Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
พื้นฐานนาฏศิลป์ไทย:explode: :checkered_flag: - Coggle Diagram
พื้นฐานนาฏศิลป์ไทย:explode: :checkered_flag:
:star:นางสาวชาลิสา ยิ้มแย้ม ม.4/1 เลขที่18
:red_flag:รูปแบบพื้นฐานนาฏศิลป์ไทย
แบ่งออกตามลักษณะของรูปแบบการแสดง
3.รำ
หมายถึง ศิลปะแห่งการร่ายรำที่มีผู้แสดงตั้งแต่ 1-2 คน เช่นการรำเดี่ยว การรำคู่ การรำอาวุธ เป็นต้น มีลักษณะการแต่งกายตามรูปแบบของการแสดง ไม่เล่นเป็นเรื่องราว อาจมีบทขับร้องประกอบการรำเข้าทำนองเพลงดนตรี
มีกระบวนท่ารำโดยเฉพาะ การรำคู่จะต่างกับระบำ เนื่องจากท่ารำจะมีความเชื่อมโยงสอดคล้องต่อเนื่องกัน และเป็นบทเฉพาะสำหรับผู้แสดงนั้น ๆ เช่น รำเพลงช้า – เพลงเร็ว รำแม่บท รำเมขลา – รามสูร เป็นต้น
4.ระบำ
หมายถึง ศิลปะแห่งการร่ายรำที่มีผู้แสดงตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป มีลักษณะการแต่งกายคล้ายคลึงกัน กระบวนท่าร่ายรำคล้ายคลึงกัน ไม่เล่นเป็นเรื่องราว อาจมีบทขับร้องประกอบการรำเข้าทำนองเพลงดนตรี ซึ่งระบำแบบมาตรฐานมักบรรเลงด้วยวงปี่พาทย์ การแต่งกายนิยมแต่งกายยืนเครื่องพระ – นางหรือแต่งแบบนางในราชสำนัก เช่น ระบำสี่บท ระบำกฤดาภินิหาร ระบำฉิ่ง
2.ละคร
หมายถึง ศิลปะการร่ายรำที่เล่นเป็นเรื่องราว มีพัฒนาการมาจากการเล่านิทาน ละครมีเอกลักษณ์ในการแสดงและการดำเนินเรื่องด้วยกระบวนลีลาท่าทาง เข้าบทร้อง ทำนองเพลงและเพลงหน้าพาทย์ที่บรรเลงด้วยวงปี่พาทย์มีแบบแผนการเล่นที่เป็นทั้งของชาวบ้านและของหลวงที่เรียกว่า ละครโนราชาตรี ละครนอกและละครใน เรื่องที่นิยมนำมาแสดงคือ พระสุธน สังข์ทอง คาวี อิเหนา อุณรุท นอกจากนี้ยังมีละครที่ปรับปรุงขึ้นใหม่อีกหลายชนิด การแต่งกายของละครจะเลียนแบบเครื่องทรงของพระมหากษัตริย์ เรียกว่า การแต่งกายแบบยืนเครื่อง นิยมเล่นในพิธีสำคัญและงานพระราชพิธีของพระมหากษัตริย์
1.โขน
หมายถึง การแสดงนาฏศิลป์ชั้นสูงของไทยที่มีเอกลักษณ์คือ ผู้แสดงจะต้องสวมหัวที่เรียกว่าโขน และใช้ลีลาท่าทางการแสดงด้วยการเต้นไปตามบทพากย์ การเจรจาของผู้พากย์และตามทำนองเพลงหน้าพาทย์ด้วยวงปี่พาทย์ เรื่องที่นิยมนำมาแสดง คือ พระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์ แต่งกายเลียนแบบเครื่องทรงของพระมหากษัตริย์ที่เป็นเครื่องต้น เรียกว่า การแต่งกายแบบ “ยืนเครื่อง” มีจารีตขั้นตอนการแสดงที่เป็นแบบแผน นิยมจัดแสดงเฉพาะงานพิธีสำคัญ ได้แก่ งานพระราชพิธีต่าง ๆ
5.การแสดงพื้นเมือง
หมายถึง ศิลปะแห่งการร่ายรำที่มีทั้งรำ ระบำ หรือการละเล่นที่เป็นเอกลักษณ์ของกลุ่มชนตามวัฒนธรรมในแต่ละภูมิภาค ในเริ่มแรกนั้นเข้าใจว่าคงปรากฏในรูปแบบ การละเล่น หมายถึง การเล่นดนตรี การเล่นเพลง การเล่นรำ ส่วนการเล่นที่ต้องร่วมกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป เรียกว่า มหรสพหรือศิลปะการแสดงพื้นเมือง ซึ่งหมายถึง สิ่งที่อยู่ในท้องถิ่นนั้น ๆ
:pen: ที่มา
เนื้อหา
https://mcpswis.mcp.ac.th/html_edu/cgi-bin/main_php/print_informed.php?id_count_inform=17748
รูปภาพ
https://sites.google.com/site/natsilprrbanweiyngphan/ra-laea-rab
https://sites.google.com/site/reuxngkhon/prawatikar-saedng-khon
สืบค้น ณ วันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ.2564
