Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
แบบแผนสุขภาพ (Functional health patterns), แบบแผนสุขภาพ (Functional…
แบบแผนสุขภาพ (Functional health patterns)
ความหมายของแบบแผนสุขภาพ
แบบแผน
พฤติกรรมของบคุคลที่ต่อเนื่องกันในช่วงเวลาหนึ่ง
แบบแผน
สุขภาพ
พฤติกรรมด้านสุขภาพของบคุคลซึ่งเกิดขึ้นในชว่งเวลา
หนึ่งและมีผลต่อสุขภาพ
กรอบแนวคิดแบบแผนสุขภาพ
พัฒนาโดยมาร์จอรีย์กอร์ดอน(Majory Gordon)
ศาสตราจารย์ทางการพยาบาลท่ีวิทยาลัยบอสตัน(Boston College of Nursing) ประเทศสหรฐัอเมริกา
แบบแผนสุขภาพใช้เป็นแนวคดิในการประเมินภาวะสุขภาพของบคุคลครอบครัวหรือชุมชนทั้งในภาวะปกติและภาวะเจ็บป่วย
ประเมินจากพฤติกรรมทั้งภายนอกและภายใน
ประเมินจากพฤติกรรมทั้งภายนอกและภายใน
มนุษยจ์ะมีภาวะสุขภาพที่ดีหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับความปกติ(function)
หรือผิดปกติ (dysfunction)
ของแบบแผนสุขภาพ
มี 11 แบบแผน
1.แบบแผนการรับรู้สุขภาพและการดูแลสุขภาพ
(Health Perception-Health Management Patterns)
2.แบบแผนด้านโภชนาการและการเผาผลาญอาหาร
(Nutritional-Metabolism Patterns)
3.แบบแผนการขับถ่ายของเสีย
(EliminationPatterns)
4.แบบแผนด้านการมีกิจกรรมและการออกกำลังกาย
(Activity-Exercise Patterns)
5.แบบแผนการนอนหลับพักผ่อน(Sleep-restPattern)
6.แบบแผนสติปัญญาและการรับรู้
(Cognitive-perceptualPattern)
7.แบบแผนการรับรู้ตนเองและอัตมโนทัศน์
(Selfperception–SelfconceptPattern)
8.แบบแผนบทบาทและสัมพันธภาพ
(Role-relationshipPattern)
9.แบบแผนเพศสัมพันธุ์และการเจริญพันธ์ุ
(Sexuality-reproductivePattern)
10.แบบแผนการเผชิญความเครียด
(Coping –stress tolerance Pattern)
11.แบบแผนค่านิยมและความเชื่อ(Value–beliefPattern)
องค์ประกอบของแบบแผนสุขภาพแต่ละแบบแผน
1.พฤติกรรมภายใน
คือพฤติกรรมที่ไม่สามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่าหรือใช้เครื่องมือทาง วิทยาศาสตร์ตรวจสอบได้โดยตรง
กระบวนการทำงานทางกายหรือทางชีวภาพในระบบต่างๆ เช่น ระบบหายใจ ระบบหัวใจ และหลอดเลือด
กระบวนการคิดความรู้ของบุคคลเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ
เจตคติซึ่งประกอบด้วยความรู้สึกความคิดเห็น
ค่านิยมของบุคคล
พฤติกรรมภายนอก
คือการกระทำที่แสดงออกมาให้สังเกตเห็นได้ รับรู้ได้ หรือใช้เครื่องมือตรวจสอบได้ เช่น
พฤติกรรมที่เป็นคำพูด
พฤติกรรมที่เป็นคำพูด
การตรวจโดยใช้เครื่องมือทางการแพท
การตรวจทางห้องปฏบัติการ
3.ปัจจัยส่งเสริมพฤติกรรมและอปุสรรค
พฤติกรรมภายนอกและพฤติกรรมภายในจะมี
ความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน
พฤติกรรมภายในเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมภายนอก
การรวบรวมข้อมูล
การประเมินทางการพยาบาลในผู้ป่วยโดยใช้กรอบแนวคิดแบบแผนสุขภาพของกอรด์อน(Gordon, 1994)เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลสามารถทำได้โดยการซักประวัติการสังเกตการ ตรวจร่างกายการตรวจทางห้องปฏิบัติการและการตรวจพิเศษ
วิธีการได้มาซึ่งข้อมูล
ข้อมูลอัตนัย(Subjectivedata)
คือการซักประวัติจากผู้รับบริการหรือญาติ(ในกรณที่
ผู้รับบริการไม่สามารถให้ข้อมูลได้หรือ
ให้ข้อมูลได้ไม่ครอบคลุม)
ข้อมูลปรนัย(Objectivedata)
ข้อมูลที่ได้จากการสังเกต/การตรวจร่างกายการตรวจทางห้องปฏิบัติการและการตรวจพิเศษ
แบบแผนสุขภาพ
(Functional health patterns)
แบบแผนการรับรู้ภาวะสุขภาพและการดูแลสุขภาพ
ตัวอย่างคำถาม
ทราบไหมว่าเป็นโรคอะไร ทราบวิธีดูแลตัวเองหรือไม่
ถ้าทราบดูแลตนเองอย่างไร
เคยใช้ยาหรือสารเสพติดอะไรเป็นประจำ
เคยสูบบุหรี่หรือไม่
เคยดื่มสุราหรือเครื่องดื่มมึนเมาเป็นประจำหรือไม่
รับรู้ผลกระทบของภาวะเจ็บป่วยต่อสุขภาพ
และคุณภาพชีวิตเป็นอย่างไร
เคยรักษาแบพื้นบ้านหรือไม่ เคยรักษาวิธีใดบ้าง
เมื่อเจ็บป่วย/บาดเจ็บ ผู้ป่วยปฏิบัติอย่างไร
ตัวอย่างข้อมูล
ตอนเด็กเป็นไข้เจ็บคอบ่อย
เคยมีอาการปวดข้อร่วมด้วยครั้งเดียว
เพื่อนบ้านเคยมารักษาที่นี่แล้วหาย
เมื่อเจ็บป่วยเล็กน้อยจะไปสถานีอนามัยและซื้อยากินเอง
2เดือนก่อนเคยมารับยากินยาแล้วดีขึ้น
ไม่ได้มาพบแพทย์ตามนัดเพราะแม่ติดเกี่ยวข้าว
ไม่อยากรู้ กลัวเป็นโรคที่รักษาไม่หาย
มาโรงพยาบาลเพราะมีอาการเหนื่อยหอบ
ไม่เคยมีใครบอกว่าเป็นโรคอะไร
ความรู้ในการดูแลสุขภาพของตนเอง
เป็นการรวบรวมข้อมูลเพื่อประเมินความคิด ความเข้าใจของบุคคลต่อภาวะสุขภาพ โดยทั่วไปของตนเองและของผู้ที่ตนรับผิดชอบ ว่าถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ และมีความ คาดหวังต่อภาวะสุขภาพหรือการรักษาอย่างไร
พฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพการป้องกันความเจ็บป่วยการดูแลรักษาและการฟื้นฟูสภาพร่างกาย
รวบรวมโดยการซักประวัติและการตรวจจร่างกาย
การซักประวัติ
การตรวจร่งกายประจำปี
ประวัติแพ้สารต่างๆ
เช่น การแพ้ยา อาหาร สารเคมี หรือสารอื่นๆ รวมทั้งอาการแพ้และการแก้ไขเมื่อเกิดอาการแพ้
การมีพฤติกรรมเสี่ยต่อการเกิดปัญหาสุขภาพ
เช่น การดื่มเหล้า การสูบบุหรี่ การติดสารเสพติด
การดูแลความสะอาดของร่างกายตนเอง
เช่น การอาบน้ำ การแปรงฟัน ขณะอยู่ที่บ้าน
การรับประทานยาเป็นประจำและเหตุผลที่รับประทานยา
