Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
ผู้ป่วยชายไทย อายุ 65 ปี - Coggle Diagram
ผู้ป่วยชายไทย อายุ 65 ปี
การวินิจฉัยโรคในปัจจุบัน
CA Pyriform
พยาธิสภาพ
Malignant Neoplasm หรือ Tumor อาจเรียกอีกอย่างว่า Cancer ซึ่งหมายถึง เป็นเนื้องอกร้ายแรงหรือมะเร็ง
ที่มีการเพิ่มจำนวนของเซลล์อย่างควบคุมไม่ได้
ที่มีการแทรกหรือรุกราน
ของเซลล์มะเร็งไปยังเนื้อเยื่อปกติ ที่เรียกว่า Invasion
เนื้องอกชนิดนี้อาจจะมีการแพร่กระจายไปเติบโตในเนื้อเยื่อหรืออวัยวะอื่น
มีการแพร่กระจายไปตามกระแสน้ำเหลือง
โดยการกระจายที่เกิดขึ้นจะขึ้นกับแนวทางการไหลเวียนของกระแสน้ำเหลือง
พบก้อนนูนที่บริเวณต่อมน้ำเหลืองที่คอข้างขวาของผู้ป่วย
3 more items...
พยาธิสภาพที่พบบ่อยที่สุด
คือ squamous cell carcinomas (SCC)
มะเร็งชนิดนี้เกิดจากเยื่อบุผิว
และอาจมีลักษณะที่เห็นด้วยตาเปล่า
มีลักษณะเป็นก้อนหรือตุ่มเล็กๆที่เรียกว่า
infiltrative ulcerative exophytic หรือ verrucous
มะเร็งของริมฝีปาก จมูก ช่องปาก และกล่องเสียงมักพบพยาธิสภาพแบบ well / moderately well-differentiated
PI:1 ปีก่อนมา รพ. มีอาการไอเรื้อรัง จึงไปตรวจ
พบ squamous cell carcinoma ได้รับการฉายรังสี Gy (Grammar ray) 70 35 แสง
9 เดือนก่อนมา รพ. รับยาเคมีบำบัด Cisplatin ครั้งที่ 1
8 เดือนก่อนมา รพ. รับยาเคมีบำบัดครั้งที่ Cisplatin 2
7 เดือนก่อนมา รพ. รับยาเคมีบำบัด Carboplatin ครั้งที่ 3
4 เดือนก่อนมา รพ. ทำ CT HN พบก้อนเนื้อมีขนาดเล็กลงเหลือ 1.8*1.1 ซม.
2 เดือนก่อนมา รพ.ทำ biopsy skin neck node พบ Squamous Cell Carcinoma ทำ tracheostomy ที่ รพ.สุราษฎร์ธานี
วันนี้มาตามนัดเพื่อรับยาเคมีบำบัด
CC : มาตามนัดเพื่อรับยาเคมีบำบัด
ผุ้ป่วยได้รับยาเคมี บำบัดสูตร carbo/5-FU
ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาลข้อที่ 3
เสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากผลข้างเคียงของยาเคมีบำบัด 5-FU
ข้อมูลสนับสนุน
O :ผู้ป่วยได้รับยาเคมีบำบัด 5-FU
กิจกรรมทางการพยาบาล
1.อธิบายให้ครอบครัวและผู้ป่วยทราบชนิดของยาเคมีบำบัดที่ได้รับ
ตลอดจนผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้น คือ อาการท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน เยื่อบุช่องปากอักเสบ
ชาปลายมือปลายเท้า เล็บดำ เพื่อให้เกิดความเข้าใจและความร่วมมือในการดูแลรักษาผู้ป่วย
2.ตรวจวัดและบันทึกสัญญาณชีพของผู้ป่วยเพื่อประเมินภาวะแทรกซ้อน
ที่อาจจะเกิดจากการได้รับยาเคมีบำบัด
3.ดูแลให้ผู้ป่วยได้รับยา Ondansetron 8 mg ทางหลอดเลือดดำก่อนการให้ยาเคมีบัด
เพื่อป้องกันอาการคลื่นไส้และอาเจียนที่เป็นผลมาจากยาเคมีบำบัด และติดตามอาการข้างเคียงของยา เช่น ท้องเสีย หรือท้องผูก ปวดหัว ง่วงซึม หรือรู้สึกเหนื่อย
4.ดูแลให้ผู้ป่วยได้รับ Vitamin B1 100 mg + NSS 100 ml ทางหลอดเลือดดำ วันละครั้ง
เพื่อป้องกันอาการชาปลายมือปลายเท้า ซึ่งเป็นผลข้างเคียงของยาเคมีบำบัด
