Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
การพยาบาลผู้ป่วยที่มีปัญหา ระบบผิวหนัง - Coggle Diagram
การพยาบาลผู้ป่วยที่มีปัญหา
ระบบผิวหนัง
โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis)
โรคสะเก็ดเงินเป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อย ๆ โดยพบได้ประมาณร้อยละ 1-2 ของคนทั่วไป มีลักษณะเป็นผื่นนูนแดงและมีสะเก็ดสีเงินอยู่ด้านบน มักพบบริเวณข้อศอก หัวเข่า หลัง และหนังศีรษะ แต่อาจพบผื่นที่ผิวหนังส่วนอื่นของร่างกายก็ได้รวมทั้งที่เล็บ ถ้าผื่นสะเก็ดเงินเกิดขึ้นในบริเวณข้อพับต่าง ๆ เช่น รักแร้ ขาหนีบ ใต้เต้านมของผู้หญิง ผื่นจะมีสะเก็ดน้อยหรือไม่มีเลยและพื้นผิวค่อนข้างมัน ร้อยละ 80 ของผู้ป่วยจะเป็นผื่นแบบเรื้อรังเฉพาะที่
สาเหตุของโรคสะเก็ดเงินยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่พบว่ามีการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันอย่างผิดปกติต่อองค์ประกอบบางอย่างของผิวหนัง ทำให้มีการแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนังเร็วขึ้นกว่าปกติผื่นจึงหนาตัวขึ้น
อาการผื่นผิวหนังเป็นได้หลายรูปแบบ ที่พบบ่อย คือ ผิวหนังอักเสบเป็นผื่นนูนแดง (erythematous plaque) ลอกเป็นขุย เป็น ๆ หาย ๆ ผู้ป่วยบางรายเป็นเฉียบพลันแล้วผื่นก็หายไป แต่บางรายก็เป็นผื่นเรื้อรัง ความผิดปกติอื่น ๆ ที่อาจพบได้ คือ ความผิดปกติที่เล็บ ข้ออักเสบ เป็นต้น ผู้ป่วยอาจมีอาการผิดปกติของเล็บหรือปวดข้อนำมาก่อน หรือเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับอาการผื่นที่ผิวหนัง
การรักษา • สะเก็ดเงินความรุนแรงน้อย หมายถึง ผื่นน้อยกว่า 10% ของพื้นที่ผิวทั่วร่างกาย (ผื่นขนาดประมาณ 1 ฝ่ามือเท่ากับพื้นที่ประมาณ 1%) ให้การรักษาโดยใช้ยาทา • สะเก็ดเงินความรุนแรงมาก หมายถึง ผื่นมากกว่า 10% ของพื้นที่ผิวทั่วร่างกาย พิจารณาให้การรักษาโดยใช้ยารับประทาน หรือฉายแสงอาทิตย์เทียม หรืออาจใช้ร่วมกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้รักษา
เริม
โรคเริม เกิดจากเชื้อไวรัส ที่มีชื่อว่า Herpe Simplex Virus (HSV) ซึ่งจะมีอยู่ 2ชนิดด้วยกัน คือ HSV type1และ HSV type2 โดยเชื้อ HSV นั้นทำให้เกิดเริมได้ที่บริเวณผิวหนัง และในส่วนชั้นเยื่อเมือกของร่างกาย โดยสามารถเกิดได้กับทุกเพศ ทุกวัย
การรักษานั้น สามารถรักษาได้ด้วยยาต้านไวรัสทั้งชนิดรับประทาน และชนิดทา ซึ่งหากพบความผิดปกติ แนะนำให้รีบพบแพทย์ เพื่อรับการรักษาอย่างถูกต้องต่อไป และสำหรับการป้องกันโรคเริม สิ่งสำคัญที่ไม่ควรลืม คือ การสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ เพื่อลดความเสี่ยงในการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ด้วย
