Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
วิเคราะห์ภาพยนตร์ A beautiful mind - Coggle Diagram
วิเคราะห์ภาพยนตร์
A beautiful mind
จอห์น มีอาการป่วยทางจิตหรือไม่และมีอาการอย่างไร
จอห์น มีอาการทางจิต คาดการณ์ว่าป่วยเป็นโรคจิตเภท (Schizophrenia)
อาการทางจิต
ไม่มีสติ มีความกดดันในตัวเองสูง
สร้างความคิด บุคคล และเรื่องราวขึ้นมาเอง
หมกหมุ่นกับการทำงานถอดรหัสจนลืมหน้าที่การสอนของตัวเอง
เห็นภาพหลอน และรู้สึกว่ามีคนสะกดรอยตามจนเกิดอาการกลัว หวาดระแวง
ได้ยินเสียงของบุคคลที่ไม่มีตัวตน และพูดคุยโต้ตอบ คือ เพื่อนสนิท หลานสาวของเพื่อน และลุงใส่หมวก
อาการของโรคจิตเภท กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข(2560)
1) อาการด้านบวก (positive symptoms)
อาการหลงผิด (delusion) การมีความคิดหรือความเชื่อที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง ซึ่งไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เช่น การหลงผิดว่ามีคนจะมาทำร้าย
หลงผิดคิดว่าตัวเองใหญ่โต ร่ำรวย เป็นคนใหญ่คนโต (Grandeur delusion)
ผู้ป่วยคิดว่าตนเองเป็นสายลับ
อัจฉรยะทางคณิตศาสตร์ สามารถถอดรหัสลับได้
หลงผิดคิดว่าคนอื่นปองร้าย (Persecutory delusion)
หวาดระเเวง คิดว่ามีคนตามฆ่าตามทำร้าย
วิ่งหนีด้วยความหวาดกลัวออกจาก
ที่ทำงาน
หลงผิดคิดว่าคนอื่นหลงรักตน (Self-accusatory delusion)
หลงผิดคิดว่าตนเจ็บป่วย (Hypochondriacal delusion or Somatic delusion)
หลงผิดคิดว่าอวัยวะใดอวัยวะหนึ่งของร่างกายขาดหายไป (Nihilistic delusion)
อาการประสาทหลอนอย่างชัดเจน (prominent hallucination)
การกำหนดรู้ที่เกิดขึ้นโดยไม่มีสิ่งร้าภายนอก เช่น หูแว่วได้ยินเสียงคนพูดด้วยโดยที่มองไม่เห็นตัว เห็นภาพคน หรือสิ่งของโดยไม่มีสิ่งเหล่านั้นอยู่จริง เป็นต้น โดยความเชื่อดังกล่าวต้องไม่ใช่ความเชื่อที่พบได้ตามปกติในสังคมหรือวัฒนธรรมของผู้ป่วย
ประสาทหลอนทางการเห็น (Visual hallucination) ผู้ป่วยมองเห็นภาพต่างๆ โดยที่ไม่เป็นจริง เช่น เห็นคนกำลังมาจะทำร้ายตน
เห็นภาพหลอนของเพื่อนที่บอกว่าจะช่วยดูแลลูกให้ แล้วภาพหลอนก็มาสั่งให้เขาจัดการเมียตัวเอง
ประสาทหลอนทางการได้ยิน (Auditory hallucination) เช่น ผู้ป่วยได้ยินเสียงคนพูด หัวเราะ หรือด่าตน โดยที่ไม่มีสถานการณ์เหล่านี้เกิดขึ้น
หูเเว่ว ได้ยินเสียงคนสั่งให้ทำตาม ซึ่งไม่มีอยู่จริง
ประสาทหลอนทางการรับกลิ่น (Olfactory hallucination) เช่น ผู้ป่วยได้กลิ่นแปลกๆ โดยที่ผู้อื่นไม่ได้กลิ่นนั้นๆ
ประสาทหลอนทางการรับรส (Gustatory hallucination) ผู้ป่วยเกิดความรู้สึกมีรสแปลกๆ เกิดขึ้น เช่น มีรสหวาน รสขม ที่ลิ้น เป็นต้น
ประสาทหลอนทางการสัมผัส (Tactile hallucination) ผู้ป่วยเกิดความรู้สึกเหมือนมีอะไรมาไต่ตอมตามผิวหนัง รู้สึกคันผิวหนัง โดยที่ไม่มีสิ่งเร้าจริง
การพูดแบบไม่มีระเบียบแบบแผน (disorganized speech)
การพูดในลักษณะที่หัวข้อ วลี หรือประโยคที่กล่าวออกมาไม่สัมพันธ์กัน เช่น การเปลี่ยนเรื่องที่พูดจากเรื่องหนึ่งไปสู่อีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งไม่มีความสัมพันธ์กันเลย เป็นต้น
พูดตะกุกตะกักในบางครั้ง แต่เมื่อพูดถึงเรื่องการเป็นสายลับ การถูกสะกดรอยตามจะพูดรัว เร็ว
พฤติกรรมแบบไม่มีระเบียบแบบแผน (disorganized behavior)
พฤติกรรมที่ผิดแปลกไปอย่างมากจากธรรมเนียมปฏิบัติของคนทั่วไปในสังคม เช่น ไม่ใส่เสื้อผ้า การเล่นอุจจาระ ปัสสาวะ เป็นต้น
พฤติกรรมเคลื่อนไหวผิดแปลกไปจากปกติ (catatonic behavior)
เช่น การเคลื่อนไหวมากเกินไปน้อยเกินไป หรือนิ่งแข็งอยู่กับที่
เดินหลังค่อม มองซ้าย ขวา เกือบตลอดเวลา
2) อาการด้านลบ (negative symptoms)
อารมณ์ทื่อ (blunted affect) และเฉยเมย
ความคิดอ่านและการพูดลดลง
พูดตะกุกตะกักในบางครั้ง แต่เมื่อพูดถึงเรื่องการเป็นสายลับ การถูกสะกดรอยตามจะพูดรัว เร็ว
ขาดความสนใจในการเข้าสังคมและกิจกรรมที่เคยสนใจ
มักเก็บเนื้อเก็บตัว ไม่คบหาสมาคมกับใคร อยู่ในโลกของตัวเองที่เชื่อว่าเป็นจริง
ไม่ดูแลสุขภาพอนามัยส่วนตัว
3) อาการด้านการรู้คิด (cognitive symptoms)
ความสามารถในการจัดการ การตัดสินใจ การวางแผน (executive function) ลดลง
ความสามารถในการคงความใส่ใจ (attention) ลดลง
ความจำเพื่อใช้งาน (working memory) บกพร่อง คือ ความสามารถในการจดจำข้อมูลเฉพาะหน้าลดลง
ข้อมูลทั่วไป
ชื่อ : จอห์น ฟอร์บส์ แนช จูเนียร์ เพศ : ชาย อายุ : 24 ปี เชื้อชาติอเมริกัน สัญชาติอเมริกัน
สถานะภาพ สมรสกับ นางอลิเซีย
มีบุตรจำนวน 1 คน
อาชีพ : นักคณิตศาสตร์, ทำงานด้านการป้องกันประเทศ ได้รับรางวัลโนเบลคณิตศาสตร์ สาขาเศรษฐศาสตร์
อาการสำคัญ
1 วันก่อนมาโรงพยาบาล หวาดระแวงว่ามีคนสะกดรอยตามจะมาท าร้าย วิ่งหนีด้วยความหวาดกลัวออกจาก
ที่ท างาน เพื่อนร่วมงานจึงน าส่งโรงพยาบาลจิตเวช
ประวัติครอบครัว
ภรรยาของผู้ป่วยชื่อนางอลิเซีย (Mrs. Alicia) เล่าว่า ผู้ป่วยเป็นลูกชายคนเดียวของครอบครัว มีน้องสาว 1 คน บิดาเป็นวิศวกร มารดาเป็นครูสอนภาษา ผู้ป่วยเป็นคนเก็บตัว ไม่ค่อยเล่าเรื่องส่วนตัวให้ฟัง ก่อนหน้านี้ภรรยาสังเกตว่าผู้ป่วยมีความคิดหมกมุ่นเกี่ยวกับเรื่องตัวเลขอย่างมากจนเกือบทำร้ายภรรยาและลูก ต่อมาภรรยาเพิ่งทราบเรื่องที่ผู้ป่วย เข้าใจว่าตนเองทำงานเป็นสายลับหลังจากที่ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาอาการทางจิตแล้ว ภรรยาของผู้ป่วยจึงพยายามสืบหาความจริงเกี่ยวกับความคิดและพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของผู้ป่วย ทั้งนี้ภรรยาของผู้ป่วยปฏิเสธว่าไม่เคยพบหรือรู้จักเพื่อนของผู้ป่วยที่ชื่อนายชาร์ลส์มาก่อนเลย
ด้านร่างกาย
ไม่พบการเจ็บป่วยด้านร่างกายในครอบครัว
ด้านจิต
ไม่พบการเจ็บป่วยด้านจิตในครอบครัว
ประวัติการเจ็บป่วย
ด้านร่างกาย
ไม่พบการเจ็บป่วยด้านร่างกายและโรคประจำตัวของผู้ป่วย ผู้ป่วยปฏิเสธการแพ้ยา/อาหาร และการใช้สารเสพติด
ด้านจิต
ผู้มีอาการเห็นภาพหลอน หูแว่ว
ชอบเก็บตัว ชอบอยู่คนเดียว
มีความคิดหมกมุ่นและมีพฤติกรรมแปลกๆ
สีหน้าวิตกกังวล แววตาหวาดระแวง ก้มหน้าเป็นส่วนใหญ่
พูดคนเดียว คิดช้า
คิดว่าตนเองถูกปองร้ายมีคนตามจะมาทำร้ายทำให้เขากลัวและกังวลอย่างมาก
ผู้ป่วยยอมรับว่าตนเองแตกต่างจากคนอื่น แต่ไม่คิดว่าตนเองเจ็บป่วยทางจิต ที่ตนเองแสดงพฤติกรรมแปลกๆเพราะต้องรักษาความลับทางการทหารเพื่อความมั่นคงของชาติ และที่วิ่งหนีออกมาจากที่ทำงานเพราะมีคนสะกดรอยตามและกำลังจะทำร้ายเขา
ความสัมพันธ์เเละคนในครอบครัวผู้ป่วยเป็นอย่างไร
จอห์นกับภรรยา
จอห์นเป็นคนเก็บตัว ไม่ค่อยเล่าเรื่องส่วนตัวให้ภรรยาฟัง ภรรยาจึงไม่รู้เรื่องที่เขาทำงานเป็นสายลับ จนกระทั่งจอห์นมีอาการหนักขึ้นจนถูกเข้ารับการรักษาถึงทราบเรื่องทั้งหมด ภรรยามักคอยให้กำลังใจและอยู่ข้างๆจอห์นเสมอจนได้กลับมารักษาตัวที่บ้าน ภรรยามักจะนำยาไปให้จอห์นรับประทานแต่ภรรยาไม่ได้ใส่ใจหรือดูแลการกินยาให้กับจอห์น จอห์นจึงซ่อนยา ไม่ยอมรับประทาน จนมีอาการกำเริบขึ้นเกือบทำร้ายภรรยา
จอห์นกับลูก
จอห์นมีความบกพร่องด้านหน้าที่ในการเลี้ยงดูบุตรเนื่องจากมีอาการทางจิต ทำให้เขาต้องกินยากดประสาทตลอด ทำให้ไม่สามารถช่วยภรรยาเลี้ยงลูกได้ เขาจึงมักไ่ม่อยากกินเพราะอยากช่วยภรรยาเลี้ยงลูก แต่พอไม่ได้กินยานานๆอาการกำเริบขึ้นเกือบทำให้ลูกจมน้ำ
จอห์น ควรได้รับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลหรือไม่หรือควรได้รับการดูแลที่บ้าน
เหตุผล
จอห์นควรได้รับการรักษาในโรงพยาบาล เนื่องจาก จอห์นยังมีอาการประสาทหลอนอยู่คือ เห็นภาพและได้ยินเสียงที่ไม่มีอยู่จริง และอาการนี้หากปล่อยไว้อาจส่งผลทำให้ลูกและภรรยาได้รับอันตรายได้ และจอห์นควรได้รับยาตามแผนการรักษาของแพทย์ เนื่องจากจอห์นมีพฤติกรรมไม่รับประทานยามักจะเอายาซ่อนเพราะเขาคิดว่าการกินยาทำ ให้สมรรถภาพในการทำงานของเขาลดลงและไม่สามารถเลี้ยงลูกช่วยภรรยาได้ จึงทำให้อาการของเขากลับมาเป็นซ้ำ
พรบ
ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2562
“มาตรา ๒๐/๑ ในกรณีที่คณะกรรมการสถานบำบัดรักษาเห็นว่าผู้ป่วยตามมาตรา ๒๙ มีความจำเป็นต้องได้รับการบำบัดรักษาทางกายด้วย แต่ขาดความสามารถในการตัดสินใจให้ความยินยอมรับการบำบัดรักษาทางกาย และไม่มีผู้ให้ความยินยอมตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๒๑ วรรคสาม ให้คณะกรรมการสถานบำบัดรักษามีอำนาจให้ความยินยอมในการบำบัดรักษาทางกายแทน ”
เข้าไปในเคหสถาน สถานที่ หรือยานพาหนะใด ๆ เพื่อนำบุคคลซึ่งมีพฤติการณ์ อันน่าเชื่อว่ามีลักษณะตามมาตรา ๒๒ ไปรับการบำบัดรักษาในสถานพยาบาลของรัฐหรือสถานบำบัดรักษา เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยตามสมควรว่าบุคคลดังกล่าวอยู่ในเคหสถานสถานที่ หรือยานพาหนะใด ๆ ประกอบกับมีเหตุอันควรเชื่อว่าเนื่องจากการเนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้นมาได้ บุคคลนั้นจะหลบหนีไป หรือกรณีมีเหตุฉุกเฉินเนื่องจากบุคคลนั้นมีภาวะอันตรายและเป็นอันตรายที่ใกล้จะถึง
พระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ. 2551
เป็นกฎหมายสำคัญที่ใช้ในการดูแลบุคคลที่มีความผิดปกติทางจิตที่มีภาวะอันตราย และ/หรือมีความจำเป็นต้อ'ได้รับการรักษา บุคคลที่ต้องได้รับการบำบัดรักษาตามมาตรา 22 ใน พ.ร.บ. นี้ ได้แก่ บุคคลที่มีความผิดปกติทางจิตในกรณีใดกรณีหนึ่ง ดังต่อไปนี้
มีความจำเป็นต้องได้รับการบำบัดรักษา เช่น มีความเจ็บป่วยเกิดขึ้น แต่ไม่ยินยอมเข้ารับการบำบัด
รักษา
มีภาวะอันตราย เช่น ผู้ที่มีอาการก้าวร้าว ทำร้ายตนเองและผู้อื่น พกอาวุธ ทำลายข้าวของ เป็นต้น
ขั้นตอนและแนวทางการดำเนินงาน
เจอ: เมื่อพบบุคคลที่มีความผิดปกติทางจิตตามมาตรา 22 (ผู้ที่มีภาวะอันตราย และ/หรือมีความจำเป็นต้องได้รับการบำบัดรักษา)
แจ้ง: แจ้งพนักงานเจ้าหน้าที่ เช่น แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุข เป็นต้น พนักงานฝ่ายปกครองเช่นกำนันผู้ใหญ่บ้าน เป็นตัน หรือตำรวจเพื่vนำส่งสถานพยาบาลของรัฐหรือหรือสถานบำบัดรักษาที่อยู่ใกล้เคียงโดยไม่ชักช้า เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและประเมินอาการเบื้องตันตามมาตรา 27 ทั้งนี้ โดยจะมีผู้รับดูแลบุคคลดังกล่าวไปด้วยหรือไม่ก็ได
ตรวจ: สถานพยาบาลของรัฐหรือหรือสถานบำบัดรักษาต้องประเมินอาการและวินิจฉัยเบื้องตัน ภายใน 48 ชั่วโมง นับแต่เวลาที่บุคคลนั้นมาถึงสถานพยาบาลของรัฐหรือสถานบำบัดรักษา โดยมีแพทย์และพยาบาลอย่างละ 1 คน เป็นผู้ตรวจวินิจฉัยอาการเบื้องตัน
ส่ง: ส่งรักษาในสถานบำบัด (โรงพยาบาลจิตเวช) เมื่อผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยและการประเมินอาการโตยละเอียดภายใน 30 วันหลังรับไว้ กรณีที่เป็นผู้ป่วยมาตรา 22 คณะกรรมการสถานบำบัดจะเป็นผู้ลงความเห็นถึงแผนการดูแลผู้ป่วยต่อไป โดยมีคำสั่งอย่างไตอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้
โรคจิตคือ
เป็นความเจ็บป่วยทางสมองชนิดหนึ่ง มีผลต่อการรับรู้และความคิดที่ผิดไปจากความเป็นจริง เช่น อาการประสาทหลอน ที่มีการได้ยินเสียงคนรอบข้างพูดนินทา หรือสั่งให้ทำสิ่งต่างๆ โดยที่ไม่มีเสียงนั้นอยู่จริง อาการเห็นภาพหลอนต่างๆ ที่ผิดไปจากความเป็นจริง อาการคิดไปเอง ที่มักคิดว่าคนอื่นจะมาคิดร้าย ทั้งที่ไม่เคยมีปัญหากับบุคคลนั้นๆ หรืออาการคิดว่าตนเองมีพลังวิเศษ เป็นต้น ทั้งหมดนี้ถือเป็นความไม่สบายทางสมองแบบหนึ่งที่ทำให้ความคิดและการรับรู้ผิดไปจากความเป็นจริง
delusions : อาการหลงผิด ความคิดหรือความเชื่อที่ผิดๆ ไม่สอดคลองกับความเป็นจริง ฝั่งแน่น ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยเหตุผล ที่พบบ่อย ได้แก่อาการหวาด ระแวงว่ามีคนปองร้ายตนเอง
Hallucinations : อาการประสาทหลอน ผู้ป่วยมีการรีบรู้โดยปราศจากสิ่งกระตุ้น ที่พบบ่อยได้แก่อาการหูแว่ว อาการนี้จะต้องเด่นชัด (prominent) จึงจะมีนํ้าหนักในการวินิจฉัย เช่น ได้ยินเสียงพูดเป็นเรื่องราว ได้ยินบ่อย
Disorganized speech : วลีประโยคหรือหัวข้อก
า
รพูดที่ไม่ต่อเนื่องกันหรือไม่เกี่ยวข้องกันทําให้ฟังไม่เข้าใจว่าผู้ป่วยพูดหรือต้องการสื่อเรื่องอะไร
Disorganized behavior : พฤติกรรมไม่อยู่กับร่องกับรอย อาจพบอาการวุ่นวาย
โรคจิตเภท(Schizophrenia)
ระยะอาการกำเริบ
อารมณ์ อาจพบลักษณะเฉยเมย ไร้อารมณ์หรือแสดงอารมณ์ที่ไม่เหมาะสม
กระบวนการคิด มีความคิดที่มีเหตุผลแปลกๆ หมดหมุ่นกับความคิดที่ตัวเองเข้าใจคนเดียว
เนื้อหาความคิด อาการหลงผิด เช่น หวาดระแวงเชื่อว่ามีคนปองร้ายหรือไม่ประสงค์ดีกับตน และคิดว่าตัวเองไม่มีความผิดปกติ
การรับรู้ อาการประสาทหลอน ในโรถจิตเภทที่พบบ่อยคือ หู่แว่วได้ยินเสียงหลอน เช่น แว่วเสียงคนคุยกัน
ด้านพฤติกรรม มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเกิดจาอาการหลงผิดหรือความคิดแปลกๆ
ระยะเริ่มมีอาการ
มักมีปัญหาในด้านหน้าที่ความรับผิดชอบ หรือด้านสัมพันธภาพ หรือการเรียน ญาติหรือคนใกล้ชิดมักสังเกตเห็นว่าผู้ป่วยมีท่าทีเปลี่ยนไปเช่น เก็บตัวมากขึ้น กลายเป็นคนขี้เกียจ ตื่นสาย ไม่สนใจเรื่องของร่างกาย หรือการแต่งตัว หันไปสนใจปรัชญา ศาสนา หากเป็นนักเรียนอาจมีผลการเรียนตกต่ำ เหม่อลอย ไม่สนใจการเรียน เพื่อนๆอาจรู้สึกว่าผู้ป่วยห่างออกจากกลุ่ม มีความคิด คำพูดหรือมีพฤติกรรมแปลกๆแต่ก็ไม่ชัดเจนมาก
เกณฑ์การวินิจฉัยตาม SDM-5
อาการหลงผิด: การที่จอห์นเชื่อว่างานถอดรหัสที่ตัวเองทำนั้นมีอยู่จริง
อาการประสาทหลอน
2.1 ประสาทหลอนทางการเห็น : เห็นชาร์ลเป็นรูมเมทตั้งแต่มหาลัยจนปัจจุบันและยังมองเห็นหลานสาวของชาร์ล : อาการหวาดระแวงเห็นว่ามีคนสะกดรอยตามจนตัวเองเกิดความกลัวมาก
: เห็นภาพหลอนของลุงใส่หมวกจะยิงภรรยาและลูก จนเกือบทำให้เขาทำร้ายภรรยาและลูกตนเอง
2.2 ประสาทหลอนทางการได้ยิน : จอห์นได้ยินเสียงของเพื่อนสนิท หลานสาวของเพื่อนสนิท และยังได้ยินเสียงของลุงใส่หมวกที่บอกให้ทำร้ายภรรยาของตนเอง รวมถึงการชักชวนเข้ามาทำงานถอดรหัสลับรัสเซีย ซึ่งความเป็นจริงไม่มีใครพูดและไม่มีสิ่งๆนั้นเกิดขึ้นจริงๆ
การพูดไม่มีระเบียบแบบแผน : การที่จอห์นพูดว่าตัวเองมีรหัสชิพฝั่งอยู่ที่แขนจนเกิดการทำร้ายตัวเอง
พฤติกรรมไม่มีระเบียบแบบแผนและเคลื่อนไหวผิดแปลกไปจากปกติ : มีอาการและพฤติกรรมหวาดระแวง ไม่สบตาใคร
อาการด้านลบ เช่น สีหน้าทื่อ เฉยเมย แยกตัวจากคนอื่น : จอห์นมีสีหน้าเรียบเฉยมักคิดว่าคนอื่นรอบข้างไม่ชอบตนเอง แยกตัวออกอยู่คนเดียวและหมกหมุ่นกับตัวเลข
B. ระดับความสามารถในด้านสำคัญๆลดลงอย่างชัดเจน :หมกหมุ่นกับการทำงานถอดรหัสจนลืมหน้าที่การสอนของตัวเองและในขณะที่สอนมักเห็นภาพหลอนจนไม่สามารถสอนหนังสือได้
C. มีอาการต่อเนื่องกันนาน 6 เดือนขึ้นไป โดยต้องมีactive phase (ตามข้อ A) อย่างน้อยนาน 1 เดือน : จอห์นเห็นภาพหลอนและได้ยินเสียงของชาร์ล หลานของชาร์ลและลุงใส่หมวกในทุกๆช่วงเวลา มีพฤติกรรมหวาดระแวง
หัวข้อ D E F ไม่พบข้อมูลสนับสนุน
ผู้ป่วยควรได้รับการรักษาอย่างไรบ้าง
การรักษาด้วยยา
เพื่อควบคุมอาการหลงผิด ประสาทหลอนหรือพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงและควบคุมอาการไม่ให้กําเริบจิตแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาเลือกยาที่เหมาะสมกับสภาพอาการของผู้ป่วยที่มารับการรักษาแต่ละราย โดยยานั้นจะเป็นในรูปแบบของยารับประทาน ยาฉีดดระยะสั้น ยาฉีดระยะปานกลาง ยาฉีดระยะยาว และยาหยด ซึ่งระยะเวลาในการรับประทานยานั้น แพทย์จะเป็นผู้ประเมินและกําหนดระยะเวลาของการรับประทานยา และหยุดยา
1.ยารักษาโรคจิต(Antipsychotic Drugs/Major Tranquillizers)
จากกรณีศีกษาผู้ป่วยได้รับ ยาThorazine 30 mg IM q 6 hrs
ผลข้างเคียง
parkinsonism มีอาการคล้ายกับโรค parkinson คือมี tremor,rigidity,bradykinesia,postural abnormality จะเกิดขึ้นหลังจากได้รับยารักษาโรคจิตไปประมาณสัปดาห์หรือเป็นหลายเดือน
acute dystonia เป็นอาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อเฉียบพลัน โดยเฉพาะที่กล้ามเนื้อบริเวณปาก ลิ้น หน้า และคอ โดยอาการจะเกิดภายใน 72 ชั่วโมงหลังจากการให้ยารักษาโรคจิต บรรเทาอาการข้างเคียงดังกล่าวคือ ให้ฉีดยา diazepam 10 mg เข้าทางเส้นเลือดช้าๆ โดยทั่วไปอาการจะดีขึ้นภายในเวลาประมาณ 30 นาที
akathisia เป็นอาการ restlessness หรือ agitation ผู้ป่วยจะรู้สึกกระวนกระวายไม่สบายตัวไม่ว่าอยู่ท่าใดก็ตาม มีอาการผุดลุกผุดนั่ง อยู่ไม่นิ่ง การรักษาอาการจะใช้ propranolol หรืออาจมีการใช้ยาในกลุ่ม benzodiazepines
tardive dyskinesia เป็นผลข้างเคียงซึ่งเกิดจากการใช้ยารักษาโรคจิตเป็นเวลานานมากกว่า 1 ปี เกิดขึ้นระหว่างการให้ยา หรือหลังจากหยุดยารักษาโรคจิตภายในเวลา 3 เดือน การรักษาให้ค่อย ๆ ลดขนาดหรือหยุดการใช้ยารักษาโรคจิตชนิดเดิม และเปลี่ยนไปใช้ clozapine
2.ยารักษาอาการซึมเศร้า (Antidepressant Drugs)
3.ยาคลายกังวล (Antianxiety Drugs/Anxiolytic Drugs/Minor Tranquillizers)
จากกรณีศึกษาผู้ป่วยได้รับ Diazepam 10 mg IM q 4 hrs prn
ผลข้างเคียง
ง่วงนอน เดินเซ หลงลืมเหตุการณ์ช่วงใกล้ใกล้ที่เกิดขึ้นก่อนการใช้ยาแต่เหตุการณ์ในอดีตจำได้ เกิดอาการติดยาและดื้อยาได้ เกิดภาวะพึ่งพายา
การรักษาด้วยไฟฟ้า
(Electroconvulsive Therapy : ECT)
เป็นการใช้กระแสไฟฟ้าไปกระตุ้นให้สารสื่อนำประสาทภายในสมองที่หลั่งผิดปกติได้กลับมาทำงานโดยสม่ำเสมอ เมื่อสารสื่อนำประสาทหลั่งอย่างต่อเนื่องดีแล้วกระบวนการทำงานทางจิต รวมถึงสภาวะทางอารมณ์ ความคิด ความรู้สึกและพฤติกรรมต่างๆ ก็จะกลับสู่ภาวะปกติ การรักษาทางยาและวิธีการอื่นแล้วไม่ได้ผล ซึ่งการรักษาจะทําโดย แพทย์และมีพยาบาลดูแลระหว่างการรักษาอย่างใกล้ชิด
จากกรณีศึกษาผู้ป่วยได้รับการรักษา ECT 1 course (5 times per week/ 10 weeks)
ผลข้างเคียง:
อาจพบอาการคลื่นไส้อาเจียนได้ซึ่งมักหายไปภายใน 12-24 ชั่วโมง
มีปัญหาเรื่องความจำ ทำให้คิดว่าอาจมีการทำลายของสมองบางส่วนจากการทำ ECT
อาจมีปัญหาเรื่องกระดูกหัก ซึ่งเกิดการกระตุกของขากรรไกร เช่น ฟันหัก
Headache พบได้หลังจากที่ผู้ปวยฟื้นจากการทำ ECT ซึ่งอาการมักหายเองใน 2-8 ชั่วโมง
Memoryloss การเสียความทรงจำอาจไม่มีในครั้งแรก แต่จะเริ่มพบในการทำ ECT ครั้งต่อ ๆ ไปความจำที่เสียมักเป็น sequence of events ซึ่งเป็น recent memory มีน้อยรายที่จะเสีย remote memory และในบางคนอาจมี anterograde amnesia ได้ด้วย ซึ่งความจำเหล่านี้บางส่วนจะกลับมาใน 24 ชั่วโมง
delirium จะพบได้มากในช่วงการรักษาด้วย ECT หลังจากครั้งแรกไปแล้วซึ่ง delirium จะหายไปภายในเวลาเป็นวันหรือสัปดา
Cardiovascular system พบว่าในขณะชักความดันโลหิตจะสูงขึ้น ชีพจรจะเต้นเร็วขึ้นอย่างมาก แต่หลังชักจะค่อยๆลดลงมาอยู่ในเกณฑ์ปกติ
Psychological reaction มีความเป็นไปได้ที่ผู้ป่วยจะมีความรู้สึกที่ไม่ดี
ชนิดของการทำ ECT
ก. แบ่งตามลักษณะคลื่นไฟฟ้า
Sine wave เป็นการทำ ECT ที่ใช้เครื่องรุ่นเก่า ซึ่งจะให้กระแส ออกมา เป็น sine wave ที่จะไปกระตุ้นให้ผู้ป่วยชัก
Brief pulse wave เป็นการทำ ECT ที่ใช้เครื่องรุ่นใหม่ ซึ่งจะให้กระแสไฟที่เป็นช่วงสั้นๆ ไม่ต่อเนื่องมีข้อดีกว่าแบบแรก
ข. แบ่งตามการวางอิเลคโทรด
Bilateral เป็นการทำ ECT ที่วางอิเลคโทรดบริเวณ temporal area ของศีรษะทั้งสองข้าง
Unilateral nondominant เป็นการทำ ECT วางอิเลคโทรดทั้ง 2 บนศีรษะข้างเดียวกัน กับมือที่ถนัด
ค. แบ่งตามการใช้ยาสลบ
Unmodified ECT เป็นการทำ ECT โดยไม่ใช้ยาสลบ ซึ่งจะใช้มากในโรงพยาบาลจิตเวชที่มีผู้ป่วยมาก แต่บุคคลกรทางการ
แพทย์มีน้อย ผลแทรกซ้อนจากการทำ ECTวิธีนีพบได้ มากกว่าวิธี modified ECT
Modified ECT เป็นการทำ ECT โดยใช้ยานำสลบ นิยมใช้ในโรงพยาบาลที่มีความพร้อมในการดมยาสลบ ทั้งวัสดุ อุปกรณ์ และบุคคลากรทางการแพทย์
ง. แบ่งตามจำนวนการชักในแต่ละครั้งของการทำ ECT
Single conventional ECT เป็นการใช้กระแสไฟฟ้าเพื่อทำให้เกิดการชักครั้งเดียวในแต่ละ session ของการทำ ECT
Multiple monitored ECT (MMECT) เป็นการใช้กระแสไฟฟ้าเพื่อทำให้เกิดการชักมากกว่า 1 ครั้ง ภายใต้การดมยาสลบครั้งเดียวกัน ซึ่งมีการศึกษาพบว่า ลดอาการของผู้ป่วย และลดระยะเวลา การอยู่โรงพยาบาล ให้สั้นลงแต่ยังไม่สามารถบอกถึงผลเสียที่อาจเกิดขึ้นในเรื่องของ cognitive functions ได้ชัดเจน
การดูแลรักษาด้านจิตใจและสังคม
การช่วยเหลือด้านจิตใจ
ผู้ป่วยอาจมีความคับข้องใจ รู้สึกเครียด ไม่ทราบว่าจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไรกับปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งปัญหาภายในตนเองและปัญหาที่มีกับคนรอบข้าง ผู้รักษาจะให้คำแนะนำที่ผู้ป่วยสามารถนำไปปฏิบัติได้
การให้คำแนะนำแก่ครอบครัว
เป็นการให้ความรู้แก่ญาติและผู้ดูแลผู้ป่วย เกี่ยวกับเรื่องของโรคและปัญหาต่างๆ ของผู้ป่วยที่อาจเกิดขึ้น ผู้ปกครองมักเข้าใจว่าเป็นเพราะตนเลี้ยงดูไม่ดีจึงทำให้ผู้ป่วยเป็นโรคจิตเกิดความรู้สึกผิด หรือกล่าวโทษตนเอง นอกจากนี้บางครอบครัวมีการใช้อารมณ์ต่อกันสูง และอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยเป็นเวลานานในแต่ละวัน ซึ่งอาจเป็นการไปเพิ่มความกดดันแก่ผู้ป่วย ทั้งสองกรณีนี้การทำครอบครัวบำบัดหรือให้ความรู้ในเรื่องโรค รวมทั้งสิ่งที่ญาติควรปฏิบัติต่อผู้ป่วย จะช่วยได้เป็นอย่างยิ่ง
กลุ่มบำบัด
เป็นการจัดกิจกรรมกลุ่มระหว่างผู้ป่วยขณะที่ผู้ป่วยอยู้ในโรงพยาบาล โดยส่งเสริมให้เกิดความรู้สึกว่ามีเพื่อน มีคนเข้าใจ ไม่โดดเดี่ยว มีการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาและให้คำแนะนำแก่กัน ฝึกทักษะทางสังคม เน้นการสนับสนุนให้กำลังใจแก่กัน
การบำบัดรักษาด้วยสิ่งแวดล้อม (MilieuTherapy)
การรักษาผู้ป่วยโดยใช้สิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมซึ่งประกอบด้วยบุคลากรทางจิตเวชหอผู้ป่วยและผู้ป่วยด้วยกันการรักษาวิธีนี้มีจุดมุ่งหมายให้ผู้ป่วยได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกับผู้อื่นมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นสามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสมเกิดความคิดริเริ่มและมีความเชื่อมั่นในตนเองมากขึ้น
ผู้ป่วยควรได้รับการพยาบาลอย่างไรบ้าง
ปัญหาทางการพยาบาลมีอะไรบ้าง
1.เสี่ยงต่อการทำร้ายตนเองและผู้อื่นเนื่องจากมีภาวะหลงผิดและอาการประสาทหลอน
ข้อมูลสนับสนุน
O: หูเเว่ว ได้ยินเสียงคนสั่งให้ทำตาม ซึ่งไม่มีอยู่จริง
O:ปล่อยลูกไว้ในอ่างอาบน้ำที่เปิดน้ำทิ้งไว้
O: กรีดข้อมือตนเอง
O: ผลักภรรยาล้ม
วัตถุประสงค์
เพื่อป้องกันการทำร้ายตนเองและผู้อื่น
เกณฑ์การประเมินผล
ผู้ป่วยไม่ทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น
ไม่กระวนกระวาย ลุกลี้ลุกลน
ควบคุมตนเองได้เมื่อถูกกระตุ้นด้วยสิ่งเร้า
กิจกรรมการพยาบาล
สร้างสัมพันธภาพด้วยการพูดคุยที่นุ่มนวล เป็นมิตรและอบอุ่น แสดงการยอมรับผู้ป่วย
ประเมินระดับความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายจากภาวะซึมเศร้าหรืออาการทางจิต
จัดสิ่งแวดล้อมให้กระตุ้นผู้ป่วยน้อยที่สุด
จำกัดการเข้าร่วมกลุ่มกิจกรรมของผู้ป่วย แต่ควรสร้างสัมพันธภาพแบบตัวต่อตัว
สังเกตพฤติกรรมการทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่นของผู้ป่วยอยู่เสมอ
นำวัตถุที่เป็นอันตราย ออกห่างจากผู้ป่วยให้มากที่สุด
มีเวลาอยู่กับผู้ป่วย คอยให้ความช่วยเหลือขณะที่ผู้ป่วยกระวนกระวายลุกลี้ลุกลน
วางแผนร่วมกับผู้ป่วยในการกำหนดตารางกิจกรรม และเวลาพัก
ให้ผู้ป่วยระบายความก้าวร้าวออกมาเป็นกิจกรรมที่ใช้ออกกำลังกาย
พยาบาลควรยอมรับพฤติกรรมของผู้ป่วย และมีจิตใจสงบขณะให้การพยาบาล
ให้กำลังใจ ช่วยให้ผู้ป่วยมองเห็นความหวังของการที่มีชีวิตอยู่
.ให้ผู้ป่วยได้รับยาจิตบำบัดตามแผนการรักษา
ให้คำแนะนำแก่ญาติ/ผู้ดูแลในการดูแลอย่างใกล้ชิด
การประเมินผล
ผู้ป่วยไม่ทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น ไม่กระวนกระวาย ลุกลี้ลุกลน ควบคุมตนเองได้เมื่อถูกกระตุ้นด้วยสิ่งเร้า
2.บกพร่องในการสร้างสัมพันธภาพกับบุคคลอื่นเนื่องจากมีภาวะแยกตัว
ข้อมูลสนับสนุน
S: มีปัญหาในการสัมพันธ์กับคนอื่น เขาพูดเองว่า "ผมไม่ค่อยชอบคนอื่น และคนอื่นก็คงไม่ชอบผมเหมือนกัน"
O: ไม่มีเพื่อนสนิท มักมีปัญหาในการปรับตัวเข้ากับผู้อื่น
O: ไม่ชอบเข้าร่วมกิจกรรม เป็นคนที่ชอบเก็บตัว :
O: ไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น
O: ชอบอยู่คนเดียว
วัตถุประสงค์
การสร้างสัมพันธภาพกับบุคคลอื่นไม่มีความบกพร่อง
เกณฑ์การประเมิลผล
เข้าร่วมกลุ่มกิจกรรมบำบัด มีปฏิสัมพันธ์กับสมาชิกกลุ่ม แสดงความคิดเห็นและทำกิจกรรมกับบุคคลอื่น
มีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นมากขึ้น
กิจกรรมการพยาบาล
1.สร้างสัมพันธภาพกับผู้ป่วยแบบตัวต่อตัว (one to one relationship) โดยเน้นการสร้างความไว้วางใจและความเชื่อถือทุกครั้งที่พบกับผู้ป่วย จากนั้นค่อยให้ผู้ป่วยได้พูดคุยผู้ป่วยคนอื่นที่มีอาการเช่นเดียวกัน ตามด้วยให้ผู้ป่วยเข้ากิจกรรมกลุ่ม โดยเริ่มจากกลุ่มเล็ก ๆ ก่อน แล้วค่อยเข้ากลุ่มใหญ่
2.โดยใช้เวลาส่วนใหญ่นั่งเงียบพยายามสบตาและสัมผัสผู้ป่วยด้วยความระมัดระวังถึงแม้ผู้ป่วยจะไม่พูดถามคำถามง่าย ๆ ถ้าผู้ป่วยไม่พูดใช้เทคนิคการแปลความหมาย เพื่อให้ผู้ป่วยทราบว่าพยาบาลเห็นใจผู้ป่วย
สนใจและให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยได้ระบายความรู้สึกกลัวหรือความวิตกกังวลที่เกิดจากความคิดหลงผิดและประสาทหลอน สนทนากับผู้ป่วยในเรื่องที่เป็นจริง
4.ประเมินอาการประสาทหลอนเช่น พูดและหัวเราะคนเดียว เงี่ยหูฟัง หยุดพูดกลางคัน รับฟังสิ่งที่ผู้ป่วยเล่าถึงอาการประสาทหลอนโดยไม่โต้แย้งและไม่ขัดจังหวะแต่ควรใช้เทคนิคการตั้งข้อสงสัยในขณะสนทนา
ไม่แสดงการยอมรับว่าสิ่งที่ผู้ป่วยได้ยินอยู่ในโลกของความจริง โดยใช้คำพูดให้ผู้ป่วยรับรู้เช่น “เสียงนั้น” แทนคำว่า “เขา” และ “ที่คุณคิดว่าคุณได้ยิน ............... ” หรือ “ภาพที่คุณคิดว่าเห็น.........” ตลอดการสนทนาและบอกให้ผู้ป่วยทราบว่าพยาบาลรับรู้อย่างไร เช่น “คุณได้ยินเสียงคนพูด แต่ฉันไม่ได้ยินเสียงอะไร”
ส่งเสริมให้ใช้เทคนิคการผ่อนคลายความเครียดวิธีต่าง ๆ
กระตุ้นให้ทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น เมื่อผู้ป่วยเกิดความไว้วางใจพยาบาลโดยให้เข้ากลุ่มเล็กก่อน เมื่อปรับตัวได้ดีขึ้น จึงให้เข้ากลุ่มใหญ่ โดยมีพยาบาลอยู่เป็นเพื่อนและให้กำลังใจ
ดูแลให้ได้รับยารักษาอาการทางจิตตามแผนการรักษา
การประเมินผล
ผู้ป่วยเข้าร่วมกลุ่มกิจกรรมบำบัด มีปฏิสัมพันธ์กับสมาชิกกลุ่ม แสดงความคิดเห็นและทำกิจกรรมกับบุคคลอื่น มีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นมากขึ้น
3.แบบแผนการนอนแปรปรวนเนื่องจากมีภาวะประสาทหลอน
ข้อมูลสนับสนุน
O: ขอบตาคล้ำ
O: ไม่ค่อยมีสมาธิในการสนทนา
วัตถุประสงค์
ผู้ป่วยได้นอนหลับพักผ่อน
เกณฑ์การประเมินผล
1.ผู้ป่วยนอนหลับได้ในเวลากลางคืน ติดต่อกันอย่างน้อย 6 ชั่วโมง
2.ขอบตาไม่คล้ำ
3.ไม่มีอาการหาวนอน
กิจกรรมการพยาบาล
ประเมินแบบแผนการพักผ่อนนอนหลับของผู้ป่วย
กระตุ้นให้ผู้ป่วยมีการระบายความรู้สึกเกี่ยวกับเรื่องที่ทำให้ผู้ปวยรู้สึกกังวลจนนอนไม่หลับ
แนะนำให้ผู้ป่วยเข้าร่วมกิจกรรมที่ต้องใช้แรง
จัดสิ่งแวดล้อมให้กระตุ้นผู้ป่วยน้อยที่สุด
5.ดูแลให้้ผู้ป่วยได้รับยาตามแผนการรักษาของแพทย์
การประเมินผล
ผู้ป่วยนอนหลับได้ในเวลากลางคืน ติดต่อกันอย่างน้อย 6 ชั่วโมง ขอบตาไม่คล้ำ ไม่มีอาการหาวนอน