Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
Triplet pregnancy with GDMA2 จัดทำโดย นศพต.ปวารณา ปัญญาศรี เลขที่ 43…
Triplet pregnancy with GDMA2
จัดทำโดย
นศพต.ปวารณา ปัญญาศรี เลขที่ 43 ชั้นปีที่ 3
พยาธิสรีรภาพ
GDMA2
Definition
ชนิด
การประเมินความเสี่ยง
อาการ
ภาวะแทรกซ้อน
ข้อมูลทางทฤษฎี
ผลของภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์อาจทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ (PIH) คลอดก่อนกำหนด ภาวะน้ำคร่ำมาก การตกเลือดหลังคลอด คลอดยากและการติดเชื้อ
ผลของภาวะเบาหวานต่อทารกทั้งขณะอยู่ในครรภ์ ขณะคลอดและหลังคลอด พบได้ดังนี้ คือ การแท้ง ทารกเสียชีวิตในครรภ์ รูปพิการแต่กำเนิด ทารกตัวโต(Macrosomia) ความผิดปกติทางเมตาบอลิซึม เช่น hypoglycemia polycythemia hypocalcemia hyperbilirubinemia RDS ครรภ์แฝดน้ำ(hydramnios)
การวินิจฉัย
การรักษา
2 more items...
ข้อมูลผู้ป่วย
-ตรวจหาระดับน้ำตาลในเลือดแบบ 2 ขั้นตอน (ไม่ทราบผล 2 hr. Post prandial)
23 ก.ย. 64 GA 8+4 wks by date glucose challenge test 50 g ได้ 262 mg/dL
7 ต.ค. 64 GA 10+3 wks ตรวจ 100 g OGTT ผลที่ได้ 94,256,253,162 mg/dL
ผู้ป่วยมีค่าผิดปกติ 3 ค่า วินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์(GDM)
ข้อมูลทางทฤษฎี
1 more item...
ข้อมูลผู้ป่วย
หญิงตั้งครรภ์คลอดก่อนกำหนด เมื่อ GA 34+2 wks
และมีการตกเลือดหลังคลอดโดย มี Blood loss 800 ml ที่ OR และมี Blood loss 1,000 ml ที่ RR รวม 1,800 ml
ข้อมูลทางทฤษฎี
สตรีตั้งครรภ์ที่ตรวจพบเบาวานตั้งครรภ์ครั้งแรกขณะตั้งครรภ์ อาจจะไม่พบอาการแสดงที่ชัดเจน
1.ปัสสาวะมาก (polyuria)
2.หิวบ่อย (polyphagia)
3.น้ำหนักตัวลด
4.เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย
5.ค้นตามร่างกายและอวัยวะเพศ
6.ติดเชื้อได้ง่าย
ข้อมูลผู้ป่วย
Total weight gain 8 kg
(น้ำหนักขึ้นน้อยกว่าปกติ ปกติต้องเพิ่มขึ้น 11.5-16 กิโลกรัม)
ข้อมูลทางทฤษฎี
อายุมากกว่า 35 ปี
อ้วน (Body mass index ตั้งแต่ 27 ขึ้นไป)
ประวัติเบาหวานขณะตั้งครรภ์ในครรภ์ที่ผ่านมา
ประวัติการคลอดที่ผ่านมาผิดปกติ เช่น เคยคลอดทารกตัวโต (น้ำหนักทารกมากกว่า 4,000 กรัม) ทารกตายคลอด พิการแต่กำเนิด มีภาวะครรภ์เป็นพิษ ครรภ์แฝดน้ำ
พบน้ำตาลในปัสสาวะ
มีประวัติญาติพี่น้องเป็นเบาหวาน
ข้อมูลผู้ป่วย
-หญิงตั้งครรภ์ปฏิเสธการเจ็บป่วย
-BMI ก่อนการตั้งครรภ์ 24.78 kg/m^2 (ปกติ)
-มารดาของหญิงตั้งครรภ์เป็นเบาหวาน
-ตรวจพบน้ำตาลในปัสสาวะ 4+
ข้อมูลทางทฤษฎี
1.GDM(Gestational Diabetes mellius) A1 คือหญิงตั้งครรภ์ที่มี OGTT(Oral glucose tolerance test) ผิดปกติตั้งแต่ 2 ค่าขึ้นไป ค่าแรกไม่ควรเกิน 105 มิลลิกรัม/1000 มิลลิลิตร และ 2 hour postprandial ไม่เกิน 120 มิลลิกรัม รักษาด้วยการควบคุมอาหารไม่ต้องใช้อินซูลิน
2.GDM(Gestational Diabetes mellitus) A2 คือหญิงตั้งครรภ์ที่มี OGTT ผิดปกติตั้งแต่ 2 ค่าขึ้นไป แต่ค่าแรกเกิน 105 มิลลิกรัม/1000 มิลลิลิตร และ 2 hour postprandial เกิน 120 มิลลิกรัม รักษาด้วยการควบคุมอาหารและอินซูลิน
ข้อมูลผู้ป่วย
-หญิงตั้งครรภ์เป็นเบาหวานแบบ GDMA2
โรคเบาหวานในหญิงตั้งครรภ์ หมายถึง หญิงตั้งครรภ์ที่มีความผิดปกติของการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต เนื่องจากมีความไม่สมดุลระหว่างความต้องการและการสร้างหรือการใช้อินซูลินของร่างกาย ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติขณะตั้งครรภ์ เนื่องจากมีการทำลายอินซูลินโดยรกและฮอร์โมนจากรก ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอินซูลินทำให้การเผาผลาญภายในร่างกายผิดปกติ
