Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
พื้นฐานนาฏศิลป์ไทย 46E463E5-8244-4184-96E2-6212F76ACF57, image, images,…
พื้นฐานนาฏศิลป์ไทย
ประเภทของนาฏศิลป์
เซิ้ง
เซิ้ง หมายถึง การร้องรำทำเพลงแบบพื้นเมืองอีสาน ลีลาและจังหวะการร่ายรำจะรวดเร็วกระฉับกระเฉง การแต่งกาย จะแต่งกายตามแบบพื้นเมืองของ
ชาวอีสาน ส่วนใหญ่การเซิ้งจะใช้สำหรับนำกระบวนแห่ต่าง ๆ แต่ต่อมาภายหลังได้มีการปรับปรุงการเซิ้งแบบใหม่เพิ่มเติมขึ้นมาอีก
ละคร
ละคร หมายถึง มหรสพอย่างหนึ่งที่
แสดงเป็นเรื่องราว โดยนำภาพจากประสบการณ์และจิตนาการของมนุษย์มาผูกเป็นเรื่อง
มีจุดมุ่งหมายเพื่อแสดงอารมณ์ความรู้สึกก่อให้เกิดความบันเทิง และความสนุกสนาน เพลิดเพลินโดยมี นักแสดงเป็นผู้สื่อความหมาย และเรื่องราวต่อผู้ชม
ละครรำ
ละครรำแบบดั้งเดิม
ละครรำที่ปรับปรุงขึ้นใหม่
ละครที่ไม่ใช่ละครรำ
ละครร้อง
ละครพูด
ละครสังคีต
รำ
รำ หมายถึง การแสดงท่าทางการเคลื่อนไหวร่างกายประกอบจังหวะเพลงร้องหรือเพลงบรรเลง โดยเน้นท่วงท่าลีลาการร่ายรำที่งดงาม
รำคู่
รำเดี่ยว
ระบำ
ระบำ
หมายถึง ศิลปะการร่ายรำที่แสดงพร้อมกันเป็นหมู่ ไม่ดำเนินเรื่องราว ใช้เพลงบรรเลง อาจมีเนื้อร้องหรือไม่มีเนื้อร้องก็ได้ เน้นการแปรแถวในลักษณะต่าง ๆ อย่างมีระเบียบงดงามและเน้นความพร้อมเพียงเป็นหลัก
ระบำแบบมาตรฐาน
ระบำแบบปรับปรุง
ฟ้อน
ฟ้อน หมายถึง ระบำที่มีนักแสดงพร้อมกันเป็นหมู่ เป็นศิลปะการร่ายรำที่มีลีลาเฉพาะในท้องถิ่นล้านนา
ที่เป็นการเคลื่อนไหวแขน ขา ยืดยุบเข่าตามจังหวะ เพื่อความอ่อนช้อยสวยงาม
ฟ้อนม่าน
ฟ้อนเงี้ยว
ฟ้อนพื้นเมือง
นางสาวนภสร ติสโร (เลขที่38)
อ้างอิง
https://sites.google.com/site/sciencechutimakuna/content01/content02/content02-1
สืบค้นเมื่อวันที่22/11/2564
โขน
โขน หมายถึง อากัปกิริยาของตัวละครจะมีทั้งการรำ และการเต้นที่ออกท่าทางเข้ากับดนตรี นักแสดงจะถูกสมมติให้เป็นตัวยักษ์ ตัวลิง มนุษย์ เทวดา โดยการสวมหน้ากากหรือเรียกว่า “หัวโขน” ส่วนนักแสดงเป็นมนุษย์ และเทวดาจะไม่สวมหัวโขน
การแต่งกายแต่งยืนเครื่องครบถ้วนตามลักษณะของยักษ์ ลิง มนุษย์ นักแสดงไม่ต้องร้องหรือเจรจาเอง เพราะจะมีผู้พากย์เจรจาขับร้องแทน
โขนกลางแปลง
โขนโรงใน
โขนหน้าจอ
โขนฉาก
โขนโรงนอก หรือโขนโรงนั่งราว
ความหมายของนาฏศิลป์
และความเป็นมา
โดยพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช 2542
ได้ให้ความหมายของคำว่า
“ นาฏศิลป์ ” ไว้ว่า
“ เป็นศิลปะแห่งการละครหรือการฟ้อนรำ ”
และมีท่านผู้รู้ได้ให้ความหมายแตกต่างกันออกไป ดังนั้น
นาฏศิลป์
คือ ศิลปะการฟ้อนรำซึ่งยังเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย การใช้สีหน้าในการแสดงอารมณ์ เพื่อสื่อให้ผู้ชมได้รู้สึกสะเทือนอารมณ์และสนุกสนานเพลิดเพลิน โดยนาฏศิลป์มาจากการคิดค้นประดิษฐ์ของมนุษย์ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความปราณีต ความงดงาม โดยมีการขับร้อง และบรรเลงดนตรีร่วมด้วย ซึ่งนาฏศิลป์ในแต่ละท้องถิ่นจะมีลีลาท่าทางหรือชื่อเรียกที่ต่างกัน เนื่องจากความแตกต่างของสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ หรือแม้แต่ศาสนา และความเชื่อต่าง ๆ ของแต่ละภูมิภาค
นาฏศิลป์ไทยมีกำเนิดมาจาก
การเลียนแบบธรรมชาติ แบ่งเป็น 3 ขั้น คือ
ขั้นต้น
เกิดแต่วิสัยสัตว์ เมื่อเวทนาเสวยอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นสุขเวทนาหรือทุกขเวทนาก็ตาม ถ้าอารมณ์แรงกล้าไม่กลั้นไว้ได้ ก็แสดงออกมาให้เห็นปรากฏ เช่น เด็กทารกเมื่อพอใจ ก็หัวเราะตบมือ กระโดดโลดเต้น เมื่อไม่พอใจก็ร้องไห้ ดิ้นรน
ขั้นต่อมา
เมื่อคนรู้ความหมายของกิริยาท่าทางมากขึ้น ก็ใช้กิริยาเหล่านั้นเป็นภาษาสื่อความหมาย ให้ผู้อื่นรู้ความรู้สึกและความประสงค์ เช่น ต้องการแสดงความเสน่หาก็ยิ้มแย้ม กรุ้มกริ่มชม้อยชม้ายชายตา หรือโกรธเคืองก็ทำหน้าตาถมึงทึง กระทืบ กระแทก
ต่อมาอีกขั้นหนึ่ง
มีผู้ฉลาดเลือกเอากิริยาท่าทาง ซึ่งแสดงอารมณ์ต่างๆ นั้นมาเรียบเรียงสอดคล้อง ติดต่อกันเป็นขบวนฟ้อนรำให้เห็นงาม จนเป็นที่ต้องตาติดใจคน
การเซ่นสรวงบูชา
มนุษย์แต่โบราณมามีความเชื่อถือในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จึงมีการบูชา เพื่อให้สมปรารถนา ต่อมามีการฟ้อนรำบำเรอกษัตริย์ด้วย ถือว่าเป็นสมมุติเทพที่ช่วยบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ มีการฟ้อนรำรับขวัญขุนศึกนักรบผู้กล้าหาญ ที่มีชัยในการสงครามปราบข้าศึกศัตรู ต่อมาการฟ้อนรำก็คลายความศักดิ์สิทธิ์ลงมา กลายเป็นการฟ้อนรำเพื่อความบันเทิงของคนทั่วไป
การรับอารยธรรมของอินเดีย