อาการ โดยรวมแล้วอาการของเริมที่ปาก และเริมที่อวัยวะเพศนั้นค่อนข้างคล้ายกัน โดยจะมีตุ่มน้ำใสบริเวณที่ติดเชื้อ ได้แก่ ปาก อวัยวะเพศ ทวารหนัก บั้นท้าย หรือต้นขา มีอาการเจ็บปวด แสบที่บริเวณแผล หากเป็นการติดเชื้อครั้งแรกจะมีอาการค่อนข้างรุนแรงและหายช้า แต่ถ้าหากเป็นการติดเชื้อซ้ำ อาการจะไม่รุนแรงและหายได้เร็วกว่า
สาเหตุ เริมมีสาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัสเฮอร์พีส์ ซิมเพล็กซ์ (Herpes Simplex Virus: HSV) เชื้อไวรัสดังกล่าวแบ่งออกเป็น อีก 2 ชนิดย่อย ๆ คือ HSV-1 และ HSV-2 ซึ่งสามารถติดต่อกันได้จากคนสู่คนผ่านการสัมผัสเชื้อโดยตรง ผ่านทางการสัมผัสกับแผล และการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้ที่ติดเชื้อ หรือทางเพศสัมพันธ์และกิจกรรมทางเพศที่ไม่มีการป้องกัน รวมถึงการใช้ของเล่นทางเพศร่วมกันก็สามารถทำให้ติดเชื้อได้อีกด้วย
งูสวัด
เกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า ไวรัสวาริเซลลา (varicella virus) เป็นเชื้อตัวเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคสุกใส เชื้อไวรัสนี้เมื่อเริ่มเข้าสู่ร่างกายทั้งจากการหายใจ หรือการสัมผัสตุ่มน้ำใสโดยตรง จะทำให้เป็นโรคสุกใส เมื่อหายจากโรคนี้แล้ว เชื้อจะไปหลบซ่อนอยู่ในปมประสาทของร่างกาย ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้เวลานานหลายปี โดยไม่มีอาการผิดปกติใดๆ
อาการ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดแสบร้อนบริเวณผิวหนัง หลังจากนั้น 2-3 วัน มีผื่นแดงขึ้นตรงบริเวณที่ปวด แล้วกลายเป็นตุ่มน้ำใส ผู้ป่วยบางรายอาจมีไข้ร่วมด้วย ผื่นมักเรียงกันเป็นกลุ่ม หรือเป็น แถวยาวตามแนวเส้นประสาท และจะแตกออกเป็นแผล ต่อมาจะตกสะเก็ด และหายได้เองใน 2 สัปดาห์ และเมื่อแผลหายแล้ว อาจยังมีอาการปวดตามแนวเส้นประสาทได้
การรักษาโรคงูสวัดทำได้โดยการให้ยาต้านไวรัส ซึ่งจะช่วยลดอาการปวด การอักเสบ และจำนวนตุ่มน้ำที่จะเกิดขึ้น นอกจากนี้อาจให้ยารักษาตามอาการและภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น เช่น ยาบรรเทาอาการปวด ยาบรรเทาอาการคัน ยาปฏิชีวนะ เป็นต้น
Steven Johnson disease
คือความผิดปกติของผิวหนังและเยื่อเมือกบุผิวชนิดรุนแรงที่พบได้ไม่บ่อย โดยอาจเกิดจากการติดเชื้อหรือการตอบสนองของร่างกายต่อยาบางชนิด ในระยะแรกผู้ป่วยมักมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ ตามมาด้วยผื่นแดงที่ทำให้รู้สึกเจ็บปวด จากนั้นผื่นจะค่อย ๆ ลุกลามและกลายเป็นแผลพุพองในที่สุด
สาเหตุ ปัจจุบันแพทย์ยังไม่ทราบสาเหตุของ Stevens Johnson Syndrome อย่างแน่ชัด แต่เชื่อว่าการติดเชื้อและการใช้ยาบางชนิดอาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดโรคนี้ได้
อาการ ผื่นที่ผิวหนังเริ่มที่หน้า คอ คาง ลำตัว แล้วลามไปทั่วร่างกายเริ่มแรกมีลักษณะเป็นผื่นแดงและตุ่มนูนไม่คัน ต่อมาผื่นตุ่มบางส่วนจะมีตุ่มน้ำเกิดขึ้นตรงกลาง ตุ่มน้ำบางส่วนจะมีขนาดใหญ่คล้ายตุ่มพองจากน้ำร้อนลวก ซึ่งต่อมาจะแตกละหลุดลอกเป็นรอยแผลสีแดง มีอาการเจ็บ ผู้ป่วยจะรู้สึกไม่สบายมาก และมีไข้ หนาวสั่น
การรักษา แพทย์จะรับผู้ป่วยโรคนี้ไว้รักษาในโรงพยาบาลจนกว่าจะปลอดภัย เนื่องจากลักษณะคล้ายแผลถูกไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวก จึงควรรักษาในหออภิบาลผู้ป่วยหนัก ICU หรือหออภิบาลผู้ป่วย Burn Unit ทุกราย ในรายที่เป็นรุนแรง อาจใช้เวลานานหลายสัปดาห์ หรือเป็นแรมเดือน ทั้งนี้พบว่าโรคนี้มีอัตราการเสียชีวิตประมาณร้อยละ 5-12 ส่วนในรายที่ไม่รุนแรง โรคมักจะหายได้ภายใน 1-2 สัปดาห์ โดยไม่มีภาวะแทรกซ้อน ในรายที่ผิวหนังมีการติดเชื้อแทรกซ้อน ผื่นตุ่มอาจจะหายช้า 2-6 สัปดาห์
Burn แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก
การรักษาบาดแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก เมื่อได้รับบาดเจ็บ ห้ามใช้น้ำแข็งหรือน้ำเย็นจัดประคบ เพราะอาจทำให้บาดแผลลึกมากขึ้นได้ ควรล้างทำความสะอาดแผลด้วยน้ำสะอาดอุณหภูมิห้อง อาจใช้สบู่อ่อนชะล้างสิ่งสกปรกออกไปก่อนและล้างด้วยน้ำสะอาด จากนั้นใช้ผ้าสะอาดปิดแผลและไปพบแพทย์ ไม่ควรใช้ยาสีฟันหรือครีมอื่นใดชะโลมบนแผล เพราะอาจทำให้แผลมีโอกาสติดเชื้อมากขึ้น ปัจจุบันการดูแลรักษาบาดแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก (Burn) มีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก มีวัสดุปิดแผลใหม่ๆ (Burn wound dressing product) ที่มีคุณภาพดีหลายชนิด การเลือกใช้วัสดุปิดแผลอย่างถูกต้องและการดูแลอย่างใกล้ชิดของแพทย์ จะทำให้บาดแผลหายเร็วขึ้น ลดความทุกข์ทรมานของผู้ป่วยจากบาดแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวกลงได้มาก และการเกิดแผลเป็นลดลง ดังนั้นหากมีบาดแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ควรได้รับการรักษาที่ถูกต้องจากแพทย์โดยเร็ว
การติดเชื้อราที่ผิวหนัง
โรคเชื้อราที่ผิวหนังหรืออีกชื่อหนึ่งคือโรคเชื้อรา เป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากการติดเชื้อรา ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่ตามพื้นดิน พืช พื้นผิวของเครื่องใช้หรือเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้าน รวมถึงผิวหนังของมนุษย์ การติดเชื้อราอาจเกิดได้จากการสัมผัสกับเชื้อราโดยตรง การสัมผัสผู้ติดเชื้อ สัตว์ เสื้อผ้าและสิ่งของเครื่องใช้ ส่วนการรักษาเชื้อราที่ผิวหนังนั้นทำได้โดยการใช้ยาต้านเชื้อราควบคู่ไปกับการปรับพฤติกรรม
สังคัง (Tinea Cruris)
เป็นโรคติดเชื้อราบนผิวหนังที่มักเกิดบริเวณต้นขาด้านในและขาหนีบ ส่งผลให้ผิวหนังบริเวณดังกล่าวเป็นผื่นแดงอักเสบและคัน อาจปรากฏเป็นแผ่นหรือเป็นวง พบได้บ่อยในเพศชายวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ โดยอาการอาจรุนแรงขึ้นหลังการออกกำลังกาย และอาจแพร่กระจายไปสู่บริเวณก้นและหน้าท้องได้ สาเหตุของการเกิดสังคังนั้นมาจากการติดเชื้อราที่เจริญเติบโตได้ดีในที่อับและเปียกชื้น ซึ่งเชื้อสามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนและผ่านการใช้สิ่งของที่ติดเชื้อร่วมกัน เช่น ผ้าขนหนู และเสื้อผ้า เป็นต้น
กลาก (Ringworm)
เป็นโรคติดเชื้อราบนผิวหนังที่พบได้บ่อย โดยผู้ติดเชื้อจะมีผื่นคันปรากฏบนผิวหนังเป็นวงแดงหรือขุยสีขาว และอาจมีอาการอักเสบคล้ายผื่นแดงเกิดขึ้นร่วมด้วย ซึ่งกลากสามารถขึ้นตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ตั้งแต่หนังศีรษะ ใบหน้า มือ เท้า เล็บ และขาหนีบ โดยพบได้กับคนทุกเพศทุกวัย สำหรับสาเหตุของกลากนั้นเกิดจากเชื้อราที่ผิวหนังในกลุ่มเดอมาโทไฟท์ (Dermatophytes) ที่อาศัยอยู่บนเซลล์ผิวหนังชั้นนอกของมนุษย์ซึ่งแพร่กระจายได้จากการสัมผัสคนหรือสัตว์ที่ติดเชื้อ การสัมผัสดินที่มีเชื้อรา และการสัมผัสสิ่งของที่มีเชื้อราเกาะอยู่ เช่น เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว ผ้าปูที่นอน และหวี เป็นต้น
เกลื้อน (Tinea Versicolor)
เป็นโรคติดเชื้อเชื้อราที่ผิวหนัง สามารถเกิดได้กับคนทุกเพศทุกวัย แต่พบได้บ่อยในวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ตอนต้น มักเกิดขึ้นบริเวณแขนส่วนบน หน้าอก และหลัง ปรากฏเป็นดวงเล็ก ๆ สีแดง ชมพู หรือน้ำตาล อาจมีสีเข้มหรืออ่อนกว่าผิวหนังบริเวณรอบ ส่งผลให้ผิวแห้ง ตกสะเก็ด และคัน โดยโรคเกลื้อนเกิดจากเชื้อมาลาสซีเซีย (Malassezia) ซึ่งปกติผิวของคนเราส่วนใหญ่จะมีเชื้อราชนิดนี้อยู่แล้ว แต่จำนวนที่มากกว่าปกติจะส่งผลให้ติดเชื้อได้ สำหรับปัจจัยที่อาจเป็นสาเหตุทำให้เชื้อราเจริญเติบโตมากเกินไป ได้แก่ สภาพอากาศที่ร้อน สภาพผิวมัน ภาวะเหงื่ออกมาก การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน และระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอ อย่างไรก็ตาม โรคกลากจะไม่แพร่ไปสู่ผู้อื่น เพราะคนส่วนใหญ่มักมียีสต์มาลาสซีเซียอยู่บนผิวหนังอยู่แล้ว
โรคติดเชื้อราแคนดิดา
โรคติดเชื้อราที่ผิวหนัง เกิดจากเชื้อราแคนดิดา (Candida) มักปรากฏเป็นผื่นแดงคันคล้ายตุ่มสิวบริเวณผิวหนังที่อับชื้นและตามรอยพับของร่างกาย เช่น ข้อพับของแขน ขา รักแร้ ขาหนีบ โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคอ้วนและโรคเบาหวาน นอกจากนี้ เชื้อราชนิดนี้ยังทำให้เกิดผื่นผ้าอ้อมในทารก การติดเชื้อในช่องคลอดในเพศหญิง การติดเชื้อบริเวณเล็บและช่องปากได้ด้วย
cellulitis
ภาวะติดเชื้อบริเวณผิวหนังหรือเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง ส่งผลให้มีอาการบวมแดง ปวด หรือร้อนบริเวณที่มีการติดเชื้อ บางรายอาจมีไข้หรืออาการอื่น ๆ ร่วมด้วย แต่ในกรณีที่รุนแรง การติดเชื้ออาจแพร่กระจายสู่กระแสเลือดและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ซึ่งภาวะนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทุกส่วนบนร่างกาย แต่มักเกิดบริเวณขา โดยสาเหตุส่วนใหญ่มาจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่อาจเข้าสู่ร่างกายผ่านทางรอยแผล รอยแตก หรือผิวหนังที่บอบบาง
สาเหตุ Cellulitis เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ชนิดที่พบได้บ่อย คือ สเตรปโทคอกคัส (Streptococcus) และสแตฟิโลค็อกคัส (Staphylococcus) เชื้อเหล่านี้สามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านทางผิวหนังที่เกิดรอยแยกหรือรอยแตก เช่น ผิวหนังแห้งแตกจากสภาพอากาศหรือมีผิวบอบบาง มีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในแผล มีรอยแผลจากการผ่าตัด ถูกแมลงหรือสัตว์กัด เป็นต้น ซึ่งบางครั้งรอยแตกนั้นอาจเล็กเกินกว่าจะสังเกตเห็นหรือรู้สึกได้ ทำให้ผู้ป่วยไม่ทันได้ระวังตัวจนเป็นเหตุให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น โดย Cellulitis ไม่ใช่โรคติดต่อ เพราะเป็นการติดเชื้อที่ผิวหนังชั้นใน จึงไม่สามารถรับเชื้อมาจากผู้อื่นได้
การรักษา Cellulitis ในเบื้องต้น แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทานตามความรุนแรงของอาการ แรกเริ่มอาจให้รับประทานยาประมาณ 7-14 วัน แต่ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงอาจต้องรับประทานยานานกว่านั้น โดยแพทย์จะคอยดูแลอาการควบคู่ไปด้วย ซึ่งผู้ป่วยมักมีอาการดีขึ้นหลังจากได้รับยาภายใน 2-3 วัน แต่หากอาการไม่ดีขึ้น มีปัญหาสุขภาพอื่น ๆ หรือมีไข้สูงร่วมด้วย ผู้ป่วยอาจต้องรับยาปฏิชีวนะชนิดฉีดเข้าเส้นเลือดโดยตรงพร้อมทั้งเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์ดูแลอาการอย่างใกล้ชิด
อาการ ผู้ป่วยบางรายมีแผลพุงพอง ผิวมีรอยบุ๋ม และเป็นจุด ๆ บวม แดง ปวด กดเจ็บ มีไข้ อ่อนเพลีย หนาวสั่น เหงื่อออกตัวเย็น คลื่นไส้ ในส่วนเพิ่มเติม ต่อมน้ำเหลืองอาจบวมและนิ่ม เซลล์เนื้อเยื่ออักเสบที่ขา อาจส่งผลต่อต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบ
Fasciitis