Triplet pregnancy
Definition
พยาธิสรีรภาพ
สาเหตุ
ภาวะแทรกซ้อน
ข้อมูลทางทฤษฎี
มารดา
การแท้งบุตร
ความดันโลหิตสูง
รกลอกตัวก่อนกำหนด
ภาวะซีด
ครรภ์แฝดน้ำ (hydramnios)
การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
การตกเลือดหลังคลอด
การคลอดยาวนาน
ทารก
การคลอดก่อนกำหนด
ทารกแรกคลอดมีน้ำหนักน้อย
ความพิการแต่กำเนิด
discordance หมายถึง ความแตกต่างของน้ำหนักทารกอย่างมากในครรภ์แฝด โดยทั่วไปนับที่ 20-25%
การพันกันของสายสะดือ (cord entanglement)
ถุงน้ำคร่ำแตกก่อนการเจ็บครรภ์
ท่าและส่วนนำของทารกผิดปกติ
feto-fetal hemorrhage (twin to twin transfusion syndrome)
การเชื่อมต่อกันของเส้นเลือดทารกแฝด (vascular anastomosis)
การวินิจฉัย
การรักษา
ข้อมูลทางทฤษฎี
1 more item...
ข้อมูลผู้ป่วย
1 more item...
ข้อมูลทางทฤษฎี
การซักประวัติ
-อายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป
-ได้รับยากระตุ้นการตกไข่
-มีการใช้เทคโนโลยีช่วยเหลือหญิงตั้งครรภ์ที่มีบุตรยาก
-มีประวัติครรภ์แฝดในครอบครัว
-มีประวัติการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดก่อนการตั้งครรภ์
-นอกจากนี้หญิงตั้งครรภ์ให้ข้อมูลว่า มดลูกมีขนาดโตเร็วมาก และทารกดิ้นมากกว่าปกติ ตำแหน่งของการดิ้นพบตลอดทั่วท้อง
การตรวจครรภ์
-ขนาดของมดลูกโตกว่าระยะประจำเดือนที่ขาด โดยพบมากกว่าประมาณ 4 เซนติเมตร
และพบเมื่ออายุครรภ์ 20 สัปดาห์ขึ้นไป หน้าท้องค่อนข้างกลมหรือกว้างออก
อาจมองเห็นทารก เคลื่อนไหวเป็นบริเวณกว้าง
-การคลำ คลำพบศีรษะ 2 แห่ง คลำได้ large parts ของทารกมากกว่า 3 แห่ง
หรือคลำได้ small parts หลายๆแห่งในมดลูก
-การฟัง ฟังเสียงหัวใจทารกในเวลาเดียวกันได้ 2 แห่ง และมีอัตราแตกต่างกันมากกว่า 10 ครั้ง/นาที และไม่สัมพันธ์กับอัตราการเด้นของหัวใจของหญิงตั้งครรภ์
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
-การตรวจเลือด พบ HCG หรือ apha-fetoprotein สูงขึ้นผิดปกติ hematocrit, hemoglobin และจำนวนเม็ดเลือดแดงลดลงปานกลาง เนื่องจากภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก อาจพบ glucose intolerance สูงขึ้น
-การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง(ultrasound) อาจตรวจพบครรภ์แฝดได้ก่อนอายุครรภ์ 8 สัปดาห์ โดยสามารถใช้ตรวจยืนยันการวินิจฉัย ดูจำนวนและท่าของทารกในครรภ์ ชนิดของรกและเยื่อหุ้ม ตำแหน่งของรก ตรวจดูความพิการของทารก ตลอดจนใช้ตรวจติดตามการเจริญเติบโตและสุขภาพของทารกในครรภ์
การตรวจร่างกาย
อาจพบว่ามีภาวะความดันโลหิตสูง บวม ซีด มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติโดยพบว่าน้ำหนักเพิ่มขึ้นมากกว่า 0.5 กิโลกรัม/สัปดาห์
ข้อมูลผู้ป่วย
การซักประวัติ
ปี 2564 ทำ Intracytoplasmic Sperm Injection (ICSI)
การตรวจร่างกาย
GA 8+4 wks น้ำหนักก่อนการตั้งครรภ์ 58 kg ส่วนสูง 153 cm BMI 24.78 kg/m^2 (ปกติ 18.5-24.9)
total weight gain 8.2 kg ค่าน้ำหนักที่ขึ้นตลอดการตั้งครรภ์ BMI ระหว่าง 18.5-24.9 คือ 11.5-16 kg
ซึ่งหญิงตั้งครรภ์น้ำหนักขึ้นอยู่ในเกณฑ์ปกติ
การตรวจครรภ์
21 ก.พ. 65 GA 30+1 wks by date HF 4/4 > สะดือ , ปกติ HF ควรอยู่ที่ 3/4 > สะดือ
22 มี.ค. 65 GA 34+2 wks by date HF 4/4 > สะดือ, ปกติ HF ควรอยู่ที่ 3/4 > สะดือ
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
วันที่ 4 พฤศจิกายน 2564 GA 14+4 wks
