Case Conference : Severe Pre-eclampsia
หญิงตั้งครรภ์ อายุ 20 ปี G3P0A2 อายุครรภ์ 35 สัปดาห์ by date
ข้อวินิจทางการพยาบาลข้อที่ 5 ทารกในครรภ์มีโอกาสเกิดภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิด (birth asphyxia) เนื่องจากมารดามีภาวะ severe preeclampsia
อาการสำคัญ
มาตรวจตามนัด ANC
ข้อวินิจทางการพยาบาลข้อที่ 1 หญิงตั้งครรภ์เสี่ยงต่อการเกิดภาวะชัก เนื่องจากมีภาวะความดันโลหิตสูง
ข้อมูลสนับสนุน :
Objective data (O.D.) :
- มีประวัติตั้งครรภ์ที่ 3 อายุครรภ์ 35 สัปดาห์
Subjective data (S.D.) : - ตรวจพบ urine alb อยู่ระดับ 1+
- ความดันโลหิตสูง 150-137/91-88 mmHg.
วัตถุประสงค์ : เพื่อป้องกันอันตราย หรือภาวะแทรกซ้อนต่อมารดา และทารกในครรภ์จากภาวะชัก และหญิงตั้งครรภ์ไม่เกิดภาวะชัก
เกณฑ์การประเมินผล :
- ไม่มีอาการนำของการชัก ไม่มีอาการปวดศีรษะ ตาพร่ามัว หรือจุกแน่นลิ้นปี่
- ความดันโลหิตอยู่ในเกณฑ์ปกติ คือ SBP อยู่ในช่วงระหว่าง 90-140 mmHg. และ DBP 60-90 mmHg.
- ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการอยู่ในเกณฑ์ปกติ คือ โปรตีนในปัสสาวะ negative
- ได้รับยาป้องกันภาวะชักตามแผนการรักษา
กิจกรรมการพยาบาล :
- บันทึกสัญญาณชีพ โดยเฉพาะความดันโลหิต เพื่อประเมินสภาพมารดาทุก 15-30 นาที ถ้า SBP ≥ 160 mmHg. และ DBP ≥ 110 mmHg. ให้รีบทำการรายงานแพทย์
- ดูแลให้ผู้คลอดนอนพักในท่านอนตะแคงซ้าย เพื่อลดการกดทับที่บริเวณเส้นเลือด ทำให้เลือดสามารถไหลเวียนเพิ่มขึ้นที่มดลูก และรก
- สังเกต และประเมิน sign ที่สามารถนำสู่การชักอย่างต่อเนื่อง ถ้าตรวจพบอาการอย่างใดอย่างหนึ่งให้รีบรายงานแพทย์ ได้แก่ ตาพร่ามัว มีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง เจ็บ ปวด แน่นชายโครงขวา และจุกแน่นลิ้นปี่
- ดูแลให้ได้รับยา 50% MgSO4 20 gm. + 5% DW 460 ml. IV ตามแผนการรักษา ผ่านเครื่อง infusion pump
- เตรียมพร้อมในการช่วยเหลือภาวะยา MgSo4 ออกฤทธิ์เกินขนาด และเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมใช้เมื่อเกิดการชัก ได้แก่ ยา antidote คือ 10% calcium gluconate เครื่องดูดเสมหะ ไม้กดลิ้น
- ตรวจวัดความดันโลหิตทุก 15 นาที ระหว่างการได้รับยาป้องกันอาการชัก
- จัดสิ่งแวดล้อมให้ปลอดภัย เงียบสงบ เอื้อต่อการพักผ่อน ได้แก่ ยกไม้กั้นเตียงขึ้นทุกครั้งหลังทำหัตถการ ใช้หมอนวางรอบเตียงป้องกันอุบัติเหตุ ดูแลให้บรรยากาศเงียบไม่มีเสียงรบกวน วางแผนการพยาบาลอย่างมีระบบ ให้การพยาบาลเท่าที่จำเป็น และทำให้เสร็จทีเดียว เพื่อลดการเข้าไปรบกวนมารดาในการทำหัตถการบ่อยๆ ครั้ง
- เฝ้าระวังอาการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด และต่อเนื่องตลอดเวลา พร้อมทั้งรายงานแพทย์หากพบความผิดปกติ
ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาลข้อที่ 2 หญิงตั้งครรภ์เสี่ยงต่อการเกิดภาวะ HELLP Syndrome เนื่องจากมีภาวะครรภ์เป็นพิษ (severe preeclampsia)
ข้อมูลสนับสนุน :
Objective data (O.D.) :
- มีประวัติตั้งครรภ์ที่ 3 อายุครรภ์ 35 สัปดาห์
Subjective data (S.D.) : - ความดันโลหิตสูง 150-137/91-88 mmHg.