เมื่อไทยมาอยู่ในสุวรรณภูมิใหม่ๆ นั้น มีชนชาติมอญ และชาติขอมเจริญรุ่งเรืองอยู่ก่อนแล้ว ชาติทั้งสองนั้นได้รับอารยธรรมของอินเดียไว้มากมายเป็นเวลานาน เมื่อไทยมาอยู่ในระหว่างชนชาติทั้งสองนี้ ก็มีการติดต่อกันอย่างใกล้ชิด ไทยจึงพลอยได้รับอารยธรรมอินเดียไว้หลายด้าน
นางสาวสนิสา หมัดโส๊ะ (เลขที่ 35)
💌
อ้างอิง
https://guru.sanook.com/4062/
https://mtbbj.blogspot.com/2019/02/blog-post.html
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%8F%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B9%8C%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2
วันที่ค้นข้อมูล 22/11/2564
ประโยชน์ของนาฎศิลป์
ช่วยในการออกกำลังกายได้เป็นอย่างดี
ได้รับความรู้นาฏศิลป์จนเกิดความชำนาญ
ทำให้รู้จักดนตรีและเพลงต่างๆ
ช่วยให้เป็นคนที่มีบุคลิกท่าทางเคลื่อนไหวสง่างาม
ทำให้เกิดความจำและปฏิภาณคดี
สามารถยึดเป็นอาชีพได้
มีความสามัคคีในหมู่คณะ
นางสาวสายตะวัน วัชรดิลก (เลขที่43) :<3:
อ้างอิง
https://sites.google.com/site/deedoothai/prayochn-laea-khunsmbati-khxng-phu-reiyn-nad-silp
วันที่ค้นข้อมูล วันที่ 22/11/64
นาฏยศัพท์
ประเภท
:<3:นาฏยศัพท์เบ็ดเตล็ด
หมายถึง ศัพท์ต่าง ๆ ที่ใช้เรียกในภาษานาฏศิลป์นอกเหนือไปจากนามศัพท์และกิริยาศัพท์ เช่น จีบยาว จีบสั้น
:<3:กิริยาศัพท์
ศัพท์เสื่อม หมายถึง ศัพท์ที่ใช้เรียกชื่อท่ารำหรือท่วงทีของผู้รำที่ไม่ถูกต้องตามมาตรฐาน เพื่อให้ผู้รำรู้ตัวและแก้ไขท่าทีของตนให้ดีขึ้น
ศัพท์เสริม หมายถึง ศัพท์ที่ใช้เรียกเพื่อปรับปรุงท่าทีให้ถูกต้องสวยงาม เช่น กันวง ลดวง ส่งมือ ดึงมือ
:<3:นามศัพท์
ศัพท์ที่เรียกชื่อท่ารำ หรือชื่อท่าที่บอกอาการกระทำของผู้นั้น เช่น วง จีบ สลับมือ คลายมือ กรายมือ ฉายมือ
ตัวอย่างนาฏยศัพท์ :confetti_ball:
จีบล่อแก้ว
คือ ลักษณะกิริยาท่าทางคล้ายจีบ ใช้นิ้วกลางกดข้อที่ ๑ ของนิ้วหัวแม่มือ
จีบปรกหน้า
คือ การจีบที่คล้ายกับจีบหงาย แต่หันจีบเข้าหาลำตัวด้านหน้า
ทั้งแขนและมือชูอยู่ด้านหน้า ตั้งลำแขนขึ้น ทำมุมที่ข้อพับตรงศอก หันจีบเข้าหาหน้าผาก
วงบน
คือ ยกแขนไปข้างลำตัว ทอดศอกโค้ง มือแบ ตั้งปลายนิ้วขึ้น
วงพระปลายนิ้วอยู่ระดับศีรษะ ส่วนวงนางปลายนิ้วจะอยู่ระดับหางคิ้วและวงแคบกว่า
นาฏภาษาหรือภาษาท่าทาง :checkered_flag:
อยู่ - แบสองมือ คว่ำช้อนกันข้างหน้าระดับเอว ห่างตัว
เรียกเข้ามาหา,
