Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
บทที่2 ทฤษฎีพื้นฐานในการปรับพฤติกรรม - Coggle Diagram
บทที่2 ทฤษฎีพื้นฐานในการปรับพฤติกรรม
ทฤษฎีการเรียนรู้การวางเงื่อนไขแบบคลาสสิก
(Classical conditioning)
การเรียนรู้การวางเงื่อนไขแบบคลาสสิกพัฒนาโดยนักสรีรวิทยาชาวรัสเซีย งานการพัฒนาทฤษฎีการเรียนรู้การวางเงื่อนไขแบบคลาสสิกของพาฟลอฟ อาจกล่าวได้ว่าเริ่มต้นจากการที่ พาฟลอฟได้สังเกตเห็นว่าสุนัขของเขานั้นมีอาการน้ำลายไหล เมื่อได้ยินเสียงเดิน ของเขา นอกเหนือจากการเห็นอาหารแล้วน้ำลายไหล เขาเรียกการสนองตอบเช่นนี้(น้ำลายไหล) ว่าปฏิกิริยาสะท้อนกลับทางจิต (และต่อมาได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น การวางเงื่อนไขปฏิกิริยาสะท้อน
กระบวนการที่สำคัญที่เกิดจากการเรียนรู้ของพาฟลอฟ มี 3 ประการ อันเป็นผลจากการเรียนรู้แบบวางเงื่อนไข คือ1.การแผ่ขยาย คือความสามารถของอินทรีย์ที่จะตอบสนองในลักษณะเดิมต่อสิ่งเร้าที่มีความคล้ายคลึงกันได้ 2.การจำแนก คือ ความสามารถของอินทรีย์ในการที่จะจำแนกความแตกต่างของสิ่งเร้าได้3.การลบพฤติกรรมชั่วคราว คือ การที่พฤติกรรม การตอบสนองลดน้อยลงอันเป็นผลเนื่องจากการที่ไม่ได้รับสิ่งเร้าที่ไม่ได้ถูกวางเงื่อนไข ซึ่งก็คือรางวัลหรือสิ่งที่ต้องการนั่นเอง การฟื้นตัวของการตอบสนองที่วางเงื่อนไข หลังจากเกิดการลบพฤติกรรมชั่วคราวแล้ว สักระยะหนึ่งพฤติกรรมที่ถูกลบเงื่อนไขแล้วอาจฟื้นตัวเกิดขึ้นมาอีกได้รับการกระตุ้นโดยสิ่งเร้าที่วางเงื่อนไข
พาฟลอฟ (Pavlov) ทำการศึกษาทดลองกับสุนัข โดยฝึกสุนัขให้ยืนนิ่งอยู่ในที่ตรึงในห้องทดลอง ที่ข้างแก้มของสุนัขติดเครื่องมือวัดระดับการไหลของน้ำลาย
การทดลองแบ่งออกเป็น 3 ขั้น คือ ก่อนการวางเงื่อนไข ระหว่างการวางเงื่อนไข และหลังการวางเงื่อนไข
ขั้นที่ 1 เสียงกระดิ่ง (CS) ไม่มีน้ำลาย ผงเนื้อ (UCS) น้ำลายไหล (UCR)
ขั้นที่ 2 เสียงกระดิ่ง น้ำลายไหล (UCR) และผงเนื้อ (UCS) ทำขั้นที่ 2 ซ้ำกันหลาย ๆ ครั้ง
ขั้นที่ 3 เสียงกระดิ่ง (CS) น้ำลายไหล (CR) การเรียนรู้แบบวางเงื่อนไขแบบคลาสสิคคือการตอบสนองที่เป็นไปโดยอัตโนมัติเมื่อนำสิ่งเร้าใหม่มาควบคู่กับสิ่งเร้าเดิม ซึ่งนักจิตวิทยาเรียกพฤติกรรมการตอบสนองนี้ว่าพฤติกรรมเรสปอนเด้นท์
ทฤษฎีการเรียนรู้การวางเงื่อนไขแบบการกระทำ (Operant Conditioning)
ทฤษฎีการเรียนรู้การวางเงื่อนไขแบบการกระทำ พัฒนาโดยนักจิตวิทยาชาวอเมริกันชื่อ สกินเนอร์
การตอบสนองในแบบของการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิคนั้นเป็นไปโดยเจ้า ตัวควบคุมการตอบสนองโดยตรงไม่ได้ส่วนการตอบสนองในแบบการวางเงื่อนไขนั้นเราสามารถ ควบคุมการกระทำของตนเองได้เราทำอะไรหลายอย่างเพราะเรารู้สึกว่าการกระทำนั้นจะให้ผลดีต่อ เรา และเราทำอะไรอย่างอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงประสบการณ์ที่ไม่ดีเราสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของเราได้ เมื่อเราได้รับผลดีจากการกระทำ หรือเมื่อกระทำแล้วเราถูกลงโทษ
การเสริมแรง คือสิ่งที่มีอิทธิพลต่อการแสดงพฤติกรรมของบุคคลซึ่งจะแยกเป็น 2 ประเภทคือ การเสริมแรงทางบวก คือสิ่งที่ก่อให้เกิดการแสดงพฤติกรรมเพิ่มขึ้น และการเสริมแรงทางลบ คือสิ่งที่เมื่อนำออกไปแล้วจะทำให้การแสดงพฤติกรรมเพิ่มขึ้น การลงโทษ การเสริมแรงทางลบและการลงโทษมีลักษณะที่คล้ายคลึงกันและมักจะใช้แทนกันอยู่เสมอ แต่การอธิบายของสกินเนอร์การเสริมแรงทางลบและการลงโทษต่างกัน โดยเขาได้เน้นว่าการลงโทษนั้นเป็นการระงับหรือหยุดยั้งพฤติกรรม
การลงโทษ (Punishment) การลงโทษคือ การให้ผลกรรมหลังจากแสดงพฤติกรรมทำให้พฤติกรรมนั้นลดลงหรือยุติลง ซึ่งผลกรรมที่เกิดขึ้นนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นสิ่งที่ไม่พึงพอใจ หากแต่จะเป็นอะไรก็ได้ตามหลัง พฤติกรรมนั้นแล้วทำให้พฤติกรรมนั้นลดลงหรือยุติลง
การหยุดยั้ง (Extinction) การหยุดยั้งคือการที่ทำให้พฤติกรรมที่เคยได้รับการเสริมแรง แล้วไม่ได้รับการเสริมแรงซึ่ง ผลจากการใช้การหยุดยั้งนั้น พฤติกรรมที่ถูกหยุดยั้งก็จะค่อย ๆ ลดลงและหายไปในที่สุด ตัวอย่างเช่น เด็กร้องไห้โยเยเพราะต้องการขนม คุณแม่ก็ให้ขนมเป็นประจำ ต่อมาคุณแม่ทนไม่ไหวจึงยุติการให้ 54 ขนม (หยุดการให้การเสริมแรง) เท่ากับคุณแม่ใช้การหยุดยั้งผลที่ตามมาคือ พฤติกรรมการร้องไห้โยเย ของลูกเริ่มลดลง
การกลับคืนสู่สภาพเดิม (Spontaneous Recovery) เมื่ออินทรีย์ได้รับการหยุดยั้งและพฤติกรรมได้รับการยุติลงแล้ว พฤติกรรมที่ยุติลงไปแล้ว ด้วยกระบวนการหยุดยั้งนั้นอาจเกิดขึ้นได้อีกครั้งหนึ่งถ้านำอินทรีย์ไปไว้ในสภาพการณ์เดิม โดยไม่จำเป็นที่จะต้องให้มีการเสริมแรงต่อพฤติกรรมดังกล่าว
ตัวอย่างการทดลอง ทดลองเอาหนูไปใส่ในกล่องทดลอง เรียกว่า Skinner box กล่องนี้เป็นกล่องที่ปิดมิดชิดเสียงลอดเข้า-ออกไม่ได้ ภายในมีคานอันเล็ก ๆ และถ้วยใส่อาหาร สิ่งที่ ผู้ทดลองต้องการให้หนูที่ถูกใส่ลงไปในกล่องทำก็คือ การกดคานเพื่อที่จะได้รับอาหารในตอนแรกที่หนู ถูกนำไปใส่ในกล่อง เช่น วิ่งไปรอบ ๆ กล่อง พยายามปีนผนังกล่องหรือเกาตัวเอง ฯลฯ ในที่สุดหนูกด คานโดยบังเอิญ ผลที่ตามมาคือมีอาหารเม็ดเล็ก ๆ ตกลงมาในถ้วยอย่างอัตโนมัติหนูได้รับเม็ดอาหาร เป็นรางวัล หลังจากนั้นหนูกดคานอีกและได้รับอาหารอีกต่อเนื่องกันไป หนูมีความสามารถในการกด คานได้เร็วขึ้นและถี่ยิ่งขึ้น การตอบสนองที่ไม่เกี่ยวข้องอื่น ๆ หายไป
