปลอม
ผลข้างเคียง
กระสับกระส่าย มึนงง เหนื่อยล้า หัวใจเต้นเร็ว แสบอก กล้ามเนื้อเป็นตะคริว
ติดเชื้อ
ดูแลให้ได้รับยา Ceftriazone (Cef-3) 1 g Vial IV Infusion 1,400 mg OD
การออกฤทธิ์
เป็นยาปฏิชีวนะกลุ่มเซฟาโลสปอ ริน (cephalosporin) ตัวยามีฤทธิ์เข้าจับกับ penicillin-binding protein (PBPs) ที่จะยับยั้ง กระบวนการทรานส์เปปทิเดชันในขั้นตอนสุดท้ายของการสังเคราะห์เปปทิโดไกลแคนของผนังเซลล์ ของแบคทีเรีย เป็นผลให้ยับยั้งสารชีวสังเคราะห์ของผนังเซลล์
ผลข้างเคียง
ปวดศีรษะ มึนงง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย เบื่ออาหาร ปวดท้อง ท้องอืด กดการสร้างไขกระดูกทำให้เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด และ Hct ต่ำ แพ้ยา เช่น ผื่นคัน มีไข้ เป็นต้น ปวดบริเวณที่ฉีด
ดูแลให้ได้รับยา Norfloxacin (200mg) pc * 5 day
การออกฤทธิ์
มีฤทธ์ิกว้างในการทำลายเชื้อแบคทีเรีย โดยออกฤทธ์ิ
ยับยั้ง DNA gyrase activity สามารถทำลายเชื้อแบคทีเรียในขนาดความเข้มข้นที่ตำ่
ผลข้างเคียง
อาจทำให้คลื่นไส้ อาเจียน เป็นไข้ ปวดข้อ มีผื่นขึ้น
ไอ
ดูแลให้ได้รับยา Acetylcysteine (Fluimucil) 200mg ½ ซอง ผสมน้ำ 1 แก้ว ดื่ม 1 ซอง วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น
การออกฤทธิ์
ทำลายพันธะ disulfideในโปรตีนของเสมหะ ทำให้เสมหะเหลวขึ้นและขับออกง่าย
ผลข้างเคียง
อาจมีอาการ คลื่นไส้ อาเจียน การรับรสเปลี่ยนไป ง่วงนอนหรือมีไข้ ซึ่งอาการเหล่านนี้จะหายเองเมื่อรับประทานยาเป็นระยะเวลาหนึ่ง
-อาการแน่นหน้าอก หรืออาการหลอดลมหดตัว อาจเกิดขขึ้นได้ในผู้ป่วยบางราย
สรุปปัญหา (Problem list)
ไอ
มีอาการไอปนเสมหะข้น
หายใจเหนื่อย
อัตราการหายใจ 30 ครั้ง-นาที , พบ Subcostal retraction
ไข้
อุณหภูมิร่างกาย 38.6 องศาเซลเซียส
ฟังปอดพบ
Rhonchi both lung
วินิฉัยแยกโรค
Pneumonia
โรคปอดอักเสบ
สาเหตุ
เชื้อแบคทีเรียและไวรัส เชื้อแบคทีเรียที่พบบ่อย คือ เชื้อStreptococcus pneumoniaeส่วนไวรัสที่ทำให้เกิดภาวะปอดอักเสบบ่อยที่สุดคือ Cytomegalovirus ซึ่งมักพบในผู้ป่วยที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน ผู้ป่วยที่ได้รับการเปลี่ยนอวัยวะ ผู้ป่วยโรคเอดส์และผู้ป่วยที่ได้รับยาต้านมะเร็ง
พยาธิสภาพ
ระยะที่ 1 ระยะเลือดคั่ง : พบใน 12-24 ชั่วโมงแรกหลังจากเชื้อแบคทีเรียเข้าไปในถุงลมและมีการเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันจะมีปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายเกิดขึ้นโดยมีเลือดคั่งในบริเวณที่มีการอักเสบและมี Cellular Exudate เข้าไปในถุงลม(Exudate ประกอบด้วย เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว แบคทีเรีย และไฟบริน)ระยะนี้อาจมีเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่กระแสเลือด (Bacteremia)