กวักเรียก - แบตั้งวงหน้า กดฝ่ามือลงโดยเร็ว เป็นจีบคว่ำ
นางสาวกรพชร ทวีรัตน์ (เลขที่ 41) :red_flag: อ้างอิง
https://sites.google.com/site/fernbenyapa60427/naty-saphth
https://th.wikipedia.org
สืบค้นเมื่อ วันที่22/11/2564
ผลงานเด่นของนาฏศิลป์
การเเสดงนาฏศิลป์ไทย4ภาค
โนรา เป็นนาฏศิลป์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในบรรดาศิลปะการเเสดงของภาคใต้ มีควมายั่งยืนนับเป็นเวลาหลายรอยปี เน้นท่ารำเป็นสำคัญ ต่อมาได้นำเรื่องราวจากวรรณคดีหรือนิทานท้องถื่นมาใช้ในการเเสดง เรื่องพระสุธนมโนราห์ เป็นต้นเหตุที่ทำให้เรียกการเเสดงนี้ว่ามโนราห์
ฟ้อนสาวไหม เป็นการฟ้อนพื้นเมืองที่เลียนเเบบการทอผ้าไหมของชาวบ้าน เป็นการฟ้อนรำเเบบเก่า ลีลาการฟ้อนป็นจังหวะที่คล่องเเคล่วรวดเร็วสะดุดเป็นช่วงๆเหมือนการทอผ้า
เซิ้งโปงลางโปงลางเดิมเป็นชื่อของโปงที่เเขวนอยู่ที่คอของวัว การเล่นทำนองดนตรีของโปงลางจะใช้ลายเดียวกันกับเเคนเเละพิณ ใช้ท่ารำที่ประดิษฐ์ขึ้นตามทำนองเพลง ด้วยลีลาที่คล่องเเคล่วว่างไว
เต้นกำรำเคียว เป็นการเเสดงพื้นเมืองที่เก่าเเก่ของชาวชนบทในภาคกลาง โดยส่วนใหญ่มีอาชีพการทำนาเป็นหลัก ด้วยนิสัยรักสนุกกับการเป็นเจ้าบทเจ้ากลอน จึงได้เกิดการเต้นกำรำเคียวขึ้นเนื้อเพลงสะท้อนให้เห็นสภาพความเป็นอยู่ของชาวบ้าน
การเเสดงโขน
โขน คือการเเสดงท่ารำเต้นกับจังหวะดนตรี ประกอบด้วยตัวละครที่เป็นยักษ์ ลิง มนุษย์ และเทวดา โขนเป็นนาฏศิลป์ไทยชั้นสูงที่มีมาเเต่สมัยโบราณ ได้ระบความนิยมมาตั้งเเต่สมัยอยุธยา
ละครเวที
เป็นละครที่พัฒนาขึ้นมาใหม่มีหลายประเภทเช่น ละครโศกนาฏกรรม ละครสุขนาฏกรรม ละครเพลง เน้นการร้องมากกว่า
ละครชาตรี
เป็นละครรำของไทยประเภทหนึ่งที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างโนราของภาคใต้เเละละครนอกของภาคกลาง ละครชาตรีรับจ้างเเสดงเเก้บนที่บ้าน วัด หรือเทวสภานที่ผู้คนนับถือ
ศิลปินเเห่งชาติสาขานาฏศิลป์
นายกรี วรศะริน
สาขาศิลปะการเเสดง-นาฏศิลป์ (โขน)
ได้สร้างสรรค์เเละประดิษฐ์ผลงานโขน-ละครหลายชุดจนเป็นที่ยอมรับนับถือ
นางสุวรรณี ชลานุเคราะห์
สาขาศิลปะการเเสดง-นาฏศิลป์ (ละครรำ)
เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านาฏศิลป์ไทยทั้งเเบบพื้นเมืองเเละเเบบราชสำนัก บทบาทที่ได้รับยกย่องมากที่สุดคือ ตัวพระจากเรื่องอิเหนา สังข์ทอง พระไวย ไกรทอง เเสดงเป็นนางเอกในเรื่องละเวงวัลลา รวมทั้งสร้างสรรค์เเละประดิษฐ์ชุดการเเสดงต่างๆ
