Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
เคมีพื้นฐานสิ่งมีชีวิต - Coggle Diagram
เคมีพื้นฐานสิ่งมีชีวิต
สารประกอบคาร์บอน
-
โปรตีน
โปรตีนเป็นสารโมเลกุลขนาดใหญ่ประกอบด้วยหน่วยย่อยคือ กรดแอมิโน (amino acid) มาเชื่อมต่อกัน กรดแอมิโนประกอบไปด้วย อะตอมของธาตุคาร์บอน ไฮโดรเจน ออกซิเจน และไนโตรเจน เป็นองค์ประกอบหลัก นอกจากนี้กรดแอมิโนบางชนิดอาจมีอะตอมของธาตุอื่น ๆ อีก เช่น กำมะถัน
โครงสร้างของกรดแอมิโน ประกอบด้วย อะตอมของธาตุไฮโดรเจน หมู่แอมิโน (-NH2) หมู่คาร์บอกซิล ซึ่งเชื่อมกับอะตอมของคาร์บอนตัวเดียวกัน เรียกว่า ไครอลคาร์บอน (Chiral carbon) และมีหมู่ที่เชื่อมกับไครอลคาร์บอนที่เรียกว่า หมู่ R กรดแอมิโนแต่ละชนิดจะแตกต่างกันที่หมู่ R ที่ให้แสดงคุณสมบัติที่ต่างกัน เช่น ไกลซีน อะลานีน ซิสเทอีน
-
โครงสร้างของโปรตีน
จากโครงสร้างของกรแอมิโน เมื่อกรดแอมิโนตั้งแต่ 2 โมเลกุลรวมตัวกัน โดยหมู่คาร์บอกซิลของกรดแอมิโนตัวแรกจะรวมตัวกับหมู่แอมิโนของกรดแอมิโนตัวที่สอง ได้สารประกอบไดเพปไทด์ (dipeptide) ดังสมการ
- โครงสร้างปฐมภูมิ (primary structure) กรดแอมิโนจะเรียงต่อกันเป็นสายพอลิเพปไทด์ 1 สาย ซึ่งสายโปรตีนแต่ละชนิดจะมีจำนวนและลำดับของกรดแอมิโนที่จำเพาะ เช่น ฮอร์โมนอินซูลิน
- โครงสร้างทุติยภูมิ (secondary structure) เกิดจากการสร้างพันธะไฮโดรเจนของกรดแอมิโน ทำให้สายพอลิเพปไทด์มีโครงสร้างที่มีลักษณะบิดเป็นเกลียวและเป็นแผ่น เช่น ไลโซไซม์ (lysozyme)
- โครงสร้างตติยภูมิ (tertiary structure) เกิดจากโครงสร้างทุติยภูมิพับม้วนเข้าหากัน โดยอาศัยแรงยึดเหนี่ยว เช่น แรงไฮโดรโฟบิก พันธะไฮโดรเจน พันธะไอออนิก เกิดเป็นโครงสร้างที่มีความเหมาะสมต่อการทำหน้าที่ต่าง ๆ ของโปรตีน มีลักษณะเป็นสามมิติ เช่น b ฮีโมโกลบิน
- โครงสร้างจตุภูมิ (quaternary structure) ในโปรตีนบางชนิดอาจมีการรวมตัวกันของพอลิเพปไทด์มากกว่า 1 สาย ซึ่งอาจเป็นชนิดเดียวกันหรือต่างชนิดกัน อาจมีลักษณะเป็นก้อน เช่น ฮีโมโกลบิน ประกอบด้วย พอลิเพปไทด์ 4 สาย คือ โดยมีสายแอลฟาและบีต้าอย่างละ 2 สาย ฮีโมโกลบินมีสูตรเคมี C3032H4816O872N780S8F4
-
ลิพิด (lipid)
เป็นสารประกอบที่มีธาตุคาร์บอน ไฮโดรเจน และออกซิเจน เหมือนคาร์โบไฮเดรต แต่ลิพิดบางชนิดยังมีธาตุไนโตรเจนและฟอสฟอรัสเป็นองค์ประกอบ ไขมันไม่ละลายน้ำ แต่ละลายในตัวทำละลายอินทรีย์ (organic solvent) เช่น อีเทอร์ เบนซิน คลอโรฟอร์ม และเอทานอล ไขมันพบในอาหารเกือบทุกชนิด
ลิพิดเป็นองค์ประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์และเป็นสารอาหารที่ให้พลังงานมากที่สุด คือ 9 kcal/g ช่วยป้องกันการสูญเสียน้ำ เป็นฉนวนช่วยควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย และป้องกันการกระแทกของอวัยวะภายใน อีกทั้งยังเป็นตัวทำละลายที่สำคัญของวิตามิน A D E และ K
ลิพิดมีโครงสร้างพื้นฐานทางเคมีที่หลากหลาย ซึ่งกลุ่มของลิพิดที่พบในสิ่งมีชีวิต เช่น กรดไขมัน (fatty acid) ไตรกลีเซอไรด์ (triglyceride) ฟอสโฟลิพิด (phospholipid) สเตอรอยด์ (steroid)
ประเภทของลิพิด
- ลิพิดธรรมดาหรือลิพิดเชิงเดี่ยว (Simple lipid) เป็นลิพิดที่ประกอบด้วย กรดไขมัน (fatty acid) กับแอลกอฮอล์ชนิดต่าง ๆ ซึ่งมักจะเป็นกลีเซอรอล (glycerol) จึงเรียกสารที่ประกอบด้วยกรดไขมันและกลีเซอรอลว่า กลีเซอไรด์ (glyceride) ลิพิดเชิงเดี่ยว ได้แก่ น้ำมัน (oil) ไขมัน (fat) และไข (wax)
ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) เมื่อกรดไขมันทำปฏิกิริยากับกลีเซอรอล จะเกิดเป็นกลีเซอไรด์ (glyceride) ถ้ามีกรดไขมันมาจับ 1 โมเลกุล เรียกว่า มอโนกลีเซอไรด์ (monoglyceride) ถ้ามี 2 โมเลกุล เรียกว่า ไดกลีเซอไรด์ (diglyceride) และถ้ามี 3 โมเลกุล เรียกว่า ไตรกลีเซอไรด์ (triglyceride) และไตรกลีเซอไรด์เป็นลิพิดที่พบมากที่สุดในพืชและสัตว์ ถ้ามีสถานะเป็นของแข็งที่อุณหูมิห้อง เรียกว่า ไขมัน (fat) แต่ถ้ามีสถานะเป็นของเหลวที่อุณหภูมิห้อง เรียกว่า น้ำมัน (oil)
- ลิพิดประกอบ (Compound lipid) คือ ไขมันที่มีสารอื่นเพิ่มขึ้น แบ่งเป็น
ฟอสโฟลิพิด (phospholipid) เป็นองค์ประกอบสำคัญของเยื่อหุ้มเซลล์และเยื่อหุ้มออร์แกเนลล์อื่น ๆ ทำให้สารที่ละลายในไขมันแพร่ผ่านเข้าออกเซลล์ได้ ฟอสโฟลิพิดมีโครงสร้งาที่ประกอบด้วย กรดไขมัน 2 โมเลกุล เชื่อมต่อกับกลีเซอรอล 1 โมเลกุล และหมู่ฟอสเฟต 1 หมู่ ที่เชื่อมอยู่กับหมู่ R ทำให้ด้านหนึ่งของโมเลกุลมีสมบัติไฮโดรโฟบิก (hydrophobic = hydro (น้ำ) + phobic =เกลียด, ไม่ชอบ) ส่วนอีกด้านหนึ่งมีสมบัติไฮโดรฟิลิก (hydrophilic; philic =ชอบ) เยื่อหุ้มเซลล์ประกอบด้วยฟอสโฟลิพิด 2 ชั้น โดยจะหันส่วนของไฮโดรโฟบิกเข้าหากันฟอสโฟลิพิดที่มีมากในคน สัตว์ และพืชชั้นสูง ได้แก่ เลซิทิน พบในเยื่อหุ้มเซลล์เป็นองค์ประกอบของลิโพโปรตีน (lipoprotein) ใช้ในการสังเคราะห์แอซิทิลโคลีน (acetylcholine) ที่เป็นสารสื่อประสาทที่มีเกี่ยวข้องกับความจำ โดยพบมากในไข่แดง ถั่วเมล็ดแห้ง เนื้อสัตว์ และเซฟาลิน พบมากในเนื้อสัตว์ เกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของเลือด (blood clotting)
ลิโพโปรตีน (lipoprotein) เป็นไขมันที่จับกับโปรตีน เป็นองค์ประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์ ช่วยในการขนส่งไขมันในกระแสเลือด
ไกลโคโปรตีน (glycoprotein) เป็นไขมันที่มีคาร์โบไฮเดรตเป็นองค์ประกอบ ได้แก่ ซีรีโบรไซด์ (cerebroside) และแกงกลิโอไซด์ (glanglioside)
- อนุพันธ์ของลิพิด (derived lipid) เกิดจากการสลายตัวของลิพิดธรรมดาและลิพิดประกอบ ได้แก้ กรดไขมัน สเตอรอยด์ (steroid)
กรดไขมัน (fatty acid) เป็นสายไฮโดรคาร์บอนที่มีหมู่คาร์บอกซิลเป็นหมู่ฟังฏืชันที่อยู่ปลายอีกด้านหนึ่ง กรดไขมันแต่ละชนิดมีจำนวนอะตอมของธาตุคาร์บอนที่แตกต่างกัน ทำให้มีคุณสมบัติต่างกัน กรดไขมันแบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ กรดไขมันอิ่มตัว (saturated fatty acid) มีคาร์บอนทุกอะตอมเชื่อมต่อกันด้วยพันธะเดี่ยว และกรดไขมันไม่อิ่มตัว (unsaturated fatty acid) จะมีพันธะคู่อย่างน้อย 1 ตำแหน่ง โดยทั่วไปกรดไขมันอิ่มตัวได้จากไขมันของสัตว์ เช่น เนย ไขมันจากสัตว์ และน้ำมันพืชบางชนิด เช่น น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม ส่วนกรดไขมันไม่อิ่มตัวส่วนใหญ่ได้จากพืช เช่น น้ำมันข้าวโพด น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันทานตะวัน น้ำมันงา กรดไขมันที่ร่างกายต้องการและไม่สามารถสังเคราะห์ ต้องได้รับจากอาหาร เรียกว่า กรดไขมันที่จำเป็น (essential fatty acid) และกรดไขมันที่ร่างกายสังเคราะห์ได้เอง เรียกว่า กรดไขมันที่ไม่จำเป็น (non-essential fatty acid)
สเตอรอยด์ (steroid) เป็นอนุพันธ์ของไซโคลเพนทาโนเพอร์ไฮโดรฟีแนนทรีน (cyclopentanoperhydrophenanthrene) มีสูตรโครงสร้าง ดังภาพที่ 7 (a) สเตอรอยด์ที่มีโครงสร้างเป็นวงแหวนหลายวง ได้แก่ สเตอรอล (sterol) เช่น คอเลสเทอรอล (cholesterol) เป็นสารที่จำเป็นต่อร่างกายพบที่เยื่อหุ้มเซลล์ และเป็นส่วนประกอบของเยื่อหุ้มไมอีลินในเซลล์ประสาท ในการตรวจสุขร่างกายจะมีการตรวจคอเลสเทอรอล ไตรกลีเซอไรด์ HDL (high-density lipoproteins) และ LDL (low-density lipoproteins) การรับประทานอาหารที่มีกรดไขมันอิ่มตัวหรือมีคอเลสเทอรอลมากเกินความต้องการของร่างดาย ไตรกลีเซอไรด์และคอเลสเทอรอลส่วนเกินที่อยู่ใน LDL จะสะสมที่ผนังหลอดเลือดทำให้หลอดเลือดแข็งตัวหรือหลอดเลือดตีบ การรับประทานอาหารที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว จะมี HDL ทำหน้าที่นำคอเลสเทอรอลส่วนเกินไปทำลายที่ตับ ลดการสะสมของคอเลสเทอรอลที่ผนังหลอดเลือด และยังช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการสะสมของ LDL ที่ผนังหลอดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้หลอดเลือดแข็งตัวหรือุดตัน อาจก่อให้เกิดภาวะหัวใจขาดเลือดหรือหลอดเลือดในสมองตีบ นำไปสู่การเสียชีวิตในที่สุด
นอกจากนี้ยังมีลิพิดประเภทอื่น ๆ เช่น ไข (wax) เป็นของแข็ง ไม่ละลายน้ำ ทำหน้าที่หล่อลื่นหรือป้องกันการสูญเสียน้ำ พบได้ในขี้ผึ้ง ผิวของใบไม้ หลือผลไม้บางชนิด และยังพบที่ผิวหนังหรือขนของสัตว์บางชนิด เช่น ขนนก ขนเป็ด
หน้าที่ของลิพิด
ให้พลังงานแก่ร่างกายได้มากกว่าสารอาหารชนิดอื่น ไขมันบริสุทธิ์ทุกชนิดให้พลังงานเท่ากัน ไม่ว่าจะเป็นไขมันจาก
พืชหรือสัตว์ คือ ให้พลังงาน 9 กิโลแคลอรีต่อกรัม
ช่วยในการละลายและการดูดซึมวิตามินที่ละลายได้ในไขมัน ได้แก่ วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี และวิตามินเค
-
ลิพิดฟอสโฟลิพิด ได้แก่ เลซิทิน เซฟาลิน สฟิงโกไมอิลิน และสารลิโพโปรตีน เป็นองค์ประกอบในเนื้อเยื่อของ
อวัยวะต่างๆ รวมทั้งเนื้อเยื่อสมอง ส่วนซีรีโบรไซด์เป็นองค์ประกอบของไมอีลินในเส้นประสาท
ให้กรดไขมันที่จำเป็นแก่ร่างกาย คือ กรดลิโนเลอิก ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดผิวหนังอักเสบ และมีความจำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตของทารก นอกจากนั้นกรดไขมันจำเป็นยังช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดด้วย โดยจะไปรวมกับคอเลสเตอรอลอิสระได้เป็นคอเลสเตอรอลเอสเทอร์ ทำให้ละลายได้ง่ายในเลือด
-
-
น้ำ
- เป็น polar molecule จึงเป็นตัวทำละลายที่ดี
- เกิด hydrogen bond ระหว่างโมเลกุลของน้ำ แรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลของน้ำ เรียกว่า cohesionซึ่งจะทำให้น้ำเคลื่อนที่จากรากไปยังส่วนต่างๆ ของพืชได้ขณะที่มีการคายน้ำ (Transpiration) ถ้าน้ำเกิด hydrogen bond กับสารอื่น เช่น ผนังเซลล์พืช เรียกว่า adhesion
- มีความร้อนจำเพาะสูง จึงทำให้อุณหภูมิภายในเซลล์สิ่งมีชีวิตเปลี่ยนแปลงไม่มากนัก มีผลทำให้metabolism ภายในเซลล์ยังคงปกติ
- ความร้อนแฝงกลายเป็นไอสูง เมื่อร่างกายสูญเสียเหงื่อ หรือการที่พืชคายน้ำ จึงช่วยลดความร้อนภายในสิ่งมีชีวิตได้
เมทาบอลิซึม
แคแทบอลิซึม (catabolism)
การสลายสารอาหารเพื่อให้ได้ ATP สารนำอิเล็กตรอน (NAD+, NADP+ และ FAD) และสารต้นตอสำหรับการสังเคราะห์
-
แอแนบอลิซึม (anabolism)
เป็นการใช้ ATP และ NADH (บางปฏิกิริยาใช้ทั้ง NADH, NADPH และ FADH2) รวมทั้งสารต้นตอที่ได้จากกระบวนการแคแทบอลิซึมในการสังเคราะห์องค์ประกอบต่างๆ ของสิ่งมีชีวิต
-
กระบวนการเมแทบอลิซึมของสารอาหารที่ให้พลังงาน (คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน และกรดนิวคลีอิก) แบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน ดังนี้
- การเปลี่ยนแปลงระหว่างมหโมเลกุลกับหน่วยโครงสร้าง (interchange between macromolecules and building units) ซึ่งจะเป็นการสลายให้ได้หน่วยโครงสร้างแต่จะไม่ได้พลังงานหรืออิเล็กตรอน
2 การเปลี่ยนแปลงระหว่างหน่วยโครงสร้างกับโมเลกุลง่ายๆ เช่น acetyl CoA3 การเผาผลาญโมเลกุลง่ายๆ ให้เป็นของเสีย เช่น คาร์บอนไดออกไซด์
-