Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
Extremities - Muscle - Pelvic - Spine & Spinal cord Injury
นศพต…
Extremities - Muscle - Pelvic - Spine & Spinal cord Injury
นศพต นภัสสร เปล่งผึ่ง เลขที่ 33
นศพต ศิริรัตน์ สุวรรณรัตน์ เลขที่ 58
นศพต สริญยา โกมาลา เลขที่ 62
นศพต สุชาดา สุระสังข์ เลขที่ 66
-
-
Extremities injury
กระดูกหัก (Fracture)
คือ ภาวะทีมีการแตกหรือหักของกระดูก บริเวณที่หักอาจจะแตกเป็นรอย จะเคลื่อนออกจากกันหรือไม่ก็ได้ บางครังแตกเป็นหลายชิ้น ขึ้นอยู่กับลักษณะการบาดเจ็บและความรุนแรงของอุบัติเหตุ กระดูกหักอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดความพิการ หรือในบางรายอาจทําให้เสียชีวิตได้
-
พยาธิสภาพ
เมื่อกระดูกหักจะมีการฉีกขาดของเยื่อหุ้มกระดูก (periosteum) ทำให้มีเลือดออก รวมถึงมีไขกระดูก (bone marrow) ไหลออกมาที่บริเวณเนื้อเยื่อโดยรอบ ทำให้เกิดอาการบวม และเห็นเป็นรอยช้ำเกิดขึ้น บริเวณที่มีเนื้อเยื่ออ่อนบาง (soft tissue) จะสังเกตเห็นอาการบวมและรอยช้ำได้เร็วกว่าบริเวณที่มีเนื้อเยื่ออ่อนหนา อวัยวะบริเวณนั้นเสียหน้าที่และความมั่นคง และเกิดอันตรายต่อเส้นประสาทที่อยู่บริเวณกระดูกที่หัก เกิดอาการปวดเมื่อมีการเคลื่อนไหวบริเวณนั้น เนื่องจากกล้ามเนื้อบริเวณนั้นเกิดการเกร็งและหดตัว
-
อาการและอาการแสดง
- บวม (Swelling) เกิดจากมีการสะสมของน้ำเลือดบริเวณที่หัก และผิวหนังมีอาการเขียว (ecchyrosis) เนื่องจากมีเลือดออกใต้ผิวหนัง
- ปวดและกดเจ็บบริเวณที่หัก (Pain and tenderness)
- การเคลื่อนไหวผิดปกติ (Abnormal movement)
- กระดูกผิดรูป (Deformity)
- มีเสียงกรอบแกรบเกิดจากปลายกระดูกเสียดสีกัน (crepitation)
- กระดูกหักแบบเปิดจะมีแผลบริเวณผิวหนัง ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อที่กระดูก
- มีอาการชาหรืออ่อนแรงของกล้ามเนื้อหรืออวัยวะ
- อาการอื่น ๆ เช่น ช็อกจากการเสียเลือดมาก
การรักษา
- เป้าหมาย คือ การจัดกระดูกที่หักให้เข้าที่ (REDUCTION) และไม่ให้กระดูกส่วนนั้นมีการเคลื่อนที่ (IMMOBILIZATION) เพื่อให้กระดูกเชื่อมติดกัน ซึ่งมีหลักการดังนี้
- CONSERVATIVE METHODS
เป็นวิธีไม่ผ่าตัดโดยการจัดกระดูกที่หักให้เข้าที่ตามตำแหน่งเดิมและใส่เฝือกเพื่อรอการติดหรือการทำ EXTERNAL SPLINTAGE
- OPERATIVE METHODS
เป็นการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดเพื่อจัดกระดูกให้เข้าที่ด้วย PLATE, NAIL หรือ SCREW ซึ่งอาจยึดไว้ภายใน (INTERNAL FIXATION) หรืออาจยึดไว้ภายนอก (EXTERNAL FIXATION)
- REHABILITATION
การฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายผู้ป่วยภายหลังกระดูกหัก เป็นการช่วยให้สามารถทำหน้าที่ได้ ซึ่งควรทำในทันทีที่สามารถกระทำได้โดยการให้ ผู้ป่วยออกกำลังกายเพื่อป้องกันข้อติดแข็งหรือกล้ามเนื้อลีบ