การดูแลหรือความสนใจเอาใจใส่ของครอบครัวต่อสุขภาพของผู้ป่วย
การพามาพบแพทย์ตามนัด การดูแลเมื่อเจ็บป่วย
การได้รับภูมิคุ้มกัน
การตรวจร่างกาย
ลักษณะทั่วและความพิการ
เช่น ท่าทางการเดิน การลุกนั่ง การเคลื่อนไหวแขนขา
การพูดคุย การแสดงสีหน้า
ความสะอาดของร่างกาย เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย
ความร่วมมือในการรักษาพยาบาลของผู้ป่วยหรือครอบครัว
สังเกตการปฏิบัติตนขณะเจ็บป่วยของผู้ป่วย
หรือได้รับการดูแลจากครอบครัว
2.แบบแผนโภชนาการและการเผาผลาญสารอาหาร
ประเมินพฤติกรรมการรับประทานอาหารโดยพิจารณาความสอดคล้องกับอาหารที่ควรได้รับและน้ำหนักตัว
ปัจจัยต่างๆที่มีอิทธิพลต่อการได้รับสารอาหาร น้ำ เกลือแร่ ค้นหาสิ่งที่บ่งชี้ที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงของภาวะทุพโภชนาการ
เช่น ความอยากอาหารลดลง
ประเมินการทำงานของร่างกายที่เกี่ยวข้องกับภาวะโภชนาการ
ได้แก่ การเคี้ยว การกลืน การย่อย
การดูดซึม และการเผาผลาญ
การซักประวัติ
แบบแผนเกี่ยวกับบริโภคนิสัยและแบบแผนการดำเนินชีวิต (lifestyle)
อุปนิสัยในการรับประทานอาหารกินอาหารเป็นเวลาหรือไม่รับประทานเก่งหรือชอบกินจุบจิบหรือไม่
ชอบกินอาหารขณะนั่งดูโทรทัศน์ชอบนั่งนั่งนอนนอนโดยไม่ทำกิจกรรมต่างๆหรือไม่
ลักษณะอาหารหรือขนมที่ชอบอาหารที่รับประทานเป็นประจำอาหารที่ไม่รับประทานหรืออาหารแสลง
ชนิดเวลาและปริมาณการได้รับอาหารในแต่ละวัน
มีความรู้เกี่ยวกับอาหารและโภชนาการหรือไม่
ประวัติการเป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร
เช่น มีแผลหรือโรคภายในช่องปาก ฟันผุโรคกระเพาะอาหารหรือลำไส้อักเสบโรคตับ ตับอ่อน ถุงน้ำดี และโรคอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหาร
ปัญหาในการรับประทานอาหาร
เช่นรับประทานอาหารแล้วมีอาการแน่นท้อง ท้องอืด เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียนปัญหาเรื่องฟัน การเคี้ยว การกลืนอาหาร การย่อยและดูดซึมอาหารผิดปกติ
วิธีการแก้ไขเมื่อเกิดปัญหาในการรับประทานอาหาร
ประวัติการเพิ่มหรือลดของน้ำหนักตัวจากปกติ
ประวัติการเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับการเผาผลาญสารอาหารที่ผิดปกติทั้งของผู้ป่วยและครอบครัว
เช่นเบาหวานโรคที่เกี่ยวกับต่อมไธรอยด์ทำงานผิดปกติไขมันในเลือดสูงรวมทั้งประวัติการรักษาของโรคที่เป็น
การรับประทานยาที่เกี่ยวข้องกับการเผาผ่านสารอาหาร
เช่น ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด ยาฉีดอินซูลิน
ยาลดไขมันในเส้นเลือด ยารักษาโรคไทรอยด์ เป็นต้น