ระยะที่ 2 ระยะปอดแข็งตัว : ระยะปอดแข็งตัวนี้เกิดขึ้นในวันที่ 2-3 ของโรคระยะแรกจะพบว่ามีเม็ดเลือดแดงและไฟบรินอยู่ในถุงลมเป็นส่วนใหญ่หลอดเลือดฝอยของปอดที่ผนังถุงลมจะขยายตัวออกมากทำให้เนื้อปอดมีสีแดงจัด เรียกว่า Red Hepatization ในรายที่มีการอักเสบอย่างรุนแรงจะมีการอักเสบมากขึ้น หลอดเลือดฝอยของปอดที่ผนังถุงลมมีขนาดเล็กลง ทำให้เนื้อปอดเปลี่ยนเป็นสีเทา เรียกว่า Gray Hepatizationซึ่งจะตรงกับวันที่ 4-5 ของโรค ระยะนี้กินเวลาประมาณ 3-5 วัน
ระยะที่ 3 ระยะฟื้นตัว : ในวันที่ 7-10 ของโรคเมื่อร่างกายมีภูมิต้านทานโรคเกิดขึ้น เม็ดเลือดขาวสามารถทำลายแบคทีเรียที่อยู่ในถุงลมให้หมดและเริ่มสลายตัว ขณะเดียวกันจะมีเอ็นไซม์ออกมาละลายไฟบริน exudates ส่วนใหญ่จะถูกกำจัดออกจากบริเวณที่มีการอักเสบโดยเซลล์ชนิดโมโนนิวเคลียร์ที่เหลือจะหลุดออกมาเป็นเสมหะขณะไอระยะนี้การอักเสบที่เยื่อหุ้มปอดจะหายไปหรือมีพังผืดเกิดขึ้นแทนพยาธิสภาพของปอดอักเสบติดเชื้อจาก Diplococus pneumoniaมักจะกลับคืนเป็นปกติได้ นอกจากในรายที่มีการทำลายเนื้อเยื่อต่างๆอย่างมาก จะทำให้เกิดพังผืดขึ้นในส่วนที่เคยมีการอักเสบนั้น
อาการและอาการแสดง
มีไข้ ไอ เจ็บหน้าอก และหอบเหนื่อย ซึ่งอาการเหล่านี้อาจมีไม่ครบทุกอย่างก็ได้ ส่วนใหญ่มักมีอาการติดเชื้อของทางเดินหายใจส่วนต้น หรือโรคหวัดนำมาก่อน หลังจากนั้นจึงมีอาการไอ และหายใจหอบตามมา โดยเฉพาะที่เกิดจากเชื้อสเตรปโตค็อกคัส นิวโมเนียอี (Streptococcus Pneumoniae)
Asthma
หอบหืด
พยาธิสภาพ : มีการอักเสพของหลอดลมเรื้อรังทำให้เยื่อบุผนังหลอดลมมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสารภูมิแพ้และสิ่งแวดล้อมมากกว่าคนปกติ และจะเกิดขึ้นทันทีเมื่อได้รับสารก่อภูมิแพ้ ซึ่งอาการแพ้อาจหายไปได้เองหรือเมื่อได้รับยาขยายหลอดลม
อาการและอาการแสดง
ไอตอนเช้า กลางคืน ตอนดึก ไอเวลาวิ่งเล่น หรือหลังวิ่งเล่น คัดจมูก นำ้มูกไหล แน่นหนา้ อก หายใจมีเสียงหวีดหรือหอบเหนื่อยร่วมด้วย
สาเหตุ
ได้รับสารก่อภูมิแพ้ เช่น ฝุ่น ควัน อาการร้อน เย็น
Bronchiolitis
หลอดลมอักเสบ
พยาธิสภาพ : การอักเสบของหลอดลมจะทำให้ความสามารถในการต่อต้านเชื้อลดลง เช่น การทำงานขนโบกพัดต่างๆ ในหลอดลมใหญ่ที่มีการอักเสบจะมีการสร้างมูกเพิ่มขึ้น ถ้าลุกลามไปหลอดลมเล็กๆหรือหลอดลมฝอยเรื้อรัง โดยไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้เกิดการดป่งพอของหลอดลมฝอยทำให้เกิดการอักเสบซ้ำซ้อนได้