ทฤษฎีการเรียนรู้ปัญญานิยม (Cognitive Learning)
กลุ่มที่เน้นกระบวนการทางปัญญาหรือความคิด นักคิดกลุ่มนี้เชื่อว่าการเรียนรู้ของมนุษย์ไม่ใช่เรื่องของพฤติกรรมที่เกิด จากกระบวนการตอบสนองต่อสิ่งเร้าเพียงเท่านั้น การเรียนรู้ของมนุษย์มีความซับซ้อนยิ่งไปกว่านั้น การเรียนรู้เป็นกระบวนการทางความคิดที่เกิดจากการสะสมข้อมูล การสร้างความหมาย และความสัมพันธ์ของข้อมูล และการดึงข้อมูลออกมาใช้ในการกระทำและการแก้ปัญหาต่างๆ การเรียนรู้เป็นกระบวนการทางสติปัญญาของมนุษย์ในการที่จะสร้างความรู้ความ เข้าใจให้แก่ตนเอง
นักจิตวิทยาในกลุ่มนี้เช่น โคลเลอร์ (Kohler) เจ้าของทฤษฎีการเรียนรู้โดยการหยั่งรู้ (Insight Learning) มีความเชื่อว่าการเรียนรู้เกิดจากการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม เมื่อผู้เรียนมี ปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมจะเกิดการเห็นความสัมพันธ์ระหว่างปัญหากับสิ่งแวดล้อมและปรับเปลี่ยน โครงสร้างการคิดจนมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างปัญหากับสิ่งแวดล้อม จนเกิดความเข้าใจใน การแก้ปัญหา (ปัญญา) ซึ่งโคลเลอร์เรียกว่า Insight หรือ การหยั่งรู้ การแก้ปัญหาโดยอาศัยการคิดการเข้าใจหรือการหยั่งรู้ (Insight) จากการทดลองของโคลเลอร์ได้3 ประการ ได้แก่
การแก้ปัญหาที่เป็นลักษณะที่เกิดขึ้นอย่างทันทีทันใด ไม่ใช่เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทีละเล็กละน้อย ถ้าเกิดการหยั่งรู้แล้วจะมีความเข้าใจในสภาพการณ์ของปัญหาทั้งหมด และจะเกิด พฤติกรรมที่ประสานเชื่อมโยงกันอย่างทันทีทันใดตามความคิดความเข้าใจในปัญหานั้น จนบรรลุ จุดมุ่งหมายคือ สามารถแก้ปัญหาได้
การค้นพบวิถีทางในการแก้ปัญหาแต่ละครั้งขึ้นอยู่กับการวางรูปแบบของปัญหา การหยั่งรู้จะเกิดขึ้นได้ง่ายถ้าส่วนสำคัญ ๆ ของปัญหาจัดอยู่ในลักษณะที่ช่วยให้นำมาสร้าง ความสัมพันธ์กันได้สะดวก เช่น ลิงจะเกิดการหยั่งรู้ง่าย ถ้าท่อนไม้ทั้งหมดวางอยู่ข้างเดียวกับอาหาร แต่ถ้าไม้อยู่คนละข้างกับอาหารการหยั่งรู้ก็จะเกิดมากขึ้น
การหยั่งรู้ในสถานการณ์หนึ่ง สามารถนำไปใช้ในสถานการณ์อื่น ๆ ได้เพราะเป็น การเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างสถานการณ์ต่าง ๆ กับการเข้าสู่เป้าหมาย ซึ่งลักษณะความคิด ความเข้าใจที่เกิดขึ้นสามารถดัดแปลงหรือขยายไปยังสถานการณ์ใหม่ ๆ ได้