โรคหรือภาวะที่เสี่ยงต่อการเกิดภาวะขาดน้ำ ภาวะน้ำเกิน หรือมีปัญหาความไม่สมดุลของอิเล็กโทรไลต์
เช่น โรคเบาหวาน โรคไตวาย ตับวาย หัวใจวาย ไข้เลือดออกการออกกำลังกายในที่มีอากาศร้อน มีอาการอาเจียนมาก ท้องเสียมาก ไข้สูง เป็นต้น
โรคหรือภาวะที่เสี่ยงต่อการเกิดภาวะขาดน้ำ ภาวะน้ำเกิน หรือมีปัญหาความไม่สมดุลของอิเล็กโทรไลต์
ยาที่ได้รับซึ่งอาจมีผลต่อความสมดุลของน้ำและอิเล็กโทรไลต์ในร่างกาย
เช่น ยาขับปัสสาวะ Lasix จะทำให้มีการขับ Ca
ออกมากขึ้น เป็นต้น
การตรวจร่างกาย
สังเกตพฤติกรรมการรับประทานอาหารปริมาณและลักษณะอาหารที่รับประทาน
ตรวจดูท่าท่างว่ามีอาการอ่อนเพลีย กล้ามเนื้อแขนขาลีบหรือไม่ ลักษณะผม
เล็บ ขาดสารอาหารหรือไม่
เยื่อบุปากและแผลในช่องปาก คอ ฟันผุ เหงือกอักเสบ ทอนซินแดงโตหรือไม่
สังเกตอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการมีปัญหาการรับประทานอาหาร
เช่น อาการกลืนลำบาก อาการคลื่น อาเจียน ท้องอืด
อาหารไม่ย่อย ปวดท้อง เป็นต้น
ตรวจสภาพของผิวหนังและเยื่อบุว่าซีดหรือไม่ โดยสังเกตสีของผิวหนัง
ริมฝีปาก เยื่อบุตา (Conjunctiva) ตาขาว ฝ่ามือ ฝ่าเท้า
ตรวจลักษณะท้อง ตับ ม้าม ก้อนในท้อง
ฟังเสียงการเคลื่อนไหวของลำไส้ (Bowelsound)
ประเมินภาวะโภชนาการว่าอ้วน ท้วม ปกติ หรือผอมโดยประเมินจากน้ำหนักและส่วนสูงที่สมดุลย์กันหรือประเมินจาก
ดัชนีมวลกาย(BMI)
ค่าดัชนีมวลกาย น้ำหนัก(ก.ก)/ส่วนสูงเป็นเมตร2
การตรวจร่างกาย (น้ำและอิเล็กโทรไลต์)
ตรวจ ดูจำนวนและสีของน้ำปัสสาวะ
ตรวจริมฝีปาก เยื่อบุปาก และลิ้นว่ามีแตก แห้งหรือไม่
ผิวหนังตรวจดูความยืดหยุ่น (skinturgor) ความอุ่น ความชื้นของผิว
ประเมินอาการขาดน้ำ (Dehydration) จากการตรวจร่างกาย
มีไข้สูง อ่อนเพลีย ริมฝีปากและเยี่ยเบื่ปากแห้ง ตาโบ๋
ความตึงตัวของผิวหนังลดลงหรือหนังเหี่ยว (poorskinturgor)
กระหายน้ำ ลิ้นเป็นฝ้าหนา ปัสสาวะออกน้อย สีเหลืองเข้ม
ชีพจรเบาเร็ว
ตรวจดูอาการบวม (Edema)
การตรวจทางห้องปฏิบัติการและการตรวจพิเศษ เช่น
การตรวจเลือดเพื่อการตรวจเลือดเพื่อประเมินปัญหาเกี่ยวกับอาหารและโภชนาการความสมดุลของน้ำและเกลือแร่ต่างๆในร่างกาย
การตรวจอัลตรซาวด์ช่องท้อง (Ultrasound)
ประเมินความผิดปกติของอวัยวะภายในช่องท้องและทางเดินอาหาร
ตัวอย่างคำถาม
ปกติอาหารที่รับประทานคืออะไร(มื้อเช้า กลางวัน เย็น)
น้ำดื่มเป็นประจำมีอะไรบ้างปริมาณเท่าใด
ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาหรือน้ำหนักตัวเปลี่ยนแปลง(เพิ่ม-ลด)ไหม
มีเบื่ออาหารไหม
มีปัญหาการกลืนตอนเช้าหรือถือจำกัดอาหารไหม
การเป็นแผลหายช้าหรือปกติ
มีผิวแห้งมีรอยโรคบ้างไหม
