Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
PROM, PPROM, Preterm - Coggle Diagram
PROM, PPROM, Preterm
PROM, PPROM
ถุงน้ำคร่ำ (Amniotic sac) จะมีของเหลวที่เรียกว่า น้ำคร่ำ (Amniotic fluid) อยู่ข้างใน ลักษณะถุงคล้ายลูกโป่งใส่น้ำและมีทารกอยู่ในถุงลูกโป่ง ถุงน้ำคร่ำทำหน้าที่ห่อหุ้มทารกในครรภ์ไม่ให้ได้รับอันตรายจากการกระทบกระแทก ป้องกันไม่ให้สายสะดือถูกกดทับ ในภาวะปกติถุงน้ำคร่ำจะแตกเมื่อใกล้จะคลอด หลังจากมีอาการเจ็บครรภ์คลอดแล้ว
(Premature rupture of membranes: PROM)
การที่มีถุงน้ำคร่ำแตกก่อนที่มีอาการเจ็บครรภ์จริง (เจ็บครรภ์สม่ำเสมออย่างน้อย 1 ครั้ง ใน 10 นาทีและมีการเปิดขยายของปากมดลูก) และอายุครรภ์มากกว่าหรือเท่ากับ 37 สัปดาห์ จึงเรียกว่า ถุงน้ำคร่ำแตกก่อนเจ็บครรภ์คลอด เรียกสั้นๆว่า “มีน้ำเดิน”
(Preterm premature rupture of membranes: PPROM)
ถุงน้ำคร่ำแตกก่อนเจ็บครรภ์ในอายุครรภ์ที่น้อยกว่า 37 สัปดาห์ เรียกกว่า ภาวะถุงน้ำคร่ำแตกก่อนเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด
ปัจจัยเสี่ยง
- การติดเชื้อในโพรงมดลูกและช่องคลอด
- การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
- มดลูกมีความตึงตัวมากกว่าปกติ เช่น ครรภ์แฝด น้ำคร่ำมากผิดปกติ เป็นต้น
- มีประวัติถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนดในครรภ์ก่อน
- มีประวัติคลอดก่อนกำหนด
- ปากมดลูกสั้นในช่วงไตรมาสที่ 2
- มีเลือดออกในช่วงไตรมาสที่ 2-3
- Pulmonary disease
- สูบบุหรี่
- Low body mass index
- เคยได้รับการเย็บผูกปากมดลูก
- ภาวะแทรกซ้อนจากการทำหัตถการ เช่น การเจาะตรวจน้ำคร่ำ การเจาะเลือดจากสะดือของทารกในครรภ์ เป็นต้น
การวินิจฉัย
-
2.การตรวจภายใน
กรณี PROM สามารถใช้มือ PV ได้ แต่กรณี PPROM ห้ามใช้มือ ควรใช้ Vaginal speculum เท่านั้น เพื่อดูลักษณะว่าเป็นนน้ำคร่ำ, ตกขาว, Normal urine, Mucous bloody show, Hydrorhea gravidarum หรือช่องคลอดอักเสบ ถ้าน้ำเดินจริง เมื่อ PV พบน้ำขับเปียกชื้นบริเวณแอ่งช่องคลอด ถ้าให้ไอหรือเบ่งหรือกดยอดมดลูกจะมีน้ำไหลออกมา ไม่เห็นถุงน้ำคร่ำหุ้มทารก
3.ตรวจทางห้องปฏิบัติการ
3.1) Nitrazine paper test : ใช้กระดาษ nitrazine แตะสิ่งคัดหลั่งบริเวณช่องคลอดเพื่อ ทดสอบกรด-ด่างของช่องคลอด (Normal pH 4.5 - 6 และ pH น้ำคร่ำ 7 - 7.5) Nitrazine จะเปลี่ยนสี
กรณีถุงน้ำคร่ำยังไม่แตก
- Yellow : pH 5.0
- Olive yellow : pH 5,5
- Olive green : pH 6.0
กรณีถุงน้ำคร่ำแตกแล้ว
- Blue green pH 6.5
- Blue grey pH 7.0
- Deep blue pH 7.5