อาการและอาการแสดง : มีไข้ ไอ ไอแห้ง มีน้ำมูกไหล ระคายคอ
สาเหตุ
การติดเชื้อไวรัส เป็นสาเหตุสำคัญที่พบบ่อย คือ RSV รองลงมาคือ Parainfluenza virus และ Adenovirus ส่วนเชื้อแบคทีเรียที่พบบ่อย คือ pneumococci,staphylococci, H.influenza,streptococci
เกิดจากภาวะภูมิแพ้ การมีปฏิกิริยาไวเกินของเยื่อบุหลอดลม ทำให้เยื่อบุเกิดการอักเสบ บวม และมีหลอดลมหดเกร็งเรื้อรัง จากสารต่างๆ เช่น บุหรี่ ฝุ่นระออง
โรคไข้เลือดออก Dengue hemorrhage fever
Dengue fever
พยาธิสภาพ
เป็นการติดเชื้อครั้งแรก เมื่อคนถูกกัดโดยยุงที่มีเชื้อไวรัส
เดงกี จะเข้าทางหลอดเลือดฝอย ไปเพิ่มจำนวนที่ผนังหลอดเลือดและ Reticuloendothelial cell ของต่อมน้ำเหลือง
ตับและม้าม ไวรัสจากอวัยวะดังกล่าวจะกลับมาอยู่ในกระแสเลือด ทำให้มีภาวะ Vircmia
อาการและอาการแสดง
มีไข้ปานกลางหรือไข้สูง
หนาวสั่น
หน้าแดง
ปวดศีรษะ
ปวดเมื่อยตามตัว ปวดข้อ
ต่อมน้ำเหลืองโต
สาเหตุ
ยุงลาย(Aedesaegypti)เป็นพาหะที่สําคัญของโรค นี้โดยยงุลายตัวเมียจะกัดและดูดเลือดซึ่งมีเชื้อไวรัสเดงกี
พยาธิสภาพของโรคไข้เลือดออก การเปลี่ยนแปลงทางพยาธิสรีรวิทยาที่สำคัญและเป็นลักษณะจำเพาะ ของโรคไข้เลือดออก คือ ภาวะช็อกร่วมกับพยาธิสภาพ เป็น Hall mask ของโรคที่สำคัญ คือ มี Leakage of
plasma ทำให้มี Bleeding โคขยังไม่ทราบกลไกของโรคที่แน่ชัด ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เสียชีวิต
อาการและอาการแสดง
มีไข้สูงลอยตลอดเวลา
เมื่อทำ tourniquet test จะ positive โดยพบเป็นจุดเลือดออกตามตัวแขนขาและใบหน้า
มีการเพิ่มขึ้นของ Permeability ที่ของผนังหลอดเลือดเกิดการรั่วของพลาสมาทำให้ปริมาตรเลือดลดลงเกิด hypovolumia ซึ่งจะทําให้อาการช็อกและอาจเสียชีวิตได้
ตับโต (Hepatomegaly) จะคลำได้ในวันที่ 3-4 ของโรค แต่ไม่พบ jaundice
มีเกล็ดเลือดต่ำ (Thrombocytopenia) เกิดความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด (coagulopathy ทําให้เกิดการแข็งตัวในหลอดเลือด (Disseminated Intravascular Coaglulation: DIC)
ระดับความรุนแรงสามารถแบ่งได้เป็น 4 grade
Grade I มีไข้และมีอาการร่วมอื่น ๆ แต่ไม่จำเพาะ แต่เมื่อทำ touriquet test จะให้ผล positive
Grade II อาการเหมือน grade I แต่ที่เพิ่มเติมคือพบเลือดออกเป็นจุดเลือดใต้ผิวหนัง
Grade III ระบบไหลเวียนโลหิตเริ่มล้มเหลวเกิดอาการช็อกชีพจรเร็วเบา pulse pressure แคนความดันโลหิตตาริมฝีปากเขียวตัวเย็นกระสับกระส่าย
Grade IV แสดงอาการช็อกรุนแรงความดันโลหิตและชีพจรวัดไม่ได้การดำเนินโรคแบ่งออกเป็น 3 ระยะดังต่อไปนี้
3.ระยะพักฟื้นระยะพักฟื้นตัวของผู้ป่วยค่อนข้างเร็วในผู้ป่วยที่ไม่ช็อกเมื่อไข้ลดลงอาการจะดีขึ้นผู้ป่วยเริ่มอยากจะรับประทานอาหารเริ่มปัสสาวะมากขึ้นชีพจรลงส่วนผู้ป่วยที่ช็อกหากได้รับการรักษาที่ทันเวลาจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็วการรั่วของพลาสมาจะหยุดความดันโลหิตจะสูงขึ้นชีพจรช้าลงปัสสาวะมากขึ้นผู้ป่วยจะอยากรับประทานอาหารระยะฟื้นตัวใช้เวลา 2-3 วัน
ระยะวิกฤติมักจะเกิดขึ้นพร้อมกับที่ไข้เริ่มจะลงเกิดจากการรั่วของพลาสมาโดยจะรั่วประมาณ 24-48 ชั่วโมงประมาณหนึ่งในสามจะมีอาการรุนแรงมีภาวะความดันโลหิตต่ำเนื่องจากเกิดการรั่วของพลาสมาไปยังปอดหรือช่องท้องซึ่งจะเกิดพร้อม ๆ กับไข้ลง
วันที่ 3-8 ของไข้ผู้ป่วยกระสับกระส่ายมือเท้าเย็นชีพจรเร็วความดันโลหิตต่ำความดันโลหิตลดลงมากกว่า 20 มิลลิเมตรปรอทผู้ป่วยไข้เลือดออกที่อยู่ในภาวะช็อกจะรู้สติดีพูดรู้เรื่องอาจจะบ่นกระหายน้ำ
บางรายอาจจะมีภาวะปวดท้องภาวะช็อกจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วถ้าไม่ได้รับการดูแลรักษาผู้ป่วยจะมีอาการเลวลงอย่างรวดเร็วรอบปากเขียวตัวเย็นวัดความดันโลหิตไม่ได้ผู้ป่วยจะเสียชีวิตใน 12-24 ชั่วโมงในรายที่ไม่รุนแรงผู้ป่วยจะดีขึ้น
ระยะไข้สูงลักษณะเป็นไข้สูงเฉียบพลัน 39-41 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 2-7 วันผู้ป่วยที่เป็นเด็กอาจจะมีอาการชักได้หน้าจะแดงไม่มีน้ำมูกหรือไอในเด็กโตจะบ่นปวดศีรษะปวดกล้ามเนื้อเบื่ออาหารอาเจียนเป็นเลือดตับโตและกดเจ็บ แต่ตัวไม่เหลืองมีผื่นตามตัวในระยะไข้อาการทางเดินอาหารที่พบได้บ่อย ได้แก่ อาการเบื่ออาหารอาเจียนบางรายมีอาการท้องร่วงร่วมด้วย
ในระยะแรกจะปวดทั่วไปปวดชายโครงข้างขวาเนื่องจากตับโตไข้ส่วนใหญ่จะอยู่ลอย 2-7 วันประมาณร้อยละ 70 จะมีไข้ 4-5 วันรายที่มีอาการเร็วที่สุดคือ 2 วันร้อยละ 15 จะมีไข้เกิด 7 วันอาการเลือดออกที่พบบ่อยที่สุดคือจุดเลือดออกตามผิวหนังเนื่องจากเส้นเลือดเปราะหรือการทำ tourniquet test จุดเลือดออกจะพบตามแขนขาลำตัวรักแร้อาจจะมีเลือดกําเดาเลือดออกตามไรฟันอาเจียนหรือถ่ายเป็นเลือด
ไข้เลือดออกต่างจากไข้เดงกีคือมีการรั่วของพลาสมาอาการเริ่มจากมีไข้สูงทันทีไข้มักสูงลอยเบื่ออาหารอาเจียนปวดท้องปวดศีรษะอาการ 2-3 วันแรกจะคล้ายกับไข้เดงกีอาการจะรุนแรงที่สุดในช่วงวันที่ 2-7 พบจุดมีเลือดออกเล็ก ๆ กระจายตามลำตัวและใบหน้าบางรายอาจมีเลือดกำเดาออกอาเจียนเป็นเลือดหรือปัสสาวะเป็นเลือดเมื่อทํา touriquet test จะให้ผลบวกที่ชัดเจน
การตรวจพิเศษ
ตรวจ Complete Blood Count เพื่อการตรวจความสมบูรณ์ของเลือด
Platelet
ค่าปกติ 150,000-440,000 cell/mm3
ค่าสูง มีความเสี่ยงต่อภาวะเกล็ดเลือดสูง (thrombocythemia)
ค่าต่า มีความเสี่ยงต่อภาวะเกล็ดเลือดต่า (thrombocytopenia)
White blood cell (WBC)
ค่าปกติ 4-11 x 103 cell/mm3
ค่าสูง อาจมีภาวะการติดเชื้อแบคทีเรีย หรือไวรัสต่าง ๆ
ค่าต่ำ อาจมีภาวะการติดเชื้อแบคทีเรีย หรือไวรัสต่าง ๆ
Hemoglobin (Hgb)
ค่าปกติ -ผู้ชาย 13-18 mg/dL - ผู้หญิง 12-16 mg/dL
ค่าสูง มีความเสี่ยงต่อภาวะเลือดข้น (polycythemia)
ค่าต่ำ มีความเสี่ยงต่อภาวะโลหิตจาง (anemia)
Red blood cell (RBC)
ค่าปกติ 4.5-6.0 x 106 cell/mm3
ค่าสูง มีความเสี่ยงต่อภาวะเลือดข้น (polycythemia)
ค่าต่ำ มีความเสี่ยงต่อภาวะโลหิตจาง (anemia)
chest x-ray
เพื่อดูพยาธิสภาพที่ปอด
Chest x-ray Film Chest (Posteroanterior
Upright
มี Infiltration
Pleural effusion
ไม่มี infiltration
คำแนะนำและการส่งต่อ
การส่งต่อ
หากมีอาการหลอดลมอักเสบเรื้อรัง หรือมีอาการอื่นร่วมเสริมแล้วรักษาขั้นต้นแล้วไม่ดีขึ้นต้องส่งต่อ cousult แพทย์เด็ก
ส่งต่อสถานพยาบาลใกล้บ้านในการติดตามอาการและการรับยาของผู้ป่วย
คำแนะนำเมื่อกลับไปอยู่บ้าน
Treatment
แนะนำญาติในการสังเกตอาการผิดปกติหากมีอาการแพ้ หรือเกิดอาการของโรคให้ญาติรีบพามาพบแพทย์ก่อนวันนัด หรือสถานพยาบาลใกล้บ้านก่อนวันนัด
บอกเหตุผลการรักษา
Health
แนะนำการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน การออกกำลังกาย การทำความสะอาดร่างกาย และการนอนพักผ่อน
Environment
แนะนำญาติดูแลให้หลีกเลี่ยงการไปในสถานที่ที่มีสิ่งกระตุ้นที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ เช่น ฝุ่น ควัน อากาศร้อนเย็น
จัดสิ่งแวดล้อมให้สะอาด ไม่มีฝุ่น มีแสงสว่างเพียงพอ ไม่อับ เปิดหน้าต่างให้มีอากาศถ่ายเทสะดวก และทำความสะอาดที่นอน หมอน มุ้ง เพื่อลดการสะสมของเชื้อโรค
Outpatient Referal
แนะนำให้มาพบแพทย์ตามนัดหากมีนัดติดตามอาการครั้งต่อไป ในเวลาราชการ เพื่อตรวจสุขภาพและให้การรักษาได้อย่างเหมาะสม
แนะนำว่าหากมีอาการกำเริบให้ไปสถานีอนามัย หรือสถานพยาบาลใกล้บ้าน เพื่อประเมิน รักษาเบื้องต้นและนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล
แนะนำการเตรียมเอกสารสำคัญเมื่อมาติดต่อสถานพยาบาล
แนะนำญาติบอกที่อยู่ เบอร์โทรปัจจุบันที่สามารถติดต่อได้
Medication
แนะนำญาติในการดูแลผู้ป่วยให้รับประทานยาอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอตามขนาดและเวลา เมื่อลืมให้กินทันทีที่นึกได้แต่ต้องห่างจากมื้อต่อไป 2 ชม.