5.แนะนำให้ผู้ป่วยบ้วนปากด้วยน้ำกลือทุกๆ 2 ชั่วโมง หลีกเลี่ยงการใช้แปรงสีฟันที่มีลักษณะแข็ง
เพื่อป้องกันเยื่อบุช่องปากอักเสบ ซึ่งเป็นผลข้างเคียงของยาเคมีบำบัด
6.ขณะให้ยาเคมีบำบัดสังเกตบริเวณหลอดเลือดที่ให้ยาสม่ำเสมอ
ว่ามีการอักเสบบวมแดงหรือไม่ เพื่อให้การดูแลรักษาอย่างทันท่วงที
7.หากมีการรั่วซึมให้หยุดการให้ยาเคมีบำบัดและดูดยาออกให้มากที่สุด
ด้วย Syringe ขนาดเล็ก 1-3 ml รายงานแพทย์ทราบและเตรียม ยา Steroid cream ทาทุก 6 ชม อย่างน้อย 7 วัน หรือจนกว่าอาการบวมจะหายไป และประคบเย็นครั้งละประมาณ 20 นาที
ทำซ้ำอย่างน้อยวันละ 4 ครั้ง ในช่วง 1-2 วันแรก จากนั้นประคบวันละ 4ครั้งต่ออีก 2-3 วัน
แนะนำ ให้ผู้ป่วยยกบริเวณที่มีการรั่วซึมของยาสูงนาน 48 ชั่วโมง จนกว่าอาการบวมจะหายไป
การประเมินผล
25-28 เมษายน 65
ผู้ป่วยไม่มีอาการท้องเสีย ถ่ายเหลว
ช่องปากสะอาด
ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาลข้อที่ 4
เสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน
จากผลข้างเคียงของยาเคมีบำบัด Carboplatin
ข้อมูลสนับสนุน
O : ผู้ป่วยได้รับยาเคมีบำบัด Carboplatin
กิจกรรมทางการพยาบาล
1.อธิบายให้ครอบครัวและผู้ป่วยทราบชนิดของยาเคมีบำบัดที่ได้รับ
ตลอดจนผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้น คือ หูอื้อ ภูมิแพ้ คลื่นไส้ อาเจียน ปัสสาวะแสบขัด
ชาปลายมือปลายเท้า เพื่อให้เกิดความเข้าใจและความร่วมมือในการดูแลรักษาผู้ป่วย
2.ตรวจวัดและบันทึกสัญญาณชีพของผู้ป่วยเพื่อประเมินภาวะแทรกซ้อน
ที่อาจจะเกิดจากการได้รับยาเคมีบำบัด
3.ดูแลให้ผู้ป่วยได้รับยา Ondansetron 8 mg ทางหลอดเลือดดำก่อนการให้ยาเคมีบัด
เพื่อป้องกันอาการคลื่นไส้และอาเจียนที่เป็นผลมาจากยาเคมีบำบัด และติดตามอาการข้างเคียงของยา เช่น ท้องเสีย หรือท้องผูก ปวดหัว ง่วงซึม หรือรู้สึกเหนื่อย
4.ดูแลให้ผู้ป่วยได้รับยา Dexamethasone 20 mg ทางหลอดเลือดดำ เพื่อป้องกันภาวะภูมิแพ้ ที่เกิดจากการได้รับเคมีบำบัดและติดตามอาการข้างเคียงของยา เช่น มีอาการบวมที่มือหรือข้อเท้า นอนไม่หลับ อารมณ์แปรปรวนคลื่นไส้ ปวดท้อง ท้องอืด
5.ดูแลให้ผู้ป่วยได้รับ Vitamin B1 100 mg + NSS 100 ml ทางหลอดเลือดดำ วันละครั้ง
เพื่อป้องกันอาการชาปลายมือปลายเท้า ซึ่งเป็นผลข้างเคียงของยาเคมีบำบัด
6.แนะนำให้ผู้ป่วยดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อป้องกันปัสสาวะแสบขัด ซึ่งเป็นผลข้างเคียงของยาเคมีบำบัด
7.ขณะให้ยาเคมีบำบัดสังเกตบริเวณหลอดเลือดที่ให้ยาสม่ำเสมอ
ว่ามีการอักเสบบวมแดงหรือไม่ เพื่อให้การดูแลรักษาอย่างทันท่วงที
8.7.หากมีการรั่วซึมให้หยุดการให้ยาเคมีบำบัดและดูดยาออกให้มากที่สุด
ด้วย Syringe ขนาดเล็ก 1-3 ml รายงานแพทย์ทราบและเตรียม ยา Steroid cream ทาทุก 6 ชม อย่างน้อย 7 วัน หรือจนกว่าอาการบวมจะหายไป และประคบร้อนครั้งละประมาณ 20 นาที
ทำซ้ำอย่างน้อยวันละ 4 ครั้ง ในช่วง 1-2 วันแรก จากนั้นประคบวันละ 4ครั้งต่ออีก 2-3 วัน
แนะนำ ให้ผู้ป่วยยกบริเวณที่มีการรั่วซึมของยาสูงนาน 48 ชั่วโมง จนกว่าอาการบวมจะหายไป
