Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
บทละครอิเหนาตอนศึกกระหมังกุหนิง, อันสุรีย์วงศ์เทวัญอสัญหยา …
บทละครอิเหนาตอนศึกกระหมังกุหนิง
คำศัพท์ยาก
บทที่สาม
ระตู
คำเรียกเจ้าเมืองที่ไม่ใช่วงศ์เทวัญ เจ้าเมืองน้อย
กรีธาทัพ
ยกทัพ, เดินทัพ, เคลื่อนทัพ
กระหนาบ
ประชิดเข้าไปทั้ง ๒ ข้าง เช่น ตีกระหนาบ
โยธา
นักรบ, ทหาร
เพลี่ยงพล้ำ
บทที่สอง
หาญหัก
หักเอาด้วยความกล้า หักเอาด้วยอํานาจ
ตุนาหงัน
หมั้นหมาย (เพื่อแต่งงาน)
โรมรัน
รบพุ่งกัน, ต่อสู้กัน
บทที่สี่
นาถา
ที่พึ่ง
ระเด่นมนตรี
คำเรียกอิเหนา เจ้าฟ้าเมืองใหญ่
ล่าส่ำ
ระตูผู้เป็นพี่ชายของจรกา
พรั่น
หวั่น, กลัว, หวาด
นัดดา
หลาน
โศกาลัย
ร้องไห้สะอึกสะอื้น, คร่ำครวญโศกเศร้าเพราะความอาลัย
อรไท
นางผู้เป็นใหญ่, นางผู้มีสกุล, ใช้เรียกนางกษัตริย์
มรณา
ความตาย, การตาย
สามพารา
สามเมือง
บทที่หนึ่ง
วงศเทวัญอสัญหยา
เชื้อสายกษัตริย์ที่สืบวงศ์มาจากเทวดา
เรืองเดช
โด่งดัง
ชาญสนาม
ชำนาญเชี่ยวชาญในด้านการรบ
โยธี
ทัพทหาร
ชวา
ชื่อเมืองชวา
ระอา
เบื่อ, หน่าย, เข็ดหลาบ
วิเคราะห์วิจารณ์คุณค่าของบทประพันธ์
คุณค่าด้านสังคม
ค่านิยมและวัฒนธรรมการทำศึกชิงนางที่ยังไม่แต่งงานมาเป็นคู่ครองและความรักของบุพการีที่มีให้ต่อลูกอย่างไม่มีเงื่อนไขทั้งตามใจและดูแลอย่างดี
คุณค่าด้านวรรณศิลป์
ลีลาในการแต่งคำประพันธ์
เสาวรจนีหรือบทชมโฉม
แม้ในบทนี้จะไม่มีการกล่าวชมบุคคลใดๆแต่มีการกล่าวชมในความยิ่งใหญ่ของเมืองดาหาว่ามีผู้ปกครองที่สืบเชื้อสายมาจากเทวดา มีความสามารถในการรบทั้งกองกำลังทหารก็เชี่ยวชาญด้านการสงครามเป็นที่น่ายำเกรงของเมืองชวา
พิโรธวาทังหรือบทบริภาษ
เมื่อท้าวกระหมังกุหนิงได้ทำการบอกกับน้องชายทั้งสองว่ามีแผนจะไปทำศึกชิงนางบุษบาให้ลูกชายน้องชายทั้งสองก็เกิดการคัดค้านขึ้นสร้างความขุ่นเคืองหรือขัดใจให้กับเท่ากระหมังกุหนิงแต่ไม่ได้มีการโต้ตอบที่รุนแรงกลับไป
สัลลาปังคพิสัยหรือบทคร่ำครวญ
ไม่มีการกล่าวถึงมากนักมีเพียงคำที่บอกถึงความเศร้าโศกของวิหยาสะกำว่าหากไม่ได้นางบุษบามาเป็นภรรยาคงตรอมใจตาย
เสียงเสนาะในการแต่งคำประพันธ์
สัมผัสสระ
สัมผัสอักษร
การใช้โวหารภาพพจน์
อุปมา
อุปลักษณ์
จินตภาพ
ข้อคิดที่ได้รับ
ก่อนจะคิดกระทำสิ่งใดควรคิดพิจารณาให้รอบคอบถึงผลของการกระทำที่จะตามมาเสียก่อน
ความรักของพ่อที่มีให้ลูกนั้นยิ่งใหญ่นักเราจึงควรกตัญญูต่อผู้มีพระคุณกับบุพการี