-
-
-
การตรวจวินิจฉัยกระดูกหัก
Primary survey
- Airway maintenance and cervical spine protection : การประเมินทางเดินหายใจของผู้ป่วย
- Breathing and ventilation : การประเมินการหายใจและแลกเปลี่ยนก๊าซ
- Circulation and hemorrhage control : การประเมินการไหลเวียนโลหิต
- Disability (neurologic evaluation) : การประเมินระดับการรู้สึกตัวและระบบประสาท
- Exposure/ Environmental control : แพทย์ควรถอดเสื้อผ้าของผู้ป่วยออกเพื่อการตรวจร่างกายอย่างละเอียด และมีป้องกันการเกิดภาวะ hypothermia
During the Primary Survey - The 3 S's
- Stop the bleeding (pressure/tourniquet)
- Splint the extremity
- Stabilize the pelvis
Secondary survey
- 1.ซักประวัติ : เวลาที่เกิดการบาดเจ็บ ระยะเวลาและวิธีการนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล การปวดบริเวณอื่น ๆ การบาดเจ็บร่วม โรคประจำตัวยาที่ได้รับเป็นประจำ เวลาที่รับประทานอาหารมื้อล่าสุด การบาดเจ็บและการผ่าตัดที่เคยได้รับ ในผู้ป่วยหญิงควรถามประวัติประจำเดือนและการตั้งครรภ์ด้วย
- 2.ตรวจร่างกาย
-การดู (Inspection) : สังเกตบริเวณที่กระดูกหัก บาดแผลรอยฟกช้ำ รูปทรงอวัยวะและการเคลื่อนไหว
-การคลำ (Palpation) : คลำหรือจับต้องอวัยวะที่มีกระดูกหักเพื่อค้นหาความผิดปกติ
-การเคลื่อนไหว (Movement) : การตรวจการเคลื่อนไหวของข้อในทุกทิศทาง
-การวัด (Measurement) : การวัดเส้นรอบวง (Circumferences) ของแขนหรือขาที่มีการหักเพื่อดูการบวม การวัดความยาว (Length) วัดความแตกต่างของความยาวของอวัยวะที่มี 2 ข้าง
-การตรวจสอบอื่น ๆ : การทดสอบความมั่นคงของข้อ (Stability)
การตรวจกำลังของกล้ามเนื้อ (motor power)
-การฟัง (Auscultation) เสียงที่สามารถฟังได้เมื่อกระดูกหัก คือ เสียงกรอบแกรบ
- 3.การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
-การตรวจทางห้องปฏิบัติการพื้นฐาน : CBC, Electrolytes, UA
-การตรวจโดยภาพถ่ายรังสี X-ray : ได้แก่ การเอกซเรย์แบบธรรมดา (plain film) การถ่ายภาพเอกซเรย์โดยใช้แรงหรือน้ำหนักมาช่วย (stress film) การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ การฉีดสารทึบรังสีเข้าหลอดเลือดแดงเพื่อตรวจดูการบาดเจ็บของหลอดเลือด (angiography)
การพยาบาล
การพยาบาลผู้ป่วยภาวะฉุกเฉินก่อนถึงโรงพยาบาล
จําเป็นต้องให้การช่วยเหลือเรียงตามลําดับอันตรายต่อชีวิต คือ
1.safe life คือ รักษาชีวิตผู้ป่วยเป็นลำดับแรก
2.safe limb คือ รักษาไม่ให้เกิดการสูญเสียอวัยวะส่วนหนึ่งส่วนใด
3.safe function คือ รักษาให้อวัยวะนั้น ๆ สามารถใช้งานได้ตามปกติ