การประเมินผล
25 -28 เมษายน 65
ผู้ป่วยไม่มีอาการหูอื้อ ปัสสาวะแสบขัด
ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาลข้อที่ 5
เสี่ยงต่อการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย
จากภาวะโลหิตจางเนื่องจากได้รับยาเคมีบำบัด
ข้อมูลสนับสนุน
O :ผู้ป่วยได้รับยาเคมีบำบัดสูตร Carbo/5-FU
กิจกรรมทางการพยาบาล
1.ตรวจวัดและบันทึกสัญญาณชีพของผู้ป่วยทุกๆ 4 ชั่วโมงเพื่อประเมินความผิดปกติของผู้ป่วย
2.ประเมินอาการและอาการแสดงภาวะซีดได้แก่ค่าความเข้มข้นเม็ดเลือดแดง อ่อนเพลียเหนื่อยง่าย ไม่มีแรง เวียนศีรษะ หายใจตื้น หอบ งวงซึม หัวใจเต้นเร็ว
มีอาการซีดตามปลายมือปลายเท้า เยื่อบุตา เพื่อประเมินภาวะซีดของผู้ป่วย
3.ดูแลให้ผู้ป่วยได้รับการพักผ่อน เพื่อลดการใช้ออกซิเจนของร่างกายโดยไม่จำเป็น
และให้ควรออกซิเจนกับผู้ป่วยเมื่อมีค่าความอิ่มตัวของออกซิเจน น้อยกว่า 95 %
เพื่อช่วยเพิ่มออกซิเจนให้กับร่างกาย
4.แนะนำให้ผู้ป่วยปรับเปลี่ยนท่าอย่างช้าๆ เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ เพราะการปรับเปลี่ยนท่าอย่างรวดเร็วอาจจะทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ และอาจจะหกล้มได้
5.กระตุนให้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ มีคุณค่าสารอาหารสูง มีธาตุเหล็ก ได้แก่นม
ไข่แดง ตับ ผักใบเขียวเป็นต้น เพื่อเพิ่มธาตุเหล็กให้กับร่างกายเพื่อนำไปสร้างเม็ดเลือด
6.แนะนําผู้ป่วยและญาติให้สังเกตอาการผิดปกติที่เกิดจากภาวะโลหิตจาง ได้แก่อ่อนเพลียเหนื่อยง่าย ไม่มีแรง เวียนศีรษะ หายใจตื้น หอบ งวงซึม หัวใจเต้นเร็ว
ให้รีบปรึกษาแพทย์หรือพยาบาล เพื่อให้การพยาบาลได้ทันทีท่วงที
7.ติดตามผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ-ค่า RBC ,ค่า Hemoglobin,ค่า Hematocrit เพื่อประเมินภาวะโลหิตจางของผู้ป่วย
การประเมินผล
25-28 เมษายน 65
ผู้ป่วยมีอาการปลายมือปลายเท้าซีด เยื่อบุตาซีด
พฤติกรรมเสี่ยงของผู้ป่วยที่ทำให้เกิดโรค
คือ ผู้ป่วยมีประวัติการสูบบุหรี่มา 40 ปี
11 แบบแผนสุขภาพของกอร์ดอน
แบบแผนที่ 10 แบบแผนด้านการปรับตัว และความทนทานต่อความเครียด
ผู้ป่วยและญาติมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับการเจ็บป่วย
ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาลข้อที่ 8
.ผู้ป่วยมีความวิตกกังวลในการเจ็บป่วย
ข้อมูลสนับสนุน
O : สีหน้าผู้ป่วยมีความวิตกกังวล
มีอาการเหม่อลอยบางครั้ง
กิจกรรมทางการพยาบาล
1.ประเมินความวิตกกังวลของผู้ป่วย โดยการสังเกตสีหน้าของผู้ป่วยขณะพูดคุย
พูดคุยทักทายผู้ป่วยทุกครั้งที่เข้าไปให้การพยาบาล ด้วยท่าทีที่เป็นมิตร
2.อธิบายการดำเนินโรคและแผนการรักษาแต่ละวันให้กับผู้ป่วยได้เข้าใจ
เพื่อให้ผู้ป่วยมีความเข้าใจในโรคที่ผู้ป่วยเป็นและแผนการรักษา
3.เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยสอบถามเกี่ยวกับการรักษาหรือระบายความรู้สึกวิตกกังวล
และรับฟังด้วยความตั้งใจ เพื่อลดความกดดันทางอารมณ์ของผู้ป่วย
