Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
บทที่ 7 ทฤษฎีการพยาบาลที่เลือกสรร The Roy Adaptation Model - Coggle Diagram
บทที่ 7 ทฤษฎีการพยาบาลที่เลือกสรร The Roy Adaptation Model
ความสำคัญของรูปแบบการปรับตัวของรอย
The Roy Adaptation Model
ความสําคัญของการปรับตัว
ผลลัพธ์ของการปรับตัวอพฤติกรรม (Behavior) คือการแสดงออกหรือปฏิกิริยาการตอบสนองภายใน / ภายนอกของบุคคลต่อสถานการณ์ที่เป็นปัญหาตามความต้องการและความบกพร่อง
พฤติกรรมการปรับตัวสำเร็จ (Adaptive response)
การมีชีวิตอยู่รอดการเจริญเติบโตสามารถสืบเผ่าพันธุ์ให้คงอยู่ได้
มีความเชี่ยวชาญมีงานที่สร้างสรรค์
สร้างการเปลี่ยนแปลงของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมได้ตามต้องการ
แสดงออกอย่างมีศีลธรรมมีความเชื่อและความตระหนักรู้ในทาง
พฤติกรรมการปรับตัวที่ไม่มีประสิทธิภาพ (Ineffective responses)
ทําให้สูญเสียเผ่าพันธุ์ปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมไม่ได้
ระบบเสียสมดุล
เกิดความเจ็บป่วย
มีภาวะคุกคามชีวิตและเสียชีวิตได้
กรอบแนวคิดของรูปแบบการปรับตัวของรอย
- ประวัติผู้สร้างรูปแบบการปรับตัวของรอย
สเตอร์แคลลิสตารอย (Sister Callista Roy)
เกิด 14 ตุลาคม 1939 ที่เมือง Los Angeles
ทํางานเป็นพยาบาลประจําแผนกเด็กนักวิจัยและอาจารย์มีความเชี่ยวชาญเรื่องทฤษฎีการพยาบาลสถานที่ทำงานวิทยาลัยพยาบาลดอนเนลเมืองบอสตัน
จบปริญญาโทสาขาวิชาการพยาบาลเด็ก
จบปริญญาโท-เอกสาขา Sociology จากมหาวิทยาลัย University of California ea Los Angeles
มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั่วโลก
ความหมายของการปรับตัว
กระบวนการและผลลัพธ์ของความคิดและความรู้สึกของบุคคลหรือหลายกลุ่มคนโดยใช้ความตระหนักรู้และเลือกที่จะสร้างการอยู่ร่วมกันของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม
การปรับตัวนำไปสู่การมีสุขภาพดีมีคุณภาพชีวิตและตายอย่างมีศักดิ์ศรี (Roy & Andrews, 1999)
ข้อตกลงเบืองต้น (Assumptions)
ข้อตกลงเบื้องต้นด้านปรัชญา (Philosophy assumption):
บุคคลใช้ความสามารถของความเป็นมนุษย์ในการสร้างความตระหนัก
การเกิดปัญญาหรือความรู้แจ้งและความศรัทธา
ข้อตกลงเบื้องต้นด้านวิทยาศาสตร์ (Scientific assumption)
การสและความหมายเป็นองค์ประกอบในการอยู่ร่วมกันของบุคคลและสิ่งแวดล้อม
ความตระหนักในตนเองและสิ่งแวดล้อมอรากฐานของความคิดและความรู้สึก
การตัดสินใจของมนุษย์เป็นความรับผิดชอบในการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมด้วยกระบวนการที่สร้างสรรค์
ความคิดและความรู้สึกเป็นสื่อในการกระทําของมนุษย์การปฏิรูปบุคคลและสิ่งแวดล้อมสร้างได้ด้วยสติสัมปชัญญะของมนุษย์
ผลลัพของการปรับตัวหมายถึงการปรับตัวของมนุษย์ให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม
ข้อตกลงเบื้องต้นด้านวัฒนธรรม (Cultural assumptions);
ประสบการณ์ในวัฒนธรรมเฉพาะของสังคมนั้นมีอิทธิพลต่อรูปแบบการปรับตัว
มโนทัศน์หลักของรูปแบบการปรับตัวของรอย
1. สุขภาพ (Health)
สภาวะและกระบวนการดำรงชีวิตที่อยู่รวมกันของบุคคลและสิ่งแวดล้อมทั้งหมดได้อย่างสมบูรณ์
ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างการอยู่ร่วมกันของบุคคลและสิ่งแวดล้อม
2. สิ่งแวดล้อม (Environment)
สภาพการณ์หรือสิ่งที่อยู่รอบ ๆ ที่มีความสัมพันธ์กับบุคคลและส่งผลต่อการพัฒนาและปรับพฤติกรรมของปัจเจกบุคคลการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมนั้นช่วยกระตุ้นบุคคลให้มีการปรับตัว
เป็นแหล่งของตัวป้อนเข้าและทําหน้าที่เป็นสิ่งเร้าซึ่งสิ่งเร้า
ประเภทของสิ่งเร้า
1) สิ่งเร้าตรง (Focal stimuli) สิ่งกระตุ้นทั้งภายในและภายนอก เช่นโรคตับแข็งโรคมะเร็งโรคไตวายเรื้อรัง
2) สิ่งเร้าร่วม (Contextual stimuli) เช่น แผลติดเชื้อเป็นสิ่งเร้าตรงและการเป็นเบาหวานเป็นสิ่งเร้าร่วมที่ก่อให้เกิดการส่งเสริมการติดเชื้อที่แผลมากขึ้น การรักษาด้วยรังสีในผู้ป่วยมะเร็ง การล้างไตในผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง รวมทั้งคุณลักษณะทางพันธุกรรม เพศ ระยะพัฒนาการบุคคล ยา สุรา บุหรี่
3) สิ่งเร้าแฝง (Residual stimuli สิ่งที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการปรับตัวในสถานการณ์ขณะนั้น เช่น ความเชื่อ ทัศนคติ ปรัชญาวัฒนธรรม หรือสิ่งลี้ลับ
3. บุคคล (Person)
1) กลไกการควบคุม (Regulatorคือกระบวนการเผชิญที่มีการตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นอย่างอัตโนมัติ โดยผ่านช่องทางของระบบประสาทสาร เคมีระบบต่อมไร้ท่อ
2) กลไกการรู้คิด (Cognator subsystem) ได้แก่ กระบวนการการรับรู้ข้อมูล การเรียนรู้ การตัดสินใจ และอารมณ์
รูปแบบการปรับตัว (Mode of adaptation)
1. การปรับตัวด้านร่างกาย (Physiologic physical mode)
1.1 การปรับตัวด้านร่างกายในหมวดชีวภาพของบุคคล
1.1.1 การได้รับออกซิเจน
- ปัญหาที่พบบ่อย
เช่น ภาวะออกซิเจนในเนื้อเยื่อไม่เพียงพอ ภาวะช็อกจากการเสียเลือด การแลกเปลี่ยนก๊าซไม่เพียงพอ ภาวะที่เนื้อเยื่อได้รับเลือดไปเลี้ยงไม่เพียงพอ
- เป้าหมายการพยาบาล
เช่น มีความสมดุลของการระบายอากาศมีการแลกเปลี่ยนก๊าซพอเพียง-
1.1.2 โภชนาการ (Nutrition)
- ปัญหาที่พบบ่อย
ระบบย่อยอาหารไม่มีประสิทธิภาพระบบการดูดซึมสารอาหารไม่มีประสิทธิภาพมีภาวะขาดสารอาหารมีอาการดาไส้อาเจียน
- เป้าหมายการพยาบาล
ระบบย่อยอาหารการทํางานอย่างมีประสิทธิภาพ ได้รับสารอาหารพอเพียง
1.1.3 การขับถ่าย (Elimination)
- ปัญหาที่พบบ่อย
มีภาวะท้องผูก มีภาวะท้องร่วง ท้องเสีย มีการกั้นปัสสาวะไม่ได้ มีปัสสาวะคั่งค้าง
- เป้าหมายการพยาบาล
มีความสมดุลของรูปแบบการขับถ่ายไม่มีอาการท้องผูกมีการระบายอุจจาระได้
1.1.4 กิจกรรมและการพักผ่อนนอนหลับ (Activity and rest)
- ปัญหาที่พบบ่อย
แบบแผนการทำกิจกรรมไม่สมดุล ถูกจํากัดการเคลื่อนไหว พร่องในกิจวัตรประจําวัน แบบแผนการนอนหลับถูกรบกวนการ พักผ่อนไม่เพียงพอ
- เป้าหมายการพยาบาล
แบบแผนการทํากิจกรรมมีความสมดุล ได้รับการทํากิจวัตรประจําวันครบถ้วน สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้มากขึ้น ได้รับการพักผ่อนนอนหลับอย่างเพียงพอ
1.1.5 การปกป้องคุ้มครอง (Protection)
- ปัญหาที่พบบ่อย
มีการติดเชื้อในร่างกายเนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันทำงานไม่มีประสิทธิภาพผิวหนังถูกทําลายมีแผลกดทับมีแผลติดเชื้อคันผิวหนัง
- เป้าหมายการพยาบาล
แผลมีการหายในช่วงเวลาที่เหมาะสมแผล ไม่ติดเชื้อ ไม่มีการติดเชื้อในร่างกาย แผลกดทับลดลง / ไม่เกิดแผลกดทับ
2 การปรับตัวของร่างกายตามกระบวนการที่ซับซ้อน
1.2.1 การรับความรู้สึก (Senses
ปัญหาที่พบบ่อย
เช่น มีอาการปวดบริเวณแผลที่เท้า การสื่อสารบกพร่อง การรับรู้สื่อสัมผัสบกพร่อง
เป้าหมายการพยาบาล
สามารถสื่อสารได้ สามารถรับรู้สัมผัสได้
1.2.2 สารน้ำและอิเล็กโทรลัยท์ (Fluid and electrolytes)
ปัญหาที่พบบ่อย
มีภาวะขาดสารน้ำ ขาดความสมดุลของสารน้ำและสารอิเล็คโทรลัยท์ มีความไม่สมดุลกรด-ด่าง
เป้าหมายการพยาบาล
มีความสมดุลของสาร มีความสมดุลของสารน้ำและสารอิเล็คโทรลัยห์ มีความสมดุลกรด-ด่าง
1.2.3 การทําหน้าที่ของระบบประสาท (Neurological function)
ปัญหาที่พบบ่อย
ระดับความรู้สึกตัวลดลง กระบวนการจําผิดปกติ กระบวนการคิดและการรับรู้ผิดปกติ บกพร่องในการเคลื่อนไหวร่างกาย
เป้าหมายการพยาบาล
มีความรู้สึกตัวดีประสิทธิภาพ การตอบสนองต่อการรับรู้และการคปกติ สามารถจําข้อมูลได้ สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้
1.2.4 การทําหน้าที่ของระบบต่อมไร้ท่อ (Endocrine function)
ปัญหาที่พบบ่อย
การควบคุมฮอร์โมนอินซูลินไม่มีประสิทธิภาพ มีอาการหงุดหงิดอ่อนเพลีย จากการทํางานของต่อมไร้ท่อผิดปกติความไม่คงที่ของระบบฮอร์โมน
เป้าหมายการพยาบาล
ควบคุมฮอร์โมนอินซูลินมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่มีอาการหงุดหงิด และไม่มีอาการอ่อนเพลียจากการทํางานของต่อมไร้ท่อ
1.2 รูปแบบการปรับตัวหมวดกายภาพ (Physical mode)
อาสาสมัคร (participants
การอ่านวยความสะดวกทางกายภาพ (physical facilities)
แหล่งทรัพยากรการเงิน (fiscal resource)
เป็นความต้องการแหล่งสนับสนุนทางกายภาพให้กลุ่มคนอย่างเพียงพอจึงจะประสบกับผลสําเร็จในการปรับตัวสําหรับกลุ่มคน
การปรับตัวด้านอัตมโนทัศน์ (Self-concept model
เป็นความรู้สึกและความเชื่อเกี่ยวกับตนเองทั้งด้านภาพลักษณ์
ความคิด บุคลิกภาพ จิตวิญญาณ ความเชื่อรวมถึงศาสนา
ในช่วงเวลาหนึ่ง เกิดจากการรับรู้ปฏิกิริยาของบุคคลอื่นที่มีต่อตนเอง
การปรับตัวด้านบทบาทหน้าที่ (The role function mode)
3.1 บทบาทปฐมภูมิ (Primary role)
3.2 บทบาททุติยภูมิ (Secondary role)
บทบาทการเป็นบิดา มารดา บุตร
พนักงาน
แม่บ้าน ภรรยา สามี
บทบาทการเป็นครู
3.3 บทบาทตติยภูมิ (Tertiary role)
การดารงบทบาทของนายกรัฐมนตรี
รัฐมนตรีการสํารงบทบาทประธานศาล สมาชิกชมรมต่าง ๆ
การปรับตัวค้านการพึ่งพาอาศัย (Interdependence mode)
เป็นการพึ่งพาระหว่างกัน (Interdependence)
ซึ่งเป็นการดำรงรักษาความสมดุลระหว่างการเป็นอิสระไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่น (Independence)
และการพึ่งพาผู้อื่น (Dependence)
ซึ่งเกี่ยวข้องกับความเต็มใจและความสามารถที่จะรัก นับถือ และยกย่องผู้อื่นรวมทั้งยอมรับและตอบสนองความรักนับถือและยกย่องจากผู้อื่น
4. การพยาบาลการพยาบาล (Nursing)
การดูแลทุกระยะของมนุษย์ตามหลักวิทยาศาสตร์โดยผู้ประกอบวิชาชีพพยาบาล
ด้วยวิธีการส่งเสริมสุขภาพและศักยภาพในการดำรงชีวิตของบุคคล ครอบครัว กลุ่มคนและสังคมทั่วๆไป
ระดับการปรับตัว (Adaptation level)
1) ชั้นปกติ
(Integrated level) เป็นระดับที่กระบวนการชีวิตที่มีการปรับตัวต่อสิ่งเร้าต่างๆ
2) ขั้นต้องการชดเชย
(Compensatory level) เป็นภาวะที่กระบวนการชีวิตปกติถูกรบกวนจากสิ่งเร้าภายนอกทําให้ต้องการการชดเชย
3) ชั้นบกพร่อง / อันตราย (Compromised level)
เป็นภาวะที่กระบวนการชดเชยทํางานไม่เพียงพอที่จะจัดการกับสิงเร้าทําให้เกิดปัญหาในการปรับตัวมีความเจ็บป่วยหรือเกิดโรคเกิดความพิการหรือเป็นอันตรายต่อชีวิตใต้
การประยุกต์ใช้รูปแบบการปรับตัวของรอย
- ขั้นที่ 1. การประเมินพฤติกรรมการปรับตัว (Assessment of behavior)
การปรับตัวด้านร่างกาย (Physiologic physical mode) ในหมวดชีวภาพ (Physical mode)
1.1 Oxygenation
1.2 Nutrition
1.3 Elimination
1.4 Activity and rest
1.5 Protection
1.6 Senses
1.7 Fluid and electrolyte
1.8 Neurological function
1.9 Endocrine function
การปรับตัวด้านอัตมโนทัศน์ (Self-concept mode)
2.1 ส่วนกายภาพ (physical self)
2.2 ภาพลักษณ์ (Body image)
การปรับตัวด้านบทบาทหน้าที่ (The role function mode)
3.1 บทบาทปฐมภูมิ (Primary role)
3.2 บทบาททุติยภูมิ (Secondary role)
3.3 บทบาทตติยภูมิ (Tertiary role)
การปรับตัวด้านการพึ่งพาอาศัย (Interdependence mode)
- ขั้นที่ 2. การประเมินสิ่งเร้า (Assessment of stimuli
1) สิ่งเร้าสิ่งเร้าตรง (Focal stimuli)
2) สิ่งเร้าร่วม (Contextual stimuli)
3) สิ่งเร้าแฝง (Residual stimuli)
- ขั้นที่ 3. การจําหนดข้อวินิจฉัยการพยาบาล (Nursing diagnosis)
กระบวนการตัดสินใจาหนดข้อความที่สื่อถึงสถานะการปรับตัวของบุคคลที่ระบุหรือบ่งชี้สถานะพฤติกรรมการปรับตัวร่วมกับสิ่งเร้าที่มีอิทธิพลมากที่สุด
- ชั้นที่นที 4. การกำหนดเป้าหมายการส่งเสริมการปรับตัว (Goals Setting: to promote adaptation)
เป็นข้อความที่แสดงถึงผลลัพธ์ที่เป็นพฤติกรรมของการปรับตัวที่ต้องการให้เกิดขึ้นในทางบวก เช่น เพื่อการปรับตัวด้านการเคลื่อนไหวขวาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้น
- ขั้นที่ 5. การบำบัดทางการพยาบาล (Implement intervention)
เน้นทั้งสิ่งเร้าและกระบวนการเผชิญ โดยการวางแผนกำหนดกิจกรรมในการส่งเสริมการปรับตัวด้วยการจัดการสิ่งเร้า (Management of the stimull) ที่มีผลต่อพฤติกรรมหรือสร้างความแข็งแรงของกระบวนการปรับตัว จากนั้นาแผนของกิจกรรมการพยาบาลนั้นไปลงมือปฏิบัติ
- ขั้นที่ 6. การประเมินผล (Evaluation)
การประเมินผลภายหลังจากที่พยาบาลปฏิบัติการพยาบาลแล้วโดยประเมินพฤติกรรมการปรับตัวของบุคคล ตามเป้าหมายการปรับตัวที่ตั้งไว้