3.2) Fern test (Arborization) : เอาของเหลวที่ขังในแอ่งช่องคลอดไปป้ายสไลด์ทิ้งไว้ให้แห้ง ถ้าน้ำคร่ำแตกออกมาแล้ว จะเห็นผลึกรูปใบเฟิร์นเพราะในน้ำคร่ำมี NaCl
3.3) Nile blue sulfate test : เอาของเหลวในแอ่งช่องคลอดไปหยดผสมกับ 0.1 % Nile blue sulfate 1 หยด ปิดด้วย Cover slip ส่องดูใน 5 นาที ถ้าน้ำคร่ำแตกแล้วจะเห็น Sebaceous gland ติดสีแสด (มาจากทารก)
3.4) ตรวจหา Placental alpha microglobulin-1 protein (Amnisure) ดีแต่แพงมาก, IGF-1 binding protein ที่มีปริมาณสูงในน้ำคร่ำ ซึ่งไม่ค่อยนิยมทำกัน
- การตรวจเลือด CBC และ UA เพื่อหาสาเหตุการติดเชื้อ
- การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง
เพื่อวัดปริมาณน้ำคร่ำ กรณีที่ถุงน้ำคร่ำแตกหรือรั่วเป็นระยะเวลานานจะทำให้ปริมาณน้ำคร่ำน้อยลง ซึ่งอาจเกิด Oligohydramnios ได้
-
แนวทางในการดูแลรักษา
-
-
ทารกที่อายุครรภ์ไม่ครบกำหนด ไม่มีการติดเชื้อ และคลอดในภายใน 24 ชั่วโมง การดูแลและสุขภาพทารกจะเหมือนทารกคลอดก่อนกำหนด
-
-
-
-
Preterm
คำนิยาม
ภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด (preterm labour)
หมายถึง ภาวะเจ็บครรภ์คลอดที่เกิดในช่วงอายุครรภ์ก่อน 37 สัปดาห์ โดยมีการหดรัดตัวของมดลูกอย่างสม่ำเสมอ 4 ครั้งใน 20 นาที หรือ 8 ครั้ง ใน 1 ชั่วโมง ร่วมกับมีการเปลี่ยนแปลงของปากมดลูก โดยมีการเพิ่มขยายของปากมดลูกมากกว่า 1 เซนติเมตร หรือปากมดลูกมีความบางตัวตั้งแต่ร้อยละ 80 ขึ้นไป
ภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดคุกคาม (threatened preterm labour)
หมายถึง ภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนอายุครรภ์ 37 สัปดาห์ โดยมีการหดรัดตัวของมดลูกอย่างสม่ำเสมออย่างน้อย 1 ครั้ง ทุก 10 นาที โดยใช้เวลาตรวจอย่างน้อย 30 นาที แต่ยังไม่พบการเปลี่ยนแปลงของปากมดลูก
ภาวะเจ็บครรภ์เตือน (false labour pain)
หมายถึง อาการเจ็บครรภ์ก่อนอายุครรภ์ 37 สัปดาห์ โดยลักษณะการเจ็บครรภ์ไม่สม่ำเสมอทั้งความแรงและความถี่ และไม่มีอาการเจ็บครรภ์เมื่อนอนพัก
-
-
-
ผลกระทบ
ผลกระทบต่อมารดา
จะไม่มีผลต่อร่างกายมารดา เนื่องจากทารกที่คลอดก่อนกำหนดจะมีน้ำหนักตัวน้อย จึงทำให้คลอดได้ง่าย ช่องคลอดบาดเจ็บน้อย แผลหายเร็ว แต่จะมีปัญหาด้านจิตใจ มารดาจะมีความเครียดสูง กลัวเลี้ยงทารกไม่รอด กลัวทารกไม่แข็งแรงสมบูรณ์ กังวลว่าทารกต้องรักษาตัวใน รพ. นาน และกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา ซึ่งหากมารดาเครียดมาก อาจทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าหลังคลอด รับประทานอาหารได้น้อยลง ไม่ดูแลตัวเอง นอกจากนี้ การที่ทารกมีอายุครรภ์น้อย มารดาก็ไม่สามารถให้นมบุตรได้เอง จึงส่งผลให้การสร้างน้ำนมลดลง เป็นต้น ส่วนผลกระทบต่อการตั้งครรภ์ครั้งต่อไป คือ มารดาจะมีโอกาสคลอดก่อนกำหนดได้สูงขึ้นกว่าคนทั่วไป