:star:นางสาวกิตติญา สังข์ทอง
ม.4/1เลขที่17
กำเนิดนาฏศิลป์
:!:
2.เกิดจากการบวงสรวงบูชาเทพเจ้า
:red_flag: ในสมัยก่อนมนุษย์มีความเชื่อในเรื่องเทพเจ้า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และจะเคารพบูชาในสิ่งที่ตนนับถือเมื่อมนุษย์เกิดความหวั่นกลัวจะมีการเคารพสักการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยเริ่มจากการอธิษฐานและบวงสรวงบูชาด้วยอาหารต่อมามีการบวงสรวงบูชาด้วยการร่ายรำมีการเล่นเครื่องดนตรีต่างๆและมีการร้องประกอบเพื่อให้เทพเจ้าประทานให้ประสบความสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนา
3.ได้รับอิทธิพลจากต่างชาติ
:red_flag: เช่นวัฒนธรรมอินเดียเกี่ยวกับวัฒนธรรมเรื่องของเทพเจ้าและตำนานการฟ้อนรำโดยผ่านเข้าสู่ประเทศไทยทั้งทางตรงและทางอ้อมคือผ่านชนชาติชวาและเขมร ก่อนที่จะนำมาปรับปรุงให้เป็นรูปแบบตามเอกลักษณ์ของไทยเช่นเทวรูปศิวะปาง นาฏราชที่สร้างเป็นท่าการร่ายรำของพระอิศวรซึ่งมีทั้งหมด 108 ท่า
1. เกิดจากการเลียนแบบธรรมชาติ
: :red_flag: โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวอิริยาบถหรือการแสดงความรู้สึกอารมณ์ต่างๆของมนุษย์ที่แสดงออกมาในกิริยาอาการต่างๆเช่นความโกรธความรัก โดยมนุษย์ได้ใช้ลักษณะท่าทางต่างๆเหล่านี้ในการสื่อความหมายและนำมาดัดแปลงให้ชัดเจนไปกว่าธรรมชาติจนเกิดเป็นศิลปะการฟ้อนรำขึ้น โดยมีวิวัฒนาการมาเป็นลำดับจนกระทั่งเกิดเป็นท่าทางการร่ายรำที่เป็นพื้นฐานของการฟ้อนรำทางนาฏศิลป์เรียกว่าภาษาท่ารำทางนาฏศิลป์
4.เกิดจากการละเล่นเลียนแบบของมนุษย์
:red_flag: ที่มักหาความสนุกสนานเพลิดเพลินจากการเลียนแบบแม้เรื่องราวของตนเองเช่นเลียนแบบท่าทางของพ่อ แม่ ผู้ใหญ่หรือเลียนแบบสิ่งแวดล้อมต่างๆเช่นการเล่นงูกินหาง การเล่นขายของ ความสนุกของการเล่นเลียนแบบอยู่ที่การได้เล่นเป็นคนอื่นซึ่งถือเป็นการเรียนรู้ในเรื่องของการแสดงขั้นต้นของมนุษย์ที่นำไปสู่การสร้างสรรค์การแสดงนาฏศิลป์
:pen:ทีมา
:
https://www.kroobannok.com/board_view.php?b_id=146470&bcat_id=16
:
https://papookky02.wordpress.com/%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%8F%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B9%8C/
สืบค้น ณ วันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ.2564
:fire:
บุคคลสำคัญต่อนาฎศิลป์ไทย
:star:นางสาวธญธร บรรจงรัตน์ ม.4/1 เลขที่ 27
ท่านผู้หญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนี
:pencil2:มีนามเดิมว่า แผ้ว สุทธิบูรณ์ เกิดเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2446
:pencil2:เมื่ออายุ 8 ขวบ ได้ถวายตัวในสมเด็จพระบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา และได้รับการฝึกหัดนาฏศิลป์ กับครูอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิในราชสำนัก จนมีความรู้ความสามารถออกแสดงเป็นตัวละครเอกในโอกาสที่แสดงถวายทอดพระเนตรหน้าพระที่นั่ง ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
:pencil2:
ผลงาน