- ปัสสาวะมีสีเข้ม
- ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ วันที่ 01/94/65 พบความผิดปกติ คือ
- urine alb ได้ 1+
- lab PIH ได้แก่ UPCR ได้ 0.27 AST 197, Cr 0.53, ALT 212
วัตถุประสงค์ : เพื่อให้หญิงตั้งครรภ์ ไม่เกิดภาวะ HELLP Syndrome และบรรเทาการเกิดภาวะ severe pre-eclampsia
เกณฑ์การประเมินผล :
- สัญญาณชีพอยู่ในเกณฑ์ปกติ ได้แก่ อุณหภูมิร่างกาย อยู่ในช่วง 36.5-37.4 องศาเซลเซียส อัตราการหายใจอยู่ในช่วง 18-24 ครั้ง/นาที อัตราการเต้นของชีพจรอยู่ในช่วง 60-90 ครั้ง/นาที ความดันโลหิตอยู่ในช่วง 90/69-130/90 mmHg.
- ระดับความรู้สึกตัว และความตื่นตัวทางระบบประสาท (Deep Tendon Reflex) ของหญิงตั้งครรภ์ ปกติ
- ไม่มีอาการ และอาการแสดงของภาวะที่ผิดปกติ เช่น ไม่มีเลือดออกตามไรฟัน ปัสสาวะมีสีปกติ
- ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการอยู่ในเกณฑ์ปกติ ได้แก่ Liver Function Test เช่น BUN, Creatinine, AST, ALT, LDH
กิจกรรมการพยาบาล :
- สังเกต sign ของ severe preeclampsia ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ ตาพร่ามัว จุกแน่นลิ้นปี่
- บันทึกสัญญาณชีพ โดยเฉพาะความดันโลหิต เพื่อประเมินสภาพมารดาทุก 15-30 นาที ถ้า SBP ≥ 160 mmHg. และ DBP ≥ 110 mmHg. ให้รีบทำการรายงานแพทย์
- บันทึก และสังเกตปริมาณของปัสสาวะ ทุก 1 ชั่วโมง ถ้า < 25 ml/hr. ให้รีบทำการรายงานแพทย์
- สังเกตอาการ เปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ระดับความรู้สึกตัว อาการ hyperreflexia อาการเลือดออกตามไรฟัน หรือจุดต่างๆ ของร่างกาย ปัสสาวะสีโค้ก
- สังเกตภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด (Abruptio placentae) โดย ประเมิน uterine contraction ฟัง Fetal heart sound ของทารก และ ประเมิน sign การลอกตัวก่อนกำหนดของรก เช้น มีเลือดออกทางช่องคลอด
- ติดตามผลตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อประเมินความรุนแรงของโรค และความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะ HELLP Syndrome เช่น RBC , platelet เพื่อดู เม็ดเลือดแดงแตกง่าย ทำให้เกิดภาวะซีด ระดับเอนไซม์ในตับในเลือดเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ตัวเหลือง และเลือดออกง่ายจากภาวะเกร็ดเลือดต่ำ
การประเมินผล :
- สัญญาณชีพหลังทารกคลอด ได้แก่ BP 129-109/95-60 mmHg. BT 36.5-38.5 PR 90-128 ครั้ง/นาที RR 18 ครั้ง/นาที
- Deep Tendon Reflex ปกติ
- ไม่มีเลือดออกตามไรฟัน ปัสสาวะมีสีจางลง
- ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ วันที่ 02/04/65 พบ AST 307, ALT 273 และ Creatinine 0.55 วันที่ 03/04/65 พบ AST 196, ALT 239 และ Creatinine 0.54
การประเมินผล :
- หญิงตั้งครรภ์ไม่มีอาการปวดศีรษะ จุกแน่นลิ้นปี่ ไม่มีตาพร่ามัว ไม่เกิดภาวะชัก
- ความดันโลหิต 137/90 mmHg.
- ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ ไม่ได้ติดตามต่อ
- หญิงตั้งครรภ์ได้รับยาป้องกันการชักตามแผนการรักษา
ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาลข้อที่ 3 หญิงตั้งครรภ์มีโอกาสเกิดภาวะ Hypermagnesemia และอาการไม่พึงประสงค์จากการได้รับยา MgSO4 (MgSO4 toxicity)
ข้อมูลสนับสนุน :
Objective data (O.D.) :
- หญิงตั้งครรภ์ที่ 3 อายุครรภ์ 35 สัปดาห์
Subjective data (S.D.) : - ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น severe preeclampsia และได้รับยา MgSO4 เพื่อป้องกันการชัก
วัตถุประสงค์ : เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน อาการที่ไม่ถึงประสงค์ จากการได้รับยา MgSO4 (MgSO4 toxicity) และบรรเทาความไม่สุขสบายจากการได้รับยา
เกณฑ์การประเมินผล :
- สัญญาณชีพอยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยเฉพาะ อัตราการการหายใจ ไม่น้อยกว่า 16 ครั้ง/นาที
- ปัสสาวะออกไม่น้อยกว่า 30 ml/hr.
- Deep Tendon Reflex absent
- Magnesium level อยู่ในเกณฑ์ปกติ คือ อยู่ระหว่าง 4.8-8.4 mg/dl
กิจกรรมการพยาบาล :
- อธิบายให้ผู้คลอด และญาติเข้าใจถึงเหตุผล และขั้นตอนการให้ยา รวมทั้งผลข้างเคียงที่อาจเกิดได้จากยา เช่น อาการร้อนบริเวณที่ฉีด ร้อนวูบวาบทั่วตัว รวมทั้งอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนขณะได้รับยา
- จัดท่าให้ผู้คลอดนอนตะแคงซ้าย
- ดูแลความสุขสบายของผู้คลอด เช่น เช็ดตัว ประคบด้วยผ้าเย็น เพื่อบรรเทาอาการร้อนวูบวาบ
- Maintain electronic fetal monitoring ทุก 2-4 ชั่วโมง เพื่อประเมิน fetal distress
- ควบคุมให้ได้รับปริมาณยาให้ 50% MgSO4 10 g. ผสมใน 5% D/W 1,000 ml. ให้หยดเข้าหลอดเลือดดำ ควบคุมการหยดโดยใช้ Infusion pump ในอัตรา 100 ml/hr เพื่อให้ได้ปริมาณยาตามแผนการรักษา และเนื่องจากเป็นยาในกลุ่ม High Alert Drug
- ปฏิบัติตามแนวทางเพื่อป้องกันอาการไม่พึงประสงค์จากยา ดังนี้
- ทำการวัด และประเมินสัญญาณชีพทุก 15 นาที 2 ครั้ง 30 นาที 2 ครั้ง และทุก 1 ชั่วโมง และก่อนให้ยา dose ต่อไป
- ประเมินอัตราการหายใจทุก 1 ชั่วโมง ถ้าอัตราการหายใจน้อยกว่า 16 ครั้ง/นาที ต้องหยุดให้ยา และทำการรายงานแพทย์
- ใส่สายสวนปัสสาวะคาไว้ และทำการบันทึกปริมาณปัสสาวะทุก 1 ชั่วโมง ถ้าปัสสาวะออกน้อยกว่า 30 mm. หรือภายใน 3 ชั่วโมง ออกน้อยกว่า 100 mm. ให้ทำการรายงานแพทย์
- ประเมินปฏิกิริยาตอบสนองเฉียบพลัน (deep tendon reflex) ทุก 1 ชั่วโมง ถ้าน้อยกว่า 1+ ต้องรายงานแพทย์ทันที หรือเท่ากับ 0 ต้องหยุดยาทันที
- จัดเตรียมยา antidote ได้แก่ 10% Calcium Gluconate 10 ml.
- Monitor magnesium level ทุก 4 ชั่วโมง ให้อยู่ในช่วง 4.8-8.4 mg/dl
- เตรียมอุปกรณ์ฉุกเฉิน ให้พร้อมใช้ เพื่อช่วยฟื้นคืนชีพ
การประเมินผล :
- หลังได้รับยา MgSO4 30 นาที อัตราการหายใจ 18 ครั้ง/นาที หลังได้รับยา 1 ชั่วโมง อัตราการหายใจ 18 ครั้ง/นาที
- หลังได้รับยา 1 ชั่วโมง มีปัสสาวะออก 25 mm/hr.
