Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
การพยาบาลสตรีตั้งครรภ์ที่เป็นโรคเบาหวาน, นางสาวพาทินธิดา ขำหินตั้ง รหัส…
การพยาบาลสตรีตั้งครรภ์ที่เป็นโรคเบาหวาน
ประเภทของโรคเบาหวาน
Type I : ใช้อินซูลิน
Type II : ไม่ใช้อินซูลิน
อาการและอาการแสดง
3.รับประทานอาหารจุ (Polyphagia)
2.ดื่มน้ำมาก (Polydipsia)
4.น้ำหนักลด (Weight loss)
1.ปัสสาวะมาก (Polyuria)
5.อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย คันตามตัว ติดเชื้อได้
การจำแนกชนิดเบาหวานขณะตั้งครรภ์
GDM-A1
Fasting plasma glucose น้อยกว่า 105 mg/dl หรือ 2 hr. post plasma glucose น้อยกว่า 120 mg/dl
GDM-A2
Fasting plasma glucose มากกว่า 105 mg/dl หรือ 2 hr. post plasma glucose มากกว่า 120 mg/dl
ความหมาย
สตรีตั้งครรภ์ที่มีความผิดปกติของการเผาผลาญของคาร์โบไฮเดรต เนื่องจากมีความไม่สมดุลระหว่างความต้องการและการสร้างจากภาวะดื้อต่ออินซูลินของร่างกาย ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ สามารถเกิดขึ้นได้ทุกระยะ
พยาธิสภาพ
ในระยะตั้งครรภ์ช่องไตรมาสแรก ฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรสที่สร้างจากรก จะกระตุ้นให้มีการสร้างอินซูลินเพิ่ม ทำให้ระดับน้ำตาลลดลง ประกอบกับสตรีตั้งครรภ์ ในระยะนี้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร รับประทานได้น้อย ทำให้สตรีตั้งครรภ์ที่เป็นเบาหวานมีโอกาสเกิดภาวะน้ำตาลต่ำ ได้ง่ายกว่าปกติ ส่วนไตรมาสที่สองและสาม จะมีการหลั่งฮอร์โมนเพิ่มอีกหลายตัว ได้แก่ Human placental lactogen (HPL) , Cortisol , prolactin ฮอร์โมนเหล่านี้จะทำให้เกิดการดื้อต่ออินซูลิน ลดความทนต่อกลูโคส ทำให้มารดามีภาวะน้ำตาลในเลือสูง มีภาวะคีโตแอซีสและทำให้ทารกในครรภ์ได้รับกลูโคส จากมารดาได้เต็มทีี ทำให้ทารกมีขนาดโต
ผลของโรคเบาหวานต่อการตั้งครรภ์
ผลต่อมารดา
6.การแท้ง
7.คลอดก่อนกำหนด
5.ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง
8.การคลอดยากและอันตรายต่อช่องทางคลอด
4.ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
9.การตกเลือดหลังคลอด
3.การติดเชื้อ
10.ผลกระทบด้านจิตใจ
2.ครรภ์แฝดน้ำ
11.อัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
1.ภาวะความดันโลหิตสูง
ผลต่อทารกในครรภ์
3.ตัวโต
4.ตัวเล็กกว่าอายุครรภ์
2.ความพิการแต่กำเนิด
5.เสียชีวิตในครรภ์
1.การแท้งบุตร
ผลต่อทารกแรกเกิด
5.Hyperbilirubinemia
6.ภาวะเลือดข้น
4.ภาวะ Ca Mg ในเลือดต่ำ
7.ภาวะ Cardiomyopathy
3.ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
8.พิการแต่กำเนิด
2.ภาวะ RDS
9.ความผิดปกติของระบบประสาท
1.อัตราเสียชีวิตแรกเกิดสูงขึ้น 7 เท่า
10.ผลระยะยาวต่อทารก
10.1 Neuropsychological development
10.2 โรคอ้วน
10.3 โรคเบาหวาน
การวินิจฉัย
2.การตรวจร่างกายและตรวจครรภ์
ตรวจร่างกายตามระบบอย่างละเอียด
3.การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
2.การตรวจหาระดับน้ำตาลในเลือด
หาน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร (Fasting blood sugar) > 140 mg/dl 2 ครั้ง หรือ Fasting plasma glucose > 200 mg/dl
การตรวจหา HbA1c
ค่าปกติ = 6 - 8.8 % ถ้าพบ > 8.8 % = มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง
1.การตรวจปัสสาวะ
ผลเป็น + เมื่อพบน้ำตาลกลูโคส > 125 mg/dl
4.การหาความผิดปกติของการ
เผาผลาญตาร์โบไฮเดรต
4.1 GTT
OGTT
เจาะเลือดหาระดับน้ำตาลขณะอดอาหาร (Fasting plasma sugar)
NPO (8-14 hr.)
ทานกลูโคส 100 g. ผสม 300 - 400 ml. ภายในเวลา 5 นาที
ทานคาร์โบไฮเดรต 150 - 200 g. นาน 3 วัน
เจาะเลือดเพื่อหาระดับน้ำตาลเมื่อครบ 1, 2 และ 3 ชั่วโมง
IGTT
NPO (8-14 hr.)
เจาะเลือดหาระดับน้ำตาลขณะอดอาหาร (Fasting plasma sugar)
ทานคาร์โบไฮเดรต 150 - 200 g. นาน 3 วัน
ให้ฉีด 50% glucose 50 ml. เข้า IV ช้าๆ ให้หมดใน 4 นาที
เจาะเลือดเพื่อหาระดับน้ำตาลเมื่อครบ 1, 2 และ 3 ชั่วโมง
แปลผล
หลังทานกลูโตส 1 hr.
NDDG = 190 Carpenter = 180
หลังทานกลูโตส 2 hr. NDDG = 165 Carpenter = 155
ก่อนทานกลูโคส NDDG = 105 Carpenter = 95
หลังทานกลูโตส 3 hr. NDDG = 145 Carpenter = 140
4.2 การทดสอบหาปริมาณน้ำตาลในเลือดหลังอาหาร 2 hr.
เตรียมสตรีตั้งครรภ์เหมือน OGTT เจาะเลือดเพียง 2 ครั้ง คือ ก่อนทานอาหาร และ 2 hr. หลังทานอาหาร
ปกติ < 120 mg/dl ผิดปกติ > 120 mg/dl ต้องทดสอบอีกครั้ง
1.การซักประวัติ
โรคเบาหวานก่อนตั้งครรภ์
ประวัติการเป็นเบาหวาน ชนิดที่ 1, 2
ประวัติทางสูติศาสตร์
การเจ็บป่วยอื่นๆ
ภาวะแทรกซ้อนที่เคยเกิด
การปฏิบัติตนเพื่อควบคุมโรค
โรคเบาหวานครั้งแรกขณะตั้งครรภ์
ประวัติพบน้ำตาลในปัสสาวะ เมื่อมาฝากครรภ์ มากกว่าหรือเท่ากับ 2 ครั้ง
ประวัติมีความดันโลหิตสูงก่อนหรือในขณะตั้งครรภ์
เคยตรวจพบเบาหวานขณะตั้งครรภ์
ประวัติทางสูติศาสตร์
มีน้ำหนักมากกว่า 90 kg. หรือมากกว่าน้ำหนักมาตรฐานร้อยละ 20
ประวัติมีการติดเชื้ออักเสบในช่องคลอดบ่อยๆ
ประวัติบุคคลในครอบครัวเป็นโรคเบาหวาน
การดูแลรักษา
ระยะคลอด
4.การให้สารน้ำทาง IV
5.อยู่ในท่าศีรษะสูง
3.การให้อินซูลินระหว่างคลอด
6.ในระยะที่ 2 ของการคลอด ระวังคลอดยาก
2.วิธีการคลอด
ดูแลด้วยความเอาใจใส่
1.การกำหนดเวลาคลอด
ระยะหลังคลอด
3.สนับสนุนให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่
การวางแผนครอบครัวและการคุมกำเนิด
4.2 ใส่ห่วงอนามัย
4.3 ยาเม็ดคุมกำเนิด
4.1 ใช้ถุงยางอนามัย
4.4 ยาฉีดและยาฝัง
4.5 ทำหมัน
2.ป้องกันภาวะแทรกซ้อน
5.รักษาทารกแรกเกิด ภายใน 24 hr.
1.ระวังภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
การประเมินสภาพทารกแรกเกิด
ให้ทารกเริ่มดูดนมแม่เร็วที่สุด
ระยะตั้งครรภ์
1.การควบคุมระดับน้ำตาลในเลลือด
1.2 การควบคุมน้ำหนักโดยการออกกำลังกาย
1.3 การใช้ยาเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
1.1 การควบคุมอาหาร
2.การตรวจก่อนคลอด
2.2 การตรวจจำนวนเคสตริออล
2.3 การประเมินสภาพทารกในครรภ์ โดยการทำ NST
2.1 การตรวจคลื่นเสียงความถี่สูง
2.4 การนัดตรวจครรภ์
ปัจจัยเสี่ยง
4.เคยคลอดบุตร และทารกเสียชีวิตในครรภ์ไม่ทราบสาเหตุ
5.เคยคลอดบุตร น้ำหนัก > 4,000 g.
3.ประวัติครอบครัวเป็นเบาหวาน
6.เคยคลอดบุตรที่มีความพิการแต่กำเนิด
อ้วน BMI >/= 27 kg/m2
7.เคยเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ครั้งก่อน
1.อายุ > 35 ปี
8.ตรวจพบน้ำตาลในปัสสาวะ
การพยาบาล
3.ป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะและช่องคลอด
3.2 สังเกตอาการและอาการแสดงการติดเชื้อทาช่องคลอด ได้แก่ ตกขาวมีกลิ่นเหม็น และมีอาการคันร่วมด้วย
3.3 สังเกตอาการและอาการแสดงการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ได้แก่ ปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะเป็นเลือด มีไข้ ปวดบั้นเอว
3.1 การดูแลความสะอาดอวัยวะสืบพันธ์ และซับให้แห้งทุกครั้งหลังทำความสะอาด
4.การป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่อมารดาและทารก
4.2 ได้รับการตรวจสุขภาพทารกในครรภ์ ได้แก่ USG NST
4.3 สังเกตการอ้วนของทารกในครรภ์เมื่ออายุครรภ์ 28 - 32 สัปดาห์
4.1 มาตรวจตามนัดทุกครั้ง
2.การปฏิบัติตัวเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดขณะตั้งครรภ์
2.3 ในรายที่ได้รับอินซูลินแนะนำเกี่ยวกับการฉีดยาอย่างสม่ำเสมอและถูกต้อง
2.4 แนะนำการตรวจปัสสาวะและคีโตนด้วยตนเอง รวมทั้งการเจาะเลือดที่ปลายนิ้วพร้อมการอ่านผล
2.2 ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
2.5 แนะนำสังเกตอาการแทรกซ้อน ได้แก่ hyperglycemia (อ่อนเพลีย เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ปัสสาวะบ่อย) hypoglycemia (เหงื่อออก เหนื่อยง่าย ตาพร่ามัว ใจสั่น หิว)
2.1 ควบคุมการรับประมานอาหาร โดยน้ำหนักระหว่างตั้งครรภ์ควรเพิ่มขึ้น 10 - 12 kg.
5.การปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันภาวะแทกซ้อนหลังคลอด
5.2 สังเกตอาการและอาการแสดงของการติดเชื้อ โดยตรวจดูสีและกลิ่นน้ำคาวปลา
5.3 ป้องกันการตกเลือดหลังคลอด โโยตรวจดูการหดรัดตัวของมดลูก
5.4 เลี้ยงลูกด้วยนมมารดา เพราะจะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดลดลง
5.1 สังเกตอาการ hypoglycemia
1.ได้รับการตรวจขณะตั้งครรภ์
1.1 ประวัติการเป็นเบาหวานมาก่อนการตรวจ HbA1c ในช่วงไตรมาสแรก เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดช่วง 4 - 6 สัปดาห์
1.2 การตรวจคัดกรองเบาหวานตั้งแต่ครั้งแรกที่มาฝากครรภ์ และเมื่ออายุครรภ์ 24 - 28 สัปดาห์
นางสาวพาทินธิดา ขำหินตั้ง
รหัส 180101128