Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
เด็กหญิง อายุ 7 เดือน - Coggle Diagram
เด็กหญิง อายุ 7 เดือน
วัคซีน
-
ชนิดวัคซีน/การเก็บ
เชื้อเป็น เป็นวัคซีนผงแห้ง ต้องทําละลาย วัคซีนที่ผสมแล้วใช้ ทันที เก็บในที่มืด เก็บอุณหภูมิ 2- 8 องศาเชลเซียส และใช้ภายใน 6 ชม
-
ข้อห้ามใช้ หญิงตั้งครรภ์ เด็กที่ได้รับคอร์ติคอร์สเตียรอยด์ขนาดมากว่าหรือเท่ากับ 2 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน หรือ 20 มิลลิกรัม/วัน นานกว่า 14 วัน ควรงดให้วัคซีนจนกว่าหลังหยุดยาครบ 1 เดือน ผู้ที่เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวให้ยาเคมีบําบัดควรวัคซีน หลังหยุดการให้เคมีบําบัดแล้ว 3 เดือน ผู้ที่ได้รับเลือด หรือ ผลิตภัณฑ์จากเลือด
ปฏิกริยาหลังฉีด/ การเฝ้าระวัง มีไข้ ช่วง 4- 12 วัน ต่อมน้ําเหลืองโต ต่อมน้ําลายอักเสบ ปวดข้อ ข้ออักเสบ มีผื่นหลังฉีด 7- 10วัน ชักจากไข้สูง
aseptic meningitis, encephaiilis เกิด 6-15 วันหลังฉีด วัคซีน เกร็ดเลือดต่ํา เกิด 15-5 วัน หลังฉีดวัคซีน
-
-
Health Assessment
-
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
การตรวจเลือดอาจพบจำนวนเม็ดเลือดแดงต่ำ ถ้ามีอาการปัสสาวะเป็นเลือดเป็นเวลานาน ตรวจพบเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะ ค่า BUN และ Creatinine มักปกติ
การซักประวัติ
อาการและอาการแสดง อาการที่พบร่วมด้วย เช่น การปัสสาวะเป็นเลือดสด น้าหนักลด เบื่ออาหาร มีไข้ อ่อนเพลีย ความดันโลหิตสูง
-
-
การตรวจพิเศษ
เอกซเรย์ช่องท้องและทรวงอก, CT scan, U/S Abdomen
-
มักจะพบว่าไตข้างที่โตขึ้น มีการขับถ่ายเลวลง (Poor excretion) Calyx ของไตจะบิดเบี้ยวหรืออยู่ผิดที่ เนื่องจาก ถูกกดเบียดด้วยก้อนเนื้องอกหรือสารทึบแสงที่ฉีดเข้าไปอาจไม่ถูกขับออกมาจากการที่เนื้องอกอุดกั้นระบบการ ทางานของไตข้างที่เป็นโรค
-
ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล
ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาลข้อที่ 4 มารดาวิตกกังวลและเครียดเกี่ยวกับการดำเนินโรคและแผนการรักษา
-
-
-
กิจกรรมการพยาบาล
- สร้างสัมพันธภาพกับมารดาด้วยการทักทายพูดคุยเพื่อให้เกิดความไว้วางใจ
- เปิดโอกาสให้มารดาระบายความรู้สึกเพื่อให้ผ่อนคลายความตึงเครียด
- รับฟังด้วยความตั้งใจสนใจเพื่อให้เกิดความไว้วางใจ
- ประสานงานให้มารดาได้สอบถามการดำเนินโรคและแผนการรักษากับแพทย์เจ้าของไข้เพื่อผ่อนคลายความวิตกกังวล
- แนะนําให้บิดาและญาติมาช่วยดูแลผู้ป่วยเด็กแทนมารดามเพื่อให้มารดาได้พักผ่อนคลายความเครียด
- ประเมินความวิตกกังวลของมารดาภายหลังให้การดูแลเพื่อปรับเปลี่ยนแผนการพยาบาล
ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาลข้อที่ 2 เสี่ยงต่อการติดเชื้อเนื่องจากภูมิต้านทานลดลงหลังจากได้รับเคมีบำบัด
-
เกณฑ์การประเมินผล
ไม่มีอาการแสดงจากอาการติดเชื้อหลังจากได้รับยาเคมีบำบัด เช่น อาการปวดแสบ ปวดร้อนในปาก ช่องปากและเหงือกมีสีแดงเป็นมัน ไวต่อความร้อนเย็นของอาหาร ริมฝีปากแห้ง มีเลือดออก มีฝ้าขาว มีหนอง หรือมีเมือกในปากมากขึ้น
-
สัญญาณชีพอยู่ในเกณฑ์ปกติ ( BT 36.9-37.1 องศาเซลเซียส, RR 40-60 bpm )
-
กิจกรรมทางการพยาบาล
- ดูแลให้บ้วนปากด้วย Special mouth wash prn และ 7.5 % NaHCO3 5 mEq+ NSS 1000 ml อมกลั้วปากหลังอาหารเพื่อป้องกันการเกิดแผลและเกิดการติดเชื้อในช่องปาก
- ดูแลทำความสะอาดร่างกายและสิ่งแวดล้อมรอบตัวผู้ป่วยเพื่อลดโอกาสเกิดการติดเชื้อเข้าสู่ร่างกาย
- ดูแลด้วยหลัก Aseptic technique เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
- ดูแลให้ได้รับอาหารอ่อนแบคทีเรียต่ำ เพื่อป้องกันการติดเชื้อระบบทางเดินอาหาร
- ตรวจสิบสัญญาณชีพทุก 4 ชั่วโมง เพื่อประเมินการติดเชื้อในร่างกาย
- ติดตามผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น CBC UA เพื่อประเมินการติดเชื้อในร่างกาย
- ล้างมือ 7 ขั้นตอน คือ 1. ฝ่ามือถูฝ่ามือ 2. ถูหลังมือและซอกนิ้ว 3. ถูฝ่ามือและซอกนิ้ว 4. หลังนิ้วมือถูฝ่ามือ 5. ถูนิ้วและโคนนิ้วหัวแม่มือ 6. ถูปลายนิ้วมือบนฝ่ามือ 7. ถูรอบข้อมือ
- ดูแลผู้ป่วยในหอผู้ป่วยภูมิต้านทานต่ำ และ ให้สวม Mask ทุกครั้งที่ออกนอกหอผู้ป่วย
ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาลข้อที่ 1 เสี่ยงต่อภาวะพร่องออกซิเจนเนื่องจากตัวนําออกซิเจนลดลงจากการที่มีการสร้าง erythropoietin ลดลง
-
-
-
กิจกรรมการพยาบาล
-
3.ประเมินสัญญาณชีพทุก 15 นาที 4 ครั้ง ทุก 30 นาที 2 ครั้ง และทุก 1 ชั่วโมงจนคงที่เพื่อประเมินภาวะพร่องออกซิเจน
-
- ประเมินภาวะพร่องออกซิเจนเช่น ประเมินอัตราการหายใจ ชีพจร สีของเล็บปลายมือปลายเท้า เยื่อบุผิวหนังมีลักษณะการซีดเขียว กระสับกระส่าย หากมีอาการเหล่านี้จะบ่งบอกถึงภาวะพร่องออกซิเจนเเละเพื่อรายงานแพทย์พิจารณาการให้ออกซิเจนในลำดับถัดไป
5.จัดท่านอนศีรษะสูงเพราะทำให้กระบังคมเคลื่อนต่ำลงปอดขยายตัวได้เต็มที่เพิ่มพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนก๊าซมากขึ้น
- ประเมิน O2 saturation ทุก 2 ชั่วโมง เพื่อวัดระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด
- ติดตามผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น ค่า Hb, Hct เพื่อประเมินความเข้มข้นของเลือดในร่างกาย
ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาลข้อที่ 3 ไม่สุขสบายและอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนเนื่องจากอาการข้างเคียงของยาเคมีบำบัด
-
-
กิจกรรมทางการพยาบาล
1.ประเมินสภาวะผู้ป่วยเด็กว่าสามารถรับการรักษาด้วยเคมีบำบัดได้โดยมีเกณฑ์ดังนี้
1.1 เม็ดเลือดขาวรวมมีจํานวนไม่น้อยกว่า 3,000 cell / mms หรือค่า ANC> 500 cell / mm3
1.2 ไม่มีภาวะติดเชื้อที่รุนแรง
1.3 ไม่มีไข้เนื่องจากติดเชื้อ
1.4 ไม่มีภาวะซีดรุนแรง
1.5 ได้รับการตรวจหน้าที่การทํางานของไตตับโดยการเจาะเลือดตรวจก่อนการให้ยาครั้งแรก
-
-
4.ดูแลให้ผู้ป่วยทําความสะอาดช่องปากด้วยการบ้วนปากบ่อยๆ แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งด้วยแปรงขนาดเล็กขนแปรงอ่อน ถ้ามีแผลในปากให้ทาด้วยยาแก้อักเสบหรือยาชาเช่น Xylocaine viscous ก่อนรับประทานอาหารทุกมื้อ
5.สังเกตผิวหนังบริเวณที่แทงเข็มเพื่อให้ยาเคมีบำบัดว่ามีอาการบวมแดงอักเสบหรือไม่ ถ้ามีต้องหยุดให้ยาทันที ประคบด้วยความเย็นภายใน 1 ชั่วโมงแรกและรายงานให้แพทย์ทราบ
-
8.วัดและบันทึกสัญญาณชีพหรือสังเกตอาการของผู้ป่วยเพื่อเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนและจะได้ให้การช่วยเหลืออย่างทันท่วงที
-
-
การรักษา
-
-
การผ่าตัดมะเร็งไต
-
การพยาบาล
2.1 ระยะพักฟื้นหลังผ่าตัดเร็วมากในเด็กผ่าตัด Milm’sTurnor การดูแลเช่นเดียวกับการผ่าตัดหน้าท้องทั่วไป
2.2 เด็กจะเสี่ยงต่อการเกิดการอุดตันของลำไส้เนื่องจากยา Vincristine ทำให้ลำไส้ทำงานลดลง (leus) รังสีทำให้เกิดการบวมของลำไส้และการยึดติดกันจากการผ่าตัดจึงจำเป็นที่พยาบาลจะต้องสังเกตอาการทางระบบทางเดินอาหารเช่นท้องอืดอาเจีนหน้าท้องแข็งตัวปวดท้องเป็นต้น
-
-
-
2.6 ประเมินสภาพการทำงานของปอดหลังผ่าตัดทันทีทันใดเพื่อป้องกันอาการแทรกซ้อนหรือการแพร่กระจายไปยังปอด:
2.7 บิดามารดามีความวิตกกังวลสูงช่วงหลังผ่าตัดเนื่องจากได้เห็นแผลสภาพของบุตรทำให้นึกถึงความรุนแรงของโรคพยาบาลจึงต้องให้ความมั่นใจแก่บิดามารดาในการหายกลับสู่สภาพปกติของบุตร
จุดประสงค์สำคัญในการวางแผน คือ ให้ผู้ป่วยเด็กกลับคืนสู่สภาวะปกติหลังได้รับการรักษาด้วยยาและการผ่าตัดผู้ป่วยและครอบครัวมีความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องเหมาะสมก่อนออกจากโรงพยาบาลและเมื่อได้ไปดูแลต่อที่บ้าน
-
1.4 บอกให้บิดามารดาและเด็กทราบถึงขนาดของแผลผ่าตัด และ การทำแผลก่อนการผ่าตัดมิฉะนั้นเด็กอาจรู้สึกเศร้าใจ โกรธ เมื่อเห็นบริเวณแผลผ่าตัด
1.2 ห้ามคลำก้อนบริเวณหน้าท้องเด็กโดยไม่จำเป็นโดยเด็ดขาด เพราะ จะทำให้เซลล์มะเร็งแพร่กระจายได้อาจใช้ป้ายเขียนติดไว้ซึ่งต้องอธิบายให้บิดามาราทราบด้วย
-
1.1 เนื่องจากมีเวลาน้อยในการเตรียมเด็กและบิดามารดาเพื่อการตรวจวินิจฉัยและทำการผ่าตัดพยาบาลจึงต้องอธิบายให้เด็กและบิดามารดาทราบพอสังเขปและเข้าใจง่าย
-
ระยะของมะเร็งที่ไต
ตามข้อกำหนดของ National Wilms' Tumor study (NWTS)
แบ่งได้ 5 ระยะ
ระยะที่ 1 เป็นมะเร็งที่ไดข้างเดียวและตัดออกได้หมด (ผิวของเยื่อหุ้มไตยังคงปรกติก้อนมะเร็งไม่แตกก่อนหรือระหว่างการผ่าตัดและไม่มีมะเร็งเลยขอบของรอยผ่าตัด)
ระยะที่ 2 มะเร็งลามออกนอกไต แต่ตัดออกได้หมด (มะเร็งลามเลยเยื่อหุ้มออกมาสู่เนื้อเยื่อรอบไดหรือมีต่อมน้ำเหลืองรอบ aortic vessel นอกโตถูกลุกลามหรือมี tumor thrombus แต่ไม่มีมะเร็งเลยขอบของรอยผ่าตัด)
ระยะที่ 3 ผ่าตัดแล้วยังมี nonhematogenous tumor เหลืออยู่ในช่องท้องโดยมีข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ 1. มีการลุกลามของต่อมน้ำเหลืองเกิน periaortic drain ไป 2. ก้อนมะเร็งแตกก่อนหรือระหว่างผ่าตัด 3. มะเร็งลุกลามไปบนเยื่อบุช่องท้อง 4. มะเร็งลุกลามเลยขอบของการผ่าตัด 5. ผ่าตัดมะเร็งออกได้ไม่หมดเพราะมีการลุกลามไปที่ vital structure ใกล้เคียง
ระยะที่ 4 มีการลุกลามไปตามกระแสเลือดเช่นไปที่ปอดตับกระดูกหรือสมอง
ระยะที่ 5 เป็นที่โตทั้ง 2 ข้าง (อาจเป็นตั้งแต่ต้นหรือลามไปในภายหลังก็ได้)
พยาธิสภาพ