อธิบายข้อดี และผลข้างเคียงจากการรับประทานยากับญาติ
Diet
แนะนำการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ สัดส่วนตามธงโภชนาการ แนะนำให้กินอาหารที่ปรุงสุกใหม่และถูกสุขลักษณะ หากมีแพ้อาหารก็ให้เลี่ยงกินสิ่งที่แพ้เพื่อลดการกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้
แนะนำการดื่มน้ำสะอาด อย่างน้อย 6-8 แก้ว/วัน
Disease
ให้ความรู้กับญาติเรื่องอาการเจ็บป่วยว่าเกิดจากการที่ผู้ป่วยได้รับสิ่งกระตุ้นให้เกิดการอักเสบของหลอดลม เช่น การได้รับเชื้อไวรัส การอยู่ในที่อาการร้อนจัด เย็นจัด มีฝุ่น หรือมลภาวะ เป็นต้น ซึ่งเมื่อได้รับสิ่งกระตุ้นจะทำให้หลอดลมเกิดการอักเสบ บวมและเกิดการตีบแคบของหลอดลมได้
Support patient
แนะนำญาติให้กำลังใจและคอยช่วยเหลือดูแลเอาใจใส่ผู้ป่วยมากขึ้น และหมั่นสังเกตพฤติกรรมและอาการของผู้ป่วยหากมีอาการผิดปกติ
ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล
เสี่ยงต่อการเกิดประสิทธิภาพการหายใจลดลงเนื่องจากมีเสมหะอุดกั้นทางเดินหายใจ
1.ประเมินภาวะพร่องออกซิเจน วัด V/S และสังเกตอัตราการหายใจ เขียวปลายมือปลายเท้า เยื่อบุผิวหนังมีลักษณะ ซีดเขียว ระดับความรู้สึกตัวและติดตาม การเปลี่ยนแปลงของผู้ป่วย
2.ดูแลทางเดินหายใจให้โล่ง โดยให้นอนศีรษะสูง 30 องศา เพื่อให้ปอดขยายตัวได้เต็มที่ กะบังลมหย่อนตัวและเพิ่มปริมาตรในช่องอก ทำให้ปอดสามารถขยายตัวได้ดีขึ้น สอนการ หายใจที่มีประสิทธิภาพ(deep breathing exercise) และสอนการไออย่างมีประสิทธิภาพ ดูแลให้ได้รับยา Acetylcysteine (Fluimucil) 200mg ½ ซอง ผสมน้ำ 1 แก้ว ดื่ม 1 ซอง วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็นเพื่อช่วยขับเสมหะ
3.ฟังเสียงปอดเพื่อประเมินการหดตัวของหลอดลมและช่วยทำกายภาพบำบัดทรวงอก (chest physical therapy) ด้วยการเคาะปอด
4.แนะนำให้ดื่มน้ำบ่อยๆประมาณวันละ 1,500-2,000 ml. เพื่อช่วยทำให้เสมหะที่คั่งอยู่ในปอดอ่อนตัวลงและไอขับเสมหะออกมาได้ง่ายขึ้น
5.ดูแลให้ได้รับออกซิเจนตามแผนการรักษา
6.ดูแลให้ได้รับยาขยายหลอดลม ดูแลพ่นยา Salbutamol 0.4 ml + nss up to 4 ml NB q 6 hr c stat และ ดูแลพ่นยา Berodual ½ NB + nss up to 4 ml NB q 4 hr ตามแผนการรักษา
7.ดูแลให้ผู้ป่วยพักผ่อนบนเตียง เพื่อลดการใช้ออกซิเจนในการทำกิจกรรม ทำให้อาการเหนื่อย อ่อนเพลียลดลงและดูแลช่วยเหลือในการทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การเช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้า เป็นต้น
8.ดูแลเช็ดตัวลดไข้และให้ยา Paracetamol Syr. (120mg/5ml) 7 cc per oral prn q 4-6 hr
9.ติดตามผลภาพถ่ายรังสีปอด และผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ
เสี่ยงต่อการเกิดภาวะติดเชื้อเนื่องจากปอดอักเสบ
4.ให้การพยาบาลด้วย technique universal precaution เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโดยการล้างมือก่อนและหลังให้การพยาบาลทุกครั้ง
5.ดูแลให้ได้รับยาดูแลให้ได้รับยา Ceftriazone (Cef-3) 1 g Vial IV Infusion 1,400 mg OD และดูแลให้ได้รับยา Norfloxacin (200mg) pc * 5 day
3.แนะนำญาติในการดูแลทำความสะอาดปากและฟันเพื่อป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจ
6.ดูแลให้ผู้ป่วยนอนพักผ่อนบนเตียง เพื่อลดการใช้ออกซิเจนและพลังงาน
2.ดูแลเช็ดตัวลดไข้และให้ยา Paracetamol Syr. (120mg/5ml) 7 cc per oral prn q 4-6 hr.
7.ติดตามผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ ผลเพาะเชื้อ culture, gram stain ,WBC และผลภาพถ่าย รังสีปอดเมื่อพบความผิดปกติรายงานแพทยท์ทราบเพื่อพิจารณาวางแผนการรักษาร่วมกัน
1.ประเมินV/S ทุก 4 hr. โดยสังเกตอาการไข้สูง ความดันโลหิตลดอาจเนื่องมาจากการช็อคจากการติดเชื้อ สังเกตอาการหายใจลำบาก นอนราบไม่ได้ ไอมีเสมหะเป็นฟองโลหิตจางๆอาจเกิดจากปอดบวมน้ำ สังเกตลักษณะสีกลิ่นและปริมาณของเสมหะว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหรือไม่
Differential WBC
Monocyte 0-7%
Basophil 0-1%
Lymphocyte 20-40%
Neutrophil 50-70%
Eosinophil 0-5%