Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
บทที่ 2 วิถีชีวิตและภูมิปัญญาอีสาน - Coggle Diagram
บทที่ 2
วิถีชีวิตและภูมิปัญญาอีสาน
ความหมายของวิถีชีวิตและภูมิปัญญา
ความหมายของวิถีชีวิตและภูมิปัญญา
วิถีชีวิต หมายถึง แนวทางการดำเนินชีวิตของคนไทยตั้งแต่เกิดจนกระทั่ง ตายรวมถึงปัจจัยสี่ที่จำเป็นในการดำเนินชีวิต อันได้แก่ ที่อยู่อาศัย อาหารการกิน เครื่องนุ่งห่มและยารักษาโรค นอกจากนี้วิถีชีวิตยังหมายรวมถึงความรู้เรื่องสังคมและวัฒนธรรม
ภูมิปัญญา หมายถึง การประพฤติปฏิบัติการศึกษาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
ภูมิปัญญาไทย หมายถึง องค์ความรู้ ความสามารถและทักษะของคนไทยอันเกิดจากการสั่งสมประสบการณ์ที่ผ่านกระบวนการเรียนรู้ เลือกสรร ปรุงแต่ง พัฒนา และถ่ายทอดสืบต่อกันมา เพื่อใช้แก้ปัญญาและพัฒนาวิถีชีวิตของคนไทยให้สมดุลกับสภาพแวดล้อมและเหมาะสมกับยุคสมัย
ภูมิปัญญาชาวบ้าน หรือภูมิปัญญาท้องถิ่น (Folk Wisdom) ได้มีผู้ความหมายดังนี้กระทรวงศึกษาธิการ (2539) หมายถึง ความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์ในชีวิตของคนเราผ่านกระบวนการศึกษา สังเกตคิดวิเคราะห์จนเกิดปัญญา และตกผลึกมาเป็นองค์ความรู้ที่ประกอบกันขึ้นมาจากความรู้เฉพาะหลาย ๆ เรื่อง
ประเภทของภูมิปัญญา
ประเภทของภูมิปัญญาไทย
ด้านเกษตรกรรม
ด้านอุตสาหกรรมและหัตถกรรม
ด้านการแพทย์แผนไทย
ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ด้านกองทุนและธุรกิจชุมชน
ด้านศิลปกรรม
ด้านภาษาและวรรณกรรม
ด้านปรัชญา ศาสนา และประเพณ
ด้านโภชนาการ
ประเภทของภูมิปัญญาท้องถิ่น
กลุ่มที่ 1 คติ ความคิด ความเชื่อ และหลักการที่เป็นพื้นฐานขององค์แห่งความรู้ที่เกิดจากการสั่งสมถ่ายทอดกันมา สภาพของภูมิปัญญากลุ่มนี้ ได้แก่ แนวความคิด ความเชื่อต่าง ๆ ที่ปฏิบัติและยึดถือสืบทอดกันมา เพื่อการดำเนินชีวิตสงบสุขในแต่ละท้องถิ่น
กลุ่มที่ 2 ศิลปะ วัฒนธรรม และขนบธรรมเนียมประเพณี สภาพของภูมิปัญญาท้องถิ่น
กลุ่มที่ 3 การประกอบอาชีพในแต่ละท้องถิ่นที่ได้รับการพัฒนาให้เหมาะสมกับสมัย สภาพภูมิปัญญาท้องถิ่นกลุ่มนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งของภูมิปัญญาท้องถิ่นในกลุ่มที่ 2 คือ งานศิลปกรรมพื้นบ้านและบุคคลในท้องถิ่นได้นำมาต่อยอดในการประกอบอาชีพ
กลุ่มที่ 4 แนวความคิด หลักปฏิบัติ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ชาวบ้านนำมาใช้ในท้องถิ่น ซึ่งเป็นอิทธิพลของความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สภาพของภูมิปัญญาท้องถิ่น
มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม
1) วรรณกรรมพื้นบ้านและภาษา
2) ศิลปะการแสดง
3) แนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรม ประเพณี และเทศกาล
4) ความรู้และแนวปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล
5) งานช่างฝีมือดั้งเดิม
6) การเล่นพื้นบ้าน กีฬาพื้นบ้าน และศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว
การตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของภูมิปัญญา
คุณค่าและความสำคัญของภูมิปัญญาไทย
คุณค่าของภูมิปัญญาไทย ได้แก่ ประโยชน์ และความสำคัญของภูมิปัญญา ที่บรรพบุรุษไทย ได้สร้างสรรค์ และสืบทอดมาอย่างต่อเนื่อง จากอดีตสู่ปัจจุบัน ทำให้คนในชาติเกิดความรัก และความภาคภูมิใจ ที่จะร่วมแรงร่วมใจสืบสานต่อไปในอนาคต
1) ภูมิปัญญาไทยช่วยสร้างชาติให้เป็นปึกแผ่น
2) สร้างความภาคภูมิใจและศักดิ์ศรีเกียรติภูมิแก่คนไทย
3) สามารถปรับประยุกต์หลักธรรมคำสอนทางศาสนาใช้กับวิถีชีวิตได้อย่างเหมาะสม
4) สร้างความสมดุลระหว่างคนในสังคมและธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน
5) เปลี่ยนแปลงปรับปรุงได้ตามยุคสมัย
คุณค่าและความสำคัญของภูมิปัญญาท้องถิ่น
1) ภูมิปัญญาท้องถิ่นทำให้ชุมชนและชาติผ่านพ้นวิกฤตและดำรงความเป็นชาติหรือชุ มชนไว้ได้
2) ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นองค์ความรู้ที่มีคุณค่า และความดีงามที่ดำรงชีวิตและวิถีชุมชนให้อยู่ร่วมกับธรรมชาติ และสภาวะแวดล้อมได้อย่างกลมกลืนและสมดุล
3) ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นรากฐานการพัฒนาที่เริ่มจากการพัฒนาเพื่อการพึ่งพาตนเอง การพัฒนาเพื่อพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน และการพัฒนาที่ผสมผสานองค์ความรู้สากลบนพื้นฐานภูมิปัญญาดั้งเดิมเพื่อเกิดเป็นภูมิปัญญาร่วมสมั ยที่ใช้ประโยชน์ได้กว้างขึ้น
4) เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาแต่อดีตอันยาวนาน จนกลายเป็นวิถีชีวิตประจำวันของตนเองและชุมชน
5) เป็นมรดกทางสังคมที่ได้จากการเรียนรู้ โดยผ่านกระบวนการขัดเกลาของกลุ่มคนประพฤติปฏิบัติอย่างมองเห็นแนวทางที่ดีและอย่างมีความเชื่ อสืบต่อกันมา
6) เป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่มีคุณค่ายิ่ง ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เป็นความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างธรรมชาติ จิตใจ พฤติกรรม สังคม องค์กร วัฒนธรรมชุมชนท้องถิ่น เศรษฐกิจ เทคโนโลยีการผลิต ทรัพยากรบุคคลในท้องถิ่นจะเกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตและวิถีชีวิตของชาวบ้าน เป็นสิ่งที่มีคุณค่าเป็นทรัพย์สินทางปัญญา
7) มีลักษณะเป็นพลวัต มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงและสร้างสรรค์เมื่อสภาพทางสังคม สิ่งแวดล้อมและวิถีแห่งการดำเนินชีวิตเปลี่ยนไป การสร้างสรรค์และปรับปรุงภูมิปัญญาเพื่อปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของท้องถิ่น จึงเป็นความรู้ที่ไม่หยุดนิ่ง
วัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นอีสาน
ขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่นภาคอีสาน
(1)เดือนเจียง หรือ เดือนอ้าย ประเพณีบุญเข้ากรรม
(2)เดือนยี่ ประเพณีบุญคูนลาน
(3)เดือนสาม ประเพณีบุญขาวจี่
(4)เดือนสี่ ประเพณีบุญผเวส หรือบุญมหาชาติ
(5)เดือนห้า ประเพณีตรุษสงกรานต์ หรือบุญสรงน้ำ
(6)เดือนหก ประเพณีบุญบั้งไฟ
(7)เดือนเจ็ด ประเพณีทำบุญซำฮะ
(8)เดือนแปด ประเพณีทำบุญเข้าพรรษา
(9)เดือนเก้า ประเพณีบุญข้าวประดับดิน
(10)เดือนสิบ ประเพณีทำบุญข้าวสาก (ข้าวสลากหรือสลากภัตร)
(11)เดือนสิบเอ็ด ประเพณีทำบุญออกพรรษา
(12)เดือนสิบสอง ประเพณีบุญกฐิน
ประเพณีที่เกี่ยวกับการดำรงชีวิต
1) การสู่ขวัญ หรือ สูตรขวัญ
เป็นประเพณีที่อยู่ในทุกขั้นตอนชีวิตของชาวอีสาน โดยเชื่อว่าขวัญเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นของทุกคน ขวัญจะหนีหายไปไม่ได้ จึงมีพิธีให้ขวัญอยู่กับตัวตลอด เช่น ทำขวัญแรกเกิด โกนจุก บวชนาค แต่งงาน สู่ขวัญแก่ผู้หายป่วย รอดพ้นอันตรายกลับมา มีความ ก้าวหน้าในหน้าที่การงาน หรือมีอาคันตุกะมาเยือน หรือเมื่อสมาชิกในครอบครัวเดินทางไปต่างถิ่นก็จะมีพิธีสู่ขวัญเช่นกัน โดยจะมีหมอสูดท่องคาถาเรียกขวัญกลับคืนมา
2) การแต่งงานการแต่งงานของชาวอีสาน
2.1) การสู่ขอ หลังจากที่หนุ่มสาวมีความชอบพอกันแล้ว และตกลงที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ฝ่ายชายจะเป็นฝ่ายบอกญาติผู้ใหญ่ของตนเองให้ไปสู่ขอฝ่ายหญิงจากญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายหญิงเช่นกัน เรียกว่า การโอม
2.2) พิธีขันหมาก หลังจากมีการสู่ขอจากญาติผู้ใหญ่แล้ว จะตกลงค่าสินสอดทองหมั้น กำหนดวันแต่งงาน เมื่อได้ฤกษ์วันแต่งงานแล้วฝ่ายเจ้าบ่าวและญาติๆ จะแห่ขันหมากเพื่อไปทำพิธีแต่งงานที่บ้านเจ้าสาว
2.3) พิธีสู่ขวัญ ให้เจ้าบ่าวและเพื่อนเจ้าบ่าวนั่งอยู่ทางขวา เจ้าสาวและเพื่อนเจ้าสาว ซึ่งทางภาคอีสานจะเรียกเพื่อนเจ้าสาวว่าคู่แก้ว ให้นั่งอยู่ทางซ้ายจากนั้นเจ้าบ่าวและเจ้าสาวจะจับพาขวัญโดยให้แขนไขว้กัน ซึ่งประเพณีสู่ขวัญจะเริ่มต้นโดยหมอสูตร หรือพราหมณ์ชาวบ้านจะกล่าวคำสวดคำอวยพร เสร็จแล้วหมอสูตรจะป้อนไข่แบ่งให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวคนละครึ่งใบโดยใช้มือขวาป้อนไข่ท้าว หรือฝ่ายชาย และมือซ้ายป้อนไข่นาง หรือฝ่ายหญิง เสร็จแล้วใช้ฝ้ายผูกข้อมือเจ้าบ่าวเจ้าสาวพร้อมกับอวยพร
2.4) การขอขมาญาติผู้ใหญ่ หรือการสมมา คือ การมอบสิ่งของให้กับญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายเพื่อเป็นการขอบคุณ ซึ่งในสมัยก่อนจะเป็นการมอบผ้าซิ่นให้กับญาติผู้ใหญ่ที่เป็นหญิงและมอบโสร่งให้กับญาติผู้ใหญ่ที่เป็นชาย หลังจากมอบของสมมาแล้วผู้ใหญ่จะให้โอวาทถือเป็นการเสร็จพิธี
2.5) การปูที่นอน และการขอส่งตัวเข้าหอ เริ่มต้นด้วยการให้คู่รักของญาติผู้ใหญ่ที่มีฐานะดี เป็นผู้ปูที่นอนให้ โดยให้ปูของฝ่ายชายไว้ทางขวาที่มีตำแหน่งสูงกว่า และของผู้หญิงปูไว้ทางซ้ายในตำแหน่งที่ตำกว่าฝ่ายชาย แล้วทำพิธีนอนเอาฤกษ์จากนั้นค่อยจูงเจ้าบ่าวเจ้าสาวเข้าเรือนหอ และให้โอวาทให้อยู่ร่วมกัน เป็นอันเสร็จพิธีตามขนบธรรมเนียมแต่งงานของชาวอีสาน
3) การผูกเสี่ยว
มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ การผูกมิตรเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญของคนไทย เพราะมิตรมีบทบาทสำคัญต่อความเป็นอยู่ ความปลอดภัย การแก้ไขปัญหาต่าง ๆ วิธีการผูกมิตรมีความแตกต่างและหลากหลายของแต่ละท้องถิ่น เช่น การผูกเกลอของชาวใต้ การเป็นเสี่ยวของชาวเหนือ ดังคำกล่าวที่ว่า “เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก” และการผูกเสี่ยวของชาวอีสาน คำว่า “เสี่ยว” หมายถึง เพื่อนที่เป็นเพื่อนตาย เพื่อนยาก เพื่อนร่วมทุกข์ร่วมสุข เพื่อนที่พึ่งพาได้ เพื่อนที่เสียสละสามารถช่วยเหลือกันทั้งทรัพย์สินและชีวิตในยามยาก
4) ประเพณีลงข่วงเข็นฝ้าย ปั่นไหม
การลงข่วง หมายถึง การที่ชาวบ้านมารวมตัวเพื่อทำกิจกรรมเกี่ยวกับการทอผ้าร่วมกันบางชุมชนทำผ้าฝ้าย ก็จะมีการเข็นฝ้าย ปั่นฝ้าย บางชุมชนทำผ้าไหม ก็จะมีการปั่นไหม เก็บขี้ไหม เป็นต้น
ประเพณีระดับชาต
1) ประเพณีไหลเรือไฟ จังหวัดนครพนม
2) บุญเบิกฟ้า จังหวัดมหาสารคาม
3) บุญบั้งไฟ จังหวัดยโสธร
4) บุญผเวส จังหวัดร้อยเอ็ด
5) ประเพณีบุญหลวงและแห่ผีตาโขน จังหวัดเลย
6) ประเพณีแห่ปราสาทผึ้ง จังหวัดสกลนคร
7) ประเพณีแห่เทียนพรรษา จังหวัดอุบลราชธานี
อาหารพื้นถิ่นอีสาน
อาหารอีสานที่นิยมในแต่ละท้องที่สามารถแบ่งออกได้หลายประเภท ดังนี้
1) อาหารประเภทแกง เป็นอาหารที่มีน้ำหรือกะทิ และเครื่องเทศ เช่น พริก หอมแดง ข่า ตะไคร้ เป็นส่วนประกอบหลัก โดยเน้นพืชผักที่มาผสมเป็นแกงนั้น ๆ มากกว่าเนื้อสัตว์ เช่น แกงไก่ แกงขี้เหล็ก แกงฟัก แกงหน่อไม้ แกงเห็ดชนิดต่าง ๆ แกงหมาน้อย
2) อาหารประเภทต้ม ส่วนผสมจะเน้นเนื้อสัตว์มากกว่าส่วนผสมอื่น ๆ อาหารประเภทต้มจะมีหลากหลาย สุดแล้วแต่จะหาเนื้อสัตว์อะไรในท้องถิ่นตามฤดูกาลมาได้ก็นำปรุงเป็นอาหารต้ม ได้แก่ ต้มปลา ต้มกบ ต้มอึ่ง ต้มแซบ
3) อาหารประเภทน้ำขลุกขลิก ได้แก่ อ่อมไก่ อ่อมหมู อ่อมเนื้อ อู๋ปลา อู๋หน่อไม้
4) อาหารประเภทปิ้งย่าง เนื้อสัตว์ชนิดต่าง ๆ สามารถนำมาปิ้งย่างได้ทั้งหมด ที่พบเป็นประจำได้แก่ ปิ้งปลา ปิ้งไก่ ปิ้งอึ่ง ปิ้งกบ ทั้งนี้สัตว์ที่หาได้ง่ายจากที่นา หนองคลองบึงต่าง ๆ สามารถนำมาปิ้งย่างได้ทั้งสิ้น
5) อาหารประเภทลาบ ก้อย เป็นอาหารที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวอีสานโดยแท้ การประกอบอาหารโดยการนำเนื้อสัตว์ชนิดต่าง ๆ มาปรุงรสน้ำขลุกขลิก มีรสจัด และที่ขาดไม่ได้คือข้าวขั้ว ได้แก่ ลาบหมู วัว ควาย ปลา ไก่ ก้อยหมู เนื้อ(วัว ควาย) ปลา ซกเล็กเป็นตำรับอาหารอีสานอีกประเภทหนึ่ง ที่ประกอบอาหารเช่นเดียวกันกับลาบ ก้อย แต่จะใช้เนื้อหมู หรือวัวสด ๆ และเลือดสดมาเป็นส่วนประกอบ
6) อาหารประเภทห่อหมก จะใช้ใบตองทำเป็นห่อหมกแล้วนำไปนึ่ง หรือย่าง ได้แก่ ห่อหมกปลา หมกหน่อไม้ หมกหมู หมกไก่ใส่ปลีกล้วย
7) อาหารประเภทน้ำพริก ทางอีสานจะเรียกแจ่ว หรือป่น ซึ่งภูมิปัญญาในการประกอบอาหารประเภทนี้มีมากกมาย ได้แก่ แจ่วไก่ แจ่วบอง แจ่วปลาร้า ป่นปลา ป่นปูนา
8) อาหารประเภทตำ เป็นอาหารขึ้นชื่อที่ขาดไม่ได้ ได้แก่ ส้มตำ หรือ ตำบักหุ่ง ตำแตง ตำถั่ว ปัจจุบันได้มีการพัฒนาอาหารประเภทตำชนิดใหม่ ๆ มากมาย เช่น ตำซั่ว ตำมั่ว ตำทะเล ตำปูมากุ้งสด เป็นต้น
9) อาหารจากการถนอมอาหาร ได้แก่ ปลาแดก ปลาส้ม ปลาจ่อม เค็มบักนัด ไส้กรอกอีสาน ส้มต่อน หม่ำ เป็นต้น
ภูมิปัญญาการทำปลาแดก
ปลาร้าเป็นภูมิปัญญาในการถนอมอาหารของคนไทยในทุกภูมิภาคที่มีมาแต่โบราณโดยเฉพาะ คนอีสาน ที่นิยมใช้น้ำปลาร้าเป็นส่วนผสมในเครื่องอาหารท้องถิ่นหลากหลายเมนู การทำปลาร้านี้เพื่อที่จะเก็บปลาซึ่งหามาได้จำนวนมากในช่วงฤดูน้ำหลาก หรือฤดูฝนไว้กินนาน ๆ วิธีการทำปลาร้า ในแต่ละท้องถิ่นจะคล้ายคลึงกัน หรืออาจจะแตกต่างกันบ้างที่ส่วนผสมและระยะเวลาในการหมัก การหมักปลาร้าต้องหมักในไห ภาคอีสานจึงเรียกว่า “ปลาแดก” ตามลักษณะของการบรรจุปลาลง ในไห เนื่องจากการแดก คือ การยัดปลาให้แน่นที่สุดแล้วปิดฝาไหให้สนิท
1) ปลาร้าข้าวคั่ว ได้จากการหมักปลาขนาดกลางและขนาดใหญ่ ร่วมกับเกลือและข้าวคั่ว ปลาร้าที่ได้จะมีลักษณะแฉะ เนื้ออ่อนนุ่ม สีเหลืองเข้มและมีกลิ่นหอม ปลาสดที่นิยมใช้ คือ ปลากระดี่ ปลาสลิดปลาหมอเทศ ปลาดุก ปลาช่อน นิยมนำไปปรุงอาหารประเภทน้ำพริกและป่น (ป่นคือ ปลาต้มกับน้ำปลาร้าใส่หอม กระเทียมและพริกเผาโขลกให้เข้ากันทำเป็นเครื่องจิ้ม
