Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
การดูแลสุขภาพจิตและจิตเวชในวัยเด็กและวัยรุ่น, พ.อ.อ.วีระยุทธ งิ้วลาย …
การดูแลสุขภาพจิตและจิตเวชในวัยเด็กและวัยรุ่น
กลุ่มโรคความผิดปกติของพัฒนาการความบกพร่องทางสติปัญญา (Intellectual disabilities/Mental Retardation)
โรคภาวะการเรียนรู้บกพร่อง (Learning Disability: LD)
ความหมาย
ภาวะการเรียนรู้บกพร่องหรือแอลดี คือ โรคทางระบบประสาทพัฒนาการที่เด็กมีปัญหาการเรียนรู้ ซึ่งเกิดจากการทำงานผิดปกติของสมองที่ควบคุมความสามารถในด้านนั้นๆ เช่น ปัญหาการอ่านสะกดคำ ปัญหาการเขียน หรือ ปัญหาด้านการคำนวณ
สาเหตุ
เกิดจากปัจจัยร่วมกันระหว่างพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดความบกพร่องในการทำงานของสมองในตำแหน่งที่จำเพาะกับทักษะนั้นๆ โดยพบได้ถึง 4-10% ในเด็กวัยเรียน เพศชายพบมากว่าเพศหญิง 2-3 เท่า และพบร่วมกับโรคสมาธิสั้นได้ถึง 40-50%
การวินิจฉัย
วินิจฉัยโดยกุมารแพทย์พัฒนาการเด็กหรือจิตแพทย์เด็ก จากข้อมูลที่ได้จากพ่อแม่และคุณครู ตรวจประเมินเด็กอย่างละเอียด ร่วมกับการทดสอบระดับสติปัญญาและความสามารถทางการเรียน
แนวทางการช่วยเหลือ
พัฒนาความสามารถด้านอื่นๆ เช่น ด้านกีฬา ดนตรี กิจกรรม สนับสนุนให้เด็กแสดงออกถึงจุดเด่นหรือความชอบความถนัดของตนเอง ช่วยให้เด็กได้เป็นที่ยอมรับของคนอื่นๆ ส่งผลให้เด็กรู้สึกดีต่อตนเองและสร้างความมั่นใจ ความภาคภูมิใจในตัวเอง
หากสงสัยว่าเด็กมีปัญหาอ่านหนังสือไม่คล่อง เขียนผิด ไม่เข้าใจการคำนวณ หรือ ในเด็กที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น คนในครอบครัวมีความบกพร่องในการอ่าน หรือ เด็กที่มีประวัติพัฒนาการทางภาษาล่าช้า ควรพามาตรวจกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยและแนวทางการดูแลรักษา
ตรวจวินิจฉัยปัญหาอื่นๆที่พบร่วมกันและให้การช่วยเหลือ เช่น โรคสมาธิสั้น ความบกพร่องทางภาษาและการสื่อสาร ปัญหาการทำงานประสานกันของกล้ามเนื้อมือ ปัญหาพฤติกรรม เป็นต้น
ให้การช่วยเหลือด้านการศึกษา ได้แก่ ฝึกฝนการอ่านหนังสือ ฝึกการสะกดทุกวันโดยเริ่มจากพื้นฐานที่เด็กทำได้ ย่อยบทเรียนให้ละเอียดขึ้น คุณครูช่วยจัดทำแผนการเรียนรู้รายบุคคล ใช้สื่อการสอนหรือเทคโนโลยีช่วย และปรับการสอบ เช่น ให้เวลาสอบเพิ่มขึ้น คุณครูช่วยอ่านคำถามข้อสอบให้ เป็นต้น
โรคออทิสติก (autistic disorder)
สาเหตุ
มีความพยายามในการศึกษาถึงสาเหตุของโรคออทิสติก แต่ยังไม่ทราบสาเหตุของความผิดปกติที่ชัดเจน ในปัจจุบันมีหลักฐานสนับสนุนว่าเกิดจากความผิดปกติในการทำงานของสมอง มากกว่าเป็นผลมาจากสิ่งแวดล้อม ในอดีตเคยเชื่อว่าโรคออทิสติก เกิดจากการเลี้ยงดูในลักษณะที่เย็นชา แต่จากหลักฐานข้อมูลในปัจจุบันยืนยันได้ชัดเจนว่า รูปแบบการเลี้ยงดูไม่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคออทิสติก
การดูแลรักษา
การดูแลรักษาบุคคลออทิสติก ไม่มีวิธีการใดที่ดีที่สุด หรือยอดเยี่ยมที่สุดเพียงวิธีการเดียว และไม่มีรูปแบบที่เป็นสูตรสำเร็จรูปแบบเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน แต่ต้องเป็น “การดูแลรักษาแบบบูรณาการ” กล่าวคือ ใช้วิธีการบำบัดหลายวิธีร่วมกัน โดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญสหวิชาชีพ ร่วมกับครอบครัวของบุคคลออทิสติก สุมหัวรวมความคิด ช่วยกันออกแบบการดูแลรักษา ให้เหมาะสมกับความสามารถ และสภาพปัญหาของแต่ละคน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ความหมาย
เป็นความผิดปกติของพัฒนาการเด็กรูปแบบหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเฉพาะตัว โดยเด็กไม่สามารถพัฒนาทักษะสังคม ทักษะทางภาษา และการสื่อความหมายได้เหมาะสมตามวัย มีลักษณะพฤติกรรม กิจกรรม และความสนใจ เป็นแบบแผนซ้ำๆ ไม่ยืดหยุ่น
กลุ่มโรคความผิดปกติของสมาธิและพฤติกรรม
โรคพฤติกรรมเกเรรุนแรง Conduct Disorder
อาการของ อาจแตกต่างกันตามอายุของเด็กและความรุนแรงของโรค โดยกลุ่มพฤติกรรมที่มักพบ ได้แก่พฤติกรรมก้าวร้าว คุกคามหรือรังแกผู้อื่น ทำร้ายร่างกายผู้อื่น ทารุณสัตว์ หรือล่วงละเมิดทางเพศผู้อื่น ทำลายข้าวของ หรือลอบวางเพลิงโดยเจตนา โกหกบ่อย ๆ ลักขโมย ย่องเบา หรือปลอมแปลงสิ่งของ ไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบหรือมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมกับวัย เช่น หนีโรงเรียน หนีออกจากบ้าน ก่อกวนผู้อื่น มีพฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะสม ดื่มแอลกอฮอล์ หรือใช้สารเสพติด เป็นต้น
คือ โรคความผิดปกติทางด้านพฤติกรรมและอารมณ์ในเด็กหรือวัยรุ่น โดยเด็กหรือวัยรุ่นที่ป่วยมักมีพฤติกรรมก้าวร้าว ทำลายข้าวของ โกหกเป็นนิสัย หรือมีปัญหาในการปฏิบัติตัวตามกฎระเบียบต่าง ๆ
การรักษาแพทย์จะพิจารณาวิธีการรักษา Conduct Disorder ที่เหมาะสมต่อเด็กแต่ละคนจากปัจจัยต่าง ๆ อาทิ อายุของผู้ป่วย หรือความรุนแรงของอาการ โดยวิธีที่แพทย์มักใช้ในการรักษา ได้แก่
การรักษาด้วยยาแพทย์อาจให้ยาบางชนิดเพื่อรักษาอาการหรือโรคต่าง ๆ ที่อาจเกิดร่วมกับ Conduct Disorder เช่น โรคสมาธิสั้น หรือภาวะซึมเศร้า เป็นต้น
จิตบำบัด (Psychotherapy)แพทย์จะพูดคุยและให้คำปรึกษาเพื่อปรับเปลี่ยนกระบวนการคิดและพฤติกรรมของผู้ป่วย โดยแพทย์จะช่วยให้ผู้ป่วยเรียนรู้วิธีควบคุมอารมณ์ของตัวเอง การแสดงออกที่เหมาะสม การใช้หลักเหตุผล และการแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เหมาะสม
โรคดื้อต่อต้าน (Oppositional disorder)
สาเหตุของ
ปัจจัยทางพันธุกรรม ODD นั้นอาจเกิดจากการถ่ายทอดความผิดปกติทางพันธุกรรมจากคนในครอบครัวที่เคยมีประวัติเกี่ยวกับความผิดปกติทางจิต เช่น โรควิตกกังวล ภาวะความผิดปกติทางบุคลิกภาพ และภาวะความผิดปกติทางอารมณ์ เป็นต้น
