Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
น้องน้ำแข็ง อายุ 4ปี 5เดือน - Coggle Diagram
น้องน้ำแข็ง อายุ 4ปี 5เดือน
โภชนาการ
พลังงานที่ควรได้รับ RDA วัย 4-6 ปี คือ 85 kcal/kg = 1547 kcal
สัดส่วนอาหาร5 หมู่ ตามวัย : ข้าวแป้ง 5 ทัพพี เนื้อสัตว์ 4 ช้อนโต๊ะ ผัก 2-3 ทัพพี ผลไม้ 3 ส่วน น้ำมัน 6 ช้อนชา ปริมาณนมที่ควรได้รับ 3 แก้วต่อวัน =450 kcal
วิเคราะห์: จากปริมาณนมที่ควรได้รับต่อวันคือ 3 แก้ว คิดเป็น 450 kcal แต่น้องได้รับพลังงานจากนมไป 600-750 kcal ร่วมกับการรับประทานอาหารในปริมาณมาก โดยกินมื้อละ 1-2ทัพพี
เกินกว่าร่างกายต้องการ
เสี่ยงต่อภาวะโภชนาการเกิน เนื่องจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารไม่เหมาะสม
ส่งเสริมการออกกำลังกาย
การขับถ่าย
นิสัยการขับถ่ายปัสสาวะและอุจจาระที่เหมาะสมของลูกจะส่งเสริมให้ลูกน้อยมีพัฒนาการด้านต่างๆได้ เด็กที่มีการขับถ่ายที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้เกิดปัสสาวะหรืออุจจาระเล็ดราด เกิดความอับชื้นของกางเกงอาจทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นอ่อนแอ จนเป็นรอยถลอกและติดเชื้อง่าย การกลั้นปัสสาวะทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ อาจทำให้กระเพาะปัสสาวะบีบตัวไม่ได้ตามปกติจนมีผลกระทบต่อไตเกิดความเสียหายอย่างถาวร การไม่ถ่ายอุจจาระเป็นประจำจะทำให้อุจจาระแข็ง เจ็บทวารหนักเวลาถ่าย อาจทำให้เกิดแผล ฝี หรือริดสีดวงทวาร ทำให้ท้องอืดไม่อยากอาหาร จนลูกเจริญเติบโตช้ากว่าที่ควร ถ้าลูกไปโรงเรียน ลูกอาจจะมีปัญหาในการดูแลความสะอาดเมื่อเกิดการขับถ่ายเล็ดราด จนกระทบต่อกิจกรรมของลูก และต่อความสัมพันธ์กับเพื่อนที่โรงเรียน ดังนั้นการฝึกการขับถ่ายจึงมีความสำคัญมาก (การฝึกขับถ่ายของลูกน้อย,2562)
เด็กบางคนอาจเริ่มฝึกขับถ่ายได้ตั้งแต่อายุ 1½ ปี แต่บางคนอาจเริ่มต้นเมื่ออายุ 3 ปี ทั้งนี้ขึ้นกับความพร้อมของเด็ก(การฝึกขับถ่ายของลูกน้อย,2562)
สิ่งบอกถึงความพร้อมการฝึกขับถ่าย เมื่อลูกเริ่มสามารถเว้นช่วงการถ่ายปัสสาวะได้นานประมาณ 1½ - 2 ชั่วโมง เริ่มถ่ายอุจจาระเป็นเวลา เข้าใจภาษาพูดง่าย ๆ สามารถโต้ตอบโดยท่าทางคำพูด เช่น “อึ” “ฉี่” สามารถนั่งกระโถนและลุกยืนได้เอง เริ่มมีอาการแสดงออกบางอย่างเมื่อจะขับถ่าย แสดงความตื่นเต้นเมื่อเห็นปัสสาวะตัวเองพุ่ง อยากสวมกางเกงแทนผ้าอ้อม แสดงความสนใจเวลาเห็นผู้ใหญ่เข้าห้องน้ำถ่ายปัสสาวะ แสดงความดีใจเมื่อได้รับคำชมเชย (การฝึกขับถ่ายของลูกน้อย,2562)
ข้อมูลจากแฟ้มประวัติ เมื่ออายุ 3 ปี พบว่า กรณีศึกษา ขับถ่ายเป็นประจำในตอนเช้า ประมาณ 1-2 ครั้ง/วัน ไม่มีท้องผูก เมื่อรู้สึกปวด จะบอกผู้ปกครองแล้วออกไปขับถ่ายข้างนอกบ้านหรือบริเวณมุมๆ จากการสัมภาษณ์กับคุณครู เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 64 คุณครูเล่าว่า "กรณีศึกษาสามารถขับถ่ายและดูแลทำความสะอาดได้ด้วยตนเอง" ทำให้เห็นว่า กรณีศึกษา มีความพร้อมในการฝึกขับถ่าย และได้รับการฝึกขับถ่ายมาแล้ว ทำให้ขับถ่ายเป็นเวลาและสามารถดูแลทำความสะอาดได้ด้วยตนเอง
ครอบครัว
แหล่งประโยชน์
พัฒนาการและการเจริญเติบโต
ด้านร่างกาย
เด็กจะเติบโตเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉลี่ยมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นปีละ 2-2.5กิโลกรัม และมีส่วนสูงเพิ่มปีละ6-8เซนติเมตร เด็กวัยนี้จึงดูผอมลงและสูงขึ้น
กล้ามเนื้อมัดใหญ่
เจริญพัฒนาขึ้นมากควบคุม
การเคลื่อนไหวและทรงตัวในท่าต่างๆ ได้ดีชอบห้อยโหน ปีนป่าย ลื่นไถล
อายุ4 ปีสามารถกระโดดขาเดียว เดินลงบันไดสลับเท้าได้ปีนต้นไม้
การใช้กล้ามเนื้อมือ
เด็กช่วงวัยนี้สามารถวาดรูปทรงเรขาคณิตง่าย ๆ เช่น
วงกลม สี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม และใช้มือได้คล่องในทุกทิศทางถ้าได้รับการฝึกฝน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ
ฝึกให้ช่วยเหลือตนเอง เช่น ถูสบู่ แต่งตัว ติดกระดุม ผูกเชือกรองเท้า หรือช่วยงานบ้านอื่น ๆ
จากการประเมินพัฒนาการ DSPM ช่วง 47 เดือน เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 64 พบว่า กรณีศึกษาสามารถ กระโดดขาเดียวได้อย่างน้อย 2 ครั้ง ตัดกระดาษรูปสี่เหลี่ยมจัตรัส ออกเป็น 2 ชั้นได้ เลียนแบบการวาดรูปและกากบาทได้ เลือกวัตถุที่มีขนาดเล็กกว่า ใหญ่กว่าได้ ใส่กระดุมขนาดใหญ่อย่างน้อย 2 ซม. ได้เอง 3 เม็ด
วิเคราะห์กรณีศึกษา:
ข้อมูลเมื่อ 16 ธ.ค. 63 น้ำหนัก คือ 16.1 กก.ส่วนสูง คือ 100 ซม.ข้อมูลเมื่อ 9 มิ.ย. 64 น้ำหนัก คือ 18.2 กก.ส่วนสูง คือ 102.2 ซม. น้ำหนักเพิ่มขึ้น 2.1 กก. เป็นไปตามทฤษฎี ส่วนสูงเพิ่ม 2.2 ซม. ข้อมูลเมื่อ 5 ม.ค. 65 น้ำหนัก คือ 19 กก.ส่วนสูง คือ 110 ซม. น้ำหนักเพิ่มขึ้น 3.1 กก. ซึ่งเพิ่มน้อยกว่าที่ควรจะเป็นส่วนสูงเพิ่ม 10 ซม. เป็นไปตามทฤษฎี โดยสาเหตุอาจเกิดจาก
ด้านความคิดและการเรียนรู้
ช่วงวัยนี้เป็นวัยที่เด็กมีจินตนาการและมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์อยากรู้อยากเห็น กระตือรือร้น สามารถแยกแยะความแตกต่างของสิ่งต่าง ๆ จัดกลุ่มของสัตว์และรูปทรง เมื่อถึงตอนกลางของช่วงวัยนี้
เด็กจะสามารถมีความคิดรวบยอดด้านพื้นฐานจำนวนและตัวเลข เด็กวัยนี้จะแก้ปัญหาต่าง ๆ ด้วยสิ่งที่รับรู้และจินตนาการของตนเอง โดยยังไม่รู้จักคิดไตร่ตรองอย่างรอบด้าน การแก้ปัญหาของเขาจึงเป็นแบบลองผิดลองถูก และเรียนรู้จากผลของการกระทำ (คู่มือสำหรับพ่อแม่ เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านการดูแลและพัฒนาเด็ก
ตอน เด็กวัยอนุบาล 3-6 ปี, ม.ม.ป.)