2) ปลาร้ารำ ได้จากการหมักปลาขนาดเล็ก เช่น ปลาสร้อย ปลาซิว ปลากระดี่ หมักร่วมกับเกลือและรำ หรือรำผสมข้าวคั่ว ปลาร้าที่ได้จะมีสีคล้ำ ปลายังมีลักษณะเป็นตัว เนื้อไม่นิ่มมาก มีกลิ่นรุนแรงกว่าปลาร้าข้าวคั่ว นิยมนำไปปรุงอาหารเพื่อเพิ่มรสชาติ เช่น ปรุงน้ำแกง ปรุงในส้มตำ ปรุงในลาบ ก้อย คั่วไก่ คั่วเนื้อรส กลิ่น สีของปลาร้าขึ้นอยู่กับสัดส่วนที่เหมาะสมระหว่างปลา เกลือและอุณหภูมิ ส่วนกลิ่นที่หอมและรสที่ไม่เค็มเกินไปขึ้นอยู่กับการใช้ข้าวคั่วและรำใหม่ที่มีคุณภาพ
ปลาร้าที่หมักนานประมาณแปดเดือนขึ้นไปถึงหนึ่งปีจะให้รสชาติที่ดี เคล็ดลับสำคัญในการหมักปลาร้า คือ การใช้เกลือสินเธาว์ซึ่งเป็นเกลือในท้องถิ่นอีสาน
ภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่น
ภาษาของชาวอีสาน
ภาคอีสานมีประชาการอาศัยอยู่จำนวนมาก มีความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ และวัฒนธรรมต่างของในแต่ละท้องที่ ซึ่งเมื่อพิจารณาตาการใช้ภาษาพูด สามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม ใหญ่ ๆ คือ กลุ่มไทย-ลาว กลุ่มเขมร-ส่วย(กูย) และกลุ่มไทยโคราชหรือไทยเบิ้ง ทั้ง 3 กลุ่มมีภาษาพูดและการใช้อักษรที่แตกต่างกันออกไป กล่าวคือ กลุ่มไทย-ลาว ใช้ภาษาถิ่นอีสาน อักษรธรรม และอักษรไทยน้อย กลุ่มเขมร-ส่วย ใช้ภาษาเขมร อักษรขอม ชาวส่วย หรือ กูย ใช้ภาษาส่วยแต่ไม่มีอักษรเป็นของตนเอง กลุ่มไทยโคราช ใช้ภาษาถิ่นภาคกลาง ใช้อักษรไทยเหมือนกัลป์ภาคกลาง และวรรณกรรมอีสาน มีรูปแบบเนื้อหาเหมือนกับวรรณกรรมล้านช้าง หรือประเทศลาวในปัจจุบัน
วรรณกรรมอีสาน
1) การสืบทอดวัฒนธรรมทางวรรณกรรมและตัวอักษรของประชาคมอีสาน
2) เอกสารใบลานอีสานด้านวรรณกรรม
2.1) วรรณกรรมพุทธศาสนา
(1)วรรณกรรมชาดกนิบาต
(2)วรรณกรรมตำนานพุทธศาสนา
2.2) วรรณกรรมประวัติศาสตร์
ท้าวฮุ่งหรือเจือง เนื้อเรื่องกล่าวถึงวีรบุรุษของไทย
พื้นเมืองเวียงจันทน์เป็นวรรณกรรมที่กล่าวถึงตำนานการสร้างเมืองเวียงจันทน์และเมืองนครพนม
พื้นเวียง เป็นวรรณกรรมที่กล่าวถึงเฉพาะเหตุการณ์สมัยรัชกาลที่ ๓ ในเหตุการณ์กบฏเจ้าอนุวงศ์และสงครามไทย-ญวน
นิทานเรื่องขุนบรม หรือตำนานขุนบรม ในพงศาวดารล้านช้างได้กล่าวถึง
ตำนานการสร้างบ้านแปงเมืองของชนกลุ่มแม่น้ำโขง
2.3) วรรณกรรมนิทานหรือนิทาน
2.4) วรรณกรรมคำสอน
2.5) วรรณกรรมเบ็ดเตล็ด
(1)วรรณกรรมที่ใช้ในพิธีกรรมสูดขวน
(2)วรรณกรรมที่ใช้ในพิธีกรรมขอฝน หรือประเพณีแห่บั้งไฟ
(3)วรรณกรรมที่ใช้เกี้ยวพาราสีระหว่างหนุ่มสาว
(4) นิทานที่เล่าเพื่อความสนุกสนานและตลกขบขัน
ศาสตร์ ศิลป์ ถิ่นอีสาน
ศิลปะการแสดงพื้นบ้านหมอลำ
1) หมอลำพื้น
2) หมอลำกลอน
3) หมอลำหม
4) หมอลำเพลิน
5) หมอลำซิ่ง
ดนตรีนาฏศิลป์อีสาน
พิณ
ไหซอง หรือ พิณไห
โปงลาง
แคน
โหวด หรือ โบด
ปี่ภูไท หรือ ปี่ลูกแคน
กลองเส็ง กลองกิ่ง กลองแต้
ซอกันตรึม
สะไน
ผ้าทอเอกลักษณ์แห่งอีสาน
นการทอผ้าเป็นการนำรากฐานความเป็นท้องถิ่นมาร้อยเรียงกับความคิดและความเชื่อผ่านลวดลาย สัญลักษณ์ต่างๆ รวมกับสีสันแห่งธรรมชาติ จนก่อเกิดเป็นอัตลักษณ์ของแต่ละชุมชนที่ยากจะเลียนแบบการทอผ้าไว้ใช้เองในครัวเรือนของสังคมไ ทยนับเป็นวัฒนธรรมที่โยงใยคนในครอบครัวและสังคมไว้ด้วยกัน
เทคนิคการทอผ้า
ขิด คือ การคัดเก็บยกเส้นด้ายยืนพิเศษให้เกิดเป็นลวดลาย แล้วสอดเส้นด้ายพุ่งไปตลอดแนวของความกว้างของ หน้าผ้า ลายขิดที่เกิดขึ้นในแต่ละแถวจะเป็นสีเดียวกัน รูปแบบลายซ้ำกันนูนลอยจากเนื้อผ้า ให้ความสวยงามสะดุดตา
จก คือ เทคนิคการทอด้วยวิธีการเพิ่มด้ายพุ่งพิเศษเข้าไปเป็ นช่วง ๆ ติดต่อกันตลอดหน้ากว้างของผ้า อาจใช้ไม้ ขนเม่น หรือนิ้วมือ ยกหรือจกด้ายเส้นยืนขึ้น แล้วสอดเส้นพุ่งพิเศษเข้าไป เพื่อให้ได้ลวดลายที่งดงาม ในบางท้องที่จะทอผ้าหัวซิ่นลายจกดาว ได้แก่ จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดกาฬสินธุ์
ยก คือ เทคนิคการทอยกลายให้เห็นเด่นชัดมีลักษณะคล้ายกั บการทอลายขิด แต่ใช้เส้นพุ่งพิเศษ เช่น ไหมดิ้นเงิน ดิ้นทอง มีชาย มีเชิง ซึ่งขั้นตอนยุ่ง ยากกว่าผ้าทอลายขิด
ยกมุก คือ การทอโดยใช้เส้นยืนพิเศษเพิ่มบนกี่ทอผ้า ลายยกบนผ้าเกิดจากการใช้ตะกอลอยยกด้ายยืนพิเ ศษ ลวดลายที่เกิดจากเทคนิคนี้คล้ายกับลวดลายที่เกิดจากการขิดจก ผ้าที่ทอยกมุก จะรู้จักกันในนามซิ่นทิวมุก ของชาวอุบลราชธาน
มัดหมี่ เป็นเทคนิคการมัดเส้นพุ่ง หรือเส้นยืน ให้เป็นลวดลายด้วยเชือกกล้วยหรือเชือกฟาง ก่อนนำไปย้อมสี แล้วกรอด้ายให้เรียงตามลวดลาย ร้อยใส่กระสวย แล้วจึงนำมาทอ
ผ้ากาบบัว เป็นผ้าที่มีลักษณะรวมเอาเอกลักษณ์อันโดดเด่นของ ผ้าพื้นเมืองอุบลมารวมไว้หลายชนิดได้แก่ ผ้าซิ่นทิว มับไม มัดหมี่ ผ้าขิดหรือจก โดยต้องมีเส้นยืนหรือริ้วหรือ เครือทิว 2 สีตามลักษณะของซิ่นทิวดั้งเดิมที่สตรีชาวอุบลนิยมส วมใส่มาแต่โบราณ มีเส้นพุ่ง มับไม ซึ่งเกิดจากการเข็นคือปั่นเกลียวเส้นพุ่ง 2 เส้นเข้าด้วยกัน การเข็นมับไมนี้พบในผ้าที่เรียกว่า ผ้าไหมควบหรือ ผ้าไหมหางกระรอกหรือผ้าวา มีลาย มัดหมี่แทรกอยู่ในผ้า และสอดแทรกเทคนิคตกแต่งให้ผ้ากาบบัวมีความวิจิตรงดงามมากยิ่งขึ้น