ปัจจัยแวดล้อม ปัญหาหรือพฤติกรรมในครอบครัวอาจเป็นสาเหตุของโรคนี้ได้ เช่น ครอบครัวมีฐานะยากจน ผู้ปกครองละเลยไม่ใส่ใจดูแลลูก เด็กขาดการอบรมเลี้ยงดูอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ การขาดแบบอย่างที่ดีในการใช้ชีวิต การเลียนแบบพฤติกรรมที่ไม่ดี พ่อและแม่หย่าร้างกัน ความรุนแรงในครอบครัว คนในครอบครัวมีภาวะความผิดปกติทางจิต และการใช้แอลกอฮอล์หรือสารเสพติดของคนในครอบครัว เป็นต้น
ปัจจัยทางร่างกาย มีการศึกษาที่ได้กล่าวว่าโรคดื้อต่อต้านนั้น อาจเป็นส่วนหนึ่งของภาวะพฤติกรรมบกพร่องที่เกิดจากสารสื่อประสาทและเซลล์ประสาททำงานผิดปกติ รวมถึงสารเคมีในสมองที่อยู่ในภาวะไม่สมดุล ซึ่งอาจเป็นผลกระทบจากการที่สมองได้รับบาดเจ็บหรือเกิดความบกพร่องบางอย่าง นอกจากนี้ เด็กและวัยรุ่นที่เป็น ODD อาจมีความผิดปกติทางจิตอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น เป็นโรคสมาธิสั้น ภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ โรควิตกกังวล และภาวะซึมเศร้า เป็นต้น โดยความผิดปกติเหล่านี้อาจมีผลต่อการแสดงพฤติกรรมทางลบอีกด้วย
อาการหรือพฤติกรรม
มีพฤติกรรมต่อต้าน มักเถียงผู้ใหญ่หรือผู้ปกครองอย่างรุนแรงและไม่ลดละ จงใจที่จะก่อกวนหรือสร้างความรำคาญให้กับผู้อื่น ไม่ทำตามกฎข้อบังคับ ไม่รับฟังหรือยอมทำตามคำขอหรือคำสั่งจากผู้อื่น รวมทั้งไม่ยอมรับผิดและโทษคนอื่นในความผิดที่ตนเองทำ
อารมณ์รุนแรงและเปลี่ยนแปลงง่าย อารมณ์เสีย โมโห หรือไม่พอใจได้ง่าย และอาจเกิดขึ้นบ่อยครั้ง เมื่อถูกผู้อื่นรบกวนจะรู้สึกหงุดหงิดหรือรำคาญได้ง่ายกว่าเด็กทั่วไป นอกจากนี้ อาจระเบิดอารมณ์เมื่อโกรธหรือไม่พอใจมาก ๆ
เจตนาร้าย มีการสบถหรือพูดคำหยาบคายเมื่อรู้สึกไม่พอใจ หากรู้สึกโกรธใครมาก ๆ มักจะหาทางแก้แค้น ตอบโต้ หรือกลั่นแกล้งอีกฝ่าย และเกิดขึ้นมากกว่า 2 ครั้งในระยะเวลา 6 เดือน
โรคดื้อต่อต้าน เป็นโรคที่เด็กแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมต่อผู้ดูแลอย่างผู้ปกครอง หรือครู อย่างการต่อต้าน ท้าทาย ขัดขืน และไม่ฟังคำสั่ง ซึ่งอาจเกิดจากปัจจัยทางพันธุกรรม ระบบประสาท หรือสภาพแวดล้อม
การรักษา
กลุ่มบำบัด เป็นการนำเด็กที่อยู่ในวัยเดียวกันหรือวัยใกล้เคียงกันมาพูดคุยหรือทำกิจกรรมร่วมกัน เพื่อพัฒนาทักษะในการสื่อสาร การเข้าสังคม และการปฏิบัติตัวอย่างถูกต้องเมื่ออยู่กับผู้อื่น
ครอบครัวบำบัด เป็นวิธีการบำบัดที่สมาชิกในครอบครัวทุกคนต่างมีส่วนร่วมในการเรียนรู้และสร้างความเข้าใจในอาการของโรค เพื่อเรียนรู้วิธีการแสดงออกต่อผู้ที่เป็น ODD อย่างเหมาะสม เพื่อให้ผู้ป่วยและคนในครอบครัวสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข
พฤติกรรมบำบัด มีจุดประสงค์เพื่อลดและหลีกเลี่ยงพฤติกรรมทางลบ โดยปรับเปลี่ยนรูปแบบความคิดและพฤติกรรมของเด็กด้วยการพัฒนาวิธีการสื่อสารให้ถูกต้อง ให้เด็กเรียนรู้ทักษะในการแก้ไขปัญหา รวมทั้งฝึกควบคุมความโกรธและการแสดงออกทางอารมณ์อย่างเหมาะสมและไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ
Parent-Child Interaction Therapy (PCIT) เป็นวิธีการบำบัดโดยเปลี่ยนวิธีการแสดงออกของพ่อหรือแม่ เพื่อให้เด็กลดพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดปัญหา โดยจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาจะสังเกตการณ์อยู่อีกห้องหนึ่งและคอยให้คำแนะนำถึงเทคนิค วิธีการพูด และการแสดงออกต่อเด็กให้แก่ผู้ปกครอง เพื่อกระตุ้นให้เด็กมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในทางที่ดีขึ้น อย่างการให้รางวัลเมื่อเด็กมีพฤติกรรมที่ดี นอกจากนี้ PCIT อาจส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูกนั้นเป็นไปในทางที่ดีขึ้นด้วย
การเข้ารับการอบรมเลี้ยงดูเด็กที่เป็น ODD เป็นการอบรมเพื่อปรับเปลี่ยนและพัฒนาวิธีเลี้ยงดูเด็กที่มีอาการ ODD อันเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่อาจช่วยรักษาอาการให้ดีขึ้นได้ อีกทั้งยังช่วยลดความท้อแท้และเพิ่มกำลังใจให้ทั้งผู้ปกครองและเด็กด้วย ซึ่งนอกจากวิธีการเลี้ยงดู การเอาใจใส่ และความอดทนแล้ว การให้ความรักความอบอุ่นกับเด็กก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ด้วยเช่นกัน
การใช้ยา อาจเป็นวิธีที่ช่วยรักษาอาการได้ในกรณีที่ผู้ป่วย ODD มีความผิดปกติทางจิตอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ภาวะซึมเศร้า และโรคสมาธิสั้น เป็นต้น
โรคซนสมาธิสั้น ADHD (Attention Deficit Hyperactivity Disorder)
สาเหตุ เกิดจากปัจจัยร่วมกันระหว่างพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดความบกพร่องในการทำงานของสมองส่วนหน้า ซึ่งมีหน้าที่ในการควบคุมสมาธิ อารมณ์ การยับยั้งชั่งใจ และทักษะการจัดการ โดยพบว่าสมองส่วนหน้ามีการเจริญที่ล่าช้ากว่าเด็กวัยเดียวกัน ร่วมกับพบว่าการสร้างสารเคมีบางชนิดในสมองส่วนนี้มีความไม่สมดุล
โรคซนสมาธิสั้น คือ ภาวะที่เด็กมีปัญหาเรื่องซน อยู่ไม่นิ่ง หุนหันพลันแล่น และขาดสมาธิ จนส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน และประสิทธิภาพในการเรียนรู้ เช่น มีผลเสียต่อการเรียน เกิดปัญหาพฤติกรรม และการอยู่ร่วมกับคนอื่น หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาจะส่งผลเสียต่อเด็กอย่างมากทั้งในเรื่องการประสบความสำเร็จในด้านการเรียน การทำงาน และความสัมพันธ์ ในอนาคต
อาการของโรคซนสมาธิสั้น
แบ่งเป็น 2 ด้านหลัก คือ
อาการขาดสมาธิ ได้แก่ สมาธิสั้น ไม่สามารถคงสมาธิได้ต่อเนื่อง ทำงานหรือการบ้านไม่เสร็จ ทำงานไม่รอบคอบ มีความยากลำบากในการทำงานที่ต้องวางแผนทำเป็นลำดับขั้นตอน มีอาการเหม่อ ใจลอย วอกแวกง่าย ขี้ลืมบ่อย ทำของที่สำคัญหายบ่อย
อาการซนและหุนหันพลันแล่น ได้แก่ วิ่งซน ปีนป่าย เล่นเสียงดัง ไม่สามารถอยู่นิ่งได้ มักประสบอุบัติเหตุจากความซน ขาดความระมัดระวัง ลุกออกจากที่นั่งหรือเดินในห้องเรียนขณะที่ครูสอน ยุกยิก อยู่ไม่สุข พูดมากเกินไป พูดโพล่ง พูดแทรกบทสนทนา วู่วามใจร้อน ไม่สามารถรอคอยคิวได้
การวินิจฉัย วินิจฉัยโดยกุมารแพทย์พัฒนาการเด็กหรือจิตแพทย์เด็ก ตรวจประเมินเด็กในห้องตรวจอย่างละเอียด ร่วมกับข้อมูลที่ได้จากพ่อแม่และคุณครู ดังนั้นหากสงสัยว่าลูกมีปัญหาสมาธิสั้นควรพามาตรวจกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ได้รับแนวทางการดูแลตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบเมื่อเติบโตขึ้น
การรักษา การรักษาโรคซนสมาธิสั้นที่มีประสิทธิภาพในปัจจุบัน ได้แก่ การรักษาด้วยยา ยาที่ใช้รักษาโรคซนสมาธิสั้นที่ได้ผลดีที่สุดที่มีในประเทศไทย การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและให้การช่วยเหลือที่บ้าน การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและให้การช่วยเหลือที่โรงเรียน
โรคความผิดปกติทางบุคลิกภาพ (Personality disorder)
อาการทั่วไป ไม่ปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่น เรียกร้องให้ผู้อื่นปรับตัว . เอาแต่ใจตนเอง ไม่รู้สึกว่าตนเองมีปัญหา คิดว่าคนอื่นมีปัญหา
ไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม มีปัญหาทางอารมณ์ซึ่งเป็นผลจากการปรับตัวไม่ดี
ความผิดปกติทางบุคลิกภาพ คือ ความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับบุคลิกภาพ ซึ่งจะแสดงออกเป็นพฤติกรรมไม่เหมาะสมในการคิด การตอบสนองทางอารมณ์ การแก้ไขปัญหา และการดำเนินชีวิต
สาเหตุของโรคบุคลิกภาพผิดปกติ. การเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม ไม่ถูกต้อง การเผชิญปัญหาในชีวิตที่ท าให้การเรียนรู้ผิดไปจากเด็กทั่วไป ปัจจัยทางพันธุกรรม การเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อม โรงเรียน และเพื่อน
การรักษาบุคลิกภาพแปรปรวน การรักษาปัญหาบุคลิกภาพแปรปรวนเป็นสิ่งที่ลำบากมาก เพราะบุคคลผู้นั้นมักไม่มีความต้องการจะรักษา การมาพบแพทย์มักเนื่องจากผู้อื่น เช่น บิดามารดา คู่สมรส หรือนายจ้าง รบเร้าให้มา แต่ก็มีบางรายที่มาเพราะกังวลจากผลสะท้อนทางสังคมเกี่ยวกับพฤติกรรมของตน หรือเพราะเริ่มค่อยๆ เข้าใจว่าตนผิดปกติ หลักการรักษาคือ.1. จิตบำบัดอย่างลึก 2.จิตบำบัดเฉพาะตัว การรักษาจะมุ่งเฉพาะพฤติกรรมที่ผิดปกติมากกว่าจะมุ่งที่ความขัดแย้งภายในจิตใจ 3. จิตบำบัดกลุ่ม
โรคอารมณ์แปรปรวนในเด็ก (Mood disorder in children)
ความหมาย โรคอารมณ์แปรปราน หรือโรคไบโพลาร์นั้น ทั้งอารมณ์ พฤติกรรมและความคิดที่แสดงออกจะอยู่ในระดับที่มากเกินขอบเขตที่แสดงออกในคนปกติทั่วไป คำว่า "ไบโพลาร์" แปลว่า 2 ขั้โรคไบโพลาร์หรือที่เรียกกันว่าโรคอารมณ์ แปรปราน เป็นโรคที่อารมณ์พฤติกรรมและความคิดเปลี่ยนกลับไปมาระหว่างขั้วลบและช้ำบากโดยอาการของเต็กที่เป็นโรคอารมณ์แปรปรวน มักจะรบกวนผู้อื่นส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิดประจำวันนอกจากนี้ยังเที่ยวข้องกับสมาธิในการเรียน ทำใช้ผลการเรียนตกลง
อาการ
Bipolar I disorder อาการขั้วบวก หรือขั้วครื้นเครง (mania หรือ nyper-mania) เด็กจะมีอาการมั่นใจในตนเองมากเกินไป
คิดว่าตนเองเก่งกว่าคนอื่นมาก มีความคิดฟุ้งซ่าน พูดมาก พูดเสียงดัง อยากทำโน่นทำนี้ใช้เงินฟุ่มเฟือยนอนน้อยถ้าไม่ได้ดั่งใจจะโกรธรุนแรง อาละวาดก้าวร้าว
Bipolar II disorder อาการขั้วลบ หรือขั่วซึมเศร้า (Depression)เด็กจะมีอารมณ์เบื่อหน่าย ไม่เพลิดเพลินไม่สนใจทำกิจกรรมที่เคยชอบทำ ไม่มั่นใจในตนเอง มองสิ่งต่างๆในแง่ลบ คิดว่าตนเองเป็นภาระของคนอื่น รู้สึกอยากตาย
สาเหต
1.ความผิดปกติในการทำงานของสมอง โดยพบว่ามีการทำงานของสารสื่อประสาในสมองที่ผิดปกดีในส่วนควบคมการแสดงออกของอารมณ์ 2. พันธุกรรม เด็กที่มีผู้ปกครองเป็นโรคอารมณ์แปรปรวนมีโอกาสเกิดโรคอารมณ์เเปรปรวนวันสูงกว่าเด็กทั่วไป
3.ปัจจัยจากสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการเกิดภาวะวิกฤติในชีวิตที่รนแรงช้ำ จะส่งผลให้สารสื่อประสาททำางานผิดปกติได้
การรักษา
การรับประทานยา เป็นวิธีการรักษาหลักและมีตวามสำคัญมากในการรักษาโรคนี้ยาทำหน้าที่ปรับสารสื่อประสาทในสมอง
เด็กที่พึ่งป่วยเป็นโรคอารมณ์แปรปรวนครั้งแรกเมื่อได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีจะสามารถหายเป็นปกติได้และมารับการรักนาตั้งแต่ระยะเริ่มต้นแต่ยังคงต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานซึ่งแพทย์ผู้ดูแลจะเป็นผู้พิจารณาว่าผู้ป่วยแต่ละรายจำเป็นต้องรับประทานยาต่อเนื่องนานแค่ไหน ปัญหาที่พบบ่อย คือเมื่อเด็กอาการดีขึ้นหลังรับประทานยาไปได้เพียง 1-2 เดือน
การปรับพฤติกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการนอนหลับการนอนน้อยติตต่อกันหลายวันทำให้อาการของโรคกำเริบได้ผู้ป่วยโรคอารมณ์แปรปรวนควรเข้านอนและตื่นนอนให้เป็นเวลาหลีกเลี้ยงการนอนดึก นอกจากนี้ยังควรหลีกเลี้ยงการใช้ยาหรือสารที่กระตุ้นประสาท เช่น ยาลดน้ำหนัก ดังนั้นผู้ปกครองจึงมีส่วนสำคัญมากในการรักษาโรคอารมณ์แปรูปรวนหรือ โรคไบโพลาร์นี้ ผู้ปกครองที่เข้าใจ คอยให้กำลังใจและสามารถสังเกตอาการเด็กที่เปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น รวมถึงแจ้งอาการต่อแพทย์ผู้ดูแลอย่างเปิดเผยจะช่วยให้ผลการรักษาดี รวมทั้งป้องกันโรคอารมณ์แปรปรวนไม่ให้กำเริบได้อีกด้วย การทำจิตบำบัดรายบุคคล / การทำครอบครัวบำบัด /การให้คำปรึกษาในโรงเรียน
พ.อ.อ.วีระยุทธ งิ้วลาย เลขที่ 14
กลุ่มโรคอารมณ์แปรปรวนในเด็ก