ผลกระทบต่อทารก
ภาวะปอดไม่สมบูรณ์ (Respiratory distress syndrome) เป็นภาวะที่เกิดขึ้นทันทีหลังคลอด ยิ่งอายุครรภ์น้อยยิ่งเกิดได้มาก ทารกคลอดก่อนกำหนด ปอดมักจะไม่ค่อยสมบูรณ์ เนื่องจากการขาดสาร surfactant ซึ่งถ้าสร้างไม่พอ (ปกติสารนี้จะสร้างได้ครบเมื่ออายุครรภ์ 36 สัปดาห์) สารตัวนี้จะเป็นสารลดความตึงผิวของถุงลม ทำหน้าที่ให้ถุงลงโป่งง่าย ทำให้หายใจโดยที่ใช้แรงน้อยลง ซึ่งในผู้ใหญ่เราจะมีครบ 100% แต่ในทารกแรกเกิด แม้จะครบกำหนดก็จะขาดไปนิดหน่อย คือมีประมาณ 80%
ภาวะเลือดออกในสมองอย่างเฉียบพลัน (Intraventricular hemorrhage) เป็นอีกหนึ่งภาวะที่เกิดขึ้นทันทีหลังคลอด เนื่องจากสมองของทารกคลอดก่อนกำหนดจะค่อนข้างนิ่มมาก กะโหลกศีรษะไม่แข็ง ซึ่งขณะคลอดต้องผ่านช่องทางคลอดและออกมาอาจมีการเขย่าตัว ทารกเจอแสงสว่าง ความร้อนเย็นที่ต่างกัน ก็ทำให้ความดันเลือดค่อนข้างผันผวน จึงอาจทำให้เส้นเลือดในสมองบางเส้นแตกได้ ซึ่งพบว่าเกิดขึ้นได้ประมาณ 30% ของทารกคลอดก่อนกำหนดที่มีน้ำหนักตัวน้อยกว่า 1,500 กรัม ในปัจจุบันยังไม่มีทางป้องกัน ทารกที่มีเลือดออกในสมองปริมาณมากก็จะเสียชีวิต แต่ถ้ามีเลือดออกน้อย 90% จะไม่ออกอาการอะไรเลย และสามารถเติบโตได้อย่างไม่มีปัญหา
ภาวะลำไส้อักเสบเน่าตาย (Necrotizing enterocolitis) มักพบบริเวณ ileum ส่วนปลาย และลำไส้ใหญ่ส่วนต้น ร้อยละ 10 ของ NEC ซึ่งส่วนใหญ่พบในทารกคลอดก่อนกำหนด และน้ำหนักตัวน้อย ปัจจัยร่วมกับการขาดออกซิเจนในระยะคลอด และการให้นมผสมผ่านทางเดินอาหาร การเกิด NEC เกิดจากเยื่อบุผิวลำไส้ถูกทำลายกับการขาดเลือด (ischemic insult) หากมีการติดเชื้อแบคทีเรีย และได้รับนมผสมจะรุนแรงเพิ่มขึ้น การอักเสบทำให้เกิดการอุดกั้นของหลอดเลือด ลำไส้ขาดเลือดไปเลี้ยง ท้าให้เกิดการตายของเนื้อเยื่อ
การติดเชื้อ ทารกคลอดก่อนกำหนดที่คลอดจากมารดาที่มีการติดเชื้อในช่องคลอดหรือน้ำเดิน ถุงน้ำแตก ทำให้ทารกได้รับเชื้อเข้าไป เมื่อคลอดออกมาทารกจึงอาจมีภาวะติดเชื้อมาตั้งแต่กำเนิดและทำให้เสียชีวิตได้ นอกจากนี้ทารกที่คลอดก่อนกำหนดยังเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่ายในช่วงขวบปีแรกด้วย เพราะกลไกการป้องกันการติดเชื้อยังไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ รวมทั้งภูมิคุ้มกันในการต่อต้านเชื้อจากแม่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าทารกที่คลอดตามกำหนด
น้ำหนักตัวน้อย ทารกที่คลอดก่อนกำหนดส่วนใหญ่จะมีน้ำหนักตัวน้อยกว่าเกณฑ์ ต้องดูแลทารกเป็นพิเศษและให้อาหารทางสายยาง รวมถึงการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เพราะนมแม่มีสารอาหารสำคัญที่ช่วยเสริม พัฒนาการของทารกได้
พัฒนาการช้า ทารกจะมีพัฒนาการที่ล่าช้ากว่าทารกที่คลอดก่อนกำหนด แต่จะเป็นแค่ช่วงแรกเท่านั้น หลังจากนั้นพัฒนาการจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติเหมือนกับทารกทั่วไป แต่ทารกที่คลอดก่อนกำหนดจะเดินได้ช้ากว่าทารกทั่วไปประมาณ 2 เดือน และ 80% ของทารกที่คลอดก่อนกำหนดจะมีพัฒนาการเป็นปกติเมื่อมีอายุ ครบ 2 ปี
การมองเห็น เนื่องจากความไม่สมบูรณ์ของเส้นเลือดจอประสาทตา ทำให้มีความเปราะบางและแตกง่าย ทำให้มีเลือดออกและเกิดแผลเป็นในจอประสาทตา เกิดการดึงรั้งหรือจอประสาทตาหลุด ส่งผลให้เกิดความบกพร่องในการมองเห็น ทารกที่มีอายุครรภ์น้อยกว่า 35-36 สัปดาห์ หรือมีน้ำหนักตัวน้อยกว่า 2,000
กรัม และทารกที่ต้องรักษาตัวใน รพ.นานๆ อาจได้รับออกซิเจนในปริมาณที่สูง ทารกจึงต้องได้รับการตรวจตา ก่อนออกจากโรงพยาบาลและจะตรวจซ้ำอีกครั้งในสัปดาห์ที่ 7-9 หลังคลอด
การได้ยิน ทารกคลอดก่อนกำหนดจะมีความเสี่ยงต่อการสูญเสียการได้ยินสูงกว่าปกติ ทารกจึงต้องได้รับการตรวจสอบการได้ยินจากแพทย์ก่อนออกจากโรงพยาบาล และควรได้รับการตรวจซ้ำเมื่อมีอายุ 3-6 เดือน
โลหิตจาง ทารกมีธาตุเหล็กสะสมไว้น้อยและถูกนำออกมาทดแทน ระดับฮีโมโกลบินที่ลดลงจากการเจริญเติบโต ทำให้เกิดภาวะโลหิตจางที่รุนแรงและยาวนานกว่าทารกที่คลอดตามกำหนด
ภาวะโรคปอดเรื้อรัง ทารกที่ใส่เครื่องช่วยหายใจ เมื่อโรคปอดในระยะแรกหายแล้วแต่ยังหายใจเองไม่ได้ ไอเองไม่เป็นหรือไอไม่ค่อยแรง เสมหะก็ออกจากปอดไม่ได้ ทำให้ทารกต้องพึ่งเครื่องช่วยหายใจไปจนถึงจุดที่ทารกอ้วนพอที่จะมีแรงไอได้ บางทีก็ทำให้ปอดทารกมีปัญหา อาจโดนออกซิเจนหรือแก๊สอะไรไม่ได้เลย เพราะจะทำให้ไอเรื้อรัง แต่โรคปอดนี้หลังจากเอาเครื่องช่วยหายใจออกจะหายไปเองภายใน 1-2 ปี คนที่มีปัญหามาก พอเด็กอายุประมาณ 9-10 ปีก็อาจจะเป็นโรคหอบได้ แต่ส่วนใหญ่ที่รอดจากระยะแรกก็จะเป็นปกติภายใน 1-2 ปี และอาจจะมีบางคนที่เป็นหวัดและปอดบวม เพราะทารกกลุ่มนี้ในระยะแรกปอดจะยังไม่แข็งแรง
เสี่ยงต่อการเสียชีวิต เนื่องจากความไม่สมบูรณ์ของอวัยวะต่าง ๆ และเกิดอาการแทรกซ้อนตามมา เช่น ทารกหายใจลำบาก เกิดภาวะอุณหภูมิต่ำหรือตัวเย็น หัวใจวายจากเส้นเลือดบริเวณหัวใจปิดไม่สนิท เกิดอาการชักหรือเกร็ง เกิดภาวะตัวเหลืองและซีด เป็นต้น
-