การแสดงศิลปะนาฏกรรม เช่น ท่ารำของตัวพระ นาง ยักษ์ ลิง และตัวประกอบ การแสดงโขน ละครชาตรี เป็นผู้คัดเลือกการแสดง วางตัวศิลปินผู้แสดง จัดทำบทและเป็นผู้ฝึกซ้อมไปแสดงในต่างประเทศเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรี และเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทย รวมถึงการแสดงโขน ละคร ที่กรมศิลปากรจัดแสดงแก่ประชาชน ณ โรงละครแห่งชาติ สังคีตศาลา เป็นวิทยากรบรรยายและตอบข้อซักถามในการอบรมวิชานาฏศิลป์และวรรณกรรม และเป็นที่ปรึกษาในการสร้างนาฏกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้นด้วย
ครูรงภักดี (เจียร จารุจรณ)
:pencil2:เกิดเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2442 ที่จังหวัดนครปฐม เป็นบุตรของจางวางจอนและนางพริ้ง
:pencil2:ครูรงภักดีฝึกหัดโขนกับพระยานัฏกานุรักษ์และคุณหญิงนัฏกานุรักษ์ เมื่ออายุ 13 ปีที่กรมมหรสพ สมัยรัชกาลที่ 6 เข้ารับราชการเป็นศิลปินในกรมมหรสพ สมัยรัชกาลที่ 7 มีหน้าที่เป็นครูสอนนาฏศิลป์โขนและรับราชการตำรวจหลวง
:pencil2:
ผลงาน
ครูรงภักดีเป็นผู้มีความสามารถในการรำเพลงหน้าพาทย์องค์พระพิราพ ซึ่งเป็นนาฏศิลป์สูงสุด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้นายรงภักดีประกอบพิธีครอบองค์พระ เมื่อวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2506 ณ บริเวณโรงละครพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ต่อมาได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้มีพิธีต่อท่ารำหน้าพาทย์องค์พระพิราพเป็นครั้งที่ 2 ในวันพฤหัสบดีที่ 25 พ.ศ. 2527 ณ ศาลาดุสิตาลัย พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน แก่ศิลปินกรมศิลปากรที่ได้รับการคัดเลือกว่าเป็นผู้ที่มีฝีมือเยี่ยม ในขณะนั้นครูรงภักดีชราภาพมากแล้ว มีอายุได้ 86 ปี โดยให้ศิลปินต่อท่ารำจากภาพยนตร์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงบันทึกท่ารำของครูรงภักดีไว้ เมื่อปี พ.ศ. 2506
ครูอาคม สายาคม
:pencil2:ครูอาคม สายาคม เดิมชื่อ บุญสม เกิดเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2406 ณ บ้านสี่แยกหลานหลวง จังหวัดพระนคร เป็นบุตรของนายเจือและนางผาด ศรียาภัย สกุลเดิม อิศรางกูร ณ อยุธยา (นามสกุลสายาคมเป็นนามสกุลที่ได้รับพระราชทานจากรัชกาลที่ 6)
:pencil2:ครูอาคมได้รับการฝึกหัดโขนพร้อมกับเรียนหนังสือจนจบชั้นมัธยมปีที่ 3 จากนั้น เข้ารับตำแหน่ง “พระ” แผนกโขนหลวง กรมพิณพาทย์และโขนหลวง กระทรวงวัง
ต่อมา พ.ศ. 2478 โอนมาประจำโรงเรียนศิลปากร แผนกดุริยางค์ ดำรงตำแหน่งนักวิชาการละครและดนตรี 7 กองการสังคีต กรมศิลปากร เมื่อเกษียณอายุ กรมศิลปากรได้เชิญให้เป็นผู้เชี่ยวชาญนาฏศิลป์ สอนนักศึกษาปริญญาตรี
:pencil2: :
ผลงาน
:<3:ผลงานด้านประดิษฐ์ท่ารำ ได้แก่ เพลงหน้าพาทย์ตระนาฏราช เพลงหน้าพาทย์โปรยข้าวตอก เพลงเชิดจีน ลีลาประกอบท่าเชื่อม ตำราท่ารำ :<3:ผลงานด้านวิชาการ เขียนคำอธิบายนาฏยศัพท์ บทความ เพลงพื้นเมือง เพลงหน้าพาทย์ ความสำคัญของหัวโขน ระบำ รำ เต้น การเลือกเด็กเข้าฝึกหัดละครสมัยรัชกาลที่ 7 เป็นต้น
ครูลมุล ยมะคุปต์
:pencil2:ครูลมุล ยมะคุปต์ เกิดเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2448 เป็นชาวจังหวัดน่าน เป็นธิดาของร้อยโทนายแพทย์จีน อัญชัญภาติกับนางคำมอย
:pencil2:บิดาพาไปถวายตัวเป็นนางละคร ณ วังสวนกุหลาบ เริ่มฝึกหัดนาฏศิลป์ตั้งแต่อายุ 5 ขวบและย้ายไปศึกษาด้านละครใน ณ วังเพชรบูรณ์