- หลังได้รับยา MgSO4 ไม่ได้ประเมิน DTR
- Magnesium level วันที่ 02/04/65 ได้ 5.1
ข้อวินิจทางการพยาบาลข้อที่ 4 หญิงตั้งครรภ์เสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด เนื่องจากภาวะ severe preeclampsia
ข้อมูลสนับสนุน :
Objective data (O.D.) :
- หญิงตั้งครรภ์ อายุ 20 ปี (teenage pregnancy)
- หญิงตั้งครรภ์ที่ 3 อายุครรภ์ 35 สัปดาห์
Subjective data (S.D.) : - หญิงตั้งครรภ์มีความดันโลหิตสูง 150-137/91-88 mmHg.
- ผลตรวจทางช่องคลอด PV ปากมดลูกเปิด 2 cm. Effacement 50% Station -1 MI
- ผลตรวจการหดรัดตัวของมดลูก I = >10’, D และ Int = No contraction
วัตถุประสงค์ : เพื่อเฝ้าระวังทารกในครรภ์
เกณฑ์การประเมินผล :
- FHS อยู่ในเกณฑ์ปกติ คือ อยู่ระหว่าง 110-160 ครั้ง/นาที
- การหดรัดตัวของมดลูกสม่ำเสมอ คือ ความถี่ในการหดรัดตัวของมดลูกประมาณ 2-5 ครั้ง ใน 10 นาที ความนาน 60-90 วินาที
- การตรวจทางช่องคลอด พบการเปิดของปากมดลูกอยู่ในเกณฑ์ปกติ คือ ระยะปากมดลูกเปิด ครรภ์หลังใช้เวลาประมาณ 7-9 ชั่วโมง ระยะเบ่งคลอด ครรภ์หลังใช้เวลาประมาณ 30 นาที
กิจกรรมทางการพยาบาล :
- เตรียมทำการรายงานกุมารแพทย์ และเตรียมเครื่องมือ เครื่องช่วยชีวิต และเตรียมทีมชำนาญการดูแลทารกแรกคลอดก่อนกำหนดให้พร้อม
- ให้ข้อมูลผู้คลอด และญาติ ทราบถึงสาเหตุของการคลอดก่อนกำหนด ความจำเป็นต้องยุติการตั้งครรภ์ และสภาพทารกในครรภ์
- ดูแลให้ผู้คลอดนอนพักบนเตียง ห้ามลุกจากเตียง หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ไม่จำเป็น และดูแลให้การช่วยเหลือตามกิจวัตร ที่ผู้คลอดต้องการ
- ทำการประเมินอัตราการเต้นของหัวใจทารกในครรภ์ทุก 1 ชั่วโมง และ On EFM เป็นระยะ
- ทำการประเมิน uterine contraction อย่างสม่ำเสมอ
- ดูแลให้ได้รับ Dexamethasone 6 mg. 1 dose ตามแผนการรักษาของแพทย์ พร้อมทั้งสังเกตอาการแทรกซ้อนจากการได้รับยา
การประเมินผล :
- FHS สม่ำเสมอ อยู่ในเกณฑ์ปกติ คือ 135-150 ครั้ง/นาที
- ผลการหดรัดตัวของมดลูกไม่สม่ำเสมอ
- ผลการตรวจทางช่องคลอดเท่าเดิม คือ PV ปากมดลูกเปิด 2 cm. Effacement 50% Station -1 MI
ข้อมูลสนับสนุน :
Objective data (O.D.) :
- หญิงตั้งครรภ์ที่ 3 อายุครรภ์ 35 สัปดาห์
Subjective data (S.D.) : - ได้รับการวินิจฉัยเป็น severe preeclampsia ทำให้การไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงรกได้น้อยลง
- ผู้คลอดได้รับยา MgSO4 ก่อนคลอด
วัตถุประสงค์ : เพื่อให้ทารกแรกคลอดไม่เกิดภาวะขาดออกซิเจน
เกณฑ์การประเมินผล :
- ผลการประเมินผลการประเมินสุขภาพของทารกในครรภ์ด้วยเครื่องติดตามการเต้นของหัวใจ และการหดรัดตัวของมดลูก (Electronic Fetal Monitoring: EFM) ปกติ
- ทารกแรกเกิดมีคะแนน APGAR Score ที่ 1 นาทีมากกว่า 7 คะแนน
กิจกรรมการพยาบาล :
- จัดให้นอนในท่าตะแคงซ้าย เพื่อลดการกดทับที่บริเวณเส้นเลือด inferior venacava ทำให้เลือดสามารถไหลเวียนเพิ่มขึ้นที่มดลูก และรก
- ดูแลให้ออกซิเจนผ่านทาง Nasal cannula 5 LPM เพื่อให้ทารกได้รับออกซิเจนเพิ่มขึ้น
- บันทึกเสียงหัวใจทารก ทุก 15 นาที เพื่อประเมินสภาพทารกในครรภ์ ถ้ามากกว่า 160 ครั้ง/นาที หรือน้อยกว่า 120 ครั้ง/นาที หรืออัตราการเต้นไม่สม่ำเสมอ รายงานสูติแพทย์ให้ทราบ
- เตรียมอุปกรณ์ในการช่วยฟื้นคืนชีพทารกแรกเกิดให้พร้อมใช้ หากทารกแรกเกิดมีภาวะขาดออกซิเจนหรือต้องมีการช่วยฟื้นคืนชีพ
- ประเมินการหดรัดตัวของมดลูกทุก 30 นาที เพื่อประเมินภาวะมดลูกหดรัดตัวไม่คลาย (tetanic contraction)
- ประสานกับหอผู้ป่วยทารกแรกเกิด เพื่อส่งต่อทารกไปดูแลอย่างต่อเนื่อง
การประเมินผล :
- ผลการประเมินสุขภาพของทารกในครรภ์ด้วยเครื่องติดตามการเต้นของหัวใจ และการหดรัดตัวของมดลูก (Electronic Fetal Monitoring : EFM) ปกติ มีอัตราการเต้นของหัวใจ เต้นสม่ำเสมอ 130-150 ครั้ง/นาที
- ทารกคลอดเวลา 20.38 น. เพศชาย น้ำหนัก 2,350 กรัม APGAR Score ที่ 1 นาทีเท่ากับ 8 คะแนน ที่ 5 นาที เท่ากับ 9 คะแนน
ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาลข้อที่ 6 ทารกในครรภ์เสี่ยงต่อการเกิดภาวะ Fetal distress เนื่องจากมารดามีภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์
ข้อสมูลสนับสนุน :
Objective data (O.D.) :
- หญิงตั้งครรภ์ที่ 3 อายุครรภ์ 35 สัปดาห์
- หญิงตั้งครรภ์ อายุ 20 ปี (teenage pregnancy)
Subjective data (S.D.) : - หญิงตั้งครรภ์มีความดันโลหิตสูง 150-137/91-88 mmHg.
- ผลตรวจทางช่องคลอด PV ปากมดลูกเปิด 2 cm. Effacement 50% Station -1 MI
- ผลตรวจการหดรัดตัวของมดลูก I = >10’, D และ Int = No contraction
วัตถุประสงค์ : เพื่อให้ทารกในครรภ์ไม่เกิดภาวะ fetal distress
เกณฑ์การประเมินผล :
- FHS อยู่ในเกณฑ์ปกติ คืออยู่ระหว่าง 110-160 ครั้ง/นาที
กิจกรรมการพยาบาล :
- ดูแลให้ nasal cannula 5 LPM และแนะนำนอนตะแคงซ้าย เพื่อหลีกเลี่ยงการกดทับของหลอดเลือด เพิ่มการไหลเวียนโลหิตไปยังมดลูก ทำให้เลือดไปเลี้ยงมดลูก และรกเพิ่มขึ้น ทารกได้รับออกซิเจนมากขึ้น
- ติดเครื่อง external fetal monitoring อย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมิน และบันทึกลักษณะอัตราการเต้นของหัวใจทารกในครรภ์ การหดรัดตัวของมดลูก และเตรียมอุปกรณ์ช่วยฟื้นคืนชีพทารกให้พร้อม
- ประเมินการเต้นของหัวใจทารกในครรภ์ ถ้าพบว่าอัตราการเต้นของหัวใจน้อยกว่า 110 ครั้ง/นาที หรือมากกว่า 160 ครั้ง/นาที ให้รีบรายงานแพทย์ทันทีเนื่องจากทารกในครรภ์อาจมีภาวะ fetal distress
- สังเกตลักษณะสีของน้ำคร่ำ เพื่อประเมินโอกาสเสี่ยงในการเกิดภาวะ fetal distress ถ้าพบน้ำคร่ำมีลักษณะปนขี้เทาที่ข้นมากขึ้น ให้รีบทำการรายงานแพทย์
การประเมินผล :
- FHS สม่ำเสมอ 130-150 ครั้ง/นาที
ซักประวัติ
ปฏิเสธการเจ็บป่วยในอดีต ประวัติการเจ็บป่วยในครอบครัว บิดามีประวัติเป็น DM มีประวัติการรักษาตัวในโรงพยาบาลเมื่อปี 2553 ด้วยโรคไข้เลือดออก ปฏิเสธประวัติการผ่าตัด แพ้ยา แพ้อาหาร สูบบุหรี่ และการใช้ยา มีน้ำหนักก่อนตั้งครรภ์ 65 กิโลกรัม BMI 27.1 (น้ำหนักเพิ่มขึ้น 19 กิโลกรัม)
ประวัติการตั้งครรภ์ และการคลอดในอดีต :
ครรภ์แรก criminal abortion เมื่อปี 2560 ที่คลินิค at GA 4 wks S/P Dilation and curettage (D&C) (ทำแท้งแบบขูดมดลูก)
ครรภ์ที่ 2 criminal abortion เมื่อปี 2561 ที่คลินิค at GA 8 wks S/P Dilation and curettage (D&C) (ทำแท้งแบบขูดมดลูก)
ประวัติการตั้งครรภ์ปัจจุบัน :
ตั้งครรภ์ที่ 3 อายุครรภ์ได้ 35 สัปดาห์ มาโรงพยาบาลเพื่อทำการตรวจตามนัด แรกรับความดันโลหิตสูง 150/88 mmHg. ไม่มีอาการปวดศีรษะ ตาไม่พร่ามัว ปัญหาที่พบในระหว่างตั้งครรภ์ คือ ผลตรวจ urine alb ได้ +1 และผลตรวจ 50 g. GCT ได้ 141 เมื่อมาฝากครรภ์ในครั้งที่ 5 วันที่ 25/03/65 ได้รับยา Home Med เป็นยาเดิม คือ Caltab 1x1 po. pc. และ Nataral 1x1 po. pc. จากนั้นให้นัดเพื่อทำการ Follow up อีก 1 อาทิตย์ และทำ 100 g. OGTT เมื่อมาฝากครรภ์ในครั้งที่ 6 วันที่ 01/04/65 ผลตรวจ urine alb ได้ +1 ความดันโลหิตสูง 149/91, 145/88 และ 132/90 ทำ 100 g. OGTT ได้ 76, 162, 132, 126 (ปกติ) ไม่มีอาการปวดหัว ไม่มี sign ของ Pregnancy-induced hypertension (PIH) แพทย์ให้ส่ง lab PIH ได้แก่ UPCR ได้ 0.27 AST 197, Cr 0.53, ALT 212 และ U/S : SVF, EFW 2653 g., AFI 8.6 cm. placenta mid, ant จึงพิจารณาให้ Admit LR
สัญญาณชีพแรกรับ :
อุณหภูมิ 36.8 องศาเซลเซียส, ชีพจร 112 ครั้ง/นาที, หายใจ 18 ครั้ง/นาที, ความดันโลหิต 150/88 มิลลิเมตรปรอท Pain score 0 คะแนน Oxygen saturation 99
ผลตรวจครรภ์ :
HF ¾ above umbilical, Vertex presentation, HF, OL, FHS 158 bpm.
ผลตรวจทางช่องคลอด :
PV ปากมดลูกเปิด 2 cm. Effacement 50% Station -1 MI
ผลตรวจการหดรัดตัวของมดลูก :
I = >10’, D และ Int = No contraction
ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ :
Urine Analysis
Albumin (UA) = 1+ มีโปรตีนรั่วในปัสสาวะ
Liver Function Test
BUN = 5.0 ต่ำกว่าปกติ
Creatinine = 0.53
AST (SGOT) = 197
ALT (SGPT) = 212
LDH = 223
Protein = 50.7
ผลตรวจอื่นๆ
เมื่ออายุครรภ์ 35 wk. ทำ OGTT = 76, 162, 132, 126
Lab PIH ผลตรวจ UPCR = 0.27, AST = 197, ALT = 212 (ผิดปกติ), Cr = 0.53
U/S : SVF, EFW = 2653 g., AFI = 8.6 cm
พยาธิสภาพ
ชนิดของความดันโลหิตสูง
- Pregnancy induced bypertension: PIH เกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ หลังอายุครรภ์ 20 สัปดาห์ และหายไปหลังคลอด แบ่งออกเป็น 3 ชนิด
1.1 Gestational hypertension ความดัน โลหิตสูงอย่างเดียว
1.2 Pre-cclampsia มีความดัน โลหิตสูงร่วมกับมีโปรตีนในปัสสาวะ จำแนกเป็น Mild pre-cclampsia และ Severe pre-eclampsia
1.3 Eclampsia มีอาการชักร่วมด้วยเกิดจากความดันโลหิตสูงในราย Pre-cclampsia หรือ Pregnancy aggravated hypertension
- Pregnancy aggravated hypertension มีความดัน โลหิตสูงตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ แบ่งออกเป็น 2 ชนิด
2.1 Chronic hypertension เกิดขึ้นก่อนตั้งครรภ์ หรือก่อนอายุครรภ์ 20 สัปดาห์ วินิจฉัยพบความดันโลหิดสูงระหว่างการตั้งครรภ์ และยังคงอยู่เกิน 42 ชั่วโมงหลังคลอด
2.2 Chronic hypertension with superimposed PIH มีความดัน โลหิตสูงมาก่อน และมีพัฒนาการของ Pre-eclampsia และ Eclampsia
ปัจจัยเสี่ยง
click to edit
- มักพบในหญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุน้อยกว่า 18 ปี
- สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้
- ผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจต่ำพบอุบัติการณ์สูงกว่า
- ผู้ที่ขาดอาหาร แคลเซียม โปรตีน เหล็ก วิตามิน
- ผู้ที่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน โรคหลอดเลือด โรคไต อ้วน นอกจากนี้ยังพบในรายทารกบวมน้ำ (Hydrop fetalis)
เกิดจากการหดเกร็งของหลอดเลือด (Vasospasm) เป็นพยาธิสภาพอย่างแรกที่เกิดขึ้นในภาวะความดันโลหิตสูงในหญิงตั้งครรภ์ มีผลทำให้แรงต้านการไหลเวียนของโลหิตมีมากขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่า angiotensin II ที่กระตุ้นให้เส้นเลือดหดรัดตัวยังทำให้ endothelial cell มีการหดรัดตัวมากขึ้นจึงทำให้ endotheial ถูกทำลายจนกระทั่งเกล็ดเลือด และ filrinogen ถูกทำลายจนลดน้อยลง พลาสมารั่วออกนอกเส้นเลือดมากขึ้น นอกจากนี้การหดเกร็งของหลอดเลือดยังมีผลให้เซลล์บริเวณรอบๆ เส้นเลือดที่หดรัดตัวขาดออกซิเจนจนเกิดภาวะเลือดออก และเกิดเนื้อตาย
ภาวะแทรกซ้อน
ต่อมารดา
ต่อทารก
อันตรายจากภาวะชักอาจทำให้หญิงตั้งครรภ์เสียชีวิต
ภาระหัวใจทำงานล้มเหลว
เสียเลือดและช็อก จากรกลอกตัวก่อนกำหนด และตกเลือดหลังคลอด
เกิดกาวะ HELLP syndrome และภาวะ DIC มักพบในหญิงตั้งครรภ์ที่เป็น severe pre-cclampsia
ภาวะไตวายเฉียบพลัน
การกลับไปเป็นความดัน โลหิดสูงซ้ำอีกในการตั้งครรภ์ครั้งต่อไป
รกเสื่อมทำให้แท้งหรือทารกเสียชีวิตในครรภ์ได้
คลอดก่อนกำหนดเนื่องจากออกซิเจนไปเลี้ยงรกไม่เพียงพอทำให้รกเสื่อมเร็ว
รกลอกตัวก่อนกำหนดทำให้ทารกขาดออกซิเจน และอาหารทำให้เสียชีวิตได้
ทารกเจริญเติบโตช้ในครรภ์ เนื่องจากได้รับสารน้ำ สารอาหารไม่เพียงพอ
ทารกที่คลอดออกมาอาจมีภาวะแทรกช้อนได้แก่ ขาดออกซิเจนเรื้อรัง ภาวะแทรกช้อนจากการคลอด
ก่อนกำหนด หรือถ้าทารกได้รับแมกนีเซียมซัลเฟตในระยะคลอดมากเกินอาจเกิดภาวะ Hypermagnesemia
การรักษา
มีโอกาสเกิดภาวะ ชักได้สูง ควรป้องกันการ ชักโดยการให้ยาแมกนีเซียมซัลเฟต ภายหลังให้แมกนีเซียมซัลเฟตเป็นเวลา 46 ชั่วโมง ทำให้การตั้งครรภ์สิ้นสุดโดยเร็วโดยไม่คำนึงถึงอายุครรภ์ ในกรณีที่ผู้คลอดเจ็บครรภ์ และสามารถคลอดได้ ควรพิจารณาให้คลอดทางช่องคลอด ในกรณีผู้คลอดไม่เจ็บครรภ์ หรือเจ็บครรภ์แต่ไม่น่าจะคลอดได้ หรือมีข้อบ่งชี้ควรพิจารณาให้ผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง ในกรณีอายุครรภ์น้อยกว่า 34 สัปดาห์ อาจพิจารณาการให้ corticosteroid เพื่อเร่งความพร้อมของปอดทารกหากไม่มีข้อบ่งห้าม และให้คลอดภายหลัง 48 ชั่วโมงได้ โดยต้องมีการเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนอย่างใกล้ชิด
กรณีศึกษา : ได้รับยา MgSO4 เพื่อป้องกันการชัก
กรณีศึกษา : เป็นความดันโลหิตสูงแบบ Pre-eclampsia ได้รับการวินิจฉัยโรคเป็น severe pre-eclampsia
แผนการรักษา
วันที่ 01/04/65 เวลา 13.30 น. แพทย์ให้ Admit LR และทำการ Shave perineum เพื่อเตรียมคลอด จากนั้น 14.00 น. แพทย์ให้ Dexamethasone 6 mg IM stat และเจาะ DTX stat ได้ 86 ให้ On EFM 20 mins then continue monitoring และ NPO ให้สารน้ำเป็น 50% MgSO4 4 amp+5%DW 32 ml IV slow push, 50% MgSO4 20 gm+5%DW 460 ml IV drip infusion pump rate 50 ml/hr (2 g/hr) และ RLS 1000 ml IV rate 50 ml/hr (total IV 100 ml/hr) จากนั้นให้ เตรียม 10% Calcium gluconate 10 ml พร้อมใช้ ให้ Retained foley’s catheter และ Record V/S q 15 min until stable then q 30 min for 1 hr then q 1 hr และ Record urine output q 1 hr จากนั้นให้ Observe patellar reflex q 4 hr และให้เป็น Mg level q 4 hr after loading dose ให้ทำการ Notify เมื่อ SBP ≥ 160, DBP ≥ 110 mmHg, RR < 14 /min, absent patellar reflex และ urine output < 25 ml/hr ให้ทำการ Observe clinical เช่น ปวดศีรษะ ตาพร่ามัว จุกแน่นลิ้นปี่ จากนั้นเมื่อเวลา 14.30 น. ได้ให้ Syntocinon 10 U+5%DN/2 1000 ml IV drip infusion pump rate 12 ml/hr keep good UC และเวลา 19.50 น. ให้เบิก Cefazolin 2 g IV ไป OR ด่วน และทำการ set Lt. C/S due to severe preeclampsia
อาการปัจจุบันเมื่อเกิดปัญหา
หญิงตั้งครรภ์ G3P0A2 GA 35 wk by date ไม่มีอาการปวดศีรษะ ตาไม่พร่ามัว ไม่มีจุกแน่นลิ้นปี่ เมื่ออายุครรภ์ได้ 16 wks. BS 50 gm. = 114, เมื่ออายุครรภ์ได้ 25 wks. BS 50 gm. = 140 ได้รับการแนะนำให้ควบคุมอาหาร, เมื่ออายุครรภ์ได้ 26 wks. OGTT = 78, 141, 128, 125, เมื่ออายุครรภ์ 34 wks. 50 g. GCT = 141, เมื่ออายุครรภ์ 35 wks. OGTT = 76, 162, 132, 126 ผล UPCR = 0.27, Cr = 0.53, AST = 197, ALT = 212, U/S : SVF, EFW = 2,653 g., AFI = 8.6 cm. ได้รับยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของมดลูกก่อนคลอด ได้แก่ MgSO4 ไม่พบอาการข้างเคียงจากการได้รับยา แต่มีภาวะระยะเวลาการคลอดยาวนาน (Prolong labor) และมีภาวะ Pre-eclampsia ประกอบกับหญิงตั้งครรภ์มีอายุครรภ์คลอดก่อนกำหนด รวมทั้งปัจจัยสนับสนุน คือ Teenage pregnancy ได้รับการวินิจฉัยเป็น Severe Pre-eclampsia แพทย์จึงให้ Admit LR