เด็กวัยนี้มีความคิดด้านเหตุและผลอยู่ในขอบเขตจำกัด ต่างจากความคิดของผู้ใหญ่ โดยเด็กวัยนี้มักจะเชื่อมโยงเหตุการณ์2 เหตุการณ์ที่ต่อเนื่องกันว่าเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกันเช่น เด็กวัยอนุบาลคนหนึ่งไปโรงพยาบาลเพราะมีไข้และจำเป็นต้องเจาะเลือดตรวจ แต่หากก่อนถูกเจาะเลือด เขาทำความผิดบางอย่างแล้วถูกดุว่าดื้อเขาอาจเข้าใจว่าการที่เขาถูกเจาะเลือดนั้น เป็นการทำโทษที่เขาเป็นเด็กดื้อ (คู่มือสำหรับพ่อแม่ เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านการดูแลและพัฒนาเด็ก
ตอน เด็กวัยอนุบาล 3-6 ปี, ม.ม.ป.)
ด้านการพูดและการสื่อสาร
เด็กวัยอนุบาลมีพัฒนาการทางภาษาอย่างต่อเนื่องและซับซ้อนขึ้น ในช่วงสิ้นสุดวัยก่อนเรียน เด็กจะสามารถเข้าใจคำพูดของผู้ใหญ่ได้เกือบทั้งหมด รู้จักสีจำนวน และเปรียบเทียบขนาด เล็ก-ใหญ่ จำนวนมาก-น้อย พื้นผิวที่แตกต่างกัน เช่น เรียบ-ขรุขระ นิ่ม-แข็ง ได้ ในช่วงวัยอนุบาลนี้เด็กจะช่างซักถาม โดยมักจะถามความหมายของคำหรือวลีที่ไม่เข้าใจ หรือถามถึงที่มาหรือเหตุผลของสิ่งที่พบเห็นในชีวิตประจำวัน
การใช้ภาษา
เด็กจะพูดคุยได้เป็นประโยคซับซ้อนขึ้น สามารถเล่าเรื่องราวที่มีลำดับขั้นตอนให้ผู้ใหญ่ที่ไม่คุ้นเคยกับเด็กฟังได้เข้าใจทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตและพูดถึงอนาคตใกล้ๆ โดยเข้าใจความหมาย เช่น เมื่อวาน พรุ่งนี้เป็นต้น สามารถพูดประโยคในเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกันและยกเหตุผลง่ายๆได้เช่น หนูทําน้ำหกตัวเปียกหมดเลย เป็นนต้น
การเข้าใจภาษา
สามารถเข้าใจประโยคที่มีคำสั่ง 2-3 ขั้นตอนได้ อีกทั้งยังเข้าใจความหมายของจำนวนนัดได้ไม่ต่ำกว่าจำนวน 3 อย่าง เช่น “หยิบเสื้อ 3 ตัว” เป็นต้น เข้าใจความหมาย เช่น เมื่อวาน พรุ่งนี้เป็นต้น (พัฒนาการด้านการพูดและภาษาของลูกน้อย วัยแรกเกิดจนถึง 6 ขวบ,2562) เด็กวัยนี้มักจะเชื่อมโยงเหตุการณ์2 เหตุการณ์ที่ต่อเนื่องกันว่าเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน เช่น เด็กวัยอนุบาลคนหนึ่งไปโรงพยาบาลเพราะมีไข้และจำเป็นต้องเจาะเลือดตรวจ แต่หากก่อนถูกเจาะเลือด เขาทำความผิดบางอย่างแล้วถูกดุว่าดื้อเขาอาจเข้าใจว่าการที่เขาถูกเจาะเลือดนั้น เป็นการทำโทษที่เขาเป็นเด็กดื้อได้ (คู่มือสำหรับพ่อแม่ เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านการดูแลและพัฒนาเด็ก ตอน เด็กวัยอนุบาล 3-6 ปี, ม.ม.ป.)
จากการประเมินพัฒนาการ DSPM ช่วง 47 เดือน เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 64 พบว่า กรณีศึกษาพูดเป็นประโยค 3 คำติดต่อกันโดยมีความหมายและเหมาะสมกับโอกาสได้
จากการสัมภาษณ์กับคุณครู เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 64 คุณครูเล่าว่า "กรณีศึกษาสามารถตอบคำถามที่ครูถามได้ แต่จะไม่ค่อยพูดออกมาเอง ส่วนใหญ่จะพูดเมื่อต้องตอบคำถาม
ส่งเสริมทักษะการสื่อสาร
ด้านอารมณ์
เด็กจะรู้จักและแสดงอารมณ์หลากหลายทั้งอารมณ์รัก พอใจ เสียใจ ทุกข์ใจ เศร้า อิจฉา กังวลกลัว โกรธ ก้าวร้าว เมื่ออายุ4 ปีขึ้นไป เด็กจะเริ่มเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของผู้อื่นในสถานการณ์ต่าง ๆ โดยการอ่านท่าทีและน้ำเสียง เริ่มแสดงความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น จะปรับเปลี่ยนอารมณ์และระงับอารมณ์ของตนได้บ้างรอคอยได้นานขึ้น ปลอบตนเองและคนอื่นเป็น (คู่มือสำหรับพ่อแม่ เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านการดูแลและพัฒนาเด็ก
ตอน เด็กวัยอนุบาล 3-6 ปี, ม.ม.ป.)
อารมณ์โกรธร้องอาละวาดเมื่อถูกขัดใจในวัย 1-2 ปีหากได้รับการฝึกสอนอย่างเหมาะสม เมื่อเข้าสู่วัยอนุบาลเด็กจะควบคุมอารมณ์และการแสดงออกได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น พ่อแม่และครูควรพูดคุยกับเด็กเกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึก ไม่ควรตำหนิหรือวิจารณ์ว่าตัวเด็กนิสัยไม่ดีหากเด็กสามารถพูดถึงอารมณ์และความรู้สึกได้มากขึ้น จะเห็นว่าการแสดงพฤติกรรมที่บ่งชี้ถึงความโกรธ ความไม่พอใจ เช่น การอาละวาดลงดิ้นกับพื้นจะลดลงไปเช่นกัน (คู่มือสำหรับพ่อแม่ เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านการดูแลและพัฒนาเด็ก ตอน เด็กวัยอนุบาล 3-6 ปี, ม.ม.ป.)
จากการสัมภาษณ์กับคุณครู เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 64 คุณครูเล่าว่า "กรณีศึกษาเป็นเด็กร่าเริง ยิ้มแย้มแจ่มใส เป็นเด็กฉลาด"
ด้านสังคม
เด็กวัยนี้เริ่มมีความสนใจและอยากมีส่วนร่วมในการเล่นกับเด็กอื่น อย่างไรก็ตาม ในระยะแรกของช่วงวัยนี้เด็กอาจยังทำได้ไม่ดีนักเพราะยังมีความเอาแต่ใจตนเองและอาจยังไม่สามารถเล่นตามกฎหรือกติกาจึงยังคงเห็นพฤติกรรมหวงของแย่งของตีตนเองหรือตีผู้อื่นเมื่อเกิดความไม่พอใจ หรือใช้คำพูดที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม (คู่มือสำหรับพ่อแม่ เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านการดูแลและพัฒนาเด็ก
ตอน เด็กวัยอนุบาล 3-6 ปี, ม.ม.ป.)
เด็กวัยนี้มีจินตนาการ ชอบเล่นสมมติและเริ่มเล่นรวมเป็น กลุ่มกับเด็กคนอื่น ๆ โดยการแบ่งบทบาทในการเล่นจะซับซ้อนขึ้นตามวัย เช่น เล่นบทบาทพ่อ-แม่-ลูก ครู-นักเรียน หรือเลียนแบบตัวละครในสื่อที่ได้ดูเป็นต้น ในเด็กที่เป็นลูกคนเดียวหรือขาดเพื่อนเล่น อาจสร้างเพื่อนสมมติในจินตนาการได้โดยเด็กจะเล่นคนเดียว ส่งเสียงพูดคุยเล่น เหมือนมีเพื่อนเล่นจริง ๆ อยู่ด้วย ซึ่งถือว่าเป็นภาวะปกติ
ที่พบได้ตามวัย (คู่มือสำหรับพ่อแม่ เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านการดูแลและพัฒนาเด็ก
ตอน เด็กวัยอนุบาล 3-6 ปี, ม.ม.ป.)
จากการสัมภาษณ์กับคุณครู เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 64 คุณครูเล่าว่า "กรณีศึกษาชอบเล่นกับเพื่อนคนอื่นๆ เล่นได้หลากหลายประเภท เช่น นั่งเล่นกับเพื่อน กระโดดโลดเต้น ปั่นจักรยาน โดยจะชอบการเล่นแบบผาดโผนกับเพื่อนผู้ชายเป็นพิเศษ และกรณีศึกษา เป็นเด็กฉลาด สามารถช่วยเหลือตนเองได้"
เสี่ยงต่อการเกิดอันตรายจากการเล่นแบบผาดโผน
ด้านจริยธรรม
การเรียนรู้เรื่องคุณธรรมของเด็กวัย3-6 ปีจึงเป็นการเรียนรู้จากกพ่อแม่และครูโดยตรงได้ทั้งจากการจงใจและไม่จงใจสอน เพราะเด็กจะเป็นผู้สังเกตการณ์ที่ยอดเยี่ยม และเลียนแบบผู้ใหญ่โดยไม่รู้ตัว แต่อย่างไรก็ตาม วัยนี้อาจยังยึดตนเองเป็นศูนย์กลางและต้องการทำตามความต้องการของตนเองอยู่บ้าง ในที่สุดเด็กจะควบคุมตนเองได้มากขึ้น อยู่ในขอบเขตของการทำตามที่พ่อแม่ครูต้องการได้อย่างมีความสุข
เด็กจะมีแรงจูงใจในการทำความดีผ่านการเรียนรู้จากผลการกระทำของตนเอง เช่น การได้รับคำชมเชยเมื่อเขาทำดีหรือการถูกลงโทษเมื่อเขาทำไม่ดีเพราะเขายังต้องการความรักการยอมรับ
(คู่มือสำหรับพ่อแม่ เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านการดูแลและพัฒนาเด็ก
ตอน เด็กวัยอนุบาล 3-6 ปี, ม.ม.ป.)
วัยนี้เป็นช่วงสำคัญในการปลูกฝังสร้างพฤติกรรมที่ดีงามให้คุ้นเคยโดยไปอยู่ในชีวิตประจำวัน ทั้งการดูแลตนเอง กินอาหารเอง เคารพกติกา รักษามารยาท สื่อสารอย่างมีสัมมาคารวะผู้อาวุโส ฝึกให้มีน้ำใจ เสียสละ ช่วยเหลือคนรอบข้าง ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น และตอบแทนบุญคุณผู้ใหญ่ เช่น รู้ว่าแม่กำลังเศร้าและอยากจะเข้าไปปลอบ (คู่มือสำหรับพ่อแม่ เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านการดูแลและพัฒนาเด็ก
ตอน เด็กวัยอนุบาล 3-6 ปี, ม.ม.ป.)
จากทฤษฎีพัฒนาการทางจริยธรรมตามแนวคิดการให้เหตุผลเชิงจริยธรรมของ โคลเบอร์ก (Kohlberg's Theory of Moral Development)
ในเด็กอายุ 4-6 ปี จะอยู่ในขั้นแรกของทฤษฎีคือ ระดับก่อนกฎเกณฑ์ (pre-conventional level) เด็กวัยนี้จึงตัดสินความถูกผิดจากความรู้สึกของตนเอง และตามกฎเกณฑ์ที่ผู้อื่นซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้ใหญ่ในครอบครัว บิดามารดา ปู่ ย่า ตา ยาย และครูเป็นผู้กำหนด โดยแบ่งออกเป็น 2 ขั้นย่อย ดังนี้
ขั้นย่อยที่ 1 การหลีกเลี่ยงการลงโทษและการทำตามคำสั่ง (punishment and obedience orientation) เด็กจะทำตามกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่บิดามารดาผู้ใหญ่ในครอบครัวตลอดจนครูที่โรงเรียนเป็นผู้กำหนด เพราะเด็กจะหลีกเลี่ยงการลงโทษ เด็กตัดสินความถูก-ผิด
โดยพิจารณาผลที่ได้รับ ถ้าถูกลงโทษถือว่าทำไม่ดี เด็กวัยนี้จึงยังไม่มีเหตุผลในการตัดสินใจทำสิ่ง
ต่าง ๆ นอกจากปฏิบัติตามคำสอนของผู้ใหญ่
ขั้นย่อยที่ 2 การปฏิบัติเพื่อมุ่งหวังรางวัลส่วนตัว (personal reward
orientation) เด็กจะนำความต้องการของตนมากำหนดสิ่งที่ถูกและผิด หากปฏิบัติสิ่งใดแล้วได้
รางวัล เด็กจะยึดถือว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ดังนั้นการชมเชยและให้รางวัลเมื่อเด็กทำในสิ่งที่
ถูกต้องเหมาะสมจึงเป็นวิธีสอนจริยธรรมให้กับเด็ก เนื่องจากเด็กยังไม่สามารถตัดสินสิ่งต่าง ๆ
ได้ด้วยเหตุผลของตนเอง เด็กเริ่มเรียนรู้และยอมรับในเรื่องคุณธรรม จริยธรรมแต่ยังมีความคิด
ไม่ถูกต้องตามหลักความเป็นจริงและยังไม่เป็นเหตุเป็นผลนัก เด็กเข้าใจว่าการทำดีคือสิ่งที่ทำ
แล้วไม่ถูกลงโทษ การทำดีคือการกระทำที่นำความพอใจมาสู่ตนเอง
จากการสัมภาษณ์กับคุณครู เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 64 คุณครูเล่าว่า "กรณีศึกษาสามารถทำกิจวัตรประจำวันได้เอง เคารพกฏกติกาของห้อง เช่น การใส่แมสก์ตลอดเวลา ไม่ถอดออก การนำกล่องนมไปวางใส่ในตระกร้าโดยไม่ต้องให้ครูบอก เป็นต้น
ด้านพัฒนาการทางเพศ
เด็กวัย 3-6 ปีจะเข้าใจว่าตนเองเป็นเพศใด สามารถแยกความแตกต่างของลักษณะและบทบาทของแต่ละเพศได้นอกจากนี้ยังเริ่มเข้าใจว่าเพศเป็นสิ่งที่ติดตัวถาวรไม่เปลี่ยนแปลงตามลักษณะภายนอกหรือการแต่งกาย ความอยากรู้อยากเห็นในเรื่องเพศในวัยอนุบาลจะเป็นไปตามธรรมชาติ เด็กอาจสนใจสำรวจอวัยวะเพศหรืออวัยวะอื่นที่บ่งบอกเรื่องเพศ (คู่มือสำหรับพ่อแม่ เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านการดูแลและพัฒนาเด็ก
ตอน เด็กวัยอนุบาล 3-6 ปี, ม.ม.ป.)
วัคซีน
ได้รับวัคซีนครั้งล่าสุด คือ วัคซีนรวมป้องกันโรคหัด คางทูม หัดเยอรมัน (MMR) เมื่ออายุ 2 ปี 7 เดือน (วันที่ 17 ม.ค. 63)
ติดตามการรับวัคซีนป้องกันโรคโปลิโอ (OPV) วัคซีนรวมป้องกันโรคคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน ตับอักเสบบี (DTP-HB) เมื่ออายุ 4-5 ปี
การดูแลสุขภาพ
ช่องปากและฟัน
เด็กวัยนี้มีพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมือที่ดีขึ้น สามารถขยับมือไปมาเพื่อแปรงฟันเองได้แต่เขายังไม่สามารถแปรงได้สะอาดหรือไม่ทั่วถึงพอ (คู่มือสำหรับพ่อแม่ เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านการดูแลและพัฒนาเด็ก
ตอน เด็กวัยอนุบาล 3-6 ปี, ม.ม.ป.)
กรณีศึกษามีประวัติ ฟันผุ 2 ซี่ ได้รับการอุดเรียบร้อย
ส่งเสริมการดูแลสุขภาพช่องปากและฟันให้ถูกต้องและเหมาะสม
การนอนหลับ
พักผ่อน
โดยปกติ เด็กวัย 3-5 ปีควรนอนวันละ 11-12 ชั่วโมง โดยแบ่งเป็นช่วงกลางวัน 2-3 ชั่วโมง และตอนกลางคืน 9-10 ชั่วโมง
จากการสัมภาษณ์กับคุณครู เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 64 คุณครูเล่าว่า "กรณีศึกษานอนกลางวันประมาณ 1-1.5 ชั่วโมง ตอนกลางคืน X ชั่วโมง ก่อนนอนจะงอแงเล็กน้อย" ข้อมูลเมื่ออายุ3ปี พบว่า ก่อนนอนจะงอแงเล็กน้อยและต้องมีผ้าห่มลายจุดสีเหลืองนอนด้วยทุกครั้ง
ปัจจัยที่ทำให้ลูกไม่ยอมนอนจากตัวลูกเอง
มีความเจ็บป่วยของร่างกายทำให้มีปัญหาการนอน มีปัญหาด้านจิตใจหรือระบบประสาท ยาที่กินอยู่อาจมีผลกระทบกับการนอนได้ เป็นนิสัยพื้นฐานที่นอนหลับยากอยู่แล้ว กลัวบางสิ่งบางอย่างที่มาจากจินตนาการ เช่น ผี มอนสเตอร์ สัตว์ประหลาด เป็นต้น ยังห่วงเล่นอยู่เลยไม่อยากนอน
ปัญหาจากสิ่งแวดล้อมภายนอก
นอนรวมกันหลายคนจนรบกวน ไม่คุ้นชิน คุณพ่อและคุณแม่นอนดึกจนทำให้ลูกนอนดึกตามไปด้วย สภาพห้องไมเหมาะกับการนอน ไม่ปลูกฝังการนอนหัวค่ำให้เป็นกิจวัตรประจำวัน (รวมสาเหตุลูกนอนหลับยากและวิธีแก้ไข,2561)
วิเคราะห์กรณีศึกษา:
อาการงอแงก่อนนอนหรือนอนยาก อาจเกิดจาก ยังห่วงเล่นอยู่เลยไม่อยากนอน เนื่องจากกรณีศึกษามีนิสัยชอบเล่นสนุก จึงอาจเป็นสาเหตให้นอนหลับยาก คุณพ่อและคุณแม่นอนดึกจนทำให้ลูกนอนดึกตามไปด้วย หรืออาจเกิดจากคุณพ่อและคุณแม่นอนดึกเนื่องจากอาชีพของแม่คือ พยาบล ICU จนทำให้ลูกนอนดึกตามไปด้วย
อาการติดผ้าห่มหรือผ้าขนหนู
นั้นถือเป็นอาการปกติ อาการเหล่านี้ก็จะหายไปเอง ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นในเด็กที่อายุระหว่าง 2-6 ปี สาเหตุเกิดจาก
1.เพื่อสร้างความอบอุ่น ความมั่นคงทางจิตใจให้ เด็กที่มีอายุช่วงวัยนี้เป็นวัยที่เขากำลังปลีกตัวออกห่างจากคุณแม่ อยากที่จะทำอะไรเอง ไม่อยากพึ่งคุณแม่สักเท่าใดนัก เพราะฉะนั้นผ้าห่มผ้าขนหนูหรือตุ๊กตานั้นก็เปรียบเหมือนสิ่งที่ช่วยสร้างความอบอุ่นให้กับเขาเปรียบเหมือนเป็นตัวแทนของคุณแม่
ความรู้สึกความทรงจำที่ดีเกี่ยวกับผ้าผืนนั้นหรือตุ๊กตาตัวนั้น เช่น อาจจะเป็นตุ๊กตาตัวแรกของเขา เขาก็เลยรักมากเป็นพิเศษ เป็นผ้าที่เขาใช้มาตั้งแต่เด็ก ๆ เค้าก็เลยรู้สึกผูกพันไม่อยากทิ้งมัน
พ่อแม่ไม่ค่อยให้ความสนใจลูกเท่าที่ควรหรือไม่ เพราะเด็กบางคนรู้สึกว่า ตนเองขาดความอบอุ่น ผ้าห่ม ผ้าขนหนูหรือตุ๊กตาเก่า ๆ ก็อาจจะเปรียบได้กับตัวพ่อแม่ที่ลูกรู้สึกอยากจะกอด เด็กอาจจะไม่ได้รับความรักความอบอุ่นจากใครเลย เพราะฉะนั้นก็เลยต้องอาศัยกอดตุ๊กตากอดผ้าแทนความอบอุ่นที่ควรจะได้รับจากพ่อแม่