ทำ U/S MFM พบ DCTA (Dichorionic tri-amniotic)
ข้อมูลผู้ป่วย
- มารดา
การตกเลือดหลังคลอด
Blood loss ที่ OR 800 ml, ที่RR 1000 ml รวม 1800 ml
- ทารก
discordance
GA 27+4 wks ได้ U/S triple B และ C discondant 11%
น้ำหนักทารกแฝด B 927 g น้ำหนักทารกแฝด A 829 g
การคลอดก่อนกำหนด
ทารกแฝดสามคลอดเมื่อ GA 34+2 wks
ทารกแรกคลอดมีน้ำหนักน้อย
คนที่ 1 BW 2105 g
คนที่ 2 BW 1689 g
คนที่ 3 BW 1745 g
ข้อมูลทางทฤษฎี
อายุ หญิงตั้งครรภ์อายุ 35-39 ปีขึ้นไป
ยากระตุ้นการตกไข่ ได้แก่ gonadotrophin กระตุ้นไข่ตกได้ครั้งละหลายๆใบ
การใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยเหลือหญิงตั้งครรภ์ที่มีบุตรยาก
เชื้อชาติ พบว่าคนผิวดำมีโอกาสตั้งครรภ์แฝดมากกว่าคนผิวขาว
การถ่ายทอดทางพันธุกรรมของฝ่ายมารดา แบบ autosomal recessive
การตั้งครรภ์ภายหลังการหยุดรับประทานยาเม็คคุมกำเนิดทันที
ข้อมูลผู้ป่วย
ปี 2564 ทำ Intracytoplasmic Sperm Injection (ICSI)
โดยการฉีดอสุจิเข้าไข่ โดยในเคสของผู้ป่วยแพทย์ได้เลือกไข่ที่สมบูรณ์ 2 ใบ
ฉีดอสุจิเข้าไข่ทั้งสองแล้วย้ายไปโพรงมดลูก
ข้อมูลผู้ป่วย
U/S พบ Dichorionic tri-amniotic : DCTA โดย
triplet A แยกคนละรกและคนละถุงน้ำคร่ำกับB,C เป็น Dichorionic Diamniotic
triplet B กับ C ใช้รกร่วมกัน แต่แยกคนละถุงน้ำคร่ำเป็น Monochorionic Diamniotic
ข้อมูลทางทฤษฎี
ครรภ์แฝดที่เกิดจากไข่ 2 ใบ ผสมอสุจิ 2 ตัว เรียกว่า แฝดต่างไข่ จึงเสมือนเป็นพี่น้องกัน
เพียงแต่มาอาศัยอยู่ในมดลูกคราวเดียวกัน จึงพบมีรก 2 อัน ซึ่งอาจเกิดจากการปฏิสนธิคนละรอบเดือน
โดยมีการตกไข่ข้างเดียวหรือคนละข้างก็ได้ ไข่ใบแรกมีการปฏิสนธิและฝังตัวเรียบร้อยแล้ว
ในรอบเดือนถัดไปยังมีการตกไข่อีกและมีการปฏิสนธิอีก
ครรภ์แฝดที่เกิดจากไข่ใบเดียวและเชื้ออสุจิตัวเดียว เรียกว่า identical twins หรือ monozygotictwins ลักษณะครรภ์แฝดชนิดนี้คือ
1.1 Diamnionic, dichorionic monozygotic twin pregnancy
เป็นครรภ์แฝดที่เกิดการแบ่งตัวหลังจากที่ไข่ผสมกับอสุจิภายใน 72 ชั่วโมงแรก ก่อนมีการสร้าง inner cell mass และ outer layer ของblastocyst
ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงไปเป็น chorion และ amnion
จึงมีผลทำให้เกิดมี 2 embryos 2 amion และ 2 chorion ส่วนรกอาจมี 2 อันแยกกันหรือยู่ติดกันก็ได้
1.2 Diamnionic, monochorionic monozygotic twin pregnancy
การแบ่งตัวเกิดขึ้นหลังจากไข่ ผสมกับอสุจิแล้วภายในช่วงเวลา 4 - 8 วัน จะมีการสร้าง inner cell mass และ chorion แล้ว
จึงมีผลทำให้มี 2 embryos, 2 amnions, 1 chorion โดยรกจะอยู่ติดกัน
1.3 Monoamnionic , monochorionic , monozygotic twin pregnancy
การแบ่งตัวเกิดขึ้นหลังจากไข่ผสมกับอสุจิประมาณวันที่ 8 มีการสร้าง chorion และ amnion เรียบร้อยแล้ว จึงพบว่า
ทารกแยกกันอยู่ในถุงเยื่อหุ้ม amniotic sac อันเดียว มีผลทำให้มี 2 embryos , 1 chorion, 1 amnion, 1 placenta
1.4 Conjoined twins
การแบ่งตัวเกิดขึ้นหลังจากไข่ผสมกับตัวอสุจิ เกิด 8 วันไปแล้วซึ่งมีembryonic disk แล้ว ทำให้มีการแบ่งตัวแบบไม่สมบูรณ์
จึงมีผลทำให้มีบางส่วนของร่างกายติดกัน
การตั้งครรภ์แฝด หมายถึง การตั้งครรภ์ที่เกิดจากการฝังตัวของไข่
ที่ถูกผสมแล้วภายในโพรงมดลูก และเป็นผลให้เกิดตัวอ่อนมากกว่า 1 ตัว
ซึ่งอาจเป็นแฝดสอง (twins) แฝดสาม (triplet)
แฝดสี่ (quadruplets) และแฝดห้า (quintuplets) เป็นต้น
Preterm
Definition
สาเหตุ
อาการ
ภาวะแทรกซ้อน
การวินิจฉัย
การรักษา
ข้อมูลผู้ป่วย
1 more item...
ข้อมูลทางทฤษฎี
1 more item...
ข้อมูลทางทฤษฎี
การวินิจฉัยภาวะคลอดก่อนกำหนด โดยปกติใช้ข้อกำหนดทางคลินิก คือ อายุครรภ์ระหว่าง 24 สัปดาห์ ถึง 36 สัปดาห์ 6 วัน มีการหดรัดตัวของมดลูกสม่ำเสมออย่างน้อย 4 ครั้งใน 20 นาที หรือ 8 ครั้ง ใน 60 นาที ร่วมกับ ปากมดลูกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โดยประเมินจาก
การซักประวัติ พบลักษณะเหมือนการเจ็บครรภ์จริง ซึ่งต้องแยกจากการเจ็บครรภ์เตือน (false labour pain) และการซ้อมหดรัดตัวของมดลูก (Braxton Hicks contractions)
การตรวจร่างกาย พบมดลูกหดรัดตัวสม่ำเสมอ ร่วมกับมีการเปิดของปากมดลูกตั้งแต่ 1 เซนติเมตร หรือปากมดลูกบางตัว ตั้งแต่ร้อยละ 80
ข้อมูลผู้ป่วย
GA 30+4 wks มี uterine contraction ทุก 5-10 นาที (24/02/2565)
ข้อมูลทางทฤษฎี
ผลต่อมารดา
เสี่ยงต่อการได้รับผลกระทบจากการนอนบนเตียงและถูกจำกัดกิจกรรมเป็นเวลานานทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม เช่น ท้องผูก กล้ามเนื้ออ่อนแรง น้ำหนักลด วิตกกังวล หงุดหงิด อารมณ์แปรปรวน ซึมเศร้า บทบาทและแบบแผนการดำเนินชีวิตเปลี่ยนแปลงจากปกติ เป็นต้น
เสี่ยงต่อการเกิดภาวะเทรกซ้อนจากการได้รับยายับยั้งการหดรัดตัวของมดลูก
เกิดภาวะเครียดและวิตกกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของทารกและค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา
ผลต่อทารก
ภาวะแทรกซ้อนในระยะแรก เช่น ภาวะหายใจลำบาก. ภาวะเลือดออกในสมอง, ภาวะติดเชื้อ, ภาวะตัวเหลือง, ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ, ภาวะอุณหภูมิกายต่ำ เป็นต้น
ภาวะแทรกซ้อนในระยะหลัง เช่น ภาวะโรคปอดเรื้อรัง,พัฒนาการช้า, ตาบอด เป็นต้น
ทารกคลอดก่อนกำหนดมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงถึง 15 เท่าเมื่อเทียบกับทารกคลอดครบกำหนด
ข้อมูลผู้ป่วย
ทารกคลอดเมื่อ GA 34+2 wks (22/03/2565)
ข้อมูลทางทฤษฎี
ลักษณะการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดจะเหมือนการเจ็บครรภ์คลอดจริง คือ มีการหดรัดตัวของมดลูกสม่ำเสมอ ร่วมกับมีการเปลี่ยนแปลงของปากมดลูก หรืออาจมีมูกปนเลือดออกมาด้วย
ข้อมูลผู้ป่วย
GA 30+4 wks มี uterine contraction ทุก 5-10 นาที (24/02/2565)
ข้อมูลทางทฤษฎี
ปัจจัยที่แก้ไขไม่ได้
เคยคลอดก่อนกำหนดในครรภ์ก่อน
อายุน้อยกว่า 18 ปี หรือ มากกว่า 35 ปี
เศรษฐานะทางสังคมไม่ดี
ปากมดลูกบาดเจ็บหรือผิดปกติ เช่น ปิดไม่สนิท คอมดลูกสั้นน้อยกว่า 25 มิลลิเมตร
มดลูกผิดปกติหรือมีเนื้องอก
การหดรัดตัวหรือการยืดขยายของมดลูกมากผิดปกติ เช่น ครรภ์แฝด ครรภ์แฝดน้ำ
ภาวะเลือดออกก่อนคลอด จากรกเกาะต่ำ หรือรกลอกตัวก่อนกำหนด
การช่วยการเจริญพันธุ์
ภาวะน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนด
ครรภ์แรก
ทารกพิการแต่กำเนิด ทารกตายในครรภ์
ปัจจัยที่มีโอกาสแก้ไขได้
การสูบบุหรี่และการใช้สารเสพติด
ไม่ได้ฝากครรภ์
ขาดสารอาหาร ภาวะทุพโภชนาการ
ภาวะซีด (anemia)
น้ำหนักตัวก่อนตั้งครรภ์น้อย (BMI น้อยกว่า 18.5)
การติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะและระบบสืบพันธุ์
การทำงานหนัก
ความเครียดสูงหรือเรื้อรัง
โรคของเหงือกและฟัน
ข้อมูลผู้ป่วย
มารดาตั้งครรภ์แฝดสาม ส่งผลให้การหดรัดตัวหรือการยืดขยายของมดลูกมากผิดปกติ
ภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด (preterm labour) หมายถึง
ภาวะเจ็บครรภ์คลอดที่เกิดในช่วงอายุครรภ์ก่อน 37 สัปดาห์
โดยมีการหดรัดตัวของมดลูกอย่างสม่ำเสมออย่างน้อย 4 ครั้ง ใน 20 นาที หรือ 8 ครั้ง ใน 60 นาที ร่วมกับมีการเปลี่ยนแปลงของปากมดลูก
ข้อมูลส่วนตัว
หญิงตั้งครรภ์อายุ 29 ปี G1P0000 อายุครรภ์ 33+1 สัปดาห์ by date
อาการสำคัญที่มา รพ มา ANC ตามนัด ทำ NST พบ contraction
ประวัติการเจ็บป่วยปัจจุบัน
1 สัปดาห์ก่อนมาโรงพยาบาล ผู้ป่วยมีอาการท้องแข็งนานๆครั้ง ไม่สม่ำเสมอ 1 ชม. / 2 ครั้ง
ไม่มีมูกเลือด ไม่มีน้ำใสไหลออกจากช่องคลอด ไม่มีไข้ไอเสมหะเจ็บคอ ไม่มีท้องเสียถ่ายเหลว
ไม่มีปัสสาวะแสบขัด ลูกดิ้นดี ไม่มีปวดศีรษะ ไม่มีจุกแน่นลิ้นปี่ ไม่มีตาพร่ามัว
1 วันก่อนมาโรงพยาบาล มาตรวจตามนัด on EFM มี Contraction q 16-20 นาที, Duration 20 วินาที, +,
catagory I จึง admit นอนโรงพยาบาล observe อาการ
ประวัติการเจ็บป่วยในครอบครัว
มารดาหญิงตั้งครรภ์เป็นเบาหวาน
บิดาสามีหญิงตั้งครรภ์มีคู่แฝด
น้าหญิงตั้งครรภ์มีคู่แฝด
ประวัติการตั้งครรภ์ปัจจุบัน
หญิงตั้งครรภ์ G1P0000 GA 34+2 wks. by date, LMP 25 กรกฎาคม 2564 x 4 วัน,
EDC by date 1 พฤษภาคม 2565 ฝากครรภ์ครั้งแรกที่โรงพยาบาลตำรวจ GA 8+4 wks by date,
U/S ครั้งแรก 4 พฤศจิกายน 2565 GA 14+4 wks by date Total ANC ที่โรงพยาบาลตำรวจ 11 ครั้ง
น้ำหนักก่อนตั้งครรภ์ 58 kg ส่วนสูง 153 cm BMIก่อนการตั้งครรภ์ 24.78 kg/m^2
น้ำหนักปัจจุบัน 66.2 กิโลกรัม Total weight gain 8.2 กิโลกรัม ได้รับวัคซีนบาดทะยักครบ 2 เข็ม
ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ
วันที่ 23 กันยายน 2564 Hb=13.6, Hct=42.6, VDRL : Negative, HIV ab : Negative, HBsAg : Negative, MCV = 94.9, Hb E screening = Negative
วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2565 Hb=13.6, Hct=41.0, VDRL : Negative, HIV ab : Negative, HBsAg : Negative
GA 8+4 wks BS 50 g = 262 mg/dl, ตรวจ UA พบ sugar = 4+
GA 10+3 wks 100 g OGTT 94,256,253,162 consult med
GA 14+4 wks Rx. Utrogestan 20 mg, ASA gr I และทำ U/S พบ triplet A แยกคนละรก,
B กับ C เป็น monochorion
GA 18+4 wks U/S ที่ MFM และ ได้ Mixtard 6 u hs, Duphaston 10 mg 1x2 po pc
GA 23+4 wks ได้ Mixtard 8 u hs
GA 27+4 wks ได้ Nifedipine SR 20 mg และ U/S พบ triplet-C discordant 11%
GA 30+1 wks ได้ Repeat lab, Nifedipine SR 20 mg 1x2 po pc
GA 30+3 wks admit มภร. 17 Rx. Dexamethasone 6 mg IM x 4 dose q 12hr,
Bricanyl 1/2 amp sc q 6hr
GA 32+4 wks ทำ U/S = triplet A : cannot EFW, B=1371 g, C=1389 g
นัด Admit วันที่ 14 มีนาคม 2565 NST ก่อน Admit
GA 33+1 wks มา ANC ตามนัด ทำ NST: reactive จึง Admit
อาการแรกรับ 14 มีนาคม 2565
ผลตรวจครรภ์
HF 4/4 > สะดือ FHS 148/140/150
no PV
Mild uterine contraction (irregular)
Interval = 20’ Duration = 20” Intensity = +
อุณหภูมิร่างกาย = 36.1 องศาเซลเซียส, อัตราการเต้นของหัวใจ 104 ครั้ง/นาที, อัตราการหายใจ 18 ครั้ง/นาที, ความดันโลหิต 111/74 มิลลิเมตรปรอท, O2 sat 100 %
ผลตรวจ urine : albumin/sugar = Negative/Negative
ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ
วันที่ 21 มีนาคม 2565
CBC : Hb=13.2g/dL, Hct=39.1%, Platelet count=171 10^3/uL
วันที่ 22 มีนาคม 2565 07.00 น.
DTX 74 mg%
ผลตรวจอื่นๆ
U/S
พบแฝดทั้ง 3 คน เป็นแบบ Dichorionic tri-amniotic : DCTA
triplet A แยกคนละรกและคนละถุงน้ำคร่ำกับB,C เป็น Dichorionic Diamniotic และ
triplet B กับ C ใช้รกร่วมกัน แต่แยกคนละถุงน้ำคร่ำเป็น Monochorionic Diamniotic
EFW, AFI
GA 30+1 wks
คนที่ 1 = 1273 g AFI= 2.9 ชม.
คนที่ 2 = 1129 g AFI = 3.9 ซม.
คนที่ 3 = 1111 g AFI = 3.7 ซม.
NST
วันที่ 14 มีนาคม 2565 GA 33+1 wks : Reactive, Mild uterine contraction (Irregular)
วันที่ 17 มีนาคม 2565 GA 33+4 wks : Reactive, No uterine contraction
วันที่ 21 มีนาคม 2565 GA 34+1 wks : Reactive, No uterine contraction
อาการปัจจุบันเมื่อเกิดปัญหา
วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2565 GA 30+3 wks admit เพื่อให้ Dexamethasone 6 mg IM q 12 hr x4 dose แต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2565 มี uterine contraction ทุก 5 -10 นาที
วันที่ 22 มีนาคม 2565 GA 34+2 wks หญิงตั้งครรภ์ผ่าตัดคลอดแบบ Low Transverse Caesarean Section, Anesthesia Spinal block + Morphine มี Blood loss 800 ml ที่ OR และมี Blood loss 1,000 ml ที่ RR รวม 1,800 ml เนื่องจาก งดยา ASA มา 6 วัน และมีแผลในโพรงมดลูกจากการตั้งครรภ์แฝดสาม
สรุปว่าแพทย์ตัดสินใจอย่างไรในการแก้ปัญหา
วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2565 GA 30+4 wks มี uterine contraction แพทย์ให้ Bricanyl 1/2 amp sc q 6 hr x 1 day เพื่อยับยั้งการคลอด เนื่องจาก เป็น preterm และยังไม่ได้งดยา ASA และNST ก่อน D/C : no uterine contraction, นัดมา F/U วันที่ 10 มีนาคม 2565
วันที่ 22 มีนาคม 2565 GA 34+2 wks ได้รับยา 5% DN/2 700 ml IV drip + Syntocinon 40 unit IV drip 120 ml/hr, Transamin 500 mg IV 4 Amp, Cytotec 5 tab, Cefazolin 2 g IV drip, Gelofusin 150 ml, LPRC 2 unit และติดตามผล Lab : CBC
ปัญหาที่สำคัญของหญิงตั้งครรภ์หรือผู้คลอดรายนี้
ทารกมีเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนในระยะคลอด เนื่องจากครรภ์แฝดเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด
กิจกรรมการพยาบาล
ประเมินสภาพทารกในครรภ์ด้วยเครื่อง Fetal monitor ตรวจและบันทึก อัตราการเต้นของหัวใจทารกอย่างสม่ำเสมอ ทุก 1 ชั่วโมง เพื่อประเมินภาวะสุขภาพของทารกในครรภ์ ถ้าพบผลผิดปกติรายงานแพทย์ทราบทันที
ประเมินการหดรัดตัวของมดลูกเพื่อเฝ้าระวังการคลอดก่อนกำหนด
แนะนำให้ bed rest โดยจัดท่าให้มารดานอนตะแคงซ้าย เพื่อให้เลือดมาเลี้ยงมดลูกและบริเวณรกมากขึ้นเพื่อช่วยให้การหดรัดตัวของกล้ามเนื้อมดลูกลดลง
ดูแลให้ได้รับยา Dexamethasone 6 mg IM x 4 dose q 12 hr เพื่อช่วยให้ปอดของทารกเจริญได้ดี และ ดูแลให้ได้รับยายับยั้งการคลอด ได้แก่ Bricanyl 1/2 amp sc q 6 hr x 1 day ตามแผนการรักษาของแพทย์
จัดเตรียมความพร้อมโดยให้การคลอดดำเนินไป โดยมารดาและทารกได้รับความปลอดภัย โดยเตรียมอุปกรณ์และทีมช่วยฟื้นคืนชีพทารก ตลอดจนกุมารแพทย์ให้พร้อมตลอดเวลา
เสี่ยงต่อการเกิดภาวะ Hypovolamic shock เนื่องจากตกเลือดหลังคลอด
กิจกรรมการพยาบาล
ประเมินสัญญาณชีพ และประเมินอาการแสดงของภาวะช็อก ได้แก่ ชีพจรเบาเร็ว ความดันโลหิตลดลง เหงื่อออก ตัวเย็น หน้ามืด ใจสั่น ชีด กระสับกระส่าย มีเลือดออกทางช่องคลอดปริมาณมาก รีบรายงานแพทย์
ประเมินการหดรัดตัวของมดลูก หากไม่พบว่ามดลูกหดรัดตัวเป็นก้อนแข็ง ดูแลคลึงมดลูก พร้อมกับการไล่ก้อนเลือดออกจากโพรงมดลูกออกให้หมดเพื่อให้มดลูกสามารถหดรัดตัวได้ดี
แนะนำมารดาสังเกตการหดรัดตัวของมดลูกและสอนการคลึงมดลูก เพื่อกระตุ้นการหดรัดตัวของมดลูก
ดูแลจัดให้นอนหงายราบ เพื่อให้เลือดจากส่วนต่างๆของร่างกายไหลกลับเข้าสู่หัวใจได้มากขึ้น เลือดจะไปเลี้ยงสมองและอวัยวะส่วนต่างๆได้ง่าย
บันทึกปริมาณน้ำเข้าและออกจากร่างกายตลอด 24 ชั่วโมง ตามแผนการรักษา เพื่อประเมินการเสียเลือดและการขาดน้ำ
ใส่สายสวนปัสสาวะค้างไว้ เพื่อให้กระเพาะปัสสาวะว่างและประเมินปริมาณปัสสาวะที่ออก และหลังจากถอดสายสวนปัสสาวะดูแลกระเพาะปัสสาวะให้ว่าง โดยการกระตุ้นให้มารดาปัสสาวะบ่อยๆ ไม่กลั้นปัสสาวะ เพื่อลดการขัดขวางการหดรัดตัวของมดลูก
กระตุ้นการหดรัดตัวของมดลูกโดยให้ยาตามแผนการรักษา คือ 5% DN/2 700 ml IV drip + Syntocinon 20 unit IV drip 120 ml/hr , add Syntocinon 20 unit ใน IV เดิม, Transamin 1 gm IV slowly push, Cytotec 5 tab rectal suppo, Gelofusin 150 ml
ให้เลือดชนิด LPRC 2 unit ตามแผนการรักษา โดย
-ตรวจสอบชื่อ-สกุล ชนิดของส่วนประกอบของเลือดและหมู่เลือด ของผู้คลอดให้ตรงกัน
-วัดสัญญาณชีพก่อนให้เลือด และหลังให้เลือดทุก 15 นาที จำนวน 4 ครั้ง, 30 นาที จำนวน 2 ครั้ง และ 1 ชั่วโมง ถ้าปกติคงที่ ให้วัดทุก 4 ชั่วโมง
ติดตามผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ ได้แก่ CBC เพื่อดู hemoglobin, hematocrit, RBC และ Platelet count
มีโอกาสเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากการได้รับยา Bricanyl
กิจกรรมการพยาบาล
สังเกตอาการข้างเคียง หลังให้ยา Bricanyl 1/2 amp sc q 6 hr x 1 day ตามแผนการรักษา ได้แก่ อาการมือสั่น ใจสั่น หงุดหงิด ประสาทหลอน มีไข้ ปวดศีรษะ อาเจียน แน่นหน้าอก เจ็บหน้าอก ชีพจรเต้นเร็ว ความดันโลหิตต่ำ อินซูลินในเลือดสูง กรดแลคติคในเลือดสูง โปตัสเซียมในเลือดต่ำ ถ้ามีอาการต่อไปนี้ควรหยุดยา พร้อมทั้งรายงานแพทย์ทราบ
วัดและประเมินสัญญาณชีพหลังได้รับยา Bricanyl เกณฑ์ปกติ คือ อุณหภูมิร่างกาย 36.5-37.4 องศาเซลเซียส อัตราการเต้นของชีพจร 60-90 ครั้ง/นาที อัตราการหายใจ 18-24 ครั้ง/นาที ความดันโลหิต 90/60-140/90 มิลลิเมตรปรอท
เจาะ DTX ทุก 1 hr หลังอาหาร แพทย์ keep 80-180 mg% เพื่อติดตามค่าน้ำตาล
ดูแลให้ได้รับยา mixtard 6 ยูนิต ทุก 6 ชั่วโมง ตามแผนการรักษา
ติดตามผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ ได้แก่ electrolyte เพื่อติดตามค่า potassium
เสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียงจากการได้รับยาระงับความรู้สึก
กิจกรรมการพยาบาล
วัดสัญญาณชีพทุก 15 นาที จำนวน 4 ครั้ง, 30 นาที จำนวน 2 ครั้ง และ 1 ชั่วโมง ถ้าปกติคงที่ ให้วัดทุก 4 ชั่วโมง เมื่อพบความผิดปกติ เช่น ชีพจรเต้นเบาเร็ว ความดันโลหิตลดลง pulse pressure แคบ และ หายใจไม่สม่ำเสมอระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลง เช่น กระสับกระส่าย ปลายมือปลายเท้า เย็น ซีด ให้รายงานแพทย์
ประเมินและบันทึกจำนวนปัสสาวะที่ออกมาอย่างน้อยทุก 2 ชั่วโมง ใน 24 ชั่วโมงแรกหรือตามความจำเป็น เปรียบเทียบกับจำนวนสารน้ำท่ีได้รับทางหลอดเลือดดำ หากจำนวนปัสสาวะออกน้อยกว่า 0.5 ml/kg/hr ควรรายงานแพทย์เพื่อพิจารณาแผนการรักษา
ประเมินอาการคลื่นไส้ อาเจียน ซึ่งมักเกิดจากผลของยาระงับความรู้สึก หากมีอาการควรให้การช่วยเหลือโดยจัด ให้นอนตะแคงและสอดชามรูปไตไว้ใกล้ปากเพื่อรองรับอาเจียน ดูแลให้บ้วนปากจนสะอาด หากยังมีอาการต่อเนื่องควรรายงานแพทย์เพื่อพิจารณาแผนการรักษา
ประเมินอาการคันตามร่างกาย และอธิบายอาการข้างเคียงจากการได้รับยาระงับความรู้สึกให้แก่ผู้ป่วยทราบ และดูแลให้ยา Chlorpheniramine 10 mg IV q 6 hr ตามแผนการรักษา
คำแนะนำ
การตกเลือด
ประเมินการหดรัดตัวของมดลูกและคลึงมดลูกจนหดรัดตัวกลมแข็งและกดไล่ก้อนเลือดที่อาจค้างอยู่ในมดลูกซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้มดลูกหดรัดตัวไม่ดี
หลังจากถอดสายสวนปัสสาวะดูแลกระเพาะปัสสาวะให้ว่างโดยการกระตุ้นให้มารดาปัสสาวะบ่อยๆ ไม่กลั้นปัสสาวะ เพื่อลดการขัดขวางการหดรัดตัวของมดลูก
เบาหวานขณะตั้งครรภ์
การดูแลหลังคลอด
-การควบคุมระดับน้ำตาลหลังคลอด
ภายหลังคลอด 2-3 วัน ความไวของอินซูลินเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นโดยทั่วไปในช่วงเวลาดังกล่าวจึงไม่มีความจำเป็นต้องฉีดยาอินซูลินเหมือนช่วงก่อนคลอด
-การให้นมบุตร
มารดาหลังคลอดที่มีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ส่วนใหญ่จะมีระดับน้ำตาลในเลือดลดลงจนเป็นปกติ
ภายหลังคลอด ไม่จำเป็นต้องได้รับยาเม็ดลดระดับน้ำตาลหรือยาฉีดอินซูลิน จึงไม่มีข้อห้ามในการให้นมบุตรแต่อย่างไร
ในกรณีที่ยังตรวจพบมีภาวะเบาหวานภายหลังคลอดบุตร แนะนำให้รักษาด้วยยาฉีดอินซูลินและสามารถให้นมบุตรได้ตามปกติ เนื่องจากอินซูลินไม่สามารถผ่านสู่น้ำนมได้
-การคุมกำเนิด
ไม่แนะนำให้ใช้ห่วงอนามัยในมารดาหลังคลอดที่มีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ วิธีคุมกำเนิดที่ดีที่สุด
ในผู้ป่วยเบาหวานคือ การใช้ Barrier methods ส่วนในรายที่มีบุตรพอแล้ว ให้ทำหมันถาวรจะเป็นวิธีคุมกำเนิดถาวรที่ดีที่สุด
-การติดตามหลังคลอด
มีการตรวจพบว่าประมาณร้อยละ 50 ของมารดาที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์จะเป็น Overt diabetes
ยิ่งถ้าขณะตั้งครรภ์มีความผิดปกติของ Fasting blood sugar ยิ่งมีโอกาสเป็นเบาหวาน หลังคลอดมากขึ้นดังนั้นมารดาหลังคลอด สัปดาห์ที่มีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ควรตรวจน้ำตาลในเลือด 2 ชั่วโมงหลังให้น้ำตาล 75 กรัมทางปาก