มีปัญหาปาก เหงือกอักเสบ ฟันปลอม ฟันผุไหม
ตัวอย่างข้อมูล
ชอบกินข้าวเหนียววันละ3มื้อชอบกินอาหารรสจัดโดยเฉพาะส้มตำ
ดื่มน้ำประมาณวันละ6-8แก้วต่อวัน
น้ำหนักช่างเมื่อ3เดือนที่แล้ว 48 กิโล
2เดือนมานี้กินได้มื้อละ5-6คำเนื่องจากเบื่ออาหารแน่นท้อง
ปกติชอบดื่มกาแฟวันละ1แก้ว
ค่าดัชนีมวลกาย 20kg/m2
ท่าทางอ่อนเพลียซีด
อุณหภูมิร่างกาย 38 องศาเซลเซียส
3.แผนการขับถ่าย (Elimination)
เป็นการรวบรวมข้อมูลเพื่อประเมินกระบวนการขับถ่ายลักษณะ ปริมาณ จำนวนครั้งของของเสียทุกประเภทที่ออกจากร่างกายทางอุจจาระ ปัสสาวะ น้ำและอีเล็กโตไลท์ ปัจจัยส่งเสริม ปัจจัยเสี่ยงและอุปสรรคต่อการขับถ่าย ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงกระบวนการขับถ่ายอันเนื่องมาจากความเจ็บป่วยและการปรับตัวเพื่อแก้ไขปัญหา
การซักประวัติ
แบบแผนการขับถ่ายปัสสาวะ
เช่นปัสสาวะวันละกี่ครั้ง จำนวนมากน้อยเท่าใด ชอบการปัสสาวะหรือไม่ปัสสาวะตอนกลางคืนหรือไม่ จำนวนกี่ครั้ง
ปัญหาการขับถ่ายปัสสาวะและวิธีแก้
เช่น ปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะลำบาก
กระปริดกระปรอย ปัสสาวะน้อย ปัสสาวะมาก
กลั้นปัสสาวะไม่ได้ มีเลือดออก มีกลิ่นเหม็น มีหนองปน
ปัจจัยส่งเสริมและปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อแบบแผนการขับถ่ายปัสสาวะ
เช่น ความสะดวกหรือลำบากในการไปห้องน้ำ ห้องน้ำสะอาดหรือสกปรก
อุปกรณ์ในการช่วยเหลือการขับถ่ายปัสสาวะต่างๆ
ประวัติการเจ็บป่วยด้วยโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินปัสสาวะหรือไต
เช่น ประวัติการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะบ่อยๆ ภาวะเสียเลือดหรือภาวะขาดน้ำมาก
หรือการมีนิ่วอุดตันทางเดินปัสสาวะ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวานซึ่งนำไปสู่
ไตวายเรื้อรังได้
ประวัติการใช้ยาต่างๆ
เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาลดความดันโลหิต ซึ่งมีผลต่อการทำงานของไต
ซักประวัติเกี่ยวกับแบบแผนการขับถ่ายอุจจาระ
ได้แก่ ความถี่ เวลาของการขับถ่ายอุจจาระลักษณะการขับถ่าย
เช่น ชอบเบ่งถ่ายอุจจาระ ชอบนั่งส้วมเป็นเวลานานๆ
ต้องใช้ยาระบายหรือสวนอุจจาระบ่อยครั้ง
ปัญหาในการขับถ่ายอุจจาระและวิธีการแก้ไข
ได้แก่ มีปัญหาท้องผูกแก้ไขโดยการรับประทานยาระบายเป็นประจำ
ท้องเสีย ควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ อาการเจ็บปวด อุจจาระมีเลือดปน
หรือถ่ายดำ หรืออุจจาระมีพยาธิ
ปัจจัยส่งเสริมและปัจจัยที่เป็นอุปสรรค์ต่อแบบแผนการขับถ่ายอุจจาระ
เช่น อุจจาระตามสถานที่อื่นๆ ไม่ได้นอกจากบ้านของตนเอง
มีริดสีดวงทวารหนัก หรือมีแผลบริเวณทวารหนักทำให้ไม่กล้าเบ่งถ่ายอุจจาระ เป็นต้น
การตรวจร่างกาย
สังเกตสี ปริมาณ ลักษณะปัสสาวะที่ขับออกมาจากผู้ป่วย
และปัญหาการขับถ่ายปัสสาวะว่ามีความผิดปกติหรือไม่ สอดคล้องกับการซักประวัติไหม
สังเกตการมีกระเพาะปัสสาวะเต็ม(FullBladder)
ตรวจร่างกายทั่วไปท่ีเกี่ยวข้องกับปัญหาของระบบทางเดินปัสสาวะ
เช่นถ้าเป็นนิ่วทางเดินปัสสาวะ อาจจะมีอาการปวดเอวด้านหลังถ้ามีการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะอาจมีการขับถ่ายปัสสาวะ ผิดปกติมีไข้หนาวสั่นเป็นต้น
ตรวจดูลักษณะท้อง ตรวจการเคลื่อนไหวของลำไส้ (Bowel sound) ตรวจทวารหนักเพื่อดูแผล ตรวจปริมาณลักษณะของอุจจาระว่ามีลักษณะผดิปกติหรือไม่
การตรวจทางห้องปฏิบัติการและการตรวจพิเศษ
ตรวจปัสสาวะเพื่อประเมินความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะ
ตรวจเลือดเพื่อดูระดับของยูเรียไนโตรเจนและครีเอตินินในเลือดบ่งบอก
การทำงานของไต
เอกซเรย์Ultrasoundดูความผิดปกติของไตท่อไตและการอุดตันทางเดินปัสสาวะ
การตรวจอุจจาระเพื่อประเมินว่าอุจจาระมีเม็ดเลือดแดงเม็ดเลือดขาวพยาธิหรือมีเลือดปนในอุจจาระหรือไม่
การสองกล้องเข้าทางทวารหนักเพื่อตรวจหาความผิดปกติของลำไส้ใหญ่หรือเพื่อการถ่ายภาพรังสีทางทวารหนัก
ตัวอย่างคำถาม
ถ่ายอุจจาระบ่อยแค่ไหนวันละกี่ครั้งหรือสัปดาห์ละกี่ครั้ง
ลักษณะของอุจจาระปกติเป็นก้อนหรือเป็นน้ำลักษณะสีเป็นอย่างไร
มีปัญหาในการขับถ่าย
เช่น ท้องผูก ปวดท้อง กลั้นอุจจาระไม่ได้
ถ่ายปัสสาวะกี่ครั้งในตอนกลางวันกลางคืนกี่ครั้ง
ถ้ามีปัญหาการขับถ่ายแก้ไขยังไง
ลักษณะสีกลิ่นปริมาณมีการเปลี่ยนแปลง
มีปัญหาการกลั้นไม่ได้ไหมปัสสาวะลำบากกะปริกับปรอยไหมจัดการอย่างไร
เหงื่อออกมากตอนไหน
ตัวอย่างข้อมูล
ปกติถ่ายอุจจาระทุกเช้าไม่เคยมีปัญหาท้องผูก
ถ่ายอุจจาระ2-3วันต่อครั้งอุจจาระเป็นก้อนแข็งต้องออกแรงเบ่ง
มีอาการแน่นอึดอัดท้องเล็กน้อย
ปกติปัสสาวะ4ครั้งต่อวันไม่มีแสบขัด
ขณะที่ป่วยใส่สายสวนปัสสาวะค้างไว้
ปัสสาวะออก800 C.C สีเหลืองใส
4.แบบแผนกิจกรรมและการออกกำลังกาย (Activity and Exercise)
การซักประวัติ
กิจกรรมในงานอาชีพหนักเบาอย่างไร
เช่น อาชีพครู ค้าขาย ชาวนา จะมีกิจกรรมแตกต่างกัน
การออกกำลังกายชนิดของการออกกำลังกายระยะเวลาในการออกกำลังกายสัปดาห์ละกี่ครั้งแต่ละครั้งใช้เวลานานเท่าไหร่
ความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันว่าสามารถทำอะไรได้บ้าง
ประวัติเกี่ยวกับนันทนาการงานอดิเรกหรือการใช้เวลาว่าง
ประวัติการเป็นโรคที่เป็นอุปสรรคต่อการปฎิบัติกิจวัตรประจำวัน
เช่น โรคอัลไซเมอร์โรคพาร์กินสัน โรคหัวใจ ภาวะโลหิตจาง เป็นต้น
ปัจจัยที่ทำให้ความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันเปลี่ยนแปลง
เช่น เป็นผู้สูงอายุ ลักษณะที่อยู่อาศัยหรือห้องน้ำไม่เหมาะสม
ปัจจัยเสริมที่ทำให้มีความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ
เช่นมีผู้ดูแลใกล้ชิด มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน เป็นต้น
การได้รับการได้รับบาดเจ็บหรือเกิดอุบัติเหตุต่อกระดูก ข้อ และกล้ามเนื้อ
เช่น การหกล้ม ถูกรถชน การบาดเจ็บจากการทำงานหรือการเล่นกีฬา
การเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับกระดูก ข้อ กล้ามเนื้อ
เช่น กระดูกพรุน ข้อเสื่อม
ความเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ
เช่น ประวัติการเป็นโรคหอบหืด ถุงลมโป่งพอง ประวัติการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ
การมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาระบบทางเดินหายใจ
เช่น การสูบบุหรี่ การแพ้อากาศ การแพ้ฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ การแพ้ยาอาหาร
หรือสารเคมี
การได้รับบาดเจ็บที่ทำให้เกิดปัญหาระบบทางเดินหายใจ
เช่น ซี่โครงหักบาดเจ็บบริเวณทรวงอก เป็นต้น
การใช้ยาต่างๆที่มีผลต่อการหายใจ
เช่น ยาขยายหลอดลม ยานอนหลับ
ประวัติการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด
เช่น กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และโรคอื่นๆ ที่มีผลต่อการทำงานของหัวใจและหลอดเลือด
ประวัติการมีปัจจัยเสี่ยงต่อการมีปัญหาระบบหัวใจและการไหลเวียนโลหิต
เช่นการดื่มสุรา การสูบบุหรี่ การรับประทานอาหารไขมันสูง การขาดการออกกำลังกายภาวะอ้วน ภาวะเครียด วิธีการดำเนินชีวิตที่ไม่ค่อยได้ออกแรง
ประวัติการใช้ยาที่มีผลต่อการทำงานของหัวใจและการไหลเวียนโลหิตและการการเกิด และการเกิดฤทธิ์ข้างเคียงของยา
เช่น ยาขยายหลอดเลือด ยากระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ
ยาลดความดันโลหิต ยาละลายลิ่มเลือด
ประวัติการเกิดอาการผิดปกติต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของหัวใจและการไหลเวียนโลหิต
เช่น อาการเจ็บหน้าอก อาการหอบเหนื่อย แขนขาอ่อนแรง
ประวัติการเจ็บป่วยในครอบครัวด้วยโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน
โรคหลอดเลือดและหัวใจ ไขมันในเลือดสูง
การตรวจทางห้องปฏิบัติการและการตรวจพิเศษ
การตรวจเลือดและตรวจเอกซเรย์ปอด เพื่อประเมินภาวะผิดปกติที่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ หรือไม่
กราตรวจร่างกาย
สังเกตความสามารถในการทำกิจกรรมต่างๆ
ประเมินความสามรถในการเคลื่อนไหวของแขนขา
(Range of motion : ROM)
ตรวจร่างกายระบบต่างๆ เพื่อประเมินอาการของความดันโลหิตสูง
เช่น ปวดศรีษะ ตาพร่ามัว แขนขาอ่อนแรง
ตรวจอาการขาดออกซิเจน
เช่น สังเกตผิวหน้ง ริมฝีปาก เล็บมือ เล็บเท้า ว่ามีอาการเขียวคล้ำหรือไม่
(Cyanosis) ฟังปอดเพื่อประเมินเสียงหายใจว่ามีความผิดปกติหรือไม่
ตัวอย่างคำถาม
ในแต่ละวัน ท่านทำอะไรบ้าง กิจวัตรประจำวัน
ปั๗หาในการกิจกรรมนั้นๆหรือไม่
แต่ละกิจกรรมที่ทำใช้เวลานานเท่าใด
ประกอบอาชีพอะไร งานอดิเรก การใช้เวลาว่าง การออกกำลังกาย
มีปัญหาขณะทำกิจกรรมนั้นๆ หรือไม่
มีโรคประจำตัวที่ขัดขวางการทำกิจกรรมไหม
ตัวอย่างข้อมูล
ปกติออกกำลังกายโดยการดลเดินรอบหมู่บ้าน วันละ1 ชั่วดมง
เวลาว่างจากการทำงานบ้านชอบอ่านหนังสือ
ผู้ป่วยให้ประวัติว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง
เวลาเดินทรงตัวไม่ดี เนื่องจากขาข้างขวาบวม
5.แบบแผนการพักผ่อนนอนหลับ (Sleep and Rest)
เป็นแบบแผนเกี่ยวกับการนอนหลับพักผ่อนปัญหาเกี่ยวกับการนอนปัจจัยส่งเสริมปัจจัยเสี่ยงและอุปสรรคต่อแบบแผนการนอนกิจกรรมที่บุคคลปฏิบัติเพื่อให้ผ่อนคลายรวมทั้งการเปลี่ยนแปลงของแบบแผนอันเนื่องมาจากความเจ็บป่วย
การซักประวัติ
พฤติกรรมการนอน ประวัติเกี่ยวกับอุปนิสัยการนอน
เป็นคนนอนดึกหรือนอนแต่หัวค่ำ ชอบหลับเวลากลางวันตื่นเวลากลางคืนระยะเวลาที่นอนหลับ นอนวันละกี่ชั่วโมง กลางวันกี่ชั่วโมง
พฤติกรรมหรือสิ่งที่ช่วยทำให้นอนหลับได้ง่าย
ก่อนอนต้องฟังเพลง ฟังธรรมมะ ดื่มนมหรือเครื่องดื่มอื่นๆ
บรรยากาศเงียบสงบและไม่มีแสงไฟ
ปัญหาเกี่ยวกับการนอน
นอนมากไป นอนน้อยไป เป็นคนนอนยาก
ตื่นเร็ว รวมทั้งสาเหตุของปัญหาและแนวทางแก้ไข
พฤติกรรมการผ่อนคลาย ชนิดและความถี่ของกิจกรรมที่ทำเพื่อให้ผ่อนคลาย
การอ่านหนังสือ ฟังเพลง เล่นกีฬา
มีการใช้ยานอนหลับหรือไม่ ถ้ามีใช้ยาอะไร ตั้งแต่เมื่อไร ความถี่ในการใช้ยา
การตรวจร่างกาย
สังเกตหน้าตาว่านอนหลับพักผ่อนเพียงพอหรือไม่
ความสดชื่น แจ่มใส ซึม อ่อนเพลีย
หาวนอนบ่อย
ใต้ตาเป็นรอยเขียวคล้ำ
นอนหลับเวลากลางวันตื่นเวลากลางคืน
ตัวอย่างคำถาม
นอนวันละกี่ชั่วโมง นอนกลางวันไหม
หลับสนิท หรือหลับๆตื่นๆ
เมื่อตื่นนอนรู้สึกอย่างไร
เช่น สดชื่น ง่วง ไม่กระปรี้กระเปร่า
มีปัญหาการนอนไม่หลับไหม จัดการอย่างไร
ตัวอย่างข้อมูล
ปกติเข้านอนตั้งแต่เวลา 22.00-06.00 น. หลับสนิททั้งคืน
ไม่เคยนอนกลางวัน
ขณะเจ็บป่วยนอนกลางคืน วันละ4 ชั่วโมง ต้องตื่นนอนบ่อย
เพราะผู้ป่วยข้างเตียงร้องเสียงดัง
ผู้ป่วยมีท่าทางอ่อนเพลีย หน้าตาไม่สดชื่น หาวบ่อย