Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
case study #Pneumonia with Respiratory failure with Hypokalemia - Coggle…
case study #Pneumonia with Respiratory failure with Hypokalemia
1.การประเมินสภาพผู้ป่วย
แหล่งข้อมูล แฟ้มประวัติ ผู้ป่วย
ข้อมูลส่วนบุคคล
เพศ ชาย อายุ 70 ปี สัญชาติ ไทย ศาสนา พุทธ การศึกษา มัธยมศึกษาปีที่ 6
สถานภาพ สมรส อาชีพ ตำรวจ รายได้ บำนาญ
วันที่รับไว้ในโรงพยาบาล 26 ตุลาคม 2564
การวินิจฉัยโรคแรกรับ
Pneumonia with Sepsis เป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบของเนื้อปอดบริเวณหลอดลมฝอยส่วนปลาย (terminal และ respiratory bronchiole) ถุงลม (alveoli) และเนื้อเยื่อรอบถุงลม (interstitium)ซึ่งมีสาเหตุจากการติดเชื้อ ร่วมกับการติดเชื้อที่เกิดขึ้นที่ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งในร่างกาย แล้วทำให้ร่างกายมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อการติดเชื้อหรือต่อพิษของเชื้อโรค ทำให้เกิดการอักเสบขึ้นในอวัยวะภายในของร่างกาย
การวินิจฉัยโรคในปัจจุบัน
CAP with respiratory failure คือ ปอดอักเสบ อันเนื่องจากการติดเชื้อจุลินทรีย์นอกโรงพยาบาล ร่วมกับภาวะหายใจล้มเหลว
Hypokalemia คือ ภาวะที่มีโพแทสเซียมในเลือดต่ำกว่าปกติ
difficult weaning คือ กลุ่มหย่าเครื่องช่วยหายใจยาก ผู้ป่วยที่ล้มเหลวในการทดลองให้หายใจเอง ครั้งแรกและต้องทดลองให้หายใจเองถึง 3 ครั้งจึงหย่าสำเร็จหรือใช้เวลา ในการหย่าเครื่องช่วย หายใจไม่เกิน 7 วันนับจากการทดลองให้หายใจเองครั้งแรก
การผ่าตัดในปัจจุบัน
ปฏิเสธ
2.ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับสุขภาพของผู้รับบริการ
อาการสำคัญ
มีไข้ ซึม 2 ชั่วโมงก่อนมาโรงพยาบาล
ประวัติการเจ็บป่วยปัจจุบัน
2 สัปดาห์ก่อนมาโรงพยาบาล ไอมีเสมหะสีขาวขุ่นไม่มีไข้
1 สัปดาห์ก่อนมาโรงพยาบาล เสมหะเปลี่ยนสีเป็นสีเขียว หายใจเหนื่อย
1 วันก่อนมาโรงพยาบาล มีไข้ หายใจเหนื่อย อกบุ๋ม
2 ชั่วโมงก่อนมาโรงพยาบาล หายใจเหนื่อยมากขึ้น ญาตินำส่งโรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์
ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต
โรคประจำตัว
Old CVA คือ โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต
DLP คือ โรคไขมันในเลือดสูง
HT คือ โรคความดันโลหิตสูง
AF คือ ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว
Epilepsy คือ โรคลมชัก
ยาที่ใช้ประจำ
Amlodipine 5 mg tab
Aspirin enteric coated 81 mg tab
Baclofen 10 mg tab
Dilantin 50 mg tab
Omeprazole (Losec) 20 mg cap
Simvastatin 20 mg tab
ประวัติในอดีต
ประวัติผ่าตัดในอดีต : ปฏิเสธ
ประวัติการแพ้ยา/แพ้อาหาร : ปฏิเสธ
ประวัติอุบัติเหตุ : ปฏิเสธ
ประวัติการดื่มสุรา/สูบบุหรี่ : ปฏิเสธ
ประวัติการเจ็บป่วยในครอบครัว
ผู้ป่วยอายุ 70 ปี เพศชาย มีโรคประจำตัวเป็นโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว และโรคลมชัก
ภรรยาอายุ 65 ปี มีบุตร 2 คน พี่ชายคนโต สุขภาพร่างกายแข็งแรง และลุกสาวคนเล็ก สุขภาพร่างกายแข็งแรง
ที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อม
ลักษณะที่อยู่อาศัยเป็นบ้านของตนเอง ลักษณะบ้านชั้นเดียว มี 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว
มีหน้าต่างระบายอากาศดี แสงสว่างเพียงพอ บริเวณบ้านมีต้นไม้ รอบบ้าน โรงพยาบาลอยู่ห่างจากบ้านระยะทาง 30 กิโลเมตร
3.ข้อมูลแบบแผนสุขภาพของกอร์ดอน
แบบแผนที่ 1 การรับรู้และการดูแลสุขภาพ
ผู้ป่วยเพศชาย อายุ 70 ปี 7 เดือน ไม่ค่อยให้ความร่วมมือ ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ผู้ป่วยมีโรคประจำตัว เป็น โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วโรคลมชัก
สรุปแบบแผนที่ 1 การรับรู้และการดูแลสุขภาพ ผิดปกติ เนื่องจาก ผู้ป่วย On ET Tube ไม่สามารถพูดคุยได้
แบบแผนที่ 2 โภชนาการและการเผาผลาญสารอาหาร
ผู้ป่วย On NG Tube วันที่ 27/10/64 แพทย์ให้ BD (1:1) 200 ml × 4 feeds + น้ำตาม 50 ml/feed วันที่ 28/10/64 แพทย์ off BD เดิม ให้เป็น BD (1:1) 300 ml × 4 feeds + น้ำตาม 50 ml/feedวันที่ 30/10/64 แพทย์ off BD เดิม ให้เป็น BD (1:1) 400 ml × 4 feeds + น้ำตาม 50 ml/feed พลังงานที่ได้รับต่อวัน 1 × 400 × 4 = 1,600 กิโลแคลอรี่ /วัน ผู้ป่วยไม่สามารถชั่งน้ำหนักได้
สรุปแบบแผนที่ 2 โภชนาการและการเผาผลาญสารอาหาร ปกติ
แบบแผนที่ 3 การขับถ่าย
ขณะรักษาตัวที่โรงพยาบาล ผู้ป่วยไม่สามารถปัสสาวะได้เอง On Foley Catheter ปัสสาวะออกในแต่ละวัน 200-500 cc/day และผู้ป่วยไม่มีการขับถ่ายอุจจาระตั้งแต่วันแรกที่มาโรงพยาบาล จนถึง ปัจจุบัน Urine Output = 2000-3000 cc/day
สรุปแบบแผนที่ 3 การขับถ่าย ผิดปกติ เนื่องจากผู้ป่วย On Foley Catheter และ ไม่ถ่ายอุจจาระ
แบบแผนที่ 4 กิจวัตรประจำวันและการออกกำลังกาย
ผู้ป่วยเพศชาย อายุ 70 ปี รู้สึกตัวดี เคลื่อนไหวร่างกายผิดปกติ เนื่องถูกมัดจากการที่ผู้ป่วยไม่ให้ความร่วมมือในการรักษา ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้
สรุปแบบแผนที่ 4 กิจวัตรประจำวันและการออกกำลังกาย ผิดปกติ เนื่องจากผู้ป่วยไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้
แบบแผนที่ 5 การนอนหลับพักผ่อน
ผู้ป่วยสามารถนอนหลับได้ปกติ
สรุปแบบแผนที่ 5 การนอนหลับพักผ่อน ปกติ
แบบแผนที่ 6 สติปัญญาและการรับรู้
ผู้ป่วยเพศชาย อายุ 70 ปี On ET Tube ไม่สามารถผู้คุยได้ ผู้ป่วยไม่ค่อยให้ความร่วมมือ
สรุปแบบแผนที่ 6 สติปัญญาและการรับรู้ ปกติ
แบบแผนที่ 7 การรับรู้และอัตมโนทัศน์
ผู้ป่วยรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตนเอง
สรุปแบบแผนที่ 7 การรับรู้และอัตมโนทัศน์ ปกติ
แบบที่ 8 บทบาทและสัมพันธภาพ
ขณะเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลไม่มีญาติมาเยี่ยม เนื่องจากโรงพยาบาลมีมาตรการโควิด 19 ห้ามญาติเข้าเยี่ยม แต่ญาติจะโทรถามอาการจากพยาบาลบนวอร์ด
สรุปแบบที่ 8 บทบาทและสัมพันธภาพ ปกติ
แบบแผนที่ 9 เพศและการเจริญพันธ์
ผู้ป่วยเพศชาย อายุ 70 ปี มีลักษณะและพฤติกรรมการแสดงออกทางเพศที่เหมาะสม ไม่มีลักษณะเบี่ยงเบนทางเพศ มีการเจริญเติบโตและมีการพัฒนาการทางเพศสมวัย ไม่เคยมีประวัติและไม่มีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
สรุปแบบแผนที่ 9 เพศและการเจริญพันธ์ ปกติ
แบบแผนที่ 10 การปรับตัวและการเผชิญกับความเครียด
ผู้ป่วยมีสีหน้าวิตกกังวล และผู้ป่วยไม่ให้ความร่วมมือ
สรุปแบบแผนที่ 10 การปรับตัวและการเผชิญกับความเครียด ผิดปกติ เนื่องจาก มีความวิตกกังวลเกี่ยวกับการรักษา
แบบแผนที่ 11 ศาสนาและความเชื่อ
ผู้ป่วยเป็นคนไทย ศาสนาพุธ ไม่สามารถได้ข้อมูลเพิ่มเติมได้เนื่องจากผู้ป่วย On ET Tube ไม่สามารถพูดคุยได้
สรุปแบบแผนที่ 11 ศาสนาและความเชื่อ ปกติ
4 สรุปข้อมูลเกี่ยวกับสภาวะผู้ป่วยในปัจจุบัน
สรุปอาการและอาการแสดง
อาการและอาการแสดง การรักษาที่ได้รับก่อนรับไว้ในความดูแล
ผู้ป่วยชาย อายุ 70 ปี มีไข้ หายใจเหนื่อย อกบุ๋ม Vital signs : BP 135/65 , T 37.9 , PR 110 /min, RR 26/min, E4M5VT, Pupil 2 mm no reaction.
การรักษาที่ได้รับ
On ETT No. 8 mark 22
on foley’s cath
DTX
EKG 12 lead
HCT
sputum G/S c/s
CBC/BUN/Cr/Electrolyte/trop
NSS 1,000 ml IV 100 ml/hr
Fotum 2 g IV stat
On monilator
อาการและอาการแสดงที่รับไว้ในความดูแลจนถึงปัจจุบัน
ผู้ป่วยชาย อายุ 70 ปี รู้สึกตัวดี ให้ความร่วมมือดี ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ on ET tube มีเสมหะ E4M5VT ผู้ป่วยลืมตาเองได้ ขยับเมื่อเจ็บ ไม่สามารถพูดคุยได้ปกติ Motor power = แขนซ้าย grade 4 แขนขวา grade 0 ขาซ้ายและขาขวาข้อติด ไม่ค่อยให้ความร่วมมือ ผู้ป่วย On NG Tube ผู้ป่วยไม่สามารถปัสสาวะเองได้ on foley catheter ปัสสาวะออกปริมาณ 200-500 cc/day และผู้ป่วยไม่มีการขับถ่ายตั้งแต่วันแรกที่มาโรงพยาบาล ผู้ป่วยไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ผู้ป่วยรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวเอง Vital signs : BP 150/90 , T 36.9 , PR 86 /min, RR 26/min, E4M5VT, Pupil 2 mm no reaction.
การรักษาที่ได้รับ
วันที่ 1 พฤศจิกายน 2564
Order for one day
On PSV mode Ps 10, FiO2 0.4, PEEP 5, FT 1.5
off 0.9% Nacl
Order for continuous
Record v/s, I/O
BD (1:1) 400 ml x 4 feed + น้ำตาม 50 ml
DTX keep 80-200 mg%
Med
Tazocin 4.5 g drip 3 hr
Azithromycin 500 mg Iv OD ครบ 5 วัน off
Losec 40 mg v OD
Thiamine 100 mg Iv OD
Dilantin (50) 2 tab po.tid. pc.
ASA (81) 1×1 po pc
Simvastatin (20) 1× hs
Off Baclofen
วันที่ 2 พฤศจิกายน 2564
Order for one day
on ventilator PCV Mode PS 8 PEEP 5 Fio2 0.4 FT 1.5
NPO พรุ่งนี้เช้า
Order for continuous
Record v/s, I/O
BD (1:1) 400 ml x 4 feed + น้ำตาม 50 ml
DTX keep 80-200 mg%
Med
Tazocin 4.5 g drip 3 hr
Azithromycin 500 mg Iv OD
Losec 40 mg v OD
Thiamine 100 mg Iv OD
ASA (81) 1×1 po pc
Dilantin (50) 2 tab po.tid. pc.
Simvastatin (20) 1× hs
การตรวจร่างกาย
General Appearance : An adult Thai male
Head : Normal shape and size, Symmetrical, Shot hair, Color of hair is black, Normal face movement, No edema, No mass, No moon face in Cushing's syndrome.
Eyes : Normal eye contour, Symmetrical, No edema , Moderate Conjunctiva pale, Pupils 2 mm no reaction.
Skin : poor skin turgor, no cyanosis, no pitting edema, no Lesion and rash, warm to touch skin
Nose : External ear no mass or lesion, Symmetrical,No discharge, No edema
Mouth & Oral cavity : On ET-Tube No.8 mark 22, Lip pale & dry, no cyanosis.
Lung : Crepitation, equal breath sounds.
Heart : normal S1 S2, no murmur.
Abdomen : Normal contour symmetry, no scar, no ascites, no mass.
Neurological exam : GCS = E4M5VT Motor power = แขนซ้าย grade 4 แขนขวา grade 0 ขาซ้ายและขาขวาข้อติด
5.ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการและการตรวจพิเศษต่างๆ
ชนิดการตรวจ Blood Gas Analysis
pH(T): 7.246
pO2(T): 223.3
K: 2.18
pO2(A, T): 131.6
pO2: 223.3
pCO2: 14.6
pH: 7.246
Na: 150.2
BB: 23.2
Cl: 65.4
pCO2(T): 14.6
ชนิดการตรวจ Clinical Chemistry (เคมีคลินิก)
Electrolyte
Sodium: 131 mmol/L
calcium: 7.3 mg/dl
Potassium: 2.8 mmol/L
Liver Function Tests (LFT)
Direct Bilirubin
: 0.99 mg/dL
Alkaline Phosphatase
: 165 U/L
Albumin: 2.8 g/dL
Globulin: 4.2 g/dL
Creatinine, eGFR
Creatinine: 0.47 mg/dL
eGFR: 112.52 mL/min/1.73 mS2
ชนิดการตรวจ Clinical Hematology (โลหิตวิทยาคลินิก)
CBC
Platelet Smear: Increase
Platelet Count: 452 10^3 u/L
WBC Count: 27.59 10^3 u/L
Neutrophil: 94.3 %
HCT(Tube): 27.9 %
Lymphocyte: 2.2 %
RBC Count: 3.34 10^6 u/L
Monocyte: 2.9 %
Hb: 9.2 g/dL
Eosinophil: 0.4 %
PT and INR
PT: 13.3 Sec
INR: 1.09 Sec.
Fibrinogen: 877 mg/dL
PTT
PTT: 28.3 Sec
PTT Ratio: 1.07
6.การรักษาที่ได้รับในปัจจุบัน
คำสั่งเฉพาะวัน (Order for one day)
0.9% NSS 1000 ml IV drip 100 ml/hr. load 300 ml.
ใช้ทดแทนในสภาวะที่สูญเสียของเหลวพลาสมา จากร่างกาย ผู้ป่วยที่สูญเสียโซเดียมและคลอไรด์ และภาวะที่ร่างกายมีความเป็นด่างเนื่องจากมีคลอไรด์ในเลือดน้อยกว่าปกติ
Fortum 2 g Iv stat
รักษาการติดเชื้อจากแบคทีเรีย ได้แก่ การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ทางเดินหายใจส่วนต้น(Pneumonia. Bacteremia Septicemia) ติดเชื้อของกระดูก Soft tissue และผิวหนัง
50% MgSo4 8 mg in 5%DW 100 ml Iv drip in 6 hr.
ใช้ในการรักษาและป้องกันภาวะแมกนีเซียมในเลือดต่ำ
ใช้ในการรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะแบบ Torsade de points VT
E KCL 30 ml po q 3 hr. dose
รักษาผู้ป่วยโรคไต Hypoadrenalism ที่มีอาการอาเจียนเป็นเวลานาน ภาวะ AIkalosis, Acidosis มีการ Drain เอาน้ำออกจากทางเดินอาหารเป็นเวลานานทำ Dialysis ให้อาหารทางหลอดเลือดดำโดยไม่ได้เพิ่มโปแตสเซียมเป็นเวลานาน
คำสั่งตลอดไป (Order for continuous)
Ceftazidime 2 gm Iv q 8 hr.
รักษาการติดเชื้อจากแบคทีเรีย ได้แก่ การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ทางเดินหายใจส่วนต้นติดเชื้อของกระดูก Soft tissue และผิวหนัง
ติดเชื้อช่องท้องทางสูติ-นรีเวช และเยื่อหุ้มสมอง
Azithromycin 500 mg Iv OD
ขจัดเชื้อแบคทีเรียทีเป็นสาเหตุของโรคติดเชื้อ เช่น ทางเดินหายใจ ผิวหนัง และหู เชื้อหนองในเทียม เป็นต้น
omeprazole 40 mg Iv OD
ลดกรดในกระเพาะอาหาร รักษาแผลในลำไส้เล็กส่วนตัน แผลในกระเพาะอาหาร หลอดอาหารอักเสบ รักษาภาวะการหลั่งกรดมากเกิน และ Zollinger-Ellison syndrome
Thiamine 100 mg Iv OD
รักษาโรคขาดวิตามินบี1,เมื่อร่างกายมีความต้องการวิตามินเพิ่มขึ้น, ผู้ที่บริโภคอาหารที่มีสารทำลายวิตามินบี, เป็นประจำ เช่น รับประทานปลาดิบ ปลาร้าซา เป็นต้น, ผู้ที่ได้รับอาหารเนื้อสัตว์น้อยและบริโภคข้าวที่ขัดจนขาวเป็นอาหารหลัก ผู้ที่ติดสุรา ผู้สูงอายุ ทารกที่มารดามีประวัติรับประทานข้าวกับเกลือในขณะที่อยู่ไฟ
Tazocin 4.5 g IV drip 3 ml q 6 hr.
รักษาการติดเชื้อแบบ moderate –severe ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียในระบบทางเดินหายใจ ทางเดินปัสสาวะ การติดเชื้อบริเวณกระดูกและข้อ การติดเชื้อภายในช่องท้องและการติดเชื้อในกระแสเลือด.
ASA (81) 1×1 po pc
ใช้เป็นยาป้องกันการรวมตัวของเกล็ดเลือด ลดความเสี่ยงของ Recurent transient is chemic attacks หรือ CVA ในผู้ป่วยลดความรุนแรงหรือป้องกัน Acute MI สดความเสี่ยงของ MI ในผู้ป่วยที่มี Unstable angina
Baclofen (10)1×3 po pc
บรรเทาอาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อที่เกิดจากไขสันหลังถูกกระทบกระเทือนจากการติดเชื้อ มีเนื้องอก และอัมพาตของกล้ามเนื้อลายใน Multiple sclerosisช่วยในการเคลื่อนไหว ของผู้ป่วยดีขึ้น ผู้ป่วยเคลื่อนไหวเองได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องใช้เครื่องช่วย และเพิ่มประสิทธิภาพ ในการรักษาผู้ป่วยด้วยกายภาพบำบัด
Dilantin (50) 2 tab po.tid. pc.
รักษาลมชักได้ทุกชนิด ยกเว้นชนิด Patit mal
Simvastatin (20) 1×hs.
ลดไขมัน และคอเลสเตอรอลในเลือด
8.การวางแผนการพยาบาล
ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล ข้อที่ 1เสี่ยงต่อความรู้สึกตัวลดลง เนื่องจากมีภาวะสมองขาดเลือด (Old CVA)
กิจกรรมการพยาบาล
1.ระดับความรู้สึกตัวโดยใช้แบบประเมิน
• ระดับความรู้สึกตัวลดลงจากเดิมที่ต้องรายงานแพทย์ด่วน ได้แก่ GCS ลดลง มากกว่า 2 หรือ Motor response ลดลงมากกว่า 1
• ตรวจการตอบสนองของรูม่านตา (Pupil) ต่อแสง คือ ดูขนาด รูปร่างของรูม่านตา ปกติจะมี รูปร่างกลมเท่ากันทั้ง 2 ข้าง 3
• ตรวจกำลังกล้ามเนื้อ (Motor power)
2.จัดท่านอนศีรษะสูง 30 องศา โดยให้ศีรษะ และคออยู่ในแนวเดียวกันไม่บิดหมุนซ้ายขวา และกพลิก ตะแคงตัวผู้ป่วยควรทำด้วยความระมัดระวัง ไม่ให้สะโพกงอ
3.ดูแลให้ผู้ป่วยได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ และดูแลทางเดินหายใจให้โล่ง on ET-Tube with ventilator
4.ประเมินสัญญาณชีพ ผิดปกติที่ต้องรายงาน แพทย์ได้แก่ ชีพจรน้อยกว่า 60 หรือ มากกว่า 100 ครั้ง/ นาที การหายใจไม่สม่ำเสมอ ใช้แรงในการหายใจและหายใจช้าลง
5.ปฏิบัติกิจกรรมการพยาบาลอย่างนุ่มนวลและ ลดการรบกวนผู้ป่วยเพื่อป้องกันความดันในกะโหลกศีรษะ สูงขึ้นได้เนื่องจากการทำกิจกรรมพยาบาลต่าง ๆ
6.บันทึกจำนวนน้ำเข้าและออก จำนวนปัสสาวะ ต้องออกมากกว่า 30 มิลลิลิตร/ชั่วโมง
7.ดูแลการให้ยาและสารน้ำตามแผนการรักษาของแพทย์
ข้อวินิจฉัยการพยาบาลข้อที่ 2มีภาวะพร่องออกซิเจน เนื่องจากการแลกเปลี่ยนก๊าซลดลงจากการติดเชื้อที่ปอด
กิจกรรมการพยาบาล
ประเมินภาวะพร่องออกซิเจน ประเมินอัตราการหายใจ ชีพจร สีของเล็บ ปลายมือปลายเท้า เยื่อบุผิวหนังลักษณะการซีด เขียว เพราะอาการหายใจหอบ ชีพจรเร็ว ปลายมือปลายเท้า เยื่อบุผิวหนัง ลักษณะการซีดเขียว ที่แสดงถึงภาวะพร่องออกซิเจน เพื่อรายงานแพทย์
ดูแลเครื่องช่วยหายใจให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพตรวจ และบันทึกข้อมูลของการตั้งเครื่องช่วยหายใจให้เหมาะสมรวมทั้งเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนจากการใส่ท่อช่วยหายใจ และเครื่องช่วยหายใจ
ดูแล ET tube ให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม Suction ใช้หลัก Aseptic Technique เมื่อมีเสมหะ
ประเมิน 02 saturation ทุก 4 ชั่วโมง เพราะเป็นการวัดระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด
บันทึกปริมาตรอากาศที่หายใจออกของผู้ป่วยแต่ละครั้งอย่างน้อย วันละครั้ง เพื่อประเมินความก้าวหน้าของผู้ป่วย
สังเกตลักษณะ สี กลิ่นของเสมหะ และการเก็บเสมหะส่งเพาะเชื้อพร้อมทั้งติดตามผล เพื่อรายงานแพทย์และช่วยป้องกันการติดเชื้อของทางเดินหายใจเพิ่ม
ดูแลหย่าเครื่องช่วยหายใจอย่างปลอดภัย และประเมินอาการอย่างใกล้ชิด
จัดท่านอนศีรษะสูง เพราะทำให้กระบังคมเคลื่อนต่ำลง ปอดขยายตัวได้เต็มที่เพิ่มพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนก๊าซมากขึ้น
ดูแลให้ผู้ป่วยพักผ่อนบนเตียง เพราะการพักผ่อนบนเตียงจะช่วยลดการใช้ออกซิเจนในการทำกิจกรรม และทำให้อาการเหนื่อย อ่อนเพลียลดลง
สอนการไออย่างมีประสิทธิภาพ เพราะการ ไออย่างมีประสิทธิภาพจะทำให้ลดการดั่งค้างของเสมหะที่ปอดทำให้ปอดขยายตัวได้เพิ่มขึ้น
ประเมิน Vital sign ทุก 4 ชั่วโมง เพราะการประเมินสัญญาณชีพ จะช่วยให้ทราบความรุนแรงของภาวะพร่องออกซิเจน
ติดตามผล lab Hb, Hct และ Chest X-Ray เพราะเป็นค่าที่แสดงถึงความเข้มข้นของเลือดในร่างกาย และChest X-ray เป็นการประเมินความก้าวหน้าของการรักษา
ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาลข้อที่ 3 เสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการใส่ท่อช่วยหายใจและการใช้เครื่องช่วยหายใจ
กิจกรรมการพยาบาล
1.ดูแลให้ได้รับออกซิเจนให้เพียงพอและไม่มีการคั่งของคาร์บอนไดออกไซด์
2.ประเมินการหายใจของผู้ป่วยการหายใจสัมพันธ์กับเครื่อง Ventilator ดีหรือไม่ เพื่อดูแลประสิทธิภาพในการทำงานของปอดและทางเดินหายใจให้ดีขึ้น
3.ตรวจและบันทึกข้อมูลของการตั้งเครื่องช่วยหายใจและประเมินการทำงานของเครื่องให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
4.Suction ใช้หลัก Aseptic Technique สังเกตุลักษณะสี กลิ่นของเสมหะเก็บเสมหะส่งตรวจเพาะเชื้อและ ติดตามผล
5.ดูแล ET – Tube ให้อยู่ตำแหน่งที่เหมาะสม ตรวจวัดระดับ Pressure cuff ให้อยู่ในค่าปกติ 20-30 cmH2O
6.ติดตามผล Arterial Blood gas หรือ O2 Sat ≥95%
7.บันทึกปริมาตรอากาศที่หายใจออกของผู้ป่วยแต่ละครั้ง อย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง เพื่อประเมินความก้าวหน้าของผู้ป่วย
8.ประเมินและป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจ เช่น ดูแลความสะอาดสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ
ข้อวินิจฉัยการพยาบาลข้อที่ 4 ผู้ป่วยมีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ เนื่องจากมีโพแทสเซียมในเลือดต่ำ (Hypokalemia)
กิจกรรมการพยาบาล
สังเกตอาการของการเกิดภาวะ hypokalemia อย่างใกล้ชิด เช่นอาการเหนื่อย อ่อนเพลีย ใจสั่น
คลื่นไส้อาเจียน ท้องอืด
ประเมิน Vital sign ทุก 4 ชั่วโมง
ติดตามดู EKG ถ้าพบ QT interval ยาว T wave เตี้ยและมี U wave ต้องรีบรายงานแพทย์ทันที เพื่อป้องกันการเกิดโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ
ดูแลให้ยาโปแตสเซียมโดยการรับประทาน หรือให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำที่มีโพแทสเซียมผสมอยู่ตามแผนการรักษา ต้องระวังไม่ให้มีอัตราที่เร็วเกินกว่ากำหนด เพราะจะทำให้หัวใจหยุดเต้นได้
แนะนำให้รับประทานอาหารที่มีโพแทสเซียมสูง เช่นน้ำผลไม้ กล้วย ส้ม
บันทึกปริมาณสารน้ำเข้าออก เนื่องจากผู้ป่วยได้รับยาขับปัสสาวะ อาจทำให้สูญเสียโพแทสเซียมออกมากับปัสสาวะ
ดูแลให้ได้รับสารน้ำตามแผนการรักษาของแพทย์คือ 0.9% NaCl 1,000 ml + KCL 40 mg
vein drip 40 ml/hr.
8.ติดตาม ประเมินผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ และประเมิน Serum K อย่างสม่ำเสมอ
ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาลข้อที่ 5 การเคลื่อนไหวบกพร่องเนื่องจากกล้ามเนื้อแขนขาซีกขวาอ่อนแรง จากสมองขาดเลือด
กิจกรรมการพยาบาล
1.ประเมินระดับความสามารถของผู้ป่วยในการทำกิจวัตรประจำวันเพื่อวางแผนกับ ทีมสุขภาพและญาติในการให้การฟื้นฟูสมรรถภาพที่เหมาะสม
2.ให้ความช่วยเหลือโดยการดูแลสุขอนามัย (Hygiene care) ลดการหมักหมม ของเชื้อโรค สอนผู้ป่วยให้ออกก าลังกายแบบ active และ passive exercise ร่วมกับทีมกายภาพบำบัด
3.การจัดอุปกรณ์เครื่องใช้ของผู้ป่วย เช่น ที่นอน ผ้าปู เสื้อผ้า โดย เน้นถึงความสะอาด ไม่มีปมหรือเงื่อน ที่อาจทำให้เกิดแผลจากการนอนทับ
4.ดูแลผ้าปูที่นอนสะอาด ไม่ อับชื้น ขึงตึงไม่มีรอยย่น รอยยับ เพื่อป้องกันไม่ให้ถูไถกับผิวหนังของผู้ป่วยจนเกิดแผล ดูแลและจัดท่า ของร่างกายของผู้ป่วย โดยให้ศีรษะ ข้อไหล่ ข้อสะโพก และข้อต่าง ๆ ในท่าที่ถูกต้อง เหมาะสม และสอนให้ผู้ป่วยและญาติทราบถึงประโยชน์ในการช่วยเหลือตัวเอง
ข้อวินิจฉัยการพยาบาลข้อที่ 6 มีโอกาสเกิดอันตราย เนื่องจากความบกพร่องในการดูแลตนเอง
กิจกรรมการพยาบาล
ดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยในการทำกิจวัตรประจำวัน
คอยพยุงลุกนั่ง ช่วยประคองเวลาผู้ป่วยลุกนั่ง เดิน
สอนผู้ป่วยให้ออกกำลังกายแบบ active และpassive exercise ร่วมกับทีมเวชศาสตร์ฟื้นฟู
การจัดอุปกรณ์เครื่องใช้ของผู้ป่วย เช่น ที่นอนผ้าปู เสื้อผ้า โดยเน้นถึงความสะอาด ไม่มีปมหรือเงื่อน ที่อาจทำให้เกิดแผลจากการนอนทับ
ข้อวินิจฉัยการพยาบาลข้อที่ 7 เสี่ยงต่อการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ เนื่องจากคาสายสวนปัสสาวะเป็นเวลานาน
กิจกรรมการพยาบาล 1. ดูแลความสะอาดบริเวณรอบ ๆ สายสวนปัสสาวะ(Foley catheter)
สังเกตลักษณะ ปริมาณ และสีของน้ำปัสสาวะ
ดูแลให้ผู้ป่วยได้รับน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายอย่างน้อยวันละ 2,000 ซีซี
บันทึกปริมาณน้ำที่ผู้ป่วยได้รับ และปริมาณปัสสาวะที่ออกทุก 8 ชั่วโมง
ประเมินอุณหภูมิร่างกายทุก 4 ชั่วโมง
ดูแล Foley catheter ให้อยู่ในระบบปิด (closed system) โดยการไม่ปลดข้อต่อระหว่างสายสวนปัสสาวะกับถุงรองรับน้ำปัสสาวะ
ดูแลถุงรองรับน้ำปัสสาวะ (urine bag) ให้อยู่ต่ำกว่ากระเพาะปัสสาวะ และจัดให้ urine bag อยู่สูงกว่าระดับพื้นห้องเสมอ เพื่อป้องกันการติดเชื้อเนื่องจากน้ำปัสสาวะจาก urine bagไหลย้อนเข้าไปในสายสวนปัสสาวะ (Ascending infection)
ติดตามผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น Ua, Uc
รายละเอียดเปรียบเทียบตามทฤษฎีจากตำรากับผู้ป่วย
community acquired pneumonia
สาเหตุและพยาธิสภาพ
มีสาเหตุจากการที่มีเชื้อโรคหรือสารเคมีในสิ่งแวดล้อมเข้าไปในปอด ทำให้เกิดการอักเสบของปอด เช่น เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส เชื้อรา และสารเคมี
ผู้ป่วยอายุ 70 ปี ไม่มีการเคลื่อนไหวร่างกาย มีการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างเกิดจากการติดเชื้อจุลินทรีย์นอกโรงพยาบาลหรือ ภายใน 48 ชั่วโมงในโรงพยาบาล
ปอดอักเสบเฉพาะกลีบ (lobar pneumonia) มีพยาธิสภาพแบ่งได้เป็น 3 ระยะ คือ
ระยะที่ 1 ระยะเลือดคั่ง(congestion)
ระยะที่ 2 ระยะปอดแข็งตัว (hepatization)
ระยะที่ 3 ระยะฟื้นตัว (resolution)
พยาธิสภาพ
ผล Sputum S/C เมื่อ 27 ตุลาคม 2564 พบเชื้อ S.aureus, P.aeruginosa และในผู้ป่วยรายนี้มีการอักเสบแบบเฉพาะกลีบ ในระยะเลือดคั่ง มีการซึมผ่านของเซลล์ต่าง ๆ เข้าไปในถุงลม จึงมีเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่กระแสเลือด เกิดภาวะ Sepsis (Lactate 2.9 mmol/l เมื่อ 28 ตุลาคม 2564) แต่ปัจจุบันได้พ้นระยะนี้แล้ว
อาการและอาการแสดง
มีไข้สูง อาจมีไข้ตลอดเวลา หนาวสั่นโดยเฉพาะในระยะที่เริ่มเป็น และหายใจหอบ
ในระยะแรกอาจมีอาการไอแห้ง ๆ ไม่มีเสมหะ ต่อมาจะไอมีเสมหะขุ่นข้นออกเป็นสีเหลือง สีเขียว สีสนิมเหล็กหรือมีเลือดปน ในเด็กโตและผู้ใหญ่ อาจมีอาการเจ็บแปลบในหน้าอกเวลาหายใจ เข้าหรือเวลาไอแรง ๆ บางครั้งอาจปวดร้าวไปที่หัวไหล่ สีข้างหรือท้อง
ฟังเสียงปอดอาจได้ยินเสียงกรอบแกรบ (crepitation) บริเวณที่มีการอักเสบ การขยายของ
มีอาการอื่น ๆ ที่ไม่จำเพาะ เช่น ท้องอืด ท้องเดิน อาเจียน กระสับกระส่าย ชัก ซึม
ผู้ป่วยมีไข้สูงเป็นบางช่วง ไอมีเสมหะมากลักษณะขุ่น สีเหลือง เขียว ไม่มีเลือดปน ฟังเสียงปอดพบ crepitation both lung
การตรวจทางห้องปฏิบัติการและการตรวจพิเศษ
ภาพถ่ายรังสีปอดพบรอยฝ้าขาว
การตรวจนับเม็ดเลือดขาวในเลือด กรณีที่พบเม็ดเลือดขาวนิวโตฟิลสูงมากและมี toxic granules ช่วยเป็นการสนับสนุนว่าเป็นการติดเชื้อแบคที่เรีย
การย้อมเสมหะ (sputum gram stain) เป็นวิธีที่มีความไว (sensitive) แต่ไม่จำเพาะ(spcifie) ต่อเชื้อที่เป็นสาเหตุ
การตรวจเสมหะเพาะเชื้อ มีความไวและความจำเพาะต่ำ
การเพาะเชื้อจากเลือด (hemoculture) ควรทำเฉพาะในรายที่เป็นรุนแรง เชื้อที่มักจะก่อให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดได้แก่ streptococcus pneumoniae, haemophilus influenzac
การตรวจ acute phase reactants
ผู้ป่วย
1 ตุลาคม 2564 Film X-Ray พบ Infiltration at left lung ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการพบ
WBC Count: 27.59 10^3 u/L,
Neutrophil: 94.3 %
ผล Sputum S/C เมื่อ 27 ตุลาคม 2564
พบเชื้อ S.aureus, P.aeruginosa
การรักษาทางยาและการผ่าตัด
การรักษาจำเพาะ
1 ในรายที่เป็นโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัส ไม่มียารักษาที่จำเพาะ ควรให้การรักษาแบบประคับประคอง และบำบัดรักษาทางระบบหายใจที่เหมาะสม
1.2 ผู้ป่วยควรได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะเร็วที่สุด ทันทีที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีสาเหตุจากเชื้อแบคทีเรีย การพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะควรเลือกใช้ตามเชื้อที่คิดว่าเป็นสาเหตุ และมีข้อมูลทางคลินิกและทางระบาดวิทยาของท้องถิ่นนั้น ๆ
การรักษาทั่วไป
2.1 ให้สารน้ำให้เพียงพอ แนะนำให้ผู้ป่วยดื่มน้ำมาก ๆ ในราชที่หอบมาก ท้องอืด รับประทานอาหารไม่ได้ พิจารณาให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำและงดอาหารทางปาก
2.2 ให้ออกซิเจนในรายที่มีอาการเขียว หายใจเร็ว หอบชายโครงบุ๋ม กระวนกระวายหรือซึม
2.3 ใช้ยาขยายหลอดลมในรายที่ได้ยินเสียงวี้ด (wheeze) หรือในผู้ป่วยที่มีการตอบสนองต่อยาขยายหลอดลม
2.4 พิจารณาให้ยาขับเสมหะ หรือยาละลายเสมหะ ในกรณีที่ให้สารน้ำเต็มที่แต่เสมหะยังเหนียวอยู่ ไม่ควรให้ยากดอาการไอ โดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี
2.5 ทำกายภาพบำบัดทรวงอก (chest physical therapy) เพื่อช่วยให้เสมหะถูกขับออกจากปอดและหลอดลมได้ดีขึ้น
2.6 การรักษาอื่น ๆ ตามอาการ เช่น การให้ยาลดไข้เมื่อมีไข้ เป็นต้น
2.7 ผู้ป่วยที่มีภาวะหายใจล้มเหลวหรือหยุดหายใจ พิจารณาใส่ท่อหลอดลมคอและเครื่องช่วยหายใจ
ผู้ป่วย
ผู้ป่วยได้รับยาปฏิชีวนะ Fortum 2 g Iv stat, Ceftazidime 2 gm Iv q 8 hr., Azithromycin 500 mg Iv OD และ Tazocin 4.5 g IV drip 3 ml q 6 hr.
ผู้ป่วยได้รับสารน้ำ 0.9% NSS 1000 ml IV drip 100 ml/hr. load 300 ml.
ผู้ป่วย On Ventilator PSV mode PS 8 PEEP 5 FiO2 0.4 PI 1.5
ผู้ป่วยได้รับยาลดไข้ตามแผนการรักษา คือ ASA (81) 1×1 po pc
ภาวะแทรกซ้อน
น้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด (pleural effusion) เกิดจากการอักเสบของเนื้อปอดลามออกมาถึงเยื่อหุ้มปอด จำนวนน้ำมีได้ตั้งแต่เล็กน้อยจนถึงขนาดมาก ถ้ามีไม่มากก็อาจหายเองได้ ในรายที่มีจำนวนมากจนทำให้เกิดอาการหอบจะต้องทำการรักษาโดยการเจาะดูดเอาน้ำออก
หนองในช่องเยื่อหุ้มปอด (empyema) ภาพถ่ายรังสีเหมือนกับน้ำในช่องหุ้มปอดแต่จะมีไข้สูงและหอบเหนื่อย
ปอดแตกและมีลมในช่องปอด pneumothorax มักเกิดจากการติดเชื้อที่รุนแรง ผู้ป่วยจะแน่นหน้าอกและหายใจหอบเหนื่อย
เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ( pericarditis )
เยื่อหุ้มสมองอักเสบ( meningitis )
ผู้ป่วย
ยังไม่พบภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วย
hypokalemia
สาเหตุและพยาธิสภาพ
การสูญเสียโพแทสเซียมที่มากผิดปกติ (abnormal loss) สาเหตุที่พบได้บ่อยของการสูญเสียโพแทสเซียมออกจากร่างกายมากเกินไป คือการได้รับยาขับปัสสาวะ (diuretic-induced hypokalemia ได้แก่กลุ่ม loop diuretic และthiazide
การเคลื่อนย้ายเข้าเซลล์ที่มากผิดปกติของโพแทสเซียม (transcellular shift) ภาวะนี้ปริมาณโพแทสเซียมในร่างกายโดยรวมแล้วอาจไม่ได้ลดลง แต่โพแทสเซียมจะเคลื่อนที่เข้าสู่เซลล์มากขึ้น ทำให้ในเลือดมีความเข้มข้นของโพแทสเซียมลดลง เนื่องมาจากการได้รับยาบางชนิด เช่น ยาอินซูลิน ยาขยายหลอดลมชนิดกระตุ้นตัวรับเบต้าชนิดที่ 2
การได้รับหรือการรับประทานโพแทสเชียมไม่เพียงพอต่อความต้องการ (inadequate intake) ผู้ป่วยบางรายที่มีภาวะเบื่ออาหาร (anorexia) ภาวะสมองเสื่อม (dementia) และภาวะทุพโภชนาการ (starvation)
ผู้ป่วย
สาเหตุ
การสูญเสียโพแทสเซียมที่มากผิดปกติ จากการใช้ยากลุ่มยากลุ่ม corticosteroid
พยาธิสภาพ
มีการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อลายและกล้ามเนื้อเรียบ ความสามารถในการดูดกลับของหลอดไตฝอยลดลง
Intake/Output วันที่ 1 พฤศจิกายน 2564: 2700/2100
อาการและอาการแสดง
คลื่นไส้ อาเจียน ท้องผูก อ่อนเพลีย กล้ามเนื้ออ่อนแรง การหายใจล้มเหลว ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ และอาจพบความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่อาจแสดงออกในรูปแบบ ST-segment depression, T-wave flattening, T-wave inversion หรือมี U-wave
ผู้ป่วยมีอาการอ่อนเพลีย กล้ามเนื้ออ่อนแรง การหายใจล้มเหลว จึง On Ventilator PSV mode
การตรวจทางห้องปฏิบัติการและการตรวจพิเศษ
ตรวจวัดระดับโพแทสเชียม ระดับแมกนีเชียม ในเลือด
ตรวจวัดระดับกลูโคส
ตรวจความเป็นกรด-ด่างของเลือด
ตรวจค่าการทำงานของไต และระดับอิเล็กโทรไลต์ในปัสสาวะ โดยใช้วิธี 24-hour urine collection
ตรวจ EKG พบdecreased T-wave และหากปล่อยให้ภาวะนี้ดำเนินต่อไปเรื่อยๆ อาจทำให้เกิด ST-interval depression, T-wave inversion sinus bradycardia, ventricular bradycardia, ventricular tachycardia/fibrillation
ผู้ป่วย
ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ 31/10/2564 พบ Potassium: 2.8 mmol/L
ตรวจวัดระดับกลูโคส 1 พฤศจิกายน 2564
DTX 119 mg%
ตรวจความเป็นกรด-ด่างของเลือด 27/10/2564
pH(T): 7.246,
pO2: 223.3,
HCO3-act: 6.1 mmol/L และ pCO2: 14.6
ตรวจค่าการทำงานของไต 27/10/2564
Creatinine: 0.61 mg/dL,
BUN: 18 mg/dL
eGFR: 100.91 mL/min/1.73 mS2
การรักษาทางยาและการผ่าตัด
วิธีรักษา Hypokalemia คือ ลดการเสียโพแทสเซียม เสริมโพแทสเซียมเข้าสู่ร่างกายในปริมาณที่เหมาะสม และหาสาเหตุของการป่วย
หากอาการไม่รุนแรงมาก อาจรักษาได้โดยใช้โพแทสเซียมชนิดรับประทาน หรือบริโภคอาหารเสริมโพแทสเซียม บางกรณี แพทย์อาจต้องหยอดโพแทสเซียมเข้าทางหลอดเลือดดำ
ผู้ป่วยภาวะ Hypokalemia อาจรักษาและป้องกันภาวะนี้ได้ด้วยการบริโภคอาหารที่มีโพแทสเซียมสูง เช่น ส้ม กล้วย มะเขือเทศ แครอท อะโวคาโด ผักโขม รำข้าว จมูกข้าวสาลี สาหร่ายทะเล เนยถั่ว
ผู้ป่วยได้รับยาตามแผนการรักษา คือ E KCL 30 ml po q 3 hr. dose
ภาวะแทรกซ้อน
ภาวะแทรกซ้อนเกี่ยวกับหัวใจ Hypokalemia ส่งผลกระทบต่อการเต้นของหัวใจ หากไม่รักษาอาจเสี่ยงทำให้หัวใจหยุดเต้นและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
ภาวะแทรกซ้อนเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง โดยเฉพาะผู้ป่วยไทรอยด์เป็นพิษ และอาจทำให้กล้ามเนื้อถูกทำลายได้