ตัวอย่างการทดลอ งทดลองนำลิงชิมแปนซีที่กำลังหิวไปไว้ในกรง แล้วนำกล้วยไปวางไปนอกกรงให้มีระยะห่างเกิน กว่ามือลิงจะเอื้อมถึง และวางไม้ท่อนสั้นไว้ใกล้กรง ส่วนไม้ท่อนยาวอยู่ห่างจากกรงออกไป ซึ่งลิง ไม่สามารถเอื้อมมือหยิบไม้ท่อนยาวได้ลิงจึงหยิบไม้ท่อนสั้นเขี่ยกล้วยแต่เขี่ยไม่ถึง จึงวางไม่ท่อนสั้นลง แล้วยืนดูอยู่เฉย ๆ และวิ่งไปมาในกรงครู่หนึ่งทันใดนั้นลิงหยิบไม้ท่อนสั้นเขี่ยไม้ท่อนยาวมาใกล้กรง แล้วหยิบไม้ท่อนยาวเขี่ยกล้วยมากินได้ซึ่งไม่มีการลองผิดลองถูกเลย เนื่องจากลิงเกิดการหยั่งรู้ใน การแก้ปัญหา โดยมองเห็นความสัมพันธ์ของไม้ท่อนสั้น ไม้ท่อนยาวและกล้วย
ทฤษฎีการเรียนรู้ทางปัญญาสังคม
ขั้นตอนของการเรียนรู้โดยการสังเกต
2.ขั้นจำ (Retention Phase) เมื่อผู้เรียนสนใจพฤติกรรมของตัวแบบ จะบันทึกสิ่งที่สังเกตได้ไว้ในระบบความจำของตนเอง ซึ่งมักจะจดจำไว้เป็นจินตภาพเกี่ยวกับขั้นตอนการแสดงพฤติกรรม
1.ขั้นให้ความสนใจ (Attention Phase) ถ้าไม่มีขั้นตอนนี้ การเรียนรู้อาจจะไม่เกิดขึ้น เป็นขั้นตอน ที่ผู้เรียนให้ความสนใจต่อตัวแบบความสามารถ ความมีชื่อเสียง และคุณลักษณะเด่นของตัวแบบจะเป็นสิ่งดึงดูดให้ผู้เรียนสนใจ
3.ขั้นปฏิบัติ (Reproduction Phase) เป็นขั้นตอนที่ผู้เรียนลองแสดงพฤติกรรมตามตัวแบบ ซึ่งจะส่งผลให้มีการตรวจสอบการเรียนรู้ที่ได้จดจำไว้
4.ขั้นจูงใจ (Motivation Phase) ขั้นตอนนี้เป็นขั้นแสดงผลของการกระทำ จากการแสดงพฤติกรรมตามตัวแบบ ถ้าผลที่ตัวแบบเคยได้รับเป็นไปในทางบวกก็จะจูงใจให้ผู้เรียนอยากแสดงพฤติกรรมตามแบบ ถ้าเป็นไปในทางลบ ผู้เรียนก็มักจะงดเว้นการแสดงพฤติกรรมนั้นๆ
ทฤษฎีปัญญาสังคมเน้นหลักการเรียนรู้โดยการสังเกต (Observational Learning) เกิดจากการที่บุคคลสังเกตการกระทำของผู้อื่นแล้วพยายามเลียนแบบพฤติกรรมนั้น การรับรู้เกี่ยวกับสภาพการณ์ต่าง ๆ ของสังคมจึง ผ่านมาจากประสบการณ์ของผู้อื่นโดยการได้ยินและได้เห็นโดยไม่มีประสบการณ์ตรงมาเกี่ยวข้อง คน ส่วนมากรับรู้เรื่องราวต่าง ๆ ของสังคมโดยผ่านทางสื่อแทบทั้งสิ้น
ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมทางสังคมเราสามารถพบได้ในชีวิตประจำวัน เช่น การออกเสียง การขับรถยนต์ การเล่นกีฬาประเภทต่างๆ
หลักพื้นฐานของทฤษฎีปัญญาสังคม มี 3 ประการ คือ
1.กระบวนการเรียนรู้ต้องอาศัยทั้งกระบวนการทางปัญญา และทักษะการตัดสินใจของผู้เรียน
2.การเรียนรู้เป็นความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบ 3 ประการ ระหว่าง ตัวบุคคล สิ่งแวดล้อม และพฤติกรรม ซึ่งมีอิทธิพลต่อกันและกัน
3.ผลของการเรียนรู้กับการแสดงออกอาจจะแตกต่างกัน สิ่งที่เรียนรู้แล้วอาจไม่มีการแสดงออกก็ได้ เช่น ผลของการกระทำ ด้านบวก เมื่อเรียนรู้แล้วจะเกิดการแสดงพฤติกรรมเลียนแบบ แต่ผลการกระทำด้านลบ อาจมีการเรียนรู้แต่ไม่มีการเลียนแบบ