ท่านผู้หญิงเเผ้ว สนิทวงเสนี
( สาขาศิลปะการเเสดง-นาฏศิลป์)
เป็นผู้หนึ่งที่ร่วมฟื้นฟูนาฏศิลป์ไทยในสมัยที่เเสดง ณ โรงละครศิลปากร ทำหน้าที่ในการฝึกสอนไม่ว่าจะเป็น โขน ละคร ฟ้อน รำ ระบำ เซิ้ง เเละยังประดิษฐ์คิดค้นท่ารำต่างๆ
นางสาวเบนญา บัวเนียม (เลขที่19) :<3:
อ้างอิง
https://sites.google.com/site/performingarts300/bth-thi-2-kar-saedng-natsilp-thiy
วันที่ค้นข้อมูล วันที่23/11/64
สุนทรียะของนาฏศิลป์
:<3:
สุนทรียะของนาฏศิลป์ -> ความงามในธรรมชาติ หรือในงานศิลปะที่แต่ละคน สามารถเข้าใจและรู้สึกได้ ดังนั้น สุนทรียภาพของการแสดงนาฏศิลป์จึงเป็นความ เข้าใจและรู้สึกถึงความงามของการแสดงนาฏศิลป์นั้น ๆ
2.สุนทรียะทางดนตรี – ขับร้อง -> เป็นสุนทรียะด้านการรับฟัง และขับร้องเพลงประกอบการแสดงนาฏศิลป์ ซึ่งสุนทรียภาพทางด้านนี้ต้องอาศัยทั้งผู้บรรเลง ผู้ร้อง และผู้ฟัง เนื่องจากในเพลงไทยมักจะมีทั้งการบรรเลงดนตรีและการขับร้องไว้ด้วยกัน ตลอดจนมีผู้ฟังเพลงที่มาช่วยกันสร้างสุนทรียะทางดนตรีและการขับร้องร่วมกัน
1.สุนทรียะทางวรรณกรรม ->เป็นสุนทรียะด้านความงามทางตัวอักษร หรืองานประพันธ์ ได้แก่ ประเภทร้อยกรอง เช่น การแต่งคำประพันธ์
3.สุนทรียะทางด้านท่ารำ -> ความงามของท่ารำอย่างมีสุนทรียะนั้นพิจารณาได้จากความถูกต้องตามแบบแผนของท่ารำ ได้แก่ ท่ารำถูกต้อง จังหวะถูกต้อง สีหน้าอารมณ์ความรู้สึกที่สอดคล้องไปกับท่ารำ ทำนองเพลงและบทบาทตามเนื้อเรื่องท่ารำสวยงาม มีความแตกฉานด้านท่ารำ มีท่วงทีลีลาเป็นเอกลักษณ์ของตนถ่ายทอดท่ารำออกมาได้เหมาะสม
นายนรธีร์ อักโขสุวรรณ [เลขที่11]
:star::
อ้างอิง
(
http://lovenattasinthai.blogspot.com/p/blog-page_48.html
)
วันที่ค้นข้อมูล 22/11/2564
:fountain_pen:ศัพท์ที่ใช้เกี่ยวกับลักษณะท่ารำ ที่ใช้ในการฝึกหัดเพื่อแสดงโขน ละคร เป็นคำที่ใช้ในวงการนาฏศิลป์ไทย สามารถสื่อความหมายกันได้ทุกฝ่ายในการแสดงต่าง ๆ
:pencil2:หมายถึง ศัพท์ที่ใช้เรียกในการปฏิบัติบอกอาการกิริยา
นาฏภาษาหรือภาษาท่าทาง (เป็นสาร)ที่ใช้ในการสื่อสารอย่างหนึ่งที่ทั้งผู้ถ่ายทอดสาร (ผู้รำ) และผู้รับสาร (ผู้ชม) จำเป็นจะต้องเข้าใจตรงกัน จึงจะสามารถเข้าใจในความหมายของการแสดงออกนั้นได้อย่างถูกต้อง :pen: