Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
เด็กชาย Term 40+2 wk Moderate Meconium Stained, ปัญหาที่พบ, วันที่…
เด็กชาย Term 40+2 wk Moderate Meconium Stained
อาการสำคัญ
หายใจปีกจมูบาน มีภาวะ Moderate meconium ก่อนย้ายมาทำการรักษาที่ SNB
ประวัติการเจ็บป่วยปัจจุบัน
1 วันก่อนเข้ารับการรักษาที่ SNB มารดาอายุ 31 ปี ประวัติการตั้งครรภ์ G4P3-0-0-3 ครรภ์นี้เป็นครรภ์ที่ 4 อายุครรภ์ 40+2 สัปดาห์ มีโรคร่วมระหว่างการตั้งครรภ์ คือ สะเก็ดเงิน เริ่มเจ็บท้องคลอดเวลา 18.00 น. และถุงน้ำคร่ำแตกเวลา 06.50 น.(19/09/64) ลักษณะ Moderate meconium
วันนี้ก่อนเข้ารับการรักษาที่ SNB ทารกเพศชายคลอด เวลา 07.05 น. คลอดแบบปกติ มีภาวะ Moderate meconium stained ระหว่างการคลอด น้ำหนักแรกเกิด 3,358 กรัม ตัวยาว 55 เซนติเมตร รอบหัว 35 เซนติเมตร อุณหภูมิ 37.5 °C APAGR 9-9-10 RR = 56 bpm หายใจปีกจมูกบาน เขียวปลายมือปลายเท้าเล็กน้อย ให้การรักษาเบื้องต้นด้วย suction และ Oxygen flow แล้วดีขึ้น O2 sat = 97% จึงย้ายมารักษาที่ SNB
ภาวะ Moderate meconium stained
หายใจปีกจมูกบาน เขียวปลายมือปลายเท้าเล็กน้อย
ข้อวินิจฉัยการพยาบาลข้อที่ 1
เสี่ยงต่อภาวะพร่องออกซิเจนเนื่องจากประสิทธิภาพในการแลกเปลี่ยนก๊าซลดลงจากภาวะ Moderate meconium stained
ข้อมูลสนับสุนุน
O :
term 40+2 wks
สัญญาณชีพแรกรับพบความผิดปกติ คือ
PR = 156 bpm
RR = 60 bpm
จากการสังเกตพบว่ามีหายใจปีกจมูกบาน เขียวปลายมือปลายเท้าเล็กน้อย
พบภาวะ Moderate meconium stained
S : -
เป้าประสงค์
เพื่อป้องกันภาวะพร่องออกซิเจน
เพื่อเพิ่มพื้นที่การแลกเปลี่ยนก๊าซ
เกณฑ์การประเมิน
SpO2 ≥ 95
%
สัญญาณชีพอยู่ในเกณ์ปกติ คือ
BT = 36.8 - 37.2 °C
RR = 30 - 50 bpm
PR = 120 - 160 bpm
3.
ฟังเสียงปอดไม่พบเสียงผิดปกติ
ผล Chest X-Ray ปกติ
ไม่มีอาการและอาการแสดงของภาวะพร่องออกซิเจน ได้แก่ หายใจเร็ว หอบเหนื่อย ปีกจมูกบาน ไอ มีเสมหะ ซีดเขียวที่อวัยวะส่วนปลาย
กิจกรรมการพยาบาล
ประเมินสัญญาณชีพและค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด (SpO2) ทุก 4 ชั่วโมงหรือตามความเหมาะสมโดย keep SpO2 ≥ 95 % เพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงของอาการและภาวะสุขภาพของผู้ป่วย
สังเกตอาการและอาการแสดงของภาวะพร่องออกซิเจน ได้แก่ หายใจเร็ว หอบเหนื่อย ปีกจมูกบาน ไอ มีเสมหะ ซีดเขียวที่อวัยวะส่วนปลาย เพื่อประเมินความรุนแรงของภาวะพร่องออกซิเจน และวางแผนการพยาบาลที่เหมาะสมต่อไป
ดูแลให้ผู้ป่วยได้รับยากลุ่ม Antibiotic ตามแผนการรักษาเพื่อช่วยกำจัดหรือยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียในร่างกาย โดยต้องตรวจสอบขนาดยา ชนิดของยาและวิธีการให้ยาอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งเฝ้าระวังติดตามอาการข้างเคียงอย่างใกล้ชิด ได้แก่
Ampicillin 170 mg IV q 8 hr (50 MKday) และติดตามผลข้างเคียงของยา คือปวดท้อง ถ่ายเหลว คลื่นไส้ อาเจียน มีผื่นคันขึ้นตามผิวหนัง หายใจลำบาก มีอาการบวมที่ลิ้น ริมฝีปาก ใบหน้า หรือลำคอ
Gentamicin 13 mg IV q 24 hr (4 MKday) ) และติดตามผลข้างเคียงของยา คือคลื่นไส้ อาเจียน มีผื่นคันตามผิวหนัง หายใจลำบาก มีอาการบวมที่บริเวณใบหน้า ริมฝีปาก ลิ้น หรือลำคอ
ดูแลทางเดินหายใจให้โล่งโดยการดูดเสมหะในปากและจมูกเมื่อจำเป็นเท่านั้น เพื่อเพิ่มความสุขสบายให้กับผู้ป่วย
จัดท่านอนผู้ป่วยให้นอนศีรษะสูงเล็กน้อย 30 องศา โดยใช้ม้วนผ้าเล็กๆหนุนใต้ไหล่ให้คอไม่งอหรือแหงนเกินไป และพลิกตะแคงตัวอย่างน้อยทุก 2 ชั่วโมง เพื่อทำให้กระบังลมเคลื่อนต่ำลงปอดขยายตัวได้เต็มที่เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนก๊าซมากขึ้น
ลดการรบกวนผู้ป่วยโดยไม่จำเป็น เพื่อลดการใช้ออกซิเจนของร่างกาย
ติดตามผล CXR เพื่อติดตามอาการ Moderate meconium stained และเพื่อประเมินความก้าวหน้าของการรักษา
การประเมิน
วันที่ 20/09/64 เวลา 05.40 น.
SpO2 = 98 - 100 %
สัญญาณชีพ คือ
BT = 37.7 °C
RR = 60 bpm
หายใจเร็ว
Lung clear
ยังไม่ได้ส่งตรวจ CXR
วันที่ 20/09/64 เวลา 08.10 น.
SpO2 = 98 %
สัญญาณชีพ คือ
BT = 37.1 °C
RR = 56 bpm
ไม่พบอาการและอาการแสดงผิดปกติ
Lung clear
ส่งตรวจ CXR ผล No infiltration
วันที่ 21/09/64 เวลา 09.10 น.
สัญญาณชีพปกติ
ไม่พบอาการและอาการแสดงผิดปกติ
Lung clear
ไม่ได้ส่งตรวจ CXR
วันที่ 22/09/64 เวลา 09.00 น.
สัญญาณชีพปกติ
ไม่พบอาการและอาการแสดงผิดปกติ
Lung clear
ไม่ได้ส่งตรวจ CXR
การวิเคราะห์ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล
ผู้ป่วย term 40+2 wks เข้ารับการรักษาที่ SNB ด้วยอาการของภาวะ Moderate meconium stained ซึ่งการสูดสำลักขี้เทาเป็นภาวะที่เกิดจากทารกขาดออกซิเจน จากการถูกกดทับของสายสะดือ ทำให้หูรูดลำไส้ของทารกคลายตัว ส่งผลให้ทารกถ่ายขี้เทาปนน้ำคร่ำ เมื่อทารกคลอดและสูดสำลักขี้เทาเข้าไปในทางเดินหายใจ จะส่งผลให้เกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจ ทำให้อากาศผ่านเข้าสู่ถุงลมปอดแต่ไม่สามารถระบายออกได้ ทำให้เกิดอันตราย คือมีลมรัวออกมาจากถุงเกิดภาวะถุงลมแฟบหรือถุงลมโป่งพองบางส่วน ส่งผลให้ทารกมีอาการหายใจลำบาก หอบเหนื่อย หายใจเร็วมากกว่า 60 ครั้ง/นาที ปีกจมูกบาน เขียวปลายมือปลายเท้าและรอบปาก ฟังปอดได้ยินเสียง Rhochi เป็นผลให้ผู้ป่วยรายนี้มีอาการและอาการแสดงหลังคลอด คือ หายใจปีกจมูกบาน เขียวปลายมือปลายเท้าเล็กน้อย และมีสัญญาณชีพแรกรับ คือ RR = 60 bpm และ PR = 156 bpm
มีภาวะ Early onset sepsis จากการติดเชื้อจากภาวะถุงน้ำคร่ำแตก ส่งให้ผู้ป่วยเกิด Hyperthermia หรือภาวะไข้สูง ≥ 37.8 °C
ข้อวินิจฉัยการพยาบาลข้อที่ 2
มีไข้สูงเนื่องจากการติดเชื้อจากภาวะ Moderate meconium stained
ข้อมูลสนับสนุน
S : -
O :
term 40+2 wks
พบภาวะ Moderate meconium stained
สัญญาณชีพพบความผิดปกติ คือ
วันที่ 20/09/64 เวลา 6.00 น. BT = 38.1 °C.
ผลการตรวจ CBC พบความผิดปกติ คือ
WBC = 23.8
Corrected WBC = 23.8
Neutrophil = 89.0 %
Lymphocyte = 6.0 %
ผลการตรวจ CRP = 9 mg/L
เป้าประสงค์
เพื่อให้ผู้ป่วยมีอุณหภูมิกายปกติ
เพื่อให้ผู้ป่วยไม่มีการติดเชื้อ
เกณฑ์การประเมิน
อุณหภูมิกายอยู่ในเกณ์ปกติ คือ 36.8 - 37.2 °C
ผลตรวจ CBC อยู่ในเกณ์ปกติ คือ
WBC = 10.0 - 11.0
Corrected WBC = 4.0 - 11.0
Neutrophil = 40.0 - 75.0 %
Lymphocyte = 20.0 - 50.0 %
ผลการตรวจ CRP = 5 mg/L
กิจกรรมการพยาบาล
ประเมินสัญญาณชีพทุก 4 ชั่วโมง โดยเฉพาะอุณหภูมิกาย เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงสัญญาณชีพของผู้ป่วย
ดูแลเช็ดตัวลดไข้ให้กับผู้ป่วยเมื่ออุณหภูมิกาย ≥ 37.8 °C เพื่อลดอุณหภูมิและเพิ่มความสุขสบายให้กับผู้ป่วยโดยใช้หลัก Tepid Sponge คือให้เช็ดด้านไกลตัวเข้าด้านใกล้ตัวเข้าสู่หัวใจเป็นการเช็ดในลักษณะย้อนรูขุมขนเพื่อระบายความร้อนโดยน้ำจะเป็นตัวพาความร้อนออกจากร่างกาย วางผ้าตามซอกคอข้อพับ เช็ดตัวให้แห้ง ใส่เสื้อผ้าแขนสั้นที่โปร่งสบาย วัดอุณหภูมิซ้ำหลังเช็ดตัวแล้ว 15 - 30 นาที และบันทึกเพื่อติดตามอาการ (เปลี่ยนวิธีการเช็ดตัว ใช้สำลีชุบน้ำอุ่นไม่เกิน 1 นาที)
ดูแลให้ผู้ป่วยได้รับยากลุ่ม Antibiotic ตามแผนการรักษาเพื่อช่วยกำจัดหรือยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียในร่างกาย โดยต้องตรวจสอบขนาดยา ชนิดของยาและวิธีการให้ยาอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งเฝ้าระวังติดตามอาการข้างเคียงอย่างใกล้ชิด ได้แก่
Ampicillin 170 mg IV q 8 hr (50 MKday) และติดตามผลข้างเคียงของยา คือถ่ายเหลว มีผื่นคันขึ้นตามผิวหนัง หายใจลำบาก มีอาการบวมที่ลิ้น ริมฝีปาก ใบหน้า หรือลำคอ มีเสียงดังในหู
Gentamicin 13 mg IV q 24 hr (4 MKday) ) และติดตามผลข้างเคียงของยา คือมีผื่นคันตามผิวหนัง หายใจลำบาก มีอาการบวมที่บริเวณใบหน้า ริมฝีปาก ลิ้น หรือลำคอ
ดูแลให้ผู้ป่วยนอนพักผ่อนอย่างเพียงพอไม่รบกวนเกินความจำเป็น เพื่อลดอัตราการเผาผลาญพลังงานของร่างกายและลดการผลิตความร้อนในร่างกาย
ติดตามผลตรวจ CBC และ CRP เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงและประเมินอาการติดเชื้อจากภาวะ Moderate meconium stained
ประเมินอาการและอาการแสดงของภาวะติดเชื้อ เช่น อุณหภูมิกายสูงซึมลง หายใจเร็ว ดูดนมช้าหรือดูดเล้วเขียว เป็นต้น เพื่อประเมินระดับความรุนแรงของอาการติดเชื้อ
การประเมิน
อุณหภูมิกายปกติคือ
วันที่ 20/09/64 เวลา 08.10 น. BT = 37.1 °C.
ไม่พบข้อมูลผลตรวจ CBC
ไม่ทราบผล CRP
การวิเคราะห์ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล
ผู้ป่วย term 40+2 wks เข้ารับการรักษาที่ SNB ด้วยอาการของภาวะ Moderate meconium stained ซึ่งขี้เทา ประกอบด้วย น้ำ, ขนอ่อน, ไขทารก, น้ำคร่ำ และเอนไซน์จากตับอ่อน น้ำดี กรดไขมัน จึงทำให้ขี้เทามีลักษณะที่เป็นของเหลว เหนียวข้น สีเขียวและไม่มีกลิ่น ซึ่งจากส่วนประกอบต่าง ๆ ของขี้เทานั้นเป็นอาหารของเชื้อโรค ทำให้เชื่อโรคเจริญเติบโตได้ดี และเมื่อทารกสูดสำลักขี้เทาเข้าไปในทางเดินหายใจแล้ว ทำให้เกิดการติดเชื้อในร่างกาย ส่งผลให้ร่างกายมีปฏิกิริยาตอบสนองเพื่อที่จะกำจัดเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมเหล่านั่น โดยการสร้างเม็ดเลือดขาวที่ทำหน้าที่กำจัดและป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคภายในร่างกาย โดยจะพบว่าผู้ป่วยรายนี้มี WBC = 23.8, Corrected WBC = 23.8, Neutrophil = 89.0% และ Lymphocyte = 6.0% จากการเกิดปฏิกิริยาทำให้ผู้ป่วยมีอุณหภูมิกายสูงถึง 38.1 °C ซึ่งเป็นการบ่งบอกถึงภาวะติดเชื้อ
ข้อวินิจฉัยการพยาบาลข้อที่ 3
บิดามารดาวิตกกังวลเนื่องจากพร่องความรู้เกี่ยวกับการเจ็บป่วยของบุตร
ข้อมูลสนับสนุน
S : มารดาบอกว่า “เครียด ง่วงแต่ไม่นอนหลับเพราะห่วงลูก” “ทราบว่าลูกกลืนขี้เทาตัวเอง แพทย์ได้ดูดออกให้แล้วและให้ยาฆ่าเชื้อ”
O :
บุตร term 40+2 wks
พบภาวะ Moderate meconium stained ในบุตร
จากการสังเกต บิดามารดามีสีหน้าวิตกกังวล เคร่งเครียด คิ้วขมวด ถอนหายใจและมักสอบถามเกี่ยวกับการเจ็บป่วยของบุตร
เป้าประสงค์
เพื่อบิดามารดาคลายความวิตกกังวล
เพื่อให้บิดามารดามีความรู้เกี่ยวกับโรคที่บุตรเป็น
เกณฑ์การประเมิน
บิดามารดามีสีหน้าสดชื่น ยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่มีอาการเคร่งเครียด คิ้วขมวด ถอนหายใจ
กิจกรรมการพยาบาล
สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับบิดามารดาด้วยท่าทีที่เป็นมิตร พร้อมจะให้ความช่วยเหลือและเปิดโอกาสให้ซักถามเกี่ยวกับอาการเจ็บป่วยของบุตร พร้อมจัดให้ได้พูดคุยกับกุมารแพทย์ที่ทำการรักษาถึงอาการที่บุตรเป็นและแนวทางการรักษา
ประเมินความวิตกกังวลและท่าทีต่าง ๆที่แสดงออกของบิดามารดาต่อความเจ็บป่วยของบุตรพร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ระบายความรู้สึกต่าง ๆ รวมทั้งยอมรับท่าทีและปฏิกิริยาที่ตอบสนองต่อความวิตกกังวลนั้น
ให้ข้อมูลแก่บิดามารดาถึงอาการเจ็บป่วยของบุตรด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายรวมทั้งให้ข้อมูลเกี่ยวกับแผนการดูแลรักษาและเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการพยาบาลที่สำคัญที่จำเป็นต้องให้ในช่วงนั้น ๆ เช่น การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ การให้ยา การเจาะเลือด เป็นต้น
สนับสนุนให้มารดาได้เลี้ยงลูกด้วยนมตนเองเนื่องจากนมแม่มีสารอาหารครบถ้วน โดยนัดเวลามาให้นมตามความเหมาะสม รวมทั้งสอนวิธีการบีบและเก็บน้ำนมใส่ขวดไว้ให้บุตร
สนับสนุนให้บิดามารดาให้อยู่กับเด็กตลอดเวลา ถ้าไม่ขัดต่อการรักษาพยาบาล และส่งเสริมให้มีส่วนร่วมในการดูแลเด็กเท่าที่ทำได้ และแนะนําวิธีการดูแลบุตรตามความเหมาะสม เช่น การให้นม การเปลี่ยนผ้าอ้อม การเช็ดตัว เป็นต้น พร้อมทั้งให้กำลังใจชมเชยเมื่อบิดามารดาสามารถช่วยเหลือดูแลบุตรได้ ความภาคภูมิใจจะช่วยให้บิดามารดารู้สึกว่ามีคุณค่าในบทบาทของตนเอง
แนะนำวิธีผ่อนคลายหรือคลายความวิตกกังวล เช่น ฝึกสมาธิ พูดคุยกับคนใกล้ตัว ทำกิจกรรมที่ชอบ พักผ่อนให้เพียงพอ เป็นต้น
กิจกรรมของญาติ
ระบายความรู้สึก หรือสิ่งที่วิตกกังวล พร้อมทั้งหาแนวทางแก้ไขร่วมกับพยาบาล
รับฟังคำแนะนำโดยเมื่อมีข้อสงสัยให้ซักถาม
การประเมิน
บิดามารดามีสีหน้าสดชื่น ยิ้มแย้มแจ่มใส
การวิเคราะห์ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล
เมื่อมีการเจ็บป่วยเกิดขึ้นกับบุตรบิดามารดาส่วนใหญ่จะเกิดความวิตกกังวล เพราะไม่ทราบเกี่ยวกับโรค ความก้าวหน้าของโรค กลัวบุตรจะเป็นอันตรายหรือเป็นโรคร้ายแรง บิดามารดาอาจปฏิเสธความเป็นจริง ถึงแม้จะทราบจากแพทย์แล้วว่าบุตรเป็นโรคอะไร อาจมีอารมณ์ซึมเศร้า รู้สึกผิดอาจกล่าวโทษตนเองหรือกล่าวโทษซึ่งกันและกัน ดังนั้นเมื่อบุตรเกิดการเจ็บป่วยย่อมส่งผลให้เกิดผลกระทบเป็นอย่างมากภายในครอบครัว เป็นผลให้บิดามารดาในผู้ป่วยรายนี้มีสีหน้าวิตกกังวล เคร่งเครียด คิ้วขมวด และมักสอบถามบ่อย ๆ เกี่ยวกับการเจ็บป่วยของบุตร ซึ่งสาเหตุทั้งหมดที่กล่าวมาเกิดจากความวิตกกังวลในอาการเจ็บป่วยของบุตรซึ่งภาวะวิตกกังวล (Anxiety) เป็นความรู้สึกไม่สบายใจหวาดหวั่นไม่มั่นใจต่อสถานการณ์ในอนาคต เกรงว่าจะเกิดอันตรายหรือความเสียหายเนื่องจากคาดว่าจะมีสิ่งคุกคามความมั่นคงของบุคคล ขณะเดียวกันความวิตกกังวลสามารถส่งผลให้เกิดความไม่สุขสบายทางร่างกายได้ จากที่กล่าวมาจึงเป็นผลทำให้บิดามารดาของผู้ป่วยรายนี้เกิดความวิตกกังวลได้
ปัญหาที่พบ
วันที่ 20/09/64
วันที่ 20/09/64