คุณค่าด้านเนื้อหา
แนวคิดที่สำคัญ
ของเรื่องในบทนี้แสดงให้เห็นที่ถึงความรักของท้าวกระหมังกุหนิงที่มีให้กับวิหยาสะกำ(ความรักของพ่อที่มีต่อลูก)เพราะไม่ว่าสิ่งที่ลูกของตนต้องการนั้นได้มายากและอันตรายต่อตนเองและบ้านเมืองมากแค่ไหนก็พร้อมที่จะหามาให้ลูกดังวรรคที่กล่าวแก่บรรดาน้องชายของตนว่า เอ็นดูนัดดาโศกาลัย ว่ามิได้อรไทจะมรณาซึ่งตีความหมายได้ว่าสงสารหลานเถอะหากไม่ได้นางบุษบามาเป็นภรรยาคงจะต้องตรอมใจตาย
วิเคราะห์ลักษณะนิสัยตัวละคร
ท้าวกะหมังกุหนิง
มีนิสัยรักลูกมาก กล้าหาญ เด็ดขาด ดื้อดึง ขาดความรอบคอบ เห็นแก่ตัว มั่นใจในตัวเองมากเกินไป เห็นได้จากการที่ยอมทำทุกวิถีทางให้ลูกชายของตนได้แต่งงานกับหญิงสาวที่หมายปองโดยไม่เชื่อคำทัดทานจากน้องชายเรื่องศึกสงครามแม้ว่าน้องชายทั้งสองจะหาเหตุผลต่างๆมากมายมาค้านก็จะพยายามเอาเหตุผลของตนเองมาตอบด้วยความมั่นใจและไม่กลัวว่าประชาชนจะได้รับผลกระทบ
ระตูปาหมัน
มีความรอบคอบ อ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ทำอะไรเกินตัว รักและเป็นห่วงพี่ชายเห็นได้จากการพยายามเตือนพี่ชายในเรื่องการทำศึกสงครามโดยให้เหตุผลที่นอบน้อมว่าเราเป็นเมืองที่เล็กไม่อาจสู้เมืองที่ใหญ่กว่าได้
ระตูปาหยัง
มีความรอบคอบ อ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ทำอะไรเกินตัว รักและเป็นห่วงพี่ชายเห็นได้จากการพยายามเตือนพี่ชายในเรื่องการทำศึกสงครามโดยให้เหตุผลที่นอบน้อมว่าเราเป็นเมืองที่เล็กไม่อาจสู้เมืองที่ใหญ่กว่าได้
ถอดบทประพันธ์
บทที่ 2
ถอดประพันธ์
เมื่อได้ยินดังนั้นท้าวกะหมังกุหนิงไม่เชื่อคำทัดทานจึงเลี่ยงที่จะตอบพระอนุชาทั้งสอง ตนเองนั้นไม่ได้มีเจตนาจะท้าทายทำสงครามกับวงศ์เทวัญแต่เพราะพระธิดาของท้าวดาหาได้หมั้นหมายกับจรกา
จึงจะยกทัพไปทำศึกเพื่อแย่งนางบุษบา
บทที่ 3
ถอดบทประพันธ์
พระอนุชาทั้งสองจึงตอบกลับท้าวกะหมังกุหนังผู้เป็นพี่ไปอีกว่าในเมื่อนางบุษบายังอาศัยอยู่กับพระบิดา ณ เมืองดาหาถ้าเกิดสงครามแย่งชิงตัวขึ้นมาท้าวดาคงไม่อยู่เฉย รีบส่งสานส์บอกแก่กษัตริย์วงศ์เทวัญทั้งสามเมืองให้ยกทัพมาช่วยจนเกิดศึกครั้งใหญ่ทหารฝั่งเราคงยากที่จะสู้ ถ้าเกิดพลาดพลั้งแพ้ขึ้นมาก็จะยิ่งอายจรกาไปเสียอีก
บทที่ 1
ถอดบทประพันธ์
เมืองดาหานั้นมีกษัตริย์ที่สืบเชื้อสายมาจากเทวดา ผู้มีชื่อเสียงเชี่ยวชาญในด้านการรบปกครองอยู่อีกทั้งเหล่ากองทัพทหารก็ยังชำนาญในการทำศึกสงครามเป็นที่ยำเกรงในเมืองชวามีเมืองขึ้นมากมายพวกเราเป็นแค่เมืองเล็กๆเหมือนกับหิ่งห้อยที่ริอาจจะไป
แข่งกับแสงอาทิตย์ ผู้หญิงที่งดงามยังมีอีกมากมายไม่ได้มีแค่พระธิดาของท้าวดาหาพระองค์ควรไคร่ครวญให้รอบคอบอีกครั้งไม่งั้นประชาชนอาจจะเดือดร้อนไปด้วยได้
บทที่ 4
ถอดบทประพันธ์
ท้าวกะหมังกุหนังจึงตรัสตอบพระอนุชาทั้งสองว่าพวกเจ้าไม่เข้าใจ เจ้าฟ้าแห่งเมืองกุเรปัน (อิเหนา)มีความขัดแย้งกับท้าวดาหาและไปอาศัยอยู่ที่เมืองหมันหยาหลายปีแล้วจะยกทัพมาได้อย่างไรส่วนเมืองกาหลังกับเมืองสิงหัดส่าหรีพวกเจ้าจะกลัวอะไรกัน
ฝั่งเราก็เป็นตั้งสามเมืองใหญ่ในแคว้นชวา ส่วนทัพของท้าวล่าสำพี่ชายของจรกานั้น พี่ก็ไม่เกรงกลัว ต่อให้จะมาสักสิบแสนก็จะโจมตีกองทัพให้แตก เดี๋ยวพวกมันก็หนีเข้าป่าไปเอง ขอแค่เพียงพวกเจ้าอย่าย่อท้อและเกรงกลัว สงสารวิหยาสะกำเถอะ ถ้าไม่ได้นางบุษบามาคงจะโศกเศร้าตรอมใจตาย
อันสุรีย์วงศ์เทวัญอสัญหยา เรืองเดชเดชาชาญสนาม
ทั้งโยธีก็ชำนาญการสงคราม ลือนามในชวาระอาฤทธ์
กรุงกษัตริย์ขอขึ้นก็นับร้อย เราเป็นเมืองน้อยกระจิหริด
ดังหิ่งห้อยจะแข่งแสงอาทิตย์ เห็นผิดระบอบบุราณมา
ใช่จะไร้ธิดาทุกธานี มีงามแต่บุตรีท้าวดาหา
พระองค์จงควรตรึกตรา ไพร่ฟ้าประชากรจะร้อนนัก
เมื่อนั้น ท้าวกะหมังกุหนิงมีศักดิ์
จึงบ่ายเบี่ยงเลี่ยงตอบพระน้องรัก ใช่จะหาญหักวงศ์เทวัญ
ด้วยบัดนี้บุตรีดาหา จรกาให้มาตุนาหงัน
เราจะยกพลไกรไปโรมรัน ช่วงชิงนางนั้นกับจรกา
เมื่อนั้น สองระตูทูลตอบพระเชษฐา
เมื่อนางยังอยู่กับบิดา ที่ในดาหากรุงไกร
แม้นเกิดการสงครามช่วงชิง ท้าวดาหาหรือจะนิ่งดูได้
จะบอกความไปสามเวียงชัย กรีธาทัพใหญ่มามากมาย
จะเป็นศึกกระหนาบหน้าหลัง เหลือกำลังโยธาทั้งหลาย
ถ้าเสียทีเพลี่ยงพล้ำสิซ้ำร้าย จะอัปยศอดอายแก่จรกา
เมื่อนั้น ท้าวกะหมังกุหนิงนาถา
จึงตรัสตอบสองพระน้องยา ซึ่งว่านี้เจ้าไม่เข้าใจ
อันระเด่นมนตรีกุเรปัน ก็ขัดข้องเคืองกันเป็นข้อใหญ่
ไปอยู่เมืองหมันหยากว่าปีไป ที่ไหนจะยกพลมา
แต่กาหลังสิงหัดส่าหรี จะกลัวดีเป็นกระไรหนักหนา
ถึงทัพจรกาล่าสำนั้น พี่ไม่พรั่นให้มาสักสิบแสน
จะหักโหมโจมตีให้แตกแตน พักเดียวก็จะแล่นเข้าป่าไป
เจ้าอย่าย่อท้อไม่พอที่ แต่เพียงนี้ไม่พรั่นหวั่นไหว
เอ็นดูนัดดาโศกาลัย ว่ามิได้อรไทจะมรณา
ฝ่ายเราเล่าก็สามพารา เป็นใหญ่ในชวาแว่นแคว้น