4.แนะนำให้ญาติมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาผู้ป่วย เช่นการช่วยเหลือกิจวัตรประจำวันบางส่วน
ที่ผู้ป่วยไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ เพื่อเป็นการสร้างสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัว
ทำให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกโดดเดี่ยวและมีกำลังใจในการรักษาตัวต่อไป
5.พูดคุยและให้กำลังใจผู้ป่วยโดยการใช้คำพูดที่สุภาพเพื่อให้ผู้ป่วยรู้สึกปลอดภัย
สบายใจ และมีกำลังใจมากขึ้น
6.แจ้งให้ผู้ป่วยทราบทุกครั้ง ทั้งก่อนและหลังการพยาบาล
เพื่อให้ผู้ป่วยและญาติรับรู้ในการให้การพยาบาล
การประเมินผล
25 เมษายน 2565
1.ผู้ป่วยมีสีหน้าวิตกกังวล มีอาการเหม่อลอย
2.พูดคุยน้อย
26 เมษายน 2565
1.ผู้ป่วยมีสีหน้าสดชื่นขึ้น
2.พูดคุยมากขึ้น
27 เมษายน 2565
1.ผู้ป่วยมีสีหน้าสดชื่น
2.พูดคุยมากขึ้น กับญาตินักศึกษาและผู้ป่วยเตียงข้างๆ
28 เมษายน 2565
1.ผู้ป่วยมีสีสดชื่น
2.พูดคุยมากขึ้นกับญาติและบุคคลรอบข้าง
ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาลข้อที่ 9
ญาติผู้ป่วยมีความวิตกกังวลในการเจ็บป่วยของผู้ป่วย
ข้อมูลสนับสนุน
S : ญาติผู้ป่วยบอกว่า
เป็นห่วงลูกชายที่อยู่บ้านคนเดียว
O : ญาติผู้ป่วยมีสีหน้าวิตกกังวล
กิจกรรมทางการพยาบาล
1.ประเมินความวิตกกังวลของญาติผู้ป่วย โดยการสังเกตสีหน้าของญาติผู้ป่วยขณะพูดคุย พูดคุยทักทายญาติผู้ป่วยทุกครั้งที่เข้าไปให้การพยาบาล ด้วยท่าทีที่เป็นมิตร
2.อธิบายการดำเนินโรคและแผนการรักษาแต่ละวันให้กับญาติผู้ป่วยได้เข้าใจ
เพื่อให้ญาติผู้ป่วยมีความเข้าใจในโรคที่ผู้ป่วยเป็นและแผนการรักษา
3.เปิดโอกาสให้ญาติผู้ป่วยสอบถามเกี่ยวกับการรักษาหรือระบายความรู้สึกวิตกกังวล
และรับฟังด้วยความตั้งใจ เพื่อลดความกดดันทางอารมณ์ของญาติผู้ป่วย
4.แนะนำให้ญาติมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาผู้ป่วย เช่นการช่วยเหลือกิจวัตรประจำวัน
บางส่วนที่ผู้ป่วยไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ เพื่อเป็นการสร้างสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัว ทำให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกโดดเดี่ยวและมีกำลังใจในการรักษาตัวต่อไป
5.พูดคุยและให้กำลังใจสอบถามความเป็นอยู่ขณะที่มาเฝ้าผู้ป่วยที่โรงพยาบาลกับญาติ
ผู้ป่วยโดยการใช้คำพูดที่สุภาพเพื่อให้ญาติผู้ป่วย รู้สึกสบายใจ และมีกำลังใจมากขึ้น
6.แนะนำให้ญาติโทรคุยกับลูกชายบ่อยๆ เพื่อคลายความกังวลที่ลูกชายต้องอยู่คนเดียว
การประเมินผล
25 เมษายน 2565
1.ญาติผู้ป่วยมีสีหน้ากังวลบอกว่าเป็นห่วงลูกชาย
2.ญาติพูดคุยน้อย ถามคำตอบคำ
26 เมษายน 2565
1.ญาติผู้ป่วยมีสีหน้าวิตกกังวลน้อยลง ยิ้มแย้มมากขึ้น
2.พูดคุยเยอะขึ้น
27 เมษายน 2565
1.ญาติผู้ป่วยมีสีหน้ายิ้มแย้ม
2.พูดคุยกับนักศึกษา กับผู้ป่วยและบุคคลรอบข้างมากขึ้น
28 เมษายน 65
1.ญาติผู้ป่วยมีสีหน้ายิ้มแย้ม
2.พูดคุยกับบุคคลรอบข้างด้วยท่าทีที่สบายใจขึ้น