ภาวะแทรกซ้อนเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร อาจเกิดภาวะลำไส้อืดรุนแรงได้ จากการลดอัตราการเคลื่อนไหวของลำไส้
ภาวะแทรกซ้อนเกี่ยวกับการเผาผลาญอาหาร อาจส่งผลต่อการควบคุมระดับกลูโคสในร่างกาย จากการลดการหลั่งอินซูลิน และลดความไวของอวัยวะต่ออินซูลิน
ยังไม่พบภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วย
ภาวะหายใจล้มเหลว (Respiratory failure)
สาเหตุและพยาธิสภาพ
สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะหายใจวาย มีทั้งจากการทำงานล้มเหลวของระบบหายใจเองและระบบ
ระบบประสาทส่วนกลางถูกกด
ความอ่อนแรงของกล้ามเนื้อที่ช่วยหายใจ
ภาวะหายใจล้มเหลวเกิดจากการระบายอากาศไม่เพียงพอเนื่องจาก CO2 ถูกขับออกจากทางลมหายใจไม่เพียงพอ เพราะฉะนั้นถ้ามีความผิดปกติของระบบประสาท ทรวงอก เยื่อหุ้มปอดหรือช่องท้อง ทำให้เกิด Alveolar hypoventilation เนื่องจากอัตราการหายใจลดลง หรือ Tidal volume ลดลงจึงพบว่ามีภาวะ Hypercapnia ส่วนภาวะ O2 ต่ำนั้นจะขึ้นกับค่าของ PaCO2 ว่าจะสูงมากน้อยเพียงใด ผลทำให้เกิดความผิดปกติดังต่อไปนี้
1.ความบกพร่องของการผ่านของก๊าซ
ความไม่สมดุลระหว่างบรรยากาศและปริมาณเลือดที่มารับแลกเปลี่ยนก๊าซ
การลัดทางเดินโดยไม่ผ่านถุงลม Shunt
ผู้ป่วยอายุ 70 ปี ไม่มีการเคลื่อนไหวร่างกาย มีการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างเกิดจากการติดเชื้อจุลินทรีย์นอกโรงพยาบาลหรือ ภายใน 48 ชั่วโมงในโรงพยาบาล
ผู้ป่วย On Endotracheal tube with ventilator, On PCV mode Ps 10, FiO2 0.4, PEEP 5, FT 1.5 มีเสมหะสีขาวขุ่น จำนวนมาก ฟังปอดได้ยินเสียง crepitation both lung
อาการและอาการแสดง
ความดันออกซิเจนในเลือดแดงต่ำ (Hypoxemia)
ความดันคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดสูง (Hypercapnia)
ผู้ป่วยมีภาวะ respiratory failure เนื่องจากร่างกายของผู้ป่วยมีภาวะหายใจล้มเหลวจะมีความดันออกซิเจนในเลือดแดงต่ำ (Hypoxemia) หรือ PaO2ต่ำ ในระยะแรกและตามมาด้วยความดันคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดสูง
การตรวจทางห้องปฏิบัติการและการตรวจพิเศษ
Hb 9.2 g/dL,
Hct 27.9 %,
RBC Count 3.34 10^6 u/L
Platelet Count 452 10^3 u/L
Neutrophil = 94.3%
Lymphocyte 2.2 %
Monocyte 2.9 %
Eosinophil 0.4 %
ตรวจความเป็นกรด-ด่างของเลือด
pH(T): 7.246
pO2: 223.3
HCO3-act: 6.1 mmol/L
pCO2: 14.6
การรักษา
การแก้ไขโรคหรือภาวะที่เป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดภาวะหายใจล้มเหลวเป็นสิ่งจำเป็น การรักษาสาเหตุของภาวะหายใจล้มเหลวที่ไม่เหมาะสม ทำให้ผู้ป่วยมีอาการแย่ลงจนเสียชีวิตได้
การดูแลทางเดินอากาศต้องทำให้ทางเดินหายใจของผู้ป่วยเปิดโล่งไม่มีการอุดกลั้นเพื่อให้มีออกซิเจนผ่านเข้าออกทางเดินหายใจของผู้ป่วยได้ตลอดเวลา
การแก้ไขภาวะ hypoxemia และ hypercapnia จุดมุ่งหมายของการรักษาคือการทำให้มีออกซิเจนไปยังเนื้อเยื่อต่าง ๆ ของร่างกายอย่างเพียงพอ
การใช้เครื่องช่วยหายใจทำหน้าที่แทนกล้ามเนื้อหายใจในการสนับสนุนการทำงานของระบบหายใจช่วยเพิ่ม PaO2 และลด PaCO2 ช่วยให้กล้ามเนื้อที่ล้าในการหายใจได้พัก
การป้องกันและรักษาภาวะแทรกซ้อนจากการใช้เครื่องช่วยหายใจ ได้แก่ ภาวะปอดแตกจากการใช้เครื่องช่วยหายใจความดันโลหิตลดลงเลือดออกในทางเดินอาหารและการติดเชื้อในโรงพยาบาล
การหย่าเครื่องช่วยหายใจ
รูปแบบของการหย่าเครื่องช่วยหายใจจำแนกตามระยะเวลาที่ใช้ในการหย่า
การหย่าเครื่องช่วยหายใจที่ทำทันที
การหย่าเครื่องช่วยหายใจแบบค่อยเป็นค่อยไป
ลักษณะของผู้ป่วยจำแนกตามการหย่าเครื่องช่วยหายใจ
กลุ่มหย่าเครื่องช่วยหายใจแบบง่าย (simple weaning)
กลุ่มหย่าเครื่องช่วยหายใจยาก (difficult weaning)
กลุ่มหย่าเครื่องช่วยหายใจยาวนาน (prolonged weaning)
ปัจจัยที่ทำให้การหย่าเครื่องช่วยหายใจล้มเหลว
การแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนผิดปกติ
การขยายตัวของปอดและผนังทรวงอกผิดปกติ เช่นภาวะปอดอักเสบ ปอดบวมน้ำ
การหดเกร็งหรือมีการตีบตันของท่อทางเดินหายใจทำให้มีแรงต้านทานของทางเดิน หายใจ
ความผิดปกติของหัวใจ
ความผิดปกติของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ
ปัญหาด้านจิตใจ การเจ็บป่วยวิกฤตร่วมกับความวิตกกังวลหรือนอนหลับไม่เพียงพอทำให้มีภูมิต้านทานต่ำ
ความผิดปกติของเกลือแร่และต่อมไร้ท่อ
ปัญหาด้านโภชนาการ
ภาวะซีด
ภาวะสมดุลกรดและด่างผิดปกติ ภาวะเลือด
เป็นกรด (acidosis)