- กรณีกระดูกหักแผลเปิด ควรใช้ผ้าสะอาดหรือผ้าโปร่งปลอดเชื้อ (Sterile gauze) ปิดบาดแผลเพื่อไม่ให้สิ่งสกปรกเข้าไปปนเปื้อนในบาดแผลเพิ่ม และช่วยห้ามเลือดจากแผลโดยใช้ผ้าพันยึด (elastic bandage) พันรัดไว้หรือกดบริเวณดังกล่าวให้แน่นพอ จนกว่าเลือดจะหยุดไหล และทำการดาม
- การดามกระดูกที่หักไม่ให้เคลื่อนที่ อาจใช้วัสดุที่หาได้ใกล้ตัว เช่น แผ่นกระดาน กิ่งไม้ แล้วใช้ผ้าพันยึดกับตำแหน่งกระดูกหัก การดามนี้ต้องยาวครอบคลุมส่วนกระดูกที่หัก และข้อต่อที่อยู่ใกล้กันทั้งข้อบนและล่าง เพื่อไม่ให้ปลายกระดูกหักซึ่งแหลมคมทำอันตรายเนื้อเยื่อรอบ ๆ เพิ่มขึ้น ๆ และไม่แทงทะลุผิวหนังกลายเป็นกระดูกหักแผลเปิดซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่อันตรา ยมาก การดามนี้ช่วยลดการเกิดภาวะไขมันอุดหลอดเลือด (fat embolism) และช่วยให้การรับส่งเคลื่อนย้ายผู้ป่วยสะดวกรวดเร็วขึ้น
- แขนขาขาด ล้างส่วนอวัยวะที่ขาดด้วย 0.9% NSS เพื่อขจัดสิ่งสกปรก และห่ออวัยวะส่วนที่ขาดด้วยกอสชุบ 0.9%NSS หมาด ๆ ใส่ถุงพลาสติก ติดชื่อ นามสกุลผู้บาดเจ็บ และเวลาข้างถุง
นำไปใส่ในภาชนะที่มีน้ำแข็งและนำส่งโรงพยาบาลพร้อมผู้บาดเจ็บ การประเมินผลลัพธ์การบาดเจ็บในระยะก่อนถึงโรงพยาบาล เนื่องจากกระดูกหักโดยทั่วไปมักเกิดจากอุบัติเหตุที่รุนแรง ทําให้มีการบาดเจ็บร่วมได้หลายแห่ง
Muscle injury
-
-
SPRAIN (ข้อเคล็ด)
ระดับความรุนแรง
Moderate Sprain การบาดเจ็บปานกลาง คือเอ็นบางส่วนฉีกขาดทำให้สูญเสียความมั่นคงเล็กน้อย ผู้ป่วยจะมีอาการปวดตึงมากขึ้น บวม ขยับส่วนที่บาดเจ็บไม่ได้
Severe Sprain การบาดเจ็บรุนแรง คือเอ็นที่ยึดข้ออย่างน้อย 1 เส้น ฉีกขาดอย่างสมบูรณ์ ทำให้ข้อเสียความมั่นคง มักเกิดร่วมกับข้อเลื่อนหลุด อาการปวดรุนแรงขึ้น ขยับส่วนที่เจ็บไม่ได้เลย
Mild Sprain เป็นการบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย คือเอ็นบางเส้นยืดแต่ไม่เสียความมั่นคง อาจมีอาการปวดตึง บวมเล็กน้อย
การบาดเจ็บของเอ็นยึดข้อและเยื่อหุ้มข้อหรือเอ็นที่ยึดระหว่างกระดูกกับกระดูก สาเหตุมาจากข้อบิด หรือเมื่อข้อเท้าและเอ็นยึดข้อถูกใช้งานมากกว่าปกติ มักเกิดบริเวณข้อเท้า เข่า ข้อมือและไหล่
-
-
ภาวะแทรกซ้อน
Compartment syndrome คือภาวะความดันในช่องปิดกล้าเมนื้อสูงขึ้น ช่องปิดของกล้ามเนื้อมีความดันสะสมในระดับที่เป็นอันตราย เนื่องจากพังผืดไม่ขยายตัว อันเป็นผลมาจากการบวมภายในช่องปิดของกล้ามเนื้อ ส่งผลให้เกิดอาการ ปวด บวม หรือแสบร้อน ความดันที่สูงขึ้นจะปิดกั้นการลำเลียงของออกซิเจน สารอาหาร และการไหลเวียนของเลือดซึ่งอาจทำให้เซลล์บริเวณนั้นตายและเกิดการขาดเลือดเฉพาะที่
Chronic Compartment Syndrome ภาวะความดันในช่องปิดของกล้ามเนื้อสูงแบบเรื้อรัง โดยปกติแล้วมักไม่ส่งผลอันตราย มักเกิดขึ้นบริเวณ ต้นขา ขาส่วนล่าง ความหนักและความถี่ของการออกกำลังกายเป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงได้
การวินิจฉัย
2.Early signs.
-pain อาการปวดแบบแสบร้อนรุนแรงขึ้นเรื่อยๆแม้ได้รับยาบรรเทาอาการปวดก็ตาม ประเมินได้จากการซักถามหรือสังเกต
-Paresthesia อาการชา อ่อนแรง เกิดจากระบบประสาทส่วนปลายถูกกดหรือขาดเลือดไปเลี้ยง ประเมินได้จากการสัมผัสบริเวณส่วนต้นและส่วนปลายของอวัยวะที่ได้รับบาดเจ็บ
3 classic signs.
-pallor การซีด เกิดจากการขาดเลือดไปเลี้ยงส่วนปลายลดลง ประเมินจากสีผิว ริมฝีปาก เปลือกตาและเล็บ
-paralysis อาการอัมพาตของกล้ามเนื้อ เกิดจากระบบประสาทและหลอดเลือดส่วนปลายขาดเลือดไปเลี้ยง ประเมินจากการเคลื่อนไหวหรือขยับนิ้ว
-pulseless ไม่มีชีพจร ประเมินจากการคลำชีพจรส่วนปลายของส่วนที่ผิดปกติ
Acute Compartment Syndrome ภาวะความดันในช่องปิดของกล้ามเนื้อสูงแบบเฉียบพลันพบได้บ่อยที่สุด ภาวะดังกล่าวอาจเกิดขึ้นในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหรือไม่กี่วันหลังจกที่ได้รับการบาดเจ็บอย่างรุนแรง
การรักษา
1.การลดความดันภายในช่องกล้ามเนื้อ ได้แก่ การคลายผ้ายืด การคลายเฝือก
2.การจัดท่านอน โดยยกอวัยวะที่ได้รับบาดเจ็บให้สูงขึ้น
3.การเฝ้าระวังภาวะความดันในช่องกล้ามเนื้อที่สูงขึ้น การประเมินซ้ำของเส้นประสาทและหลอดเลือด ทุก 30 และ 60นาที
4.surgical consultation พิจารณาเข้ารับการผ่าตัดอย่างเร่งด่วน เพื่อระบายความดันในช่องกล้ามเนื้อ
การบาดเจ็บที่ประสาทส่วนปลายแขนและขา การบาดเจ็บที่ประสาทส่วนปลายแขนและขา จะทำให้มีความผิดปกติของการเคลื่อนไหวและการรับความรู้สึก ประเมินได้จากการตรวจร่างกาย จะพบความผิดปกติของอวัยวะที่เส้นประสาทนั้นๆ หล่อเลี้ยง เช่น ถ้าเส้นประสาทเรเดียลได้รับบาดเจ็บ ผู้ป่วยจะไม่สามารถยกนิ้วโป้งได้
-
-
-
-
-