Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
สรุปสาระการเรียนรู้วันที่ 14/12/64 - Coggle Diagram
สรุปสาระการเรียนรู้วันที่ 14/12/64
PIH
ความดันโลหิตสูงที่พบก่อนการตั้งครรภ์หรือเกิดขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์ ซึ่งมีอาการ สำคัญร่วมด้วย 3 อย่าง คือ มี มี
ภาวะบวม
ความดันโลหิตสูง
โปรตีนในปัสสาวะ
กำหนดเกณฑ์ ดังนี้
2.มี Diastolic blood pressure สูงขึ้นจากเดิม > 15 mm.Hg.
3.มี Systolic blood pressure ^ 140 mmHg.
1.มี Systolic blood pressure สูงขึนจากเดิม > 30 mm.Hg.
4.มี Diastolic blood pressure ^ 90 mmHg.
ประเภทของความดันโลหิตสูงในระยะตั้งครรภ์ สามารถจำแนกได้ 2 ประเภท
1.ภาวะความดันโลหิตสูงที่เกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ (Gestational hypertensive disorders หรือ Pregnancy -induced hypertension (PIH )
1.1Transient or Gestational hypertension คือ ภาวะความดันโลหิตที่ค่อยๆ สูงขึ้นในระหว่างการตั้งครรภ์
1.2Pre-eclampsia คือ ภาวะความดันโลหิตสูงที่เกิดขึ้นในขณะตั้งครรภ์
1.2.1Mild pre - eclampsia ความดันโลหิตสูงก่อนชัก
1.2.2 Severe pre - eclampsia ความดันโลหิตสูงก่อนชัก
1.2.2.5 มีพยาธิสภาพที่ตับ เซลล์ตับถูกทำลาย
1.2.2.6 มีภาวะเกล็ดเลือดตำ (Thrombocytopenia)
1.2.2.4 อาการทางสมองและการมองเห็น เช่น ระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลง ปวดศีรษะ จุดบอดที่ลานสายตา เห็นภาพไม่ชัด
1.2.2.7 มีพยาธิสภาพที่หลอดเลือดและหัวใจ
1.2.2.3 ปัสสาวะใน 24 ชั่วโมง < 400-500 ml. หรือ < 100 ml. ใน 4 ชั่วโมง
1.2.2.8 มีแนวโน้มที่จะเกิดภาวะ Eclampsia ได้ในระยะต่อมา
1.2.2.2 โปรตีน > 5 gm.% ในปัสสาวะที่เก็บ 24 ชั่วโมงหรือ 3-4 บวก
1.2.2.9 มีแนวโน้มที่จะเป็นเกิดภาวะ HELLP syndrome ได้ในระยะต่อมา
1.2.2.1 BP. ค่าdiastolic > 110 mmHg. หรือ Systolic > 160 mmHg.
1.2.2.10 ทารกเจริญเติบโตช้าในครรภ์
1.3 Eclampsia คือ การทีมีภาวะ Severe pre - eclampsia และมีอาการชัก เกร็ง ร่วมด้วย
อาการชักจะต้องไม่มีสาเหตุจากภาวะอื่นๆ เช่น ลมบ้าหมู โรคทางสมอง
2.Chronic hypertensive disorders คือ ภาวะความดันโลหิตสูงที่เกิดขึ้นเรื้อรังมา ก่อนการตั้งครรภ์และคงสูงอยู่ตลอดการตั้งครรภ์จนถึงระยะหลังคลอด
2.1Chronic hypertension คือ ภาวะความดันโลหิตสูงที่เกิดขึ้นเรื้อรังมาก่อนการ ตั้งครรภ์ 20 สัปดาห์ และมีภาวะความดันโลหิตสูงคงอยู่นานเกิน 6 สัปดาห์หลังคลอด
2.1.1 Mild hypertension คือ ความดันโลหิตสูง ระดับเล็กน้อย มีค่า Diastolic 90 - < 110 mmHg.
2.1.2 Severe hypertension คือ ความดันโลหิตสูง ระดับสูง มีค่า Diastolic >110mmHg.
2.2Superimposed pre - eclampsia / eclampsia คือ การทีมีภาวะ Chronic hypertensive และมีอาการแสดงของ Pre-eclampsia และ Eclampsia ร่วมด้วย
สาเหตุ
1.ความบกพร่องของภาวะโภชนาการ การขาดสารอาหารโปรตีนและแคลอรี่
2.ภูมิคุ้มกันบกพร่อง (Immunologic deficiency) เป็นผลจากปฏิกิริยาของอิมมูน ที่เกิดขึ้นในตัวหญิงตั้งครรภ์ที่มีการเกิดปฏิกิริยาต่อต้านกันระหว่างรกและตัวอ่อน
3.พันธุกรรม อาจมีสัมพันธ์กับยีนต์แฝง (Autosomal recessive gene)
4.การหดเกร็งของเส้นเลือด (Vasoactive compounds) การหดรัดตัวของหลอดเลือด จะเกิดขึ้นอย่างรุนแรงและทันทีพันใด ทำให้ Endothelial cells ถูกทำลาย
5.การเปลี่ยนแปลงภายในผนังหลอดเลือดชั้นใน (Endothelial dysfunction) จากชั้น Trophoblast ของรกถูกทำลาย ทำให้การกำซาบ (Perfusion) บริเวณรกไม่ดี
การวินิจฉัย
การวินิจฉัยภาวะ Pre-eclampsia
ความดันโลหิต > 140/90 mmHg
อาการบวม (Pitting edema)
2 mm. = +1
+1 = บวมเล็กน้อยบริเวณหลังเท้าบวมไม่เกินข้อเท้า
6 mm. = +3
+3 = บวมทั่วร่างกายยกเว้นใบหน้า
8 mm. = +4
+4 = บวมทั่วร่างกายรวมทั้งใบหน้า
4 mm. = +2
+2 = บริเวณหน้าแข้ง บวมตั้งแต่ข้อเท้าถึงหน้าแข้ง
โปรตีนในปัสสาวะ
0= ปกติ
+1= 30 mg, %
+2= 100 mg, %
+4 = > 1,000 mg, %
+3= 300 mg, %
2.การวินิจฉัยภาวะ Eclampsia
2.1ระยะเตือน (Premonitory stage) มีอาการกระสับกระส่าย กรอกตา หน้าบูด เบี้ยว บางครั้งจะมีอาการกระตุกที่หนังตา มุมปากและคิ้ว เท่านั้น ใช้เวลา 10-20 วินาที
2.2ระยะเกร็ง (Tonic stage) กล้ามเนื้อจะเกร็ง หลังแอ่นเกร็งกัดฟันแน่น ตาถลนออกมาข้างนอกจนกระทั่งหยุดหายใจ เพราะกล้ามเนื้อกระบังลมหดรัดตัวถ้าปล่อยทิ้งไว้ ผู้ป่วยจะตายในระยะนี้ใช้เวลา 10-20 วินาที
2.3ระยะชัก (Chronic stage) มีอาการเกร็งกระตุก อ้าปากขึ้นลง กัดฟันแน่น กัดลิ้น ซึ่งอาการชักจะเริ่มที่หน้าก่อน ต่อมาแขนขาและชักทั้งตัว มีอาการหน้าเขียวสลับกับหน้าแดง ใช้เวลา 60-90 วินาที
2.4ระยะไม่รู้สึกตัว (Coma stage) เหมือนคนนอนหลับนานเป็นชั่วโมงเป็นวัน อาจมีอาการชักสลับด้วย ยิ่งมีระยะไม่รู้สึกตัวนานยิ่งเกิดอันตราย ในระหว่างที่มีอาการชัก
ผลต่อมารดาและทารก
มารดา
1.อันตรายจากภาวะชัก อาจทำให้หญิงทั้งครรภ์ที่เสียชีวิต ทั้งนี้เป็นผลเนื่องจากมี เลือดออกในสมอง และการสำลักเศษอาหารและน้ำย่อยเข้าหลอดลม
2.ภาวะหัวใจทำงานล้มเหลว (Congestive heart failure) จากการมีภาวะ Preload ลดลงและ Afterload เพิ่มขึ้นมากเกินไปเป็นระยะเวลานาน
3.เสียเลือดและช็อคจากรกลอกตัวก่อนกำหนด ตับแตกและตกเลือดหลังคลอด เกิดภาวะ HELLP syndrome และภาวะ DIC
3.1ภาวะไตวายเฉียบพลัน (Acute renal failure)เนื่องจากเลือดไปเลี้ยงไตลดลง
3.2การกลับเป็นความดันโลหิตซ้ำอีกในการทั้งครรภ์ครั้งต่อไป โดยปกติแล้วความดันโลหิตจะกลับคืนสู่ภาวะปกติภายใน 1-2 อันหลังคลอด บางรายอาจยาวนานถึง 6-8 สัปดาห์หลังคลอด
ทารก
1.รกเสื่อม แท้ง หรือ ทารกเสียชีวิตในครรภ์ได้
2.คลอดก่อนกำหนด เนื่องจากออกซิเจนไปเลี้ยงรกไม่เพียงพอ ทำให้รกเสื่อมเร็ว
3.รกลอกตัวก่อนกำหนด ทำให้ทารกขาดออกซิเจนและอาหาร ทำให้เสียชีวิตได้
4.ทารกเจริญเติบโตช้าในครรภ์ เนื่องจากได้รับสารนี้ สารอาหารไม่เพียงพอ
5.ทารกที่คลอดออกมาอาจมีภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ ขาดออกซิเจนเรื้อรัง ภาวะแทรกซ้อน จากการคลอดก่อนกำหนด ภาวะแทรกซ้อนจาก MgSo4 ที่มารดาได้รับในระยะคลอด
การบรรเทาความเจ็บปวด
แบบไม่ใช้ยา
ทฤษฎีGate control theory (ควบคุมประตู)การกระตุ้นการทำงานของใยประสาท ที่นำกระแสความเจ็บปวดเข้าสู่ไขสันหลังก้านสมอง เปลืองสมองที่เป็นตัวแปลความเจ็บปวด
การกระตุ้นทางผิวหนังเพื่อลดสิ่งกระตุ้นความเจ็บปวด เช่นการลูบหน้าท้อง การสัมผัสและการนวดการใช้ความร้อนและความเย็น การฝั่งเข็ม
การกระตุ้นการสัมผัส เช่น เทคนิคการหายใจ การใช้ดนตรีบำบัด
การกระตุ้นการรับรู้เช่น การเตรียมตัวเพื่อคลอดการผ่อนคลาย
การลูบหน้าท้อง (effleurage)
หน้าท้อง หน้าขา หลัง- ใช่มือทั้ง 2 ข้างถูไปมา
ลูบหน้าท้องสัมพันธ์กับการหายใจลูบ 10 ครั้ง ต่อการหดรัดตัวของมดลูก 1 ครั้ง
การนวดและการสัมผัส(Touch and massage)
ไหล่ หลัง ขา ก้นกบโดยใช้มือกดนวดด้วยแรงใช้ระยะเวลาประมาณ 30 นาที
เริ่มนวดตั้งแต่ปากมดลูกเปิด5 - 10 cm.
การเคลื่อนไหวและเปลี่ยนท่า (Movement and Position)
ยืน นั่ง ตะแคง คุกเข่าโน้มไปข้างหน้า นั่งยอง
เปลี่ยนท่าทุก 30-60 นาที = ความเจ็บปวดน้อยลง
ท่านั่งยอง = ทารกเคลื่อนลงสู่ช่องเชิงกรานได้ดี
การกระตุ้นปลายประสาท (TENS)
การใช้กระแสไฟฟ้าแรงต่ำ
ติดที่บริเวณด้านหลัง ตรง T10-L1และบริเวณ S2-S4
มารดาควบคุมกระแสไฟด้วยตนเอง
การประคบเย็นและร้อน (Heat and cold)
Gel packs ที่ใบหน้า คอ หน้าอก หน้าท้อง
ประคบร้อน ไม่ใช้ในมารดาที่มีไข้ภาวะตกเลือด
ธาราบำบัด (Hydrotherapy)
การแช่ในอ่าง รดน้ำจากฝักบัว
T = 37-38 C แช่ 1-2 ชม.
เริ่มแช่เมื่อเข้าสู้ระยะปากมดลูก เปิดเร็ว
การกดจุด (Acupreeesure)
กดออกแรง กดแล้วปล่อยแบบย้ำตามจุดที่ใช้ในการฝั่งเข็ม ขณะที่มดลูกหดรัดตัว นาน 30 นาที
หายใจเข้าลึกๆช้าๆ
ใช้ลูกกลิ้ง หรือลูกบอล ในการกดจุด
บริเวณเล็บ ฝ่ามือ ไหล่ หลัง ก้น สะโพก นิ้วเท้าข้อเท้า และ SP6
สร้างจินตนาการ (Imagery)
เบี่ยงเบนความสนใจ = ลดความเจ็บปวด
ผ่านการสัมผัส การมองเห็น หรือนึกถึงสถานที่ที่ชอบ บุคคลอันเป็นที่รัก
ดนตรี (Music)
จังหวะช้า 60-80 ครั้งต่อนาที ดนตรีไม่มีเนื้อร้อง
นิยมใช้ในระยะเริ่มต้นของปากมดลูกเปิดเร็ว
การเพ่งจุดสนใจ
จ้องมองภาพหรือวัตถุที่ไม่มีการเคลื่อนไหวและอยู่ในระดับสายตา ขณะที่มดลูกหดรัดตัว
ทฤษฎีของ Bradley
ให้สามีช่วยเป็น Coach ในระหว่างการคลอดโดยใช้เทคนิคการหายใจลึกๆช้าๆ + จัดสิ่งแวดล้อมเงียบสงบ มืด
สุคนธบำบัด (Aromatherapy)
ให้น้ำมันหอมระเหย จากพืชสมุนไพรดอกไม้หอม เช่น ลาเวนเดอร์มะกรูด ส้ม 2-3 หยดลงบนผ้าอุ่นถูนวดบนผิวหนังและจุดตะเกียงน้ำมันหอมระเหยภายในห้อง
เทคนิคการหายใจ (Breathing)
ระยะที่ 1
หายใจล้างปอด เป็นหายใจเข้าช้าๆลึกๆทางจมูกและหายใจทางปาก เริ่มมดลูดหดรัดตัวถึงเลิกหดรัดตัว
หายใจเข้าช้า ลึก โดยหายใจเข้านับ1-4 ในใจหายใจออกนับ 1-5 ในใจ เฉลี่ย 6-9 ครั้งต่อนาที
หายใจเร็วตื่น เป็นการหายใจเร็วกว่าปกติ 2 เท่า
หายใจเร็วตื่นสลับกับการเป่าลมออกปาก>>> หายใจเร็วลึกนาน = Respiratoryร่างกายสูญเสียคาร์บอนไดออกไซต์จะชาปลายนิ้วจีบเกร็ง แก้ไขโดยหายใจช้าๆและหายใจในถุงกระดาษ
ระยะที่ 2
เมื่อมดลูกหดรัดตัว ให้หายใจล้างปอด 1 ครั้ง ก่อนสูดลมหายใจยาวๆ แล้วเบ่งนาน 6-8 วินาทีพร้อมกับค่อยผ่อนลมหายใจออกทางปากช้าๆ>>> เบ่งคลอดแรงและกลั้นหายใจนานเกิดภาวะ Valsava’s maneuver
แบบใช้ยา
ช้เมื่อมีความเจ็บปวดรุนแรงมากขึ้นมี 3 ประเภท
ยาระงับความรู้สึกแบบมีผลต่อระบบของร่างกาย
ยาระงับความรู้สึกเฉพาะที่
ยาระงับความรู้สึกแบบทั่วไป
pethidine 50 mg. เข้ากล้ามเนื้อ>>> Antidose = Narcan
Mophine มีฤทธิ์อยู่ถึง 4 ชม.ต้องรอยาหมดฤทธิ์ก่อน เพราะจะกดการหายใจของทารก
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความเจ็บปวด
ความแรง ระยะเวลาการหดรัดตัวของมดลูก
การเปิดขยายของมดลูก การยืดขยายของแผลฝีเย็บ
ขนาดและท่าของทารก ท่า Occiput posteriorเจ็บปวดมากและใช้ระยะเวลาคลอดนานกว่าปกติ
การทำหัตถการสูติศาสตร์
ประสบการณ์เกี่ยวกับการคลอดที่ผ่านมา
GDM