ผ้าย้อมคราม คือ ผ้าฝ้ายที่ย้อมสีด้วยครามธรรมชาติ มีเฉดสีฟ้าถึงสีน้ำเงิน มีมากในแถบภาคอีสาน โดยเฉพาะจังหวัดสกลนครซึ่งมักจะย้อมครามที่เส้นฝ้ ายก่อนนำไปทอด้วยมือให้เป็นผืน บ้างมัดหมี่ให้เป็นลวดลายก่อนแล้วจึงนำไปย้อมและ ทอมือด้วยกี่พื้นบ้าน เกิดเป็นผ้ามัดหมี่ทอมือย้อมครามที่มีเอกลักษณ์ของ แต่ละท้องถิ่น
ผ้าไหมสาเกต คือ ผ้าไหมเอกลักษณ์ของจังหวัดร้อยเอ็ดซึ่งได้นำเอาลา ยมัดหมี่พื้นบ้าน 5 ลายที่นิยมทอในกลุ่มชนที่อยู่ในเมืองร้อยเอ็ด มาทอต่อกันในผ้าผืนเดียวกันเปรียบเสมือนเป็นการ หลอมรวมความสามัคคีของชาวร้อยเอ็ดให้เป็นหนึ่งเ ดียว โดยแต่ละลายจะทอคั่นด้วยผ้าสีพื้นสีดอกอินทนิลบก (สีชมพูอมม่วง) ซึ่งเป็นดอกไม้ประจำจังหวัดร้อยเอ็ด ลายมัดหมี่พื้นบ้าน 5 ลายที่ประกอบในผ้าสาเกต ได้แก่ ลายโคมเจ็ด ลายนาคน้อย ลายคองเอี้ย ลายหมากจับ ลายค้ำเพา
ผ้าในกลุ่มวัฒนธรรมอีสานใต้ นิยมทอผ้าใช้เอง ด้วยการปลูกหม่อนเลี่ยงไหม รูปแบบ สีสัน ลวดลาย ความประณีตบรรจงรวมถึงเทคนิคการทอแบบโบราณอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นไว้ได้ดีจนถึงปัจจุบัน คนชาติพันธุ์เขมร ลาว และกูย
งานจักสาน
เครื่องจักสานคือสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่นำไม้ไผ่ หวาย กระจูด ใบตาล ใบลาน หรือวัสดุ อื่น ๆ มา “จัก” เป็นเส้น เป็นริ้ว เรียก “ตอก” แล้ว “สาน” สอดขัดกันระหว่างเส้นตั้งกับเส้นนอนหรือขัดกันในแนวทแยงเป็นแผ่นแผงหรือรูปทรงต่างๆ ตามการใช้สอย พัฒนาการของเครื่องจักสาน ไม้ไผ่เกิดขึ้นจากความต้องการเครื่องมือเครื่องใช้ในครัวเรือน และเครื่องมือทางการเกษตรซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตในสังคมเกษตรกรรมที่ใกล้ชิดกับธรรมช าติ เช่น การทำชะลอม กระบุง ตะกร้าสำหรับใส่ของ
งานหัตถกรรมเครื่องโลหะ
ผลิตเป็นเครื่องใช้ประเภทกระดิ่ง กระโหร่ง กระพรวน เชี่ยนหมาก ตะบันหมาก ผอบ เต้าปูน เครื่องทองเหลืองบ้านปะอาว มีลักษณะการผลิตแบบที่เรียกว่า “ขี้ผึ้งหาย” คือการปั้นหุ่นแม่พิมพ์จากดินจอมปลวกผสมมูลควาย พันเส้นขี้ผึ้ง กดพิมพ์ลายลงบนขี้ผึ้ง แล้วนำดินหยาบมาหุ้มพิมพ์อีกครั้งหนึ่ง จากนั้นทำการเผาไล่ขี้ผึ้งให้ละลายออก หรือ lost wax จากนั้นนำน้ำทองเหลืองที่หลอมละลายแล้ว เทลงแทนที่ขี้ผึ้ง ทิ้งไว้ให้เย็นกระเทาะดินออกแล้วนำชิ้นงานมากลึงตกแต่งให้สวยงาม เทคนิคการทำเครื่องโลหะโดยการหล่อด้วยขี้ผึ้งนี้ มีหลักฐานพบในภาคอีสานมายาวนานกว่า 3,000 ปี ดังที่ได้ค้นพบกำไรสำริด กระพวนสำริด จากหลุมขุดค้นทางโบราณคดีที่บ้านเชียง และพื้นที่อื่น ๆ อีกหลายแห่งในภาคอีสาน แสดงถึงเทคโนโลยีการหล่อเครื่องทองเหลืองในลักษณะนี้ ได้สืบทอดมาถึงการหล่อเครื่องทองเหลืองที่ยาวนาน และมีการผลิตกันที่บ้านปะอาว จังหวัดอุบลราชธานีตกทอดเป็นมรดกมากว่า 200 ปี