Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการสาธารณสุขแห่งประเทศไทย - Coggle Diagram
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการสาธารณสุขแห่งประเทศไทย
พระราชบัญญัติยา
ถ้าละเมิดจะเป็นอย่างไร
ผิดกฎหมายอาญาและกฎหมายแพ่ง
ต้องระวางโทษจําคุก หรือทั้งจำทั้งปรับ:
ระวางโทษปรับเป็นรายวัน
ลักษณะของความผิด
ความผิดฐานไม่จัดให้ฉลากที่ภาชนะและหีบห่อบรรจุยาที่ผลิตให้ตรงตามที่ขึ้นทะเบียนตำรับ, ผลิตยานอกเวลาทำการที่ระบุในใบอนุญาต เป็นการไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวง ที่เกี่ยวกับผู้รับอนุญาตผลิตยาแผนโบราณ, ไม่จัดทำบัญชียาที่ซื้อและขายตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
ความผิดฐานโฆษณาขายยาโดยไม่ได้รับอนุญาต, โฆษณาขายยาที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นยาคุมกำเนิด และโฆษณาขายยาที่แสดงสรรพคุณยาอันตราย
ความผิดฐานไม่ประจำอยู่ ณ สถานที่ขายยาแผนปัจจุบันตลอดเวลาที่เปิดทำการ
ความผิดฐานโฆษณาขายยาโดยมิได้รับอนุญาต โฆษณาขายยาโดยแสดงสรรพคุณยาอัน เป็นเท็จหรือเกินความจริง โฆษณาขายยาโดยแสดงสรรพคุณว่าสามารถบำบัดรักษาหรือป้องกันโรคหรืออาการของโรค ที่รัฐมนตรีประกาศห้ามโฆษณา และไม่ใช้ฉลากตามที่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาไว้
ความผิดฐานนำหรือสั่งยาแผนโบราณเข้ามาในราชอาณาจักรภายหลังใบอนุญาตฯ สิ้นอายุแล้ว
ความผิดฐานขายยาแผนปัจจุบันภายหลังที่ใบอนุญาตฯ สิ้นอายุแล้ว
ความผิดฐานขายยาแผนโบราณภายหลังที่ใบอนุญาตฯ สิ้นอายุแล้ว
ความผิดฐานผลิตยาแผนโบราณภายหลังที่ใบอนุญาตสิ้นอายุแล้ว
มีความสำคัญอย่างไร
เพื่อกำหนดกระบวนการพิจารณาอนุญาตยาให้เหมาะสมกับสถานการณ์และการพัฒนาด้านเทคโนโลยีรวมทั้งการขยายตัวทางการค้าและอุตสาหกรรมเกี่ยวกับยาตลอดจนเพื่อให้ประชาชนได้รับความปลอดภัยจากการใช้ยาที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานตามหลักสากลและกำหนดกรอบการศึกษาวิจัยยาให้มีประสิทธิภาพและคุ้มครองความปลอดภัยอาสาสมัครที่เข้าร่วมศึกษาวิจัยยาซึ่งการตราพระราชบัญญัตินี้สอดคล้องกับเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้วทรงพระกรุณาตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำ
มีอะไรบ้าง
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติยา (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๖๒”
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกาหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป
มาตรา ๓ ให้เพิ่มบทนิยามคาว่า “กระบวนการพิจารณาอนุญาตยา” ระหว่างบทนิยามคาว่า “ตารับยา” และคาว่า “ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม” ในมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติยา พ.ศ. ๒๕๑๐ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยา (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๒๒
“กระบวนการพิจารณาอนุญาตยา” หมายความว่า การพิจารณาคำขอการตรวจสอบ ความถูกต้องของเอกสารการประเมินเอกสารทางวิชาการ การตรวจวิเคราะห์ การตรวจสถานประกอบการหรือการตรวจสอบ เพื่อออกใบอนุญาต ใบสาคัญการขึ้นทะเบียนตำรับยาหรือใบรับรอง ตลอดจนการพิจารณาใดๆเกี่ยวกับยา”
มาตรา ๔ ให้ยกเลิกความในบทนิยามคาว่า “ผู้ประกอบโรคศิลปะแผนโบราณ” ในมาตรา๔แห่งพระราชบญัญัติยาพ.ศ.๒๕๑๐ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเตมิโดยพระราชบัญญัตยิา(ฉบับที่๓) พ.ศ. ๒๕๒๒ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“ผู้ประกอบโรคศิลปะแผนโบราณ” หมายความว่า ผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย ด้านเวชกรรมไทย ผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยด้านเภสัชกรรมไทย ผู้ประกอบวิชาชีพ การแพทย์แผนไทยประยุกต์ตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพการแพทย์แผนไทย หรือผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะ”
มาตรา ๕ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และ ให้มีอานาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่กับออกกฎกระทรวงกำหนด
ค่าธรรมเนียมไม่เกินอัตราท้าย พระราชบัญญัตินี้ลดหรือยกเว้นค่าธรรมเนียมและกาหนดกิจการอื่น รวมทั้งออกประกาศเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๖ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติยา พ.ศ. ๒๕๑๐ และ ให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
มาตรา ๑๑ ให้คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ เพื่อพิจารณาศึกษาหรือวิจัยเกี่ยวกับเรื่องที่อยู่ในหน้าที่และอานาจของคณะกรรมการ และเรื่องกระบวนการพิจารณาอนุญาตยาตามมาตรา ๑๑/๒
การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อปฏิบัติการตามมาตรา ๑๑/๒ อย่างน้อยต้องมีผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ผู้แทนสมาคมหรือมูลนิธิที่มีวัตถุประสงค์
เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค ผู้แทนสมาคมหรือผู้ประกอบการท่ีมีวัตถุประสงค์ในการผลิตยา การขายยา การนำหรือส่ังยาเข้ามาในราชอาณาจักร ทั้งนี้ ในคณะอนุกรรมการพิจารณากำหนดค่าขึ้นบัญชีและค่าใช้จ่าย ให้มีผู้แทนกระทรวงการคลังเป็นอนุกรรมการเพิ่มขึ้นด้วย
พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพ
ความสำคัญ
: เพื่อเป็นการประกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นหากมีปัญหาด้านสุขภาพ ดังนั้น ถ้าทุกคนมีการประกัน คนไทยก็จะไม่ล้มละลายจากการเสียค่าใช้จ่ายเงินในการรักษาพยาบาล แต่ประชาชนต้องขึ้นทะเบียนว่าจะใช้สิทธิใดในการรับบริการสุขภาพ
พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ประกอบด้วย 70 มาตรา
หมวดทั่วไป มาตรา 1-4 หมวด 1 หมวดสิทธิการรับบริการสาธารณสุข มาตรา 5-12
หมวดที่ 2 คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มาตรา 13-23
หมวดที่ 3 สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มาตรา 24-37
หมวดที่ 4 กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มาตรา 38-43
หมวดที่5 หน่วยบริการและมาตรฐานบริการสาธารณสุข มาตรา 44-47
หมวดที่ 6 คณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุข มาตรา 48-53
หมวดที่ 7 พนักงานเจ้าหน้าที่ มาตรา 54-56
หมวดที่ 8 การกำกับมาตราฐานหน่วยบริการ มาตรา 57-62
หมวดที่ 9 บทกำหนดโทษ มาตรา 63-64 และบทเฉพาะกาล มาตรา 65-70
สิทธิค่าใช้จ่ายการบริการสุขภาพ
สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) (UC) 1330
เจ็บป่วยทั่วไป
เจ็บป่วยฉุกเฉิน
กรณีอุบัติเหตุ
การส่งต่อเพื่อการรักษาต่อเนื่อง
นโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่ (UCEP)
การบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค
สิทธิประโยชน์ การบำบัดทดแทนไต
สิทธิประโยชน์ ผู้ป่วยเอดส์และผู้ติดเชื้อเอชไอวี
อ้างอิงจาก : สำนักงานหลักประกันประกันแห่งชาติ. สืบค้นจาก
https://www.nhso.go.th/page/coverage_rights
สิทธิประกันสังคม 1506
กรณีเจ็บป่วยทั่วไป
ให้ผู้ประกันตนเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลตามที่ระบุไว้ในบัตรรับรองสิทธิฯ หรือเครือข่ายของสถานพยาบาลนั้น โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ เว้นแต่มีความต้องการสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ห้องผู้ป่วยพิเศษ หรือเวชภัณฑ์พิเศษ นอกเหนือจากที่แพทย์สั่ง
กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน
ผู้ป่วยนอก ปีละไม่เกิน 2 ครั้ง
• ค่ารักษาพยาบาลไม่เกิน 300 บาทต่อครั้ง
ค่าตรวจวิเคราะห์จ่ายเพิ่ม จากค่ารักษาพยาบาลไม่เกิน 200 บาทต่อครั้ง
ค่าหัตถการแพทย์จ่ายเพิ่มจากค่ารักษาพยาบาล ไม่เกิน 200 บาทต่อครั้ง
ผู้ป่วยใน ปีละไม่เกิน 2 ครั้ง
ค่ารักษาพยาบาลไม่เกินวันละ 1,500 บาท
ค่าห้อง ค่าอาหาร ไม่เกินวันละ 700 บาท
ค่ารักษาพยาบาลเพิ่มกรณีที่ต้องรักษาในห้อง ICU ไม่เกินวันละ 2,000 บาท
กรณีผ่าตัดใหญ่ ไม่เกิน 2 ชั่วโมง 8,000 บาท เกิน 2 ชั่วโมง 14,000 บาท
CT Scan หรือ MRI 4,000 บาท ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
กรณีอุบัติเหตุ : รับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จำเป็น ภายใน ระยะเวลา ไม่เกิน 72 ชั่วโมง
เข้ารับการรักษาพยาบาล ในสถานพยาบาลของรัฐ
ผู้ป่วยนอก จ่ายเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น
ผู้ป่วยใน จ่ายเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น ยกเว้น ค่าห้อง ค่าอาหาร ไม่เกินวันละ 700 บาท ไม่จำกัดจำนวนครั้ง
เข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของเอกชน
จ่ายตามหลักเกณฑ์เดียวกับกรณีฉุกเฉิน แต่ไม่จำกัดจำนวนครั้ง
ค่าพาหนะ
ค่ารถพยาบาลหรือเรือพยาบาล ไม่เกินครั้งละ 500 บาท
ค่าพาหนะรับจ้าง หรือพาหนะส่วนบุคคล หรือพาหนะอื่น ๆ เหมาจ่าย 300 บาทต่อครั้ง
หากข้ามจังหวัดจ่ายเพิ่มอีกตามระยะทางกิโลเมตรละ 90 สตางค์
อ้างอิงจาก ; กระทรวงแรงงาน. สืบค้นจาก
http://sau-jeddah.mol.go.th/employee/fund_social
สิทธิกรมบัญชีกลาง 02 127 7000
หน่วยงานของรัฐ
เจ้าหน้าที่ของรัฐ บุคคล
หน่วยงานที่มิใช่หน่วยงานของรัฐผู้ให้บริการ
ตลาดกลางทางอิเล็กทรอนิกส
ผู้ค้ากับหน่วยงานของรัฐ
มีสิทธิรับเงิน
จากทางราชการที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ
อ้างอิงจาก : กรมบัญชีกบาง. (2554). คู่มือมาตรฐานการให้บริการของกรมบัญชีกลาง.
สิทธิอื่นๆ
สิทธิท้องถิ่น อบต. อบจ
สิทธิรัฐวิสาหกิจ : ไฟฟ้า ประปา ไปรษณีย์ โทรศัพท์
สิทธิองค์กรอิสระ : กกต และไม่มีสิทธิใดๆ
พระราชบัญญัติโรคติดต่อ
มีอะไรบ้าง
หมวด 7
เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ
มาตรา 45
เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ให้เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อมีอำนาจ
มาตรา 46
ให้มีเครื่องแบบเครื่องหมายและบัตรประจำตัวสำหรับเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อเพื่อแสดงตัวขณะปฏิบัติหน้าที่ต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องเครื่องแบบเครื่องหมายและบัตรประจำตัวตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามแบบที่กระทรวงสาธารณสุขประกาศกำหนด
มาตรา 47
ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ให้เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา
หมวด 6
การป้องกันและควบคุมโรคติดต่อ
มาตรา ๓๔
เพื่อประโยชน์ในการป้องกันและควบคุมโรคติดต่อ เมื่อเกิด โรคติดต่ออันตรายหรือโรคระบาดหรือมีเหตุสงสัยว่าได้เกิดโรคติดต่ออันตราย หรือโรคระบาดในเขตพื้นที่ใด ให้เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อในพื้นที่นั้นมีอำนาจที่จะดำเนินการเองหรือออกคำสั่งเป็นหนังสือให้ผู้ใดดำเนินการ
มาตรา ๓๕
ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนเพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ของโรคติดต่ออันตรายหรือโรคระบาดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดหรือผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานครมีอำนาจในพื้นที่ความรับผิดชอบของตน
มาตรา ๓๖
ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดหรือผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานครแล้วแต่กรณีจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการควบคุมโรคติดต่อขึ้นในทุกอำเภอหรือทุกเขตอย่างน้อยหนึ่งหน่วยเพื่อทำหน้าที่ในการเฝ้าระวังสอบสวนโรคป้องกันและควบคุมโรคติดต่ออันตรายหรือโรคระบาดทั้งนี้หลักเกณฑ์การจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการควบคุมโรคติดต่อให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด หน่วยปฏิบัติการควบคุมโรคติดต่อตามวรรคหนึ่งอย่างน้อยต้องประกอบด้วยเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อหนึ่งคนเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์และการสาธารณสุขสองคนและอาจแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือหน่วยงานภาคเอกชนตามจำนวนที่ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเห็นสมควรเป็นหน่วยปฏิบัติการควบคุมโรคติดต่อร่วมด้วยก็ได้
มาตรา ๓๗
ให้ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบช่องทางเข้าออกปฏิบัติตามวิธีการเพื่อการเฝ้าระวังป้องกันและควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศในบริเวณช่องทางเข้าออก
มาตรา ๓๘
เมื่อมีเหตุอันสมควรให้เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อประจำด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศมีอำนาจตรวจตราควบคุมกำกับดูแลในพื้นที่นอกช่องทางเข้าออกและแจ้งให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นดำเนินการกำจัดยุงและพาหะนำโรคในบริเวณรัศมีสี่ร้อยเมตรรอบช่องทางเข้าออกในการนี้ให้เจ้าของหรือผู้อยู่ในบ้านโรงเรือนหรือสถานที่ในบริเวณดังกล่าวอำนวยความสะดวกแก่เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อประจำด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศและเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามสมควร
มาตรา ๓๙
ในการป้องกันและควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศเมื่อมีเหตุอันสมควรหรือมีเหตุสงสัยว่าพาหนะนั้นมาจากท้องที่หรือเมืองท่าใดนอกราชอาณาจักรที่มีโรคระบาดให้เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อประจำด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศมีอำนาจหน้าที่
มาตรา ๔๐
เมื่อรัฐมนตรีประกาศให้ท้องที่หรือเมืองท่าใดนอกราชอาณาจักรเป็นเขตติดโรคตามมาตรา 4 ให้เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อประจำด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศมีอำนาจดำเนินการเองหรือออกคำสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าของพาหนะหรือผู้ควบคุมพาหนะที่เข้ามาในราชอาณาจักรจากท้องที่หรือเมืองท่านั้น
มาตรา ๔๑
ให้เจ้าของพาหนะหรือผู้ควบคุมพาหนะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการขนส่งผู้เดินทางซึ่งมากับพาหนะนั้นเพื่อแยกกักกักกันคุมไว้สังเกตหรือรับการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคตลอดทั้งออกค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูการรักษา ๔๐ และพยาบาลการป้องกันและควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศตามมาตราค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
มาตรา ๔๒
ในกรณีที่พบว่าผู้เดินทางเป็นหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรคติดต่ออันตรายโรคระบาดหรือพาหะนำโรคให้เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อประจำด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศมีอำนาจสั่งให้บุคคลดังกล่าวถูกแยกกักกักกันคุมไว้สังเกตหรือได้รับการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการดำเนินการตามวรรคหนึ่งให้ผู้เดินทางผู้นั้นเป็นผู้รับผิดชอบทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ
มาตรา ๔๓
เพื่อประโยชน์ในการป้องกันโรคติดต่อระหว่างประเทศหรือโรคระบาดให้อธิบดีหรือผู้ที่อธิบดีมอบหมายมีอำนาจออกหนังสือรับรองการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคหรือการได้รับยาป้องกันโรคติดต่อระหว่างประเทศหรือหนังสือรับรองอื่น ๆ ให้แก่ผู้ร้องขอโดยผู้ร้องขอเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายการมอบหมายการเรียกเก็บหรือการยกเว้นการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
มาตรา ๔๔
ในกรณีที่เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อได้ออกคำสั่งให้ผู้ใดดำเนินการตามมาตรา ๓๔ (๓) (๔) หรือ (๕) มาตรา ๓๘ มาตรา ๓๙ (๔) หรือมาตรา ๔๐ (๑) (๒) หรือ (๓) แล้วผู้นั้นละเลยไม่ดำเนินการตามคำสั่งภายในเวลาที่กำหนดเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อมีอำนาจดำเนินการแทนได้โดยให้ผู้นั้นชดใช้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการนั้นตามจำนวนที่จ่ายจริงทั้งนี้ตามระเบียบที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด
หมวด 2
คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาตฺฺิ
มาตรา 15
การประชุมของคณะกรรมการ ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ จึงเป็นองค์ประชุม
มาตรา 16
ให้มีคณะกรรมการด้านวิชาการคณะหนึ่ง ประกอบด้วยประธานกรรมการ ซึ่งแต่งตั้งจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๑๑ (๔) และให้มีกรรมการซึ่งแต่งตั้งจากผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ด้านโรคติดต่อ อีกจํานวนไม่เกินเจ็ดคน
มาตรา 14
ให้คณะกรรมการมีอํานาจหน้าที่
กําหนดนโยบาย วางระบบ และแนวทางปฏิบัติในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคติดต่อ
พิจารณาให้ความเห็นชอบแผนปฏิบัติการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคติดต่อ หรือโรคระบาด และเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ
เสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีในการออกกฎกระทรวง ระเบียบ ประกาศและแนวทางปฏิบัติเพื่อปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้
ให้คําปรึกษา แนะนํา และประสานงานแก่หน่วยงานของรัฐและเอกชนเกี่ยวกับการเฝ้าระวังป้องกัน และควบคุมโรคติดต่อ
ติดตาม ประเมินผล และตรวจสอบการดําเนินงานของหน่วยงานของรัฐ คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด และคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร
พิจารณาให้ความเห็นชอบหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการเบิกจ่ายค่าชดเชยค่าทดแทน ค่าตอบแทน หรือค่าใช้จ่ายอื่นที่จําเป็นในการดําเนินการเฝ้าระวัง การสอบสวนโรค การป้องกันหรือการควบคุมโรคติดต่อ
แต่งตั้งคณะกรรมการด้านวิชาการหรือคณะอนุกรรมการ เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี
ปฏิบัติการอื่นใดตามที่พระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นบัญญัติให้เป็นอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการ หรือตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย
มาตรา 17
ให้นําความในมาตรา ๑๕ มาใช้บังคับแก่การประชุมของคณะกรรมการด้านวิชาการ
และคณะอนุกรรมการโดยอนุโลม
มาตรา 13
นอกจากการพ้นจากตําแหน่งตามวาระ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตําแหน่งเมื่อ
(1) ตาย
(2) ลาออก
(3) รัฐมนตรีให้ออก เพราะมีพฤติกรรมเสื่อมเสีย บกพร่องหรือไม่สุจริตต่อหน้าที่ หรือหย่อนความสามารถ
(4) เป็นบุคคลล้มละลาย
(5) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
(6) ได้รับโทษจําคุกโดยคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุก เว้นแต่เป็นโทษสําหรับความผิดที่ได้กระทํา
โดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
มาตรา 18
ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ให้คณะกรรมการ คณะกรรมการด้านวิชาการ และคณะอนุกรรมการมีอํานาจออกคําสั่งเป็นหนังสือเรียกให้บุคคลใดๆ มาให้ข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็น หรือให้จัดส่งข้อมูล หรือเอกสารใดๆ ที่จําเป็นหรือข้อคิดเห็นมาเพื่อใช้ประกอบ
การพิจารณาได้
มาตรา 12
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระการดํารงตําแหน่งคราวละสามปี
มาตรา 19
ให้กรมควบคุมโรคเป็นสํานักงานเลขานุการของคณะกรรมการ คณะกรรมการ ด้านวิชาการ และคณะอนุกรรมการ รับผิดชอบงานธุรการ
มาตรา 11
ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า “คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ”
หมวด 3
คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด
มาตรา 22
ห้คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดมีอํานาจหน้าท
ดําเนินการตามนโยบาย ระบบ และแนวทางปฏิบัติในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคติดต่อ ที่คณะกรรมการกําหนด
จัดทําแผนปฏิบัติการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคติดต่ออันตราย โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง หรือโรคระบาดในเขตพื้นที่จังหวัด
รายงานสถานการณ์โรคติดต่อหรือโรคที่ยังไม่ทราบสาเหตุที่อาจเป็นโรคระบาดซึ่งเกิดขึ้นในเขตพื้นที่จังหวัดต่ออธิบดี
สนับสนุน ส่งเสริม ติดตาม และประเมินผลการปฏิบัติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายในจังหวัดแล้วรายงานต่อคณะกรรมการ
แต่งตั้งคณะทํางานประจําช่องทางเข้าออกตามมาตรา ๒๓ ในกรณีที่จังหวัดนั้นมีด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ
เรียกให้บุคคลใดๆ มาให้ข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็น หรือให้จัดส่งข้อมูลหรือเอกสารใดๆที่จําเป็นหรือข้อคิดเห็นมาเพื่อใช้ประกอบการพิจารณา
ดําเนินการอื่นใดที่เกี่ยวกับการควบคุมโรคติดต่อตามที่คณะกรรมการหรือผู้ว่าราชการจังหวัดมอบหมาย หรือตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี
มาตรา 23
คณะทํางานประจําช่องทางเข้าออก
1.เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบช่องทางเข้าออกนั้น เป็นประธานคณะทํางาน
ผู้แทนกรมปศุสัตว์ ผู้แทนกรมวิชาการเกษตร ผู้แทนกรมศุลกากร ผู้แทนสํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา
ผู้อํานวยการโรงพยาบาลในสังกัดหน่วยงานของรัฐที่ดูแลรับผิดชอบช่องทางเข้าออกนั้นเป็นคณะทํางาน
เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อซึ่งประจําด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ จํานวนหนึ่งคน
เป็นคณะทํางานและเลขานการ
มาตรา 21
การแต่งตั้ง วาระการดํารงตําแหน่ง และการพ้นจากตําแหน่งของกรรมการตามมาตรา ๒๐ (๓) (๔) และ (๕) และกรรมการตามมาตรา ๒๐ วรรคสอง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการประกาศกําหนด
มาตรา 24
ให้คณะทํางานประจําช่องทางเข้าออกมีอํานาจหน้าที่ในเขตพื้นที่รับผิดชอบ
มาตรา 20
ให้มีคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด
ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธานกรรมการ
ปลัดจังหวัด ประชาสัมพันธ์จังหวัด ปศุสัตว์จังหวัด หัวหน้าสํานักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด ผู้อํานวยการสํานักงานป้องกันควบคุมโรคที่รับผิดชอบในเขตจังหวัด และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด เป็นกรรมการ
นายกเทศมนตรี จํานวนหนึ่งคน และนายกองค์การบริหารส่วนตําบล จํานวนหนึ่งคนซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้ง เป็นกรรมการ
ผู้อํานวยการโรงพยาบาลศูนย์หรือผู้อํานวยการโรงพยาบาลทั่วไป จํานวนหนึ่งคน ผู้อํานวยการโรงพยาบาลชุมชน จํานวนสองคน และสาธารณสุขอําเภอ จํานวนสองคน ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้งเป็นกรรมการ
ผู้ดําเนินการสถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล จํานวนหนึ่งคน ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้ง เป็นกรรมการ
มาตรา 25
ให้นําความในมาตรา ๑๕ มาใช้บังคับแก่การประชุมของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดและคณะทํางานประจําช่องทางเข้าออกโดยอนุโลม
หมวด 4
คณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร
มาตรา 28
ให้คณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานครมีอํานาจหน้าที่
ดําเนินการตามนโยบาย ระบบ และแนวทางปฏิบัติในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคติดต่อ ที่คณะกรรมการกําหนด
จัดทําแผนปฏิบัติการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคติดต่ออันตราย โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังหรือโรคระบาดในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร
รายงานสถานการณ์โรคติดต่อหรือโรคที่ยังไม่ทราบสาเหตุที่อาจเป็นโรคระบาดซึ่งเกิดขึ้นในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครต่ออธิบดี
สนับสนุน ส่งเสริม ติดตาม และประเมินผลการปฏิบัติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายในกรุงเทพมหานคร แล้วรายงานต่อคณะกรรมการ
แต่งตั้งคณะทํางานประจําช่องทางเข้าออกตามมาตรา ๒๓
เรียกให้บุคคลใดๆ มาให้ข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็น หรือให้จัดส่งข้อมูลหรือเอกสารใดๆที่จําเป็นหรอขื ้อคิดเห็นมาเพื่อใช้ประกอบการพิจารณา
ดําเนินการอื่นใดที่เกี่ยวกับการควบคุมโรคติดต่อตามที่คณะกรรมการหรือผู้ว่าราชการ
กรุงเทพมหานครมอบหมาย หรือตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้
มาตรา 29
ให้นําความในมาตรา ๑๕ มาใช้บังคับแก่การประชุมของคณะรรมการโรคติดต่อ กรุงเทพมหานครและคณะทํางานประจําช่องทางเข้าออกโดยอนุโลม
มาตรา 27
การแต่งตั้ง วาระการดํารงตําแหน่ง และการพ้นจากตําแหน่งของกรรมการตามมาตรา ๒๖ (๓) (๔) และ (๕) ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการประกาศกําหนด
มาตรา 30
ให้นําความในมาตรา ๒๓ และมาตรา ๒๔ มาใช้บังคับแก่องค์ประกอบและอํานาจหน้าที่ของคณะทํางานประจําช่องทางเข้าออกที่คณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานครแต่งตั้งโดยอนุโลม
มาตรา 26
ให้มีคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร
หมวด 9บทกำหนดโทษ
มาตรา ๔๔
ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการคณะกรรมการด้านวิชาการหรือคณะอนุกรรมการตามมาตรา ๑๘ หรือคำสั่งของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดตามมาตรา ๒๒ (๖) หรือคำสั่งของคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานครตามมาตรา ๒๘ (๖) หรือคำสั่งของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อตามมาตรา ๔๕ (๑) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๕๐
ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการแจ้งตามมาตรา ๓๑ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท
มาตรา ๕๑
ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อตามมาตรา ๓๔ (๑) (๒) (๕) หรือ (5) มาตรา ๓๙ (๑) (๒) (๓) หรือ (๕) มาตรา ๔๐ (๕) หรือไม่อำนวยความสะดวกแก่เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อตามมาตรา ๓๙ (๔) ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท
มาตรา ๕๒
ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อตามมาตรา ๓๔ (๓) (๔) (๒) หรือ (4) หรือมาตรา ๔๐ (๓) หรือ (๔) หรือผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครตามมาตรา ๓๕ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๕๓
ผู้ใดไม่อำนวยความสะดวกแก่เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อหรือเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามมาตรา ๓๘ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท
มาตรา ๕๔
เจ้าของพาหนะหรือผู้ควบคุมพาหนะผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อตามมาตรา ๔๐ (๒) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินห้าแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๕๕
ผู้ใดขัดขวางหรือไม่อำนวยความสะดวกแก่เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อตามมาตรา ๔๕ วรรคสามต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท
มาตรา ๕๖
ผู้ใดไม่มีสิทธิที่จะสวมเครื่องแบบหรือประดับเครื่องหมายของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อตามมาตรา ๔๖ กระทำการเช่นนั้นเพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนมีสิทธิต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๕๗
บรรดาความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ที่มีโทษปรับสถานเดียวหรือมีโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีให้อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายมีอำนาจเปรียบเทียบได้ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์การเปรียบเทียบที่คณะกรรมการกำหนดเมื่อผู้ต้องหาได้ชำระเงินค่าปรับตามจำนวนที่เปรียบเทียบภายในสามสิบวันนับ แต่วันที่มีการเปรียบเทียบแล้วให้ถือว่าคดีเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
หมวด 5
การเฝ้าระวังโรคติดต่อ
มาตรา 33
ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่ามีโรคติดต่ออันตราย โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังหรือโรคระบาดเกิดขึ้นในต่างประเทศ ให้กรมควบคุมโรคประสานงานไปยังองค์การอนามัยโลกเพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับโรคดังกล่าว
มาตรา 32
เมื่อเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อได้รับแจ้งตามมาตรา ๓๑ ว่ามีเหตุสงสัย มีข้อมูลหรือหลักฐานว่ามีโรคติดต่ออันตราย โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง หรือโรคระบาด
มาตรา 31
เพื่อประโยชน์ในการป้องกันและควบคุมโรคติดต่อ เมื่อเกิดโรคติดต่ออันตรายหรือโรคระบาดหรือมีเหตุสงสัยว่าได้เกิดโรคติดต่ออันตรายหรือโรคระบาดในเขตพื้นที่ใด ให้เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อในพื้นที่นั้นมีอํานาจที่จะดําเนินการเองหรือออกคําสั่งเป็นหนังสือให้ผู้ใดดําเนินการ
บทเฉพาะกาล
มาตรา ๕๘
ให้เจ้าพนักงานสาธารณสุขตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. ๒๕๒๓ เป็นเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อตามพระราชบัญญัตินี้จนกว่าจะมีการแต่งตั้งเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๕๙
ในวาระเริ่มแรกให้คณะกรรมการประกอบด้วยกรรมการตามมาตรา ๑๑ ยกเว้นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๑๑ (๔) ปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการตามพระราชบัญญัตินี้ไปพลางก่อนจนกว่าจะมีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามพระราชบัญญัตินี้ทั้งนี้ต้องไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับ แต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา ๖๐
บรรดากฎกระทรวงระเบียบประกาศหรือคำสั่งใดที่ออกตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. ๒๕๒๓ ที่ใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับให้ใช้บังคับได้ต่อไปเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้จนกว่าจะมีกฎกระทรวงระเบียบหรือประกาศตามพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
หมวด 1
บททั่วไป
มาตรา 6
เพื่อประโยชน์ในการป้องกันและควบคุมโรคติดต่อ ให้รัฐมนตรี
โดยคำแนะนำของคณะกรรมการมีอำนนาจประกาศกกำหนด :
มาตรา 7
เพื่อประโยชน์ในการป้องกันและควบคุมโรคติดต่อ ให้รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบ ของคณะกรรมการมีอํานาจประกาศกําหนด
มาตรา 8
เพื่อประโยชน์ในการป้องกันและควบคุมโรคติดต่ออันตรายหรือโรคระบาดที่อาจจะเข้ามาภายในราชอาณาจักร ให้รัฐมนตรีโดยคําแนะนําของคณะกรรมการด้านวิชาการมีอํานาจประกาศให้ท้องที่หรือเมืองท่าใดนอกราชอาณาจักรเป็นเขตติดโรค และยกเลิกประกาศเมื่อสภาวการณ์ของโรคนั้น
สงบลงหรือกรณีมีเหตุอันสมควร
มาตรา 9
เพื่อประโยชน์ในการป้องกันและควบคุมโรคระบาด ให้อธิบดีโดยคําแนะนําของคณะกรรมการด้านวิชาการมีอํานาจประกาศชื่ออาการสําคัญ และสถานที่ที่มีโรคระบาด และแจ้งให้เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อตามมาตรา ๓๔ ทราบ รวมทั้งประกาศยกเลิกเมื่อสภาวการณ์ของโรคนั้นสงบลงหรือกรณีมีเหตุอันสมควร
มาตรา 10
กรณีที่ข้อมูลจากการเฝ้าระวัง การสอบสวนโรค หรือการแจ้งหรือรายงานตามพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งมีการพาดพิงถึงตัวบุคคลทั้งที่ระบุตัวได้หรือไม่สามารถระบุตัวได้ จะต้องเก็บเป็นความลับและประมวลผลโดยไม่เปิดเผยชื่อ ทั้งนี้ การประมวลผลดังกล่าวจะต้องเหมาะสมและตรงกับวัตถประสงคืในการป้องกันและควบคุมโรค
หมวด 8 ค่าทดแทน
ในการดำเนินการของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อตามพระราชบัญญัตินี้หากเกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของบุคคลใดจากการเฝ้าระวังการป้องกันหรือการควบคุมโรคให้ทางราชการชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นให้แก่ผู้นั้นตามความจำเป็นการชดเชยความเสียหายตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
ความสำคัญ
1.เพื่อป้องกันการเข้าใจผิด ป้องกันความตื่นตระหนกและง่ายต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่
เพื่อให้คนหรือสัตว์เกิดความต้านทานโรค
5.เพื่อประโยชน์ในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคติดต่ออันตราย
3.เพื่อป้องกัน มิให้เช้ือ โรคแพร่โดยทางตรงหรือทางอ้อมไปยังผู้ซึ่งอาจได้รับเชื้อโรคนั้น ๆ ได้ จนกว่าจะพ้นระยะฟักตัวของโรค หรือ จนกว่าจะพ้นความเป็นพาหะ
2.เพื่อป้องกันมิให้เชื้อโรคแพร่โดยทางตรงหรือทางอ้อมไปยังผู้ซึ่งอาจได้รับเชื้อโรคนั้น ๆ ได้ จนกว่าจะพ้น ระยะ ติดต่อของโรค
คําแนะนําและยินยอมของ
สภานิติบัญญัติแห่งชาติ
มาตรา
2
พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกําหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา 3
ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. ๒๕๒๓
มาตรา 1
พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. ๒๕๕๘”
มาตรา 4
“แยกกัก”
การแยกผู้สัมผัสโรคหรือพาหะไว้ต่างหากจากผู้อื่นในที่เอกเทศ เพื่อป้องกันมิให้เชื้อโรคแพร่โดยทางตรงหรือทางอ้อมไปยังผู้ซึ่งอาจได้รับเชื้อโรคนั้น ๆ ได้ จนกว่าจะพ้นระยะติดต่อของโรค
“กักกัน”
การควบคุมผู้สัมผัสโรคหรือพาหะให้อยู่ในที่เอกเทศ เพื่อป้องกันมิให้เชื้อโรคแพร่โดยทางตรงหรือทางอ้อมไปยังผู้ซึ่งอาจได้รับเชื้อโรคนั้น ๆ ได้จนกว่าจะพ้นระยะฟักตัวของโรค หรือจนกว่าจะพ้นความเป็นพาหะ
“ระยะติดต่อของโรค”
ระยะเวลาที่เชื้อโรคสามารถแพร่จากคนหรือสัตว์ที่มีเชื้อโรคไปยังผู้อื่นได้โดยทางตรงหรือทางอ้อม
“คุมไว้สังเกต”
การควบคุมดูแลผู้สัมผัสโรคหรือพาหะโดยไม่กักกัน และอาจจะอนุญาตให้ผ่านไปในที่ใด ๆ ก็ได้ โดยมีเงื่อนไขว่าเมื่อไปถึงท้องที่ใดที่กําหนดไว้ ผู้นั้นต้องแสดงตัวต่อเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อประจําท้องที่นั้นเพื่อรับการตรวจในทางแพทย์
“ผู้สัมผัสโรค”
คนซึ่งได้เข้าใกล้ชิดคน สัตว์ หรือสิ่งของติดโรค จนเชื้อโรคนั้นอาจติดต่อถึงผู้นั้นได้
“เขตติดโรค”
ท้องที่หรือเมืองท่าใดนอกราชอาณาจักรที่มีโรคติดต่ออันตรายหรือโรคระบาดเกิดขึ้น
“พาหะ”
คนหรือสัตว์ซึ่งไม่มีอาการของโรคติดต่อปรากฏแต่ร่างกายมีเชื้อโรคนั้นซึ่งอาจติดต่อถึงผู้อื่นได
“ระยะฟักตัวของโรค”
ระยะเวลาตั้งแต่เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายจนถึงเวลาที่ผู้ติดโรคแสดงอาการป่วยของโรคนั้น
“โรคระบาด”
โรคติดต่อหรือโรคที่ยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดโรคแน่ชัดซึ่งอาจแพร่ไปสู่ผู้อื่นได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง
“สุขาภิบาล”
การควบคุม ป้องกัน หรือรักษาสภาพสิ่งแวดล้อมและปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดหรือการแพร่ของโรคติดต่อ
“โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง”
โรคติดต่อที่ต้องมีการติดตาม ตรวจสอบ หรือจัดเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่อง
“การสอบสวนโรค”
กระบวนการเพื่อหาสาเหตุ แหล่งที่เกิดและแหล่งแพร่ของโรคเพื่อประโยชน์ในการควบคุมโรค
“โรคติดต่ออันตราย”
โรคติดต่อที่มีความรุนแรงสูงและสามารถแพร่ไปสู่ผู้อื่นได้อย่างรวดเร็ว
“การเฝ้าระวัง”
การสังเกต การเก็บรวบรวม และการวิเคราะห์ข้อมูล ตลอดจนการรายงาน และการติดตามผลของการแพร่ของโรคอย่างต่อเนื่องด้วยกระบวนการที่เป็นระบบ
“ช่องทางเข้าออก”
ช่องทางหรือสถานที่ใดๆ ที่ใช้สําหรับผ่านเข้าออกระหว่างประเทศของผู้เดินทาง พาหนะ และสิ่งของต่างๆ ทั้งนี้ให้หมายความรวมถึงพื้นที่หรือบริเวณที่จัดไว้เพื่อให้บริการดังกล่าว
“โรคติดต่อ”
โรคที่เกิดจากเชื้อโรคหรือพิษของเชื้อโรคซึ่งสามารถแพร่โดยทางตรงหรือทางอ้อมมาสู่คน
“พาหนะ”
ยานพาหนะ สัตว์ หรือวัตถุ ซึ่งใช้ในการขนส่งคน สัตว์ หรือสิ่งของโดยทางบก ทางน้ํา หรือทางอากาศ
“เจ้าของพาหนะ”
ตัวแทนเจ้าของ ผู้เช่า ตัวแทนผู้เช่า หรือผู้ครอบครองพาหนะนั้น
“ผู้ควบคุมพาหนะ”
ผู้รับผิดชอบในการควบคุมพาหนะ
“ผู้เดินทาง”
คนซึ่งเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร และให้หมายความรวมถึงผู้ควบคุมพาหนะและคนประจําพาหนะ
“การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค”
การกระทําทางการแพทย์ต่อคน หรือสัตว์โดยวิธีการใดๆ เพื่อให้คนหรือสัตว์เกิดความต้านทานโรค
“ที่เอกเทศ”
ที่ใดๆ ซึ่งเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อกําหนดให้เป็นที่สําหรับแยกกักหรือกักกันคนหรือสัตว์ที่เป็นหรือมีเหตุสงสัยว่าเป็นโรคติดต่อใดๆ เพื่อป้องกันมิให้โรคนั้นแพร่โดยทางตรงหรือทางอ้อมไปยังผู้ซึ่งอาจได้รับเชื้อโรคนั้น ๆ ได ้
“คณะกรรมการ”
คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ
“หน่วยงานของรัฐ”
ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่นรัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และหน่วยงานอื่นของรัฐ
“อธิบดี”
อธิบดีกรมควบคุมโรค
“เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ”
ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี
."รัฐมนตรี”
รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
“คณะกรรมการ โรคติดต่อจังหวัด”
คณะกรรมการป้องกันและควบคุมโรคติดต่อประจําจังหวัด
“คณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร”
คณะกรรมการป้องกันและควบคุมโรคติดต่อประจํากรุงเทพมหานคร
คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด”
คณะกรรมการป้องกันและควบคุมโรคติดต่อประจําจังหวัด
มาตรา
5
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขรักษาการตามพระราชบัญญัติ และให้มี
อํานาจแต่งตั้งเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ อ ออกกฎกระทรวงกําหนดกิจการอื่น ตลอดจนออกระเบียบหรือประกาศเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
พระราชบัญญัติสถานพยาบาล
มีความสำคัญอย่างไร
เพื่อที่จะให้ได้มีสถานบริการ สาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพในการบริการมีความเรียบร้อยและปลอดภัยแก่ผู้ป่วยเข้าไปรับบริการ ในสถานพยาบาลนั้นๆ นั่นเอง
ความหมายของสถานพยาบาล
“สถานพยาบาล” หมายความว่า สถานที่รวมตลอดถึงยานพาหนะซึ่งจัดไว้เพื่อการประกอบ โรคศิลปะ ตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะ การประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามกฎหมายว่าด้วย วิชาชีพเวช กรรม การประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพ การพยาบาลและการ ผดุงครรภ์ การประกอบวิชาชีพทันตกรรมตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพทันตกรรม การประกอบวิชาชีพ กายภาพบําบัดตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพกายภาพบําบัด การประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ตามกฎหมาย ว่าด้วยวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ การประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย และการประกอบวิชาชีพการแพทย์ แผนไทยประยุกต์ตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพการแพทย์แผนไทย หรือการประกอบวิชาชีพทางการแพทย์และ สาธารณสุขอื่นตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น ทั้งนี้โดยกระทําเป็นปกติธุระไม่ว่าจะได้รับประโยชน์ตอบแทน หรือไม่”
มีมาตราอะไรบ้าง
มาตรา 5
พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่สถานพยาบาล ซง่ึ ดําเนินการโดยกระทรวง ทบวง กรม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ สถาบันการศึกษาของรัฐ หน่วยงานอื่นของรัฐ สภากาชาดไทย และ สถานพยาบาลอื่นซึ่งรัฐมนตรีประกาศกําหนด
มาตรา34
ให้ผู้ดําเนินการ มีหน้าที่และความรับผิดชอบ ดังต่อไปนี้ (1) ควบคุมและดูแลมิให้ผู้ ประกอบวิชาชีพในสถานพยาบาลประกอบวิชาชีพผิดไปจากสาขา ชั้น หรือแผน ที่ผู้รับอนุญาตได้แจ้งไว้ในการ ขอรับใบอนุญาต หรือมิให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่เป็นผู้ประกอบวิชาชีพ มาทําการประกอบวิชาชีพในสถานพยาบาล (2) ควบคุมและดูแลให้ผู้ประกอบวิชาชีพในสถานพยาบาลปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบ วิชาชีพของตน (3) ควบคุมและดูแลมิให้มีการรับผู้ป่วยไว้ค้างคืนเกินจํานวนเตียงตามที่กําหนดไว้ในใบอนุญาต เว้นแต่กรณีฉุกเฉินซึ่งหากไม่รับไว้อาจเกิดอันตรายแก่ผู้ป่วย (4) ควบคุมและดูแลสถานพยาบาลให้สะอาด เรียบร้อย ปลอดภัย และมีลักษณะอันเหมาะสม แก่การใช้เป็นสถานพยาบาล”
มาตรา36
ผู้รับอนุญาตและผู้ดําเนินการของสถานพยาบาลต้องควบคุมและดูแลให้มีการช่วยเหลือ เยียวยาแก่ผู้ป่วยตามมาตรา 33/1 ซึ่งอยู่ในสภาพอันตรายและจําเป็นต้องได้รับการรักษาพยาบาล โดยฉุกเฉิน เพื่อให้พ้นจากอันตรายตามมาตรฐานวิชาชีพและตามประเภทของสถานพยาบาลนั้น ๆ เพ่ือประโยชน์ สาธารณะ ในการดําเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้สถานพยาบาลมีหน้าที่ระดมทรัพยากร และมีส่วนร่วมในการ ช่วยเหลือเยียวยาหรือดําเนินการตามความเหมาะสมและความจําเป็น
มาตรา38
ผู้ใดประสงค์จะโฆษณาหรือประกาศด้วยประการใด เกี่ยวกับการประกอบกิจการของ สถานพยาบาล นอกจากชื่อและที่ตั้งของสถานพยาบาลตามที่ปรากฏในใบอนุญาต ต้องได้รับอนุมัติ ข้อความ เสียง หรือภาพที่ใช้ในการโฆษณาหรือประกาศจากผู้อนุญาต ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และค่าใช้จ่ายที่ผู้อนุญาตประกาศกําหนด การโฆษณาหรือประกาศด้วยประการใด ซึ่งชื่อ ที่ตั้ง หรือกิจการของ สถานพยาบาลหรือคุณวุฒิหรือความสามารถของผู้ประกอบวิชาชีพในสถานพยาบาล เพื่อชักชวนให้มีผู้มาขอรับ บริการจากสถานพยาบาล โดยใช้ข้อความ เสียง หรือภาพอันเป็นเท็จหรือโอ้อวดเกินความจริง หรือน่าจะ ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ในสาระสําคัญเกี่ยวกับการประกอบกิจการของสถานพยาบาล จะกระทํามิได้
มาตรา62
ผู้รับอนุญาตผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 33 วรรคสอง ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่ เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ” มาตรา 20 ให้ยกเลิกความในมาตรา 68 แห่งพระราชบัญญัติ สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “มาตรา 68 ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 38 วรรคหนึ่ง ต้อง ระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท และให้ปรับอีกวันละไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทนับแต่วันที่ฝ่าฝืนคําสั่งที่ให้ระงับ การโฆษณาหรือประกาศ ทั้งนี้จนกว่าจะระงับการโฆษณาหรือประกาศดังกล่าว ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 38 วรรคสอง ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และให้ปรับอีกวันละไม่เกิน หนึ่งหมื่นบาทนับแต่วันที่ฝ่าฝืนคําสั่งที่ให้ระงับการโฆษณา หรือประกาศ ทั้งนี้ จนกว่าจะระงับการโฆษณาหรือ ประกาศดังกล่าว”
การประกอบกิจการสถานพยาบาลและการดําเนินการสถานพยาบาล
มี ๒ ประเภท
(๑) สถานพยาบาลประเภทที่ไม่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืน
ข้อ ๓ ผู้ใดประสงค์จะประกอบกิจการสถานพยาบาลประเภทที่ไม่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืน ให้ยื่นคำขออนุมัติแผนงานการจัดตั้งสถานพยาบาลตามแบบที่ปลัดกระทรวงสาธารณะสุขกำหนดพร้อมด้วยเอกสารหลักฐานตามที่ระบุไว้ในแบบคำขอดังกล่าว
(๒) สถานพยาบาลประเภทท่ีรับผู้ป่วยไว้ค้างคืน
มาตรา ๑๖ ห้ามมิให้บุคคลใดประกอบกิจการสถานพยาบาล เว้นแต่ได้รับ ใบอนุญาตจากผู้อนุญาต
การขอใบอนุญาติ
(๑) มีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์
(๒) มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย
(๓) ไม่เคยได้รับโทษจําคุกโดยคําพิพากษาหรือคําสั่งท่ีชอบด้วยกฎหมายถึงที่สุดให้ จําคุก เว้นแต่เป็นโทษสําหรับความผิดที่ได้กระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
(๔) ไม่เป็นโรคตามท่ีรัฐมนตรีประกาศกําหนดในราชกิจจานุเบกษา (๕) ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย
(๖) ไม่เป็นบุคคลวิกลจริต คนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
(๕) ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย
การขอต่อใบอนุญาติ
ให้ยื่นคําขอก่อนใบอนุญาตสิ้นอายุ เมื่อได้ยื่นคําขอแล้ว ให้ผู้รับอนุญาติประกอบกิจการสถานพยาบาลต่อไปได้จนกว่าผู้อนุญาติจะสั่งไม่อนุญาตให้ต่ออายุ
มาตรา ๑๙ ใบอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาล ให้ใช้ได้จนถึงวันส้ินปี ปฏิทินของปีที่สิบนับแต่ปีที่ออกใบอนุญาต
มาตรา ๒๕ ในการพิจารณาออกใบอนุญาตให้ดําเนินการสถานพยาบาลของผู้อนุญาตจะต้องปรากฏว่าผู้ขอรับใบอนุญาติ
คณะกรรมการสถานพยาบาล
รัฐมนตรีประกาศกําหนด ให้รองอธิบดีซึ่งอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพมอบหมายเป็นกรรมการและ เลขานุการ และผู้อํานวยการสํานักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กรมสนับสนุนบริการ สุขภาพเป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
พ้นจากตําแหน่งตามวาระเมื่อ
(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) รัฐมนตรีให้ออก
(๔) เป็นบุคคลล้มละลาย
(๕) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
(๖) พ้นจากการเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะ ผู้ประกอบวิชาชีพ ผู้ดําเนินการในกรณีที่ ได้รับแต่งต้ังให้เป็นกรรมการในฐานะนั้น
(๗) ได้รับโทษจําคุกโดยคําพิพากษาหรือคําสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายถึงที่สุดให้จําคุก เว้นแต่เป็นโทษสําหรับความผิดที่ได้กระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
พรบ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550
มีกฎหมายว่าด้วยสุขภาพแห่งชาติ
มาตรา ๑ พระราชบัญญัติน้ีเรียกว่า “พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐”
มาตรา ๒ พระราชบัญญัติน้ีให้ใช้บังคับต้ังแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้
“สุขภาพ” หมายความว่า ภาวะของมนุษย์ท่ีสมบูรณ์ทั้งทางกาย ทางจิต ทางปัญญา และทางสังคม เชื่อมโยงกัน เป็นองค์รวมอย่างสมดุล
“ปัญญา” หมายความว่า ความรู้ทั่ว รู้เท่าทันและความเข้าใจอย่างแยกได้ในเหตุผลแห่งความดี ความชั่ว ความ มีประโยชน์และความมีโทษ ซึ่งนําไปสู่ความมีจิตอันดีงามและเอื้อเฟื้อแผ่
“ระบบสุขภาพ” หมายความว่า ระบบความสัมพันธ์ท้ังมวลท่ีเก่ียวข้องกับสุขภาพ
“บริการสาธารณสุข” หมายความว่า บริการต่างๆ อันเกี่ยวกับการสร้างเสริมสุขภาพการป้องกันและควบคุม โรคและปัจจัยที่คุกคามสุขภาพ การตรวจวินิจฉัยและบําบัดสภาวะความเจ็บป่วย และการฟื้นฟูสมรรถภาพของ บุคคล ครอบครัวและชุมชน
“บุคลากรด้านสาธารณสุข” หมายความว่า ผู้ให้บริการสาธารณสุขที่มีกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อกําหนดรองรับ “ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุข” หมายความว่า ผู้ประกอบวิชาชีพตามกฎหมายว่าด้วย สถานพยาบาล
ประกอบด้วยอะไรบ้าง
ประกอบด้วยข้อกําหนด ตัวบทกฎหมาย คือ มาตรา 1-3 หมวด ทั่วไป
หมวด 4 สมัชชาสุขภาพ
มาตรา 40 การจัดสมัชชาสุขภาพเฉพาะพื้นที่หรือสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็น
มาตรา 41 ให้คสช. จัดให้มีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง
มาตรา 42 ในการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติให้คสช. แต่งตั้งคณะกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติคณะหนึ่งมีจำนวนตามที่คสช. กําหนด
มาตรา 43 ให้คณะกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติมีหน้าที่ในการจัดการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ
มาตรา 44 ผู้ใดประสงค์จะเข้าร่วมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติในการประชุมครั้งใดให้สมัครลงทะเบียนสำหรับการประชุมครั้งนั้นต่อเจ้าหน้าที่ที่คณะกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติกำหนดตามแบบและหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ
มาตรา 45 ในกรณีที่สมัชชาสุขภาพแห่งชาติมีข้อเสนอให้หน่วยงานของรัฐนำไปปฏิบัติ
หมวด 5 ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ
มาตรา 47 ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ ต้องสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และอย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญเกี่ยวกับเรื่องดังต่อไปนี้
(4) การสร้างเสริมสุขภาพ
(3) การจัดให้มีหลักประกันและความคุ้มครองให้เกิดสุขภาพ
(5) การป้องกันและควบคุมโรคและปัจจัยที่คุกคามสุขภาพ
(6) การบริการสาธารณสุขและการควบคุมคุณภาพ
(2) คุณลักษณะที่พึงประสงค์และเป้าหมายของระบบสุขภาพ
(7) การส่งเสริม สนับสนุน การใช้และการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์ทางเลือกอื่น ๆ
(1) ปรัชญาและแนวคิดหลักของระบบสุขภาพ
(8) การคุ้มครองผู้บริโภค
(9) การสร้างและเผยแพร่องค์ความรู้ด้านสุขภาพ
(10) การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพ
(11) การผลิตและการพัฒนาบุคลากรด้านสาธารณสุข
(12) การเงินการคลังด้านสุขภาพ
มาตรา 48 ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ และนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านสุขภาพตามมาตรา 25 (2)ที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแล้ว ให้ผูกพันหน่วยงานของรัฐและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องที่จะต้องดำเนินการต่อไปตามอำนาจหน้าที่ของตน
มาตรา 46 ให้คสช. จัดท่ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติเพื่อใช้เป็นกรอบและแนวทางในการกำหนดนโยบายยุทธศาสตร์และการดำเนินงานด้านสุขภาพของประเทศเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบในการจัดทำธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติให้คสช. นำความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมัชชาสุขภาพมาประกอบด้วยเมื่อคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบในธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติแล้วให้รายงานต่อสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเพื่อทราบและประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้คสช. ทบทวนธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติอย่างน้อยทุกห้าปี
หมวด 3 สํานักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (14 มาตรา: 26-39)
มาตรา 26 ให้จัดตั้งสํานักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ
มาตรา 27 ให้สํานักงานมีหน้าที่และอํานาจ
มาตรา 28 รายได้ของสํานักงาน
มาตรา 34 เลขาธิการมีหน้าท่ีและอํานาจ
มาตรา 35 เงินเดือนและประโยชน์ตอบแทนอื่นของเลขาธิการ
มาตรา 36 ให้เลขาธิการเป็นผู้แทนของสํานักงานในกิจการของสํานักงาน
มาตรา 37 ให้ คสช. แต่งต้ังคณะกรรมการบริหาร
มาตรา 38 การดํารงตําแหน่ง การพ้นจากตําแหน่ง การประชุมและการปฏิบัติงานของคณะกรรมการบริหาร ให้ เป็นไปตามระเบียบท่ี คสช. กําหนด
มาตรา 39 คณะกรรมการบริหารมีหน้าที่และอํานาจ
มาตรา 29 บรรดารายได้ของสํานักงานตามมาตรา 28 ไม่เป็นรายได้ท่ีต้องนําส่งกระทรวงการคลัง
มาตรา 30 การเก็บรักษาและการใช้จ่ายเงินของสํานักงานให้เป็นไปตามระเบียบ
มาตรา 31 ให้มีเลขาธิการคนหน่ึงเป็นผู้รับผิดชอบการบริหารงานของสํานักงาน
มาตรา 32 ให้เลขาธิการมีวาระการดํารงตําแหน่งคราวละสี่ปี สองวาระ
มาตรา 33 นอกจากการพ้นจากตําแหน่งตามวาระ
หมวด 2 คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (13 มาตรา: 13-25)
มาตรา 13 ให้มีคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เรียกโดยย่อว่า “คสช.”
ประกอบด้วย
(๕) ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นกรรมการ
(๖) ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งเลือกกันเองจำนวนสี่คน เป็นกรรมการ
(๗) ผู้แทนองค์กรวิชาชีพด้านสาธารณสุขที่มีกฎหมายจัดตั้งองค์กรละหนึ่งคน เป็นกรรมการ
(๘) ผู้แทนคณะกรรมการวิชาชีพที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะ ซึ่งเลือกกันเองจำนวนหนึ่งคน เป็นกรรมการ
(๙) ผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่าง ๆ ซึ่งต้องไม่เป็นผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขโดยเลือกกันเองจำนวนหกคน เป็นกรรมการ
(๑๐) ผู้แทนองค์กรภาคเอกชนที่ไม่แสวงหากำไร ไม่ว่าจะจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลหรือไม่ ซึ่งเลือกกันเองจำนวนสิบสามคน เป็นกรรมการ
(๔) ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการ
(๓) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่นายกรัฐมนตรีกำหนดจำนวนไม่เกินห้าคน เป็นกรรมการ
(๒) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นรองประธานกรรมการ
(๑) นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นประธานกรรมการ
มาตรา 14 กรรมการตามมาตรา 13 (6) (7) (8) (9) และ (10) ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม
มาตรา 15 การเลือกกรรมการตามมาตรา 13 (6)
มาตรา 16 การเลือกกรรมการตามมาตรา 13 (8)
มาตรา 17 การเลือกกรรมการตามมาตรา 13 (9)
มาตรา 18 การเลือกกรรมการตามมาตรา 13 (10)
มาตรา 21 กรรมการตามมาตรา 13 (6) (7) (8) (9) และ (10) มีวาระการดํารงตําแหน่งคราวละสี่ปี
มาตรา 22 นอกจากการพ้นจากตําแหน่งตามวาระ
มาตรา 19 ให้มีคณะกรรมการสรรหาคณะหน่ึง ซึ่ง คสช. แต่งต้ัง
มาตรา 23 นอกจากการพ้นจากตําแหน่งตามวาระ กรรมการตามมาตรา 13 (6) (7) (8) (9) และ (10) พ้นจาก ตําแหน่ง เม่ือ
มาตรา 20 ให้คณะกรรมการสรรหามีหน้าที่และอํานาจ
มาตรา 24 หลักเกณฑ์และวิธีการการประชุม คสช. และการปฏิบัติงานของ คสช
มาตรา 25 ให้ คสช. มีหน้าท่ีและอํานาจ
หมวด1สิทธิและหน้าท่ีด้านสุขภาพ(8มาตรา:5-12)
มาตรา 5 บุคคลมีสิทธิในการดํารงชีวิตในส่ิงแวดล้อมและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ
มาตรา 6 สุขภาพของหญิงในด้านสุขภาพทางเพศและสุขภาพของระบบ เจริญพันธ์ุซึ่งมีความจําเพาะ ซับซ้อนและมีอิทธิพลต่อสุขภาพหญิงตลอดช่วงชีวิต ต้องได้รับการสร้างเสริม และคุ้มครองอย่างสอดคล้องแล เหมาะสม
มาตรา 7 ข้อมูลด้านสุขภาพของบุคคล เป็นความลับส่วนบุคคล ผู้ใดจะนําไปเปิดเผยในประการท่ีน่าจะทําให้บุคคลน้ันเสียหายไม่ได้ เว้นแต่การเปิดเผยนั้นเป็นไปตามความประสงค์ของบุคคลนั้นโดยตรง หรือมี กฎหมายเฉพาะบัญญัติให้ต้องเปิดเผย
มาตรา 9 ในกรณีท่ีผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขประสงค์จะใช้ผู้รับบริการเป็นส่วนหน่ึงของการ ทดลองในงานวิจัย ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขต้องแจ้งให้ผู้รับบริการทราบล่วงหน้า และต้องได้รับความ ยินยอมเป็นหนังสือจากผู้รับบริการก่อนจึงจะดําเนินการได้ ความยินยอมดังกล่าว ผู้รับบริการจะเพิกถอนเสีย เมื่อใดก็ได้
มาตรา 12 บุคคลมีสิทธิทําหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อ ยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยได้
มาตรา 11 บุคคลหรือคณะบุคคลมีสิทธิร้องขอให้มีการประเมินและมีสิทธิร่วมในกระบวนการ ประเมินผลกระทบด้านสุขภาพจากนโยบายสาธารณะ
มาตรา 10 เมื่อมีกรณีที่จะมีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนเกิดข้ึน หน่วยงานของรัฐที่มีข้อมูล เกี่ยวกับกรณีดังกล่าว ต้องเปิดเผยข้อมูลนั้นและวิธีป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพให้ประชาชนทราบและจัดหา ข้อมูลให้โดยเร็ว
มาตรา 8 ในการบริการสาธารณสุข บุคลากรด้านสาธารณสุขต้องแจ้งข้อมูลด้านสุขภาพท่ีเกี่ยวข้องกับ การให้บริการให้ผู้รับบริการทราบอย่างเพียงพอที่ผู้รับบริการจะใช้ประกอบการตัดสินใจในการรับหรือไม่รับ บริการใด และในกรณีที่ผู้รับบริการปฏิเสธไม่รับบริการใด จะให้บริการนั้นมิได้
ในกรณีท่ีเกิดความเสียหายหรืออันตรายแก่ผู้รับบริการเพราะเหตุท่ีผู้รับบริการปกปิดข้อเท็จจริงท่ีตนรู้ และควรบอกให้แจ้งหรือแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ ผู้ให้บริการไม่ต้องรับผิดชอบในความเสียหายหรืออันตรายน้ัน เว้นแต่เป็นกรณีที่ผู้ให้บริการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับกับกรณี ดังต่อไปน้ี
(1) ผู้รับบริการอยู่ในภาวะที่เสี่ยงอันตรายถึงชีวิตและมีความจําเป็นต้องให้ความช่วยเหลือเป็นการ รีบด่วน
(2) ผู้รับบริการไม่อยู่ในฐานะที่จะรับทราบข้อมูลได้ และไม่อาจแจ้งให้บุคคลซ่ึงเป็นทายาทโดยธรรม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ปกครอง ผู้ปกครองดูแล ผู้พิทักษ์ หรือผู้อนุบาลของผู้รับบริการ แล้วแต่กรณี รับทราบข้อมูลแทนในขณะนั้นได้
หมวด 6 บทกําหนดโทษ
มาตรา 49 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 7 หรือมาตรา 9 ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน
หกเดือนหรือปรับไม่เกินหน่ึงหม่ืนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ความผิดตามมาตรานี้เป็นความผิดอันยอมความได้ บทเฉพาะกาล มาตรา ๕๐ ถึง มาตรา ๕๕
ที่มา : สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.). พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ .สืบค้นจาก
http://kbphpp.nationalhealth.or.th
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้
พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๓
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้คือเนื่องจากพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐ บัญญัติให้สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณหรือกฎหมายอื่นทำให้เกิดปัญหาการตีความเกี่ยวกับสถานะและการขอตั้งงบประมาณของสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติสมควรแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติดังกล่าวเพื่อกำหนดสถานะของสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้นจึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
-เพื่อดำเนินการให้ประชาชนมีความรู้เท่าทัน มีส่วนร่วมและมีระบบเสริมสร้างสุขภาพ และระวังป้องกันโรคและปัจจัยที่คุกคามสุขภาพอย่างสมบูรณ์
-เพื่อวางกรอบและแนวทางในการกำหนดนโยบายยุทธศาสตร์ และการดำเนินงานด้านสุขภาพของประเทศ :
-และการมีองค์กรและกลไกเพื่อให้เกิดการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง และมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย อันจะนำไปสู่เป้าหมายในการสร้างเสริมสุขภาพ
-เพื่อสามารถดูแลแก้ไขปัญหาด้านสุขภาพของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึง
ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550. สืบค้นจาก
http://nih.dmsc.moph.go.th/law/pdf/030.pdf
พรบ คุ้มครองผู้เสียหายจากการบริการทางสาธารณสุข
จุดมุ่งหมายของ พรบ. คุ้มครองผู้เสียหายจากการบริการทางสาธารณสุข
2.ผู้ป่วยได้ประโยชน์จาก พรบ. ฉบับนี้ เพราะได้เงินชดเชยเร็วขึ้นโดยมาตรฐานบริการทางการแพทย์มิได้ลดลง
3.จะช่วยลดการฟ้องร้องระหว่างผู้ป่วยและแพทย์ให้น้อยลง
1.ต้องการชดเชยค่าเสียหายจากการรับบริการทางแพทย์แก่ผู้เสียหายอย่างรวดเร็ว โดยจัดตั้งเป็นกองทุนเพื่อชดเชยความเสียหายนั้น ๆ
4.จะเป็นการสร้างความสัมพันธภาพที่ดีระหว่างผู้รับ (ผู้ป่วย) และผู้ให้บริการ (แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์)
สิทธิที่ผู้เสียหายควรจะได้รับ
การคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข
กำหนดให้ผู้เสียหายมีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นและ
เงินชดเชยจากกองทุนตามพระราชบัญญัตินี้ โดยไม่ต้อง
พิสูจน์ความรับผิด แต่หลักการดังกล่าว มิให้ใช้บังคับ
ในกรณีดังต่อไปนี้
1.ไม่เป็นความเสียหายท่ีดําเนินไปตามพยาธิสภาพของโรค หรือเหตุแทรกซ้อนของโรคท่ี เป็นไปตามปกติธรรมดาของโรคน้ันอยู่แล้ว ต้องยื่นคําร้องภายในหนึ่งปี นับแต่วันท่ีทราบความเสียหาย ต้อง พิจารณาให้เสร็จไม่ภายในสามสิบวัน นับแต่วันท่ีได้รับการร้องขอ ถ้าหากไม่พอใจในคําวินิจฉัย สามารถอุทธรณ์ ต่อ คณะกรรมการการควบคุมคุณภาพ และมาตรฐานบริการสาธารณสุขได้
2.ความเสียหายซึ่งหลีกเลี่ยงมิได้จากการให้บริการสาธารณสุขตามมาตรฐานวิชาชีพ
3.ความเสียหายที่เมื่อสิ้นสุดกระบวนการให้บริการสาธารณสุขแล้วไม่มีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตตามปกติ
(มาตรา ๕ และมาตรา ๖)
เงินชดเชยดังกล่าวประกอบด้วย
1.ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการรักษาพยาบาล รวมทั้งค่าฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกายและจิตใจ
2.ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้
3.ค่าชดเชยในกรณีพิการหรือทุพพลภาพ
4.ค่าชดเชยจากความทุกข์ทรมานทางด้านจิตใจ
5.ค่าชดเชยในกรณีถึงแก่ความตาย
6.ค่าชดเชยการขาดไร้อุปการะกรณีถึงแก่ความตายและมีทายาทที่จะต้องอุปการะเลี้ยงดู
7.ค่าชดเชยเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินตามประกาศของคณะกรรมการ กรณีตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
เกณฑ์การพิจารณาเงินช่วยเหลือ
ความเสียหายที่เกิดก่อน 1 ต.ค.55 จะได้รับเกณฑ์ช่วยเหลือดังนี้
พิการหรือสูญเสียอวัยวะ จ่ายเงินช่วยเหลือไม่เกิน 120,000 บาท
พิการหรือสูญเสียอวัยวะ จ่ายเงินช่วยเหลือไม่เกิน 120,000 บาท
บาดเจ็บหรือเจ็บป่วยต่อเนื่อง จ่ายเงินช่วยเหลือไม่เกิน 50,000 บาท
ความเสียหายที่เกิดหลัง 1 ต.ค.55 จะได้รับเกณฑ์ช่วยเหลือดังนี้
เสียชีวิตหรือทุพพลภาพอย่างถาวร จ่ายเงินช่วยเหลือตั้งแต่ 240,000 บาท แต่ไม่เกิน
พิการหรือสูญเสียอวัยวะ จ่ายเงินช่วยเหลือตั้งแต่ 100,000 บาท แต่ไม่เกิน 240,000 บาท
บาดเจ็บหรือเจ็บป่วยต่อเนื่อง จ่ายเงินช่วยเหลือได้ไม่เกิน 100,000 บาท
กรณีฝากครรภ์อย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องและได้รับการดูแลตามมาตราฐานการฝากครรภ์ จนอายุครรภ์ตั้งแต่ 37 สัปดาห์ขึ้นไป และทารกเสียชีวิตในครรภ์ระหว่างการดูแลในหน่วยบริการ ให้จ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นได้เท่ากรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพอย่างถาวร และหากมารดาได้รับความเสียหายด้วยก็ให้ได้รับเงินช่วยเหลือได้อีกตามประเภทความเสียหายนั้น
เป็นมาตรการที่ดำเนินการตามบทบัญญัติของมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ .ศ.2545 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า " ให้คณะกรรมการ กันเงินจำนวนไม่เกินร้อยละหนึ่งของเงินที่จะจ่ายให้หน่วยบริการ ไว้เป็นเงินช่วยเหลือเบื้องต้น ให้กับผู้รับบริการ ในกรณีที่ผู้รับบริการ ได้รับ
ความเสียหายที่เกิดขึ้น จากการรัก ษาพยาบาลของหน่วยบริการ โดยหาผู้กระทำผิดมิได้หรือหาผู้กระทำผิดได้แต่ยังไม่ได้รับความเสียหาย ภายในระยะเวลาอันสมควร ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด "
ระเบียบกระทรวงสาธารณสุข
CPG
ความหมาย
แนวปฏิบัติทางคลินิกที่สามารถเปนตัวเชื่อมระหวางหลักฐานเชิงประจักษ และการวิจัยกับการปฏิบัติได (จิตรและคณะ, 2543)
ความสำคัญ
CPG เป็นตัวเช่ือมโยงระหว่างความรู้กับการปฏิบัติ เป็นส่ิงท่ีจะทำให้เกิดการพัฒนาคุณภาพการดูแลผู้ป่วย ทำให้รูปแบบการดูแลไปในทิศทางเดียวกัน ลดความหลากหลาย (variation) เนื่องจาก CPG เป็นตัวชี้แนวทางการตัดสินใจให้ผู้ปฏิบัติใช้วิจารณญาณร่วมกับความชำนาญในการดูแลผู้ป่วยเฉพาะราย เป็นการส่งเสริมการทำงานระหว่างสหสาขาวิชาชีพ โดยเน้นผู้ใช้บริการเป็นศูนย์กลาง ทำให้ผู้ใช้บริการได้รับการดูแลที่ครอบคลุม ต่อเนื่อง มีมาตรฐาน ลดโอกาสเกิดความผิดพลาด ลดกิจกรรมหรือขั้นตอนการปฏิบัติท่ีไม่จำเป็นหรือซ้ำซ้อน เพื่อให้ผู้ใช้บริการได้รับประโยชน์สูงสุด ค่าใช้จ่ายต่ำ และปรับปรุงคุณภาพการบริการสม่ำเสมอ
หลักการจำทำแนวเวชปฏิบัติ (CPG)
1.ควรมีจุดมุ่งหมายหลักที่ชัดเจน คือ มีผลทำให้ประสิทธิภาพและผลของการรักษาที่ดีขึ้น หรือมีผลให้สุขภาพของผู้ป่วยดีขึ้น เช่น การลดอัตราการเสียชีวิต การเพิ่มคุณภาพชีวิต การลดการรับไว้รักษาในโรงพยาบาล การป้องกันโรค การลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น
2.ควรเป็นการทบทวนข้อมูลทางการแพทย์ที่ทันสมัยอย่างเป็นระบบครบถ้วน โดยผู้เชี่ยวชาญและผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้คำแนะนำ (recommendation) ที่เหมาะสม
3.คำแนะนำที่ให้ ควรเป็นข้อความที่เข้าใจง่าย อ้างอิงหลักฐานทางการแพทย์ที่ดี (evidence based) ร่วมกับการพิจารณาถึงผลเสียของการรักษา ความยืดหยุ่นในการให้คำแนะนำในสถานบริการสาธารณสุขในระดับต่างๆ ตลอดจนพิจารณาถึงความคุ้มค่าของค่าใช้จ่ายของการรักษาหากปฏิบัติตาม CPG
4.ควรมีแนวทางการประเมิน CPG และช่วงเวลาที่ประเมิน CPG หลังจากเริ่มใช้ CPG ที่ทำขึ้น
5.CPG ที่จัดทำขึ้นควรเป็นแนวทางที่มีความทันสมัยอยู่เสมอ จึงควรมีการทบทวน ปรับปรุงในช่วงระยะเวลาที่เหมาะสม เช่น ประมาณ 3-5 ปี หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลทางการแพทย์ที่สำคัญ
ความหมาย
ระเบียบกระทรวงสาธารณสุข เป็นกฎหมายสาธารณสุข หรือระเบียบที่ออกโดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มีรูปแบบวิธีการในทํานองเดียวกับการออก “พระราชบัญญัติ”
ระเบียบกระทรวงสาธารณสุขประกอบด้วย หมวดต่างๆ ดังนี้
หมวดอื่น ๆ : การรักษาจรรยาบรรณ อ ส ม.
หมวดสิทธิประโยชน์: สิทธิประโยชน์ที่ได้รับ หน่วยบริการให้บริการตามมาตรฐาน
เมื่อระเบียบกระทรวงสาธารณสุข นั้นผ่านมติที่ประชุม และมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว จะมีผลบังคับใช้ในทันทีตามวันที่ประกาศซึ่งผู้ปฎิบัติงานหรือผู้ที่เกี่ยวข้องต้องปฎิบัติตรมและหากมีการเปลี่ยนแปลง แก้ไข ยกเลิก ก็จะประกาศแจ้งให้ทราบทุกครั้งไป และหากมีระเบียบใหม่ออกมาแทนให้ถือปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงสาธารณสุข ฉบับล่าสุด
หมวดการดำเนินการ: บทบาท ความรับผิดชอบ การรับบริการ
หมวดหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ตามที่กำหนด: คุณสมบัติบุคคล การขึ้นทะเบียน ออกบัตร
หมวดคณะกรรมการ
หมวดทั่วไป: ชื่อเรื่องระเบียบ วันที่ประกาศให้ใช้บังคับ พื้นที่ที่ใช้ ความหมายของคำต่างที่เกี่ยวข้อง ในระเบียบ
บทเฉพาะกาล
ข้อบังคับสภาการพยาบาล
หมวด 1 บททั่วไป
ข้อ ๔ ในข้อบังคับนี้
"การเจ็บปวยฉุกเฉิน" หมายความว่า การเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน จำเป็นต้องดำเนินการช่วยเหลือและการดูแลรักษาทันที และให้หมายความรวมถึงการปฐมพยาบาล การปฏิบัติและการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินและวิกฤต โดยเริ่มตั้งแต่จุดเกิดเหตุ หรือจุดแรกพบผู้ป่วย จนกระทั่งผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ถูกวิธีจากแพทย์
"การเจ็บป่วยวิกฤต" หมายความว่า การเจ็บป่วยที่มีความรุนแรงถึงขั้นที่อาจทำให้ผู้ป่วยถึงแก่ชีวิตหรือพิการได้
หมวด 2 การประกอบวิชาชีพการพยาบาล
ส่วนที่ 1 การพยาบาล
ข้อ ๕ ผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาล ชั้นสอง ผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผคุงครรภ์ชั้นสอง ให้กระทำการพยาบาลที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อนตามแผนการพยาบาล ในกรณีที่เป็นปัญหายุ่งยาก ซับซ้อน หรือเป็นการเจ็บป่วยฉุกเฉิน หรือวิกฤต จะทำการประกอบวิชาชีพการพยาบาลได้ จะต้องกระทำร่วมกับผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลชั้นหนึ่ง หรือผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ ชั้นหนึ่ง
ข้อ ๖ ผู้ประกอบวิทชีพการพยาบาล ชั้นสอง ผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ชั้นสอง จะให้ยาผู้ป่วยได้เฉพาะที่แพทย์ซึ่งเป็นผู้บำบัดโรคได้ระบุไว้ในแผนการรักษาพยาบาล หรือเมื่อเป็นการปฐมพยาบาล ทั้งนี้ การให้ยาผู้ป่วยดังกล่าวห้ามมิให้ยา หรือสารละลายทางหลอดเลือดดำ ทางช่องรอบเยื่อบุไขสันหลัง หรือช่องไขสันหลัง
ข้อ ๗ ผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาล ชั้นหนึ่ง ผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ชั้นหนึ่ง จะให้ยาผู้ป่วยได้เฉพาะที่แพทย์ซึ่งเป็นผู้บำบัดโรคได้ระบุไว้ในแผนการรักษาพยาบาล หรือเมื่อเป็นการปฐมพยาบาล ทั้งนี้ การให้ยาผู้ป่วยคังกล่าวให้อยู่กายใต้เงื่อนไข ดังนี้ ๗.๑ ห้ามมิให้ยา หรือสารละลายทางช่องรอบเยื่อบุไขสันหลัง หรือช่องไขสันหลัง
๗.๒ ห้ามมิให้ยาหรือสารละลายทางหลอดเลือดดำ เฉพาะที่สภาการพยาบาลประกาศกำหนด
ส่วนที่ 2 การทำหัตถการ
ข้อ ๘ ผู้ประกอบวิทาชีพการพยาบาล ชั้นหนึ่ง ผู้ประกอบวิทาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ชั้นหนึ่ง กระทำการพยาบาลโดยการทำหัตถการตามขอบเขตที่กำหนด ดังนี้ ๘.๑ การทำแผล การตกแต่งบาดแผล การเย็บแผล การตัดไหม การผ่าฝี ในตำแหน่งซึ่งไม่เป็นอันตรายต่ออวัยวะสำคัญของร่างกาย การถอดเล็บ และการจี้หูดหรือจี้ตาปลา ๘.๒ การผ่าตัดเอาสิ่งแปลกปลอมที่อยู่ในตำแหน่งซึ่งไม่เป็นอันตรายต่ออวัยวะสำคัญของร่างกายออก โดยฉีดยาระงับความรู้สึกทางผิวหนัง ๘.๓ การล้างตา
ข้อ ๙ ผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาล ชั้นหนึ่ง ผู้ประกอบวิชาชีพการผดุงครรภ์ ชั้นหนึ่งผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและ การผคุงครรภ์ ชั้นหนึ่ง กระทำการพยาบาลโดยการทำหัตถการต่อไปนี้ จะต้องผ่านการอบรมตามหลักสูตรที่สภาการพยาบาลประกาศกำหนดและได้รับใบรับรองจากสภาการพยาบาล ๙.๑ การใส่และถอดห่วง (IUD) ๙.๒ การฝังและถอดยาคุมกำเนิด (Nor Plant) ๙.๓ การผ่าตัดตาปลา ๙.๔ การเลาะก้อนใต้ผิวหนัง บริเวณที่ไม่เป็นอันตราย ๙.๕ การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธี VIA (Visual Inspection Using Acetic Acid) ๙.๖ การจี้ปากมดลูกด้วยความเย็น (Cryotherapy)
ส่วนที่ 3 การรักษาโรคเบื้องต้น
ข้อ ๑๐ ผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาล ชั้นหนึ่ง ผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผคุงครรภ์ ชั้นหนึ่ง ให้กระทำการประกอบวิชาชีพการพยาบาลตามข้อกำหนดในการรักษาโรคเบื้องต้น และการให้ภูมิคุ้มกันโรคได้จะต้องได้รับการศึกษาอบรมตามหลักสูตรที่สภาการพยาบาลกำหนด และต้องขึ้นทะเบียนเป็นผู้ผ่านการอบรมหลักสูตร การพยาบาลเฉพาะทางสาขาเวชปฏิบัติทั่วไป (การรักษาโรคเบื้องต้น) ตามประกาศของสภาการพยาบาล
ข้อ ๑๑ ผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาล ชั้นหนึ่ง ผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผคุงครรภ์ชั้นหนึ่ง ที่ได้รับวุฒิบัตรแสดงความรู้ความชำนาญเฉพาะทางการพยาบาลและการผดุงครรภ์ สาขาเวชปฏิบัติชุมชน กระทำการประกอบวิชาชีพการพยาบาลตามข้อกำหนดในการรักษาโรคเบื้องต้น และการให้ภูมิคุ้มกันโรคได้ และต้องขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลตามข้อกำหนดในการรักษาโรคเบื้องต้นและการให้ภูมิคุ้มกันโรค ตามประกาศของสภาการพยาบาล
ข้อ ๑๒ ผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาล ชั้นหนึ่ง ผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ ชั้นหนึ่ง ตามข้อ ๑๐ และข้อ ๑๑ ต้องกระทำการรักษาโรคเบื้องต้นตามข้อกำหนดในการรักษาโรคเบื้องต้นและการให้ภูมิคุ้มกันโรคของสภาการพยาบาล โดยเคร่งครัด จะต้องทำการรักษาโรคเบื้องต้นและการให้ภูมิคุ้มกันโรคโดย ๑๒.๑ ตรวจวินิฉัยและบำบัดรักษาโรค ตามมาตรฐานของการประกอบวิชาชีพการพยาบาลโดยเคร่งครัด ๑๒.๒ ให้ผู้ป่วยไปรับการบำบัดรักษาจากผู้ประกอบวิชาชีพอื่น เมื่อปรากฏ ตรวจพบหรือเห็นว่าอาการไม่บรรเทา อาการรุนแรงเพิ่มขึ้น มีโรคหรือภาวะแทรกซ้อนเป็นโรคติดต่อที่ต้องแจ้งความตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ หรือมีเหตุอันควรอื่น ๆ เกี่ยวกับการบำบัดรักษา เช่น เครื่องมือ อุปกรณ์การบำบัดรักษาหรือ เวชภัณฑ์ เป็นต้น
ข้อ ๑๓ ผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาล ชั้นหนึ่ง ผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผคุงครรภ์ชั้นหนึ่ง ตามข้อ ๑๒ ถ้าจำเป็นต้องใช้ยาให้ใช้ยาได้ตามคู่มือการใช้ยาที่สภาการพยาบาลกำหนด
ข้อ ๑๔ ผู้ประกอบวิทชีพการพยาบาล ชั้นหนึ่ง ผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผลุงครรภ์ชั้นหนึ่ง ตามข้อ ๑๒ จะให้ภูมิคุ้มกันโรค ต้องปฏิบัติตามแนวทางการให้ภูมิคุ้มกันโรคที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด
ข้อ ๑๕ ผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาล ชั้นหนึ่ง ผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผคุงครรภ์ ชั้นหนึ่ง ตามข้อ ๑๒ จะต้องบันทึกรายงานเกี่ยวกับประวัติของผู้ป่วย หรือผู้รับบริการ อาการ และการเจ็บป่วยโรค การให้การรักษาโรค หรือการให้การบริการตามความเป็นจริง ตามแบบของสภาการพยาบาล และต้องเก็บบันทึกรายงานไว้เป็นหลักฐาน
หมวด 3 การประกอบวิชาชีพการผดุงครรภ์
ข้อ ๑๖ ผู้ประกอบวิชาชีพการผดุงครรภ์ชั้นสองผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ชั้นสองจะให้ยาผู้ป่วยได้เฉพาะที่แพทย์ซึ่งเป็นผู้บำบัดโรคได้ระบุไว้ในแผนการรักษาพยาบาลหรือเมื่อเป็นการปฐมพยาบาล
ข้อ ๑๗ ผู้ประกอบวิชาชีพการผดุงครรภ์ชั้นสองผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ชั้นสองจะทำการผดุงครรภ์ได้ แต่เฉพาะรายที่มีครรภ์ปกติและคลอดอย่างปกติตลอดจนการพยาบาลมารดาและทารก
ข้อ ๑๘ ผู้ประกอบวิชาชีพการผดุงครรภ์ชั้นหนึ่งผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ชั้นหนึ่งจะให้ยาผู้ป่วยได้เฉพาะที่แพทย์ซึ่งเป็นผู้บำบัดโรคได้ระบุไว้ในแผนการรักษาพยาบาลหรือเมื่อเป็นการปฐมพยาบาลการให้ยาผู้ป่วยดังกล่าวให้อยู่ภายใต้เงื่อนไขดังนี้
ห้ามมิให้ยาหรือสารละลายทางช่องรอบเยื่อบุไขสันหลังหรือช่องไขสันหลัง
ห้ามมิให้ยาหรือสารละลายทางหลอดเลือดดำเฉพาะที่สภาการพอาการพยาบาลประกาศกำหนด
ข้อ ๙ ผู้ประกอบวิชาชีพการผดุงครรภ์ชั้นหนึ่งผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ชั้นหนึ่งจะทำการผดุงครรภ์ได้ แต่เฉพาะรายที่มีครรภ์ปกติและคลอดอย่างปกติตลอดจนการพยาบาลมารดาและทารกในรายที่มีครรภ์ผิดปกติหรือคลอดผิดปกติถ้าไม่สามารถหาผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมทําการคลอดได้ภายในเวลาอันสมควรและเห็นประจักษ์ว่าถ้าละเลยไว้จะเป็นอันตรายต่อมารดาหรือทารกก็ให้ทำคลอดในรายเช่นนั้นได้ แต่ห้ามมิให้ใช้คีมสูงหรือทำผ่าตัดในการทำคลอดหรือให้ยารัดมดลูกก่อนคลอดหรือใช้เครื่องดูดสุญญากาศในการทำคลอดในรายที่รกค้างถ้าปล่อยทิ้งไว้จะเป็นอันตรายต่อมารดาให้ทำคลอดรกด้วยวิธีดึงรั้งสายสะดือถ้ารกไม่คลอดให้ส่งต่อทันทีในรายที่มีการตกเลือดหลังคลอดถ้าปล่อยทิ้งไว้จะเป็นอันตรายต่อมารดาให้รักษาอาการตกเลือดเบืองต้นตามความจําเป็นและส่งต่อทันที
ข้อ ๒๐ ผู้ประกอบวิชาชีพการผดุงครรภ์ผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ทั้งชั้นหนึ่งและชั้นสองจะต้องใช้ยาทำลายและป้องกันการติดเชื้อสำหรับหยอดตาหรือป้ายตาทารกเมื่อคลอดแล้วทันที
ข้อ ๒๑ ผู้ประกอบวิชาชีพการผดุงครรภ์ผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ทั้งชั้นหนึ่งและชั้นสองจะต้องบันทึกการรับฝากครรภ์และการทำคลอดทุกรายในสมุดบันทึกการผดุงครรภ์ตามแบบของสภาการพยาบาลและต้องรักษาสมุดนั้นไว้เป็นหลักฐาน