โรคแบคทีเรียกินเนื้อ หรือ โรคเนื้อเน่า (flesh-eating disease) หรือชื่อทางการแพทย์ คือ โรค necrotizing fasciitis เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียอย่างรุนแรงที่ผิวหนังชั้นลึก ตั้งแต่ชั้นหนังกำพร้า ชั้นหนังแท้ ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ไปจนถึงชั้นเนื้อเยื่อหุ้มกล้ามเนื้อ ทำให้เกิดการเน่าตายของเนื้อเยื่อบริเวณที่เกิดการติดเชื้อ และอาจลุกลามไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกายได้2 โรคนี้พบไม่บ่อย แต่มีความรุนแรงมาก ผู้ป่วยมีโอกาสเสียชีวิตหรือเกิดภาวะทุพพลภาพจากโรคตามมาได้สูงหากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสมอย่างทันท่วงที
สาเหตุของโรคแบคทีเรียกินเนื้อ คือ การติดเชื้อแบคทีเรีย โดยอาจเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียเพียงชนิดเดียว หรือหลายชนิดร่วมกัน เชื้อแบคทีเรียก่อโรคมีทั้งชนิดที่ใช้ออกซิเจน และไม่ใช้ออกซิเจน ได้แก่ เชื้อสเตร็ปโตค็อกคัส กลุ่มเอ เชื้อสแตฟิโลค็อกคัส ออเรียส เชื้อเคล็บเซลลา เชื้ออีโคไล เชื้อวิบริโอ เชื้อคลอสตริเดียม เพอร์ฟริงเจนส์ และเชื้อแอโรโมแนส ไฮโดรฟิลา โดยพบว่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุที่สำคัญ คือ เชื้อสเตร็ปโตค็อกคัส กลุ่มเอ แต่เชื้อที่มีความรุนแรง คือ เชื้อแอโรโมแนส ไฮโดรฟิลา
อาการและอาการแสดง โดยทั่วไป ในระยะเริ่มแรกของโรคผู้ป่วยมักมีความผิดปกติเพียงเล็กน้อยบริเวณผิวหนังที่มีการติดเชื้อ และมีอาการไม่ชัดเจน ในเด็กเล็กมักบอกอาการผิดปกติไม่ได้อย่างจำเพาะเจาะจง แต่อาจแสดงออกในลักษณะอาการหงุดหงิดง่าย งอแงมากผิดปกติ ร่วมกับปฏิเสธการเคลื่อนไหวของอวัยวะหรือผิวหนังบริเวณที่มีการติดเชื้อ ตำแหน่งที่พบรอยโรคส่วนใหญ่ คือ บริเวณแขน ขา และเท้า ต่อมาเมื่อการติดเชื้อลุกลามมากขึ้น ผู้ป่วยจะเริ่มมีไข้สูง ร่วมกับผิวหนังบริเวณที่มีการติดเชื้อจะเริ่มบวม แดง ร้อนอย่างชัดเจน ผู้ป่วยมักมีอาการปวดบริเวณดังกล่าวอย่างมาก ทั้งนี้อาการปวดจะค่อยๆ รุนแรงมากขึ้น โดยไม่สอดคล้องกับอาการผิดปกติบริเวณผิวหนังที่ตรวจพบ และขอบเขตของรอยโรคมักไม่ชัดเจน โดยพบว่าบริเวณที่กดเจ็บจะกว้างกว่าบริเวณผื่นแดง
การรักษาโรค หัวใจสำคัญของการรักษาโรคแบคทีเรียกินเนื้อ คือ การวินิจฉัยโรคให้เร็ว และผ่าตัดเพื่อเอาเนื้อเยื่อที่มีการติดเชื้อหรือเนื้อเยื่อที่เน่าตายออก (surgical debridement) ให้มากที่สุด ร่วมกับการให้ยาต้านจุลชีพทางหลอดเลือดดำ โดยหลักการเลือกยาต้านจุลชีพ คือ ในระยะแรกควรให้ยาที่ครอบคลุมเชื้อที่อาจเป็นสาเหตุให้มากที่สุด (empirical treatment) หลังจากนั้นเมื่อได้ผลเพาะเชื้อแล้ว จึงปรับเปลี่ยนยาต้านจุลชีพตามผลเพาะเชื้อให้เหมาะสม ในผู้ป่วยบางรายที่มีการติดเชื้ออย่างรุนแรงอาจมีความจำเป็นต้องตัดอวัยวะนั้นร่วมด้วย