:pencil2:
ผลงาน
:<3:ผลงานด้านการแสดง ท่านแสดงเป็นตัวเอกเกือบทุกเรื่อง บทบาทที่ท่านเคยแสดง เช่น พระสังข์ สมิงพระราม พระไวย พระพันวษา เป็นต้น :<3:ผลงานด้านการประดิษฐ์ท่ารำ ประดิษฐ์ท่ารำให้กรมศิลปากร เช่น รำแม่บทใหญ่ รำวงมาตรฐาน ระบำกลอง ฟ้อนแคน เซิ้งสัมพันธ์ เป็นต้น
ครูเฉลย ศุขะวณิช
:pencil2:เกิดเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2447
:pencil2:เป็นผู้เชี่ยวชาญการสอนและออกแบบนาฏศิลป์ไทย แห่งวิทยาลัยนาฏศิลป์ กรมศิลปากร ซึ่งมีความรู้ความสามารถสูงในกระบวนท่ารำทุกประเภท ทางราชการได้มอบหมายให้เป็นผู้วางรากฐานจัดสร้างหลักสูตรการเรียนการสอนวิชานาฏศิลป์ตั้งแต่ระดับต้นจนถึงขั้นปริญญา
:pencil2:
ผลงาน
ผลงานด้านการประดิษฐ์ท่ารำและระบำ ระบำกินนร ระบำโบราณคดี 4 ชุด คือ ระบำทวารวดี ระบำศรีวิชัย ระบำลพบุรี และเชียงแสน ฟ้อนแคน เซิ้งสัมพันธ์ ระบำฉิ่งธิเบต ระบำกรับ รำกิ่งไม้เงินทองถวาย (บทประพันธ์ของ น.ส. ปราณี สำราญวงศ์) เซิ้งสราญ ระบำศรีชัยสิงห์ ระบำขอม เป็นต้น
: :pen:ที่มา
https://sites.google.com/site/sittipanareerat422/bth-thi2-kar-saedng-natsilp-thiy/kar-pradisth-tha-ra-ni-kar-saedng-natsilp
สืบค้น ณ วันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ.2564
:star:นางสาวกัญญาพัชร วิรัตน์ ม.4/1 เลขที่16
ความหมายของนาฏศิลป์ :warning:
:explode:"ศิลปะ คือ สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นอย่างประณีต ดีงามและสำเร็จสมบูรณ์
"นาฏศิลป์ มาจากคำว่า “นาฏ” กับคำว่า “ศิลปะ”คือ การร่ายรำและการเคลื่อนไหวไปมาหรือความรู้แบบแผนของการฟ้อนรำนับแต่การฟ้อนรำพื้นเมืองของชาวบ้าน เช่น รำโทน รำวง ตลอดจนขึึ้นไปถึงระบำของนางรำ ระบำเดี่ยว ระบำคู่ ระบำชุม :confetti_ball: [:tada:]
นาฏศิลป์ไทย :!!: เป็นศิลปวัฒนธรรมสาขาหนึ่ง ที่แสดงถึงความเป็นชาติที่เจริญรุ่งเรืองของไทยเรา ความงดงามของท่าร่ายรำตามจังหวะ และทำนองเพลง ตลอดจนการแสดงสื่อความหมายด้วยบทเจรจา ท่าทาง และคำร้องเป็นบทกลอน ช่วยให้ผู้ชมได้ชื่นบานสนุกสนานได้อิ่มเอมกับสุนทรียรส และเกิดอารมณ์คล้อยตามไปกับการแสดง นาฏศิลป์ไทยจึงเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของชาติ :!:
:<3:การศึกษานาฏศิลป์ เป็นการศึกษาวัฒนธรรมแขนงหนึ่ง นาฏศิลป์เป็นส่วนหนึ่งของศิลปะสาขาวิจิตรศิลป์ อันประกอบด้วย จิตรกรรม สถาปัตยกรรม วรรณคดี ดนตรี และนาฏศิลป์ นาฏศิลป์นอกจากจะแสดงความเป็นอารยะของประเทศแล้ว ยังเป็นเสมือนแหล่งรวมศิลปะและการแสดงหลายรูปแบบเข้าด้วยกัน โดยมีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ในการที่จะสร้างสรรค์ อนุรักษ์ และถ่ายทอดสืบต่อไป
:fire:
:pen:ที่มา:
https://guru.sanook.com/4062/
http://www.digitalschool.club/digitalschool/art/art6_2/lesson4/page8.php
สืบค้น ณ วันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ.2564
:black_flag:คำว่า "นาฏศิลป์" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน
พ.ศ. ๒๕๔๒ มีความหมายว่า ศิลปะแห่งการละคร หรือการฟ้อนรำ นาฏศิลป์เป็นสิ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นด้วยความประณีตงดงาม :black_flag: