Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
Otomycosis with Ac. Otitis externa - Coggle Diagram
Otomycosis with Ac. Otitis externa
กรณีศึกษา CASE กลุ่ม B
ข้อมูลทั่วไป
เพศ หญิง อายุ 56 ปี สถานภาพสมรส คู่ อาชีพ ทำนา, เย็บผ้า
เชื้อชาติ ไทย สัญชาติ ไทย รายได้ครอบครัว/เดือน 15,000 บาท
แหล่งประโยชน์ สิทธิบัตร บัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า
ที่อยู่ปัจจุบัน กรุงเทพมหานคร
1.การประเมินภาวะสุขภาพ
1.1 อาการสำคัญ ( Chief Complaint )
คันหูข้างขวา น้ำหนองไหลออกจากหู การได้ยินลดลง เป็นมา 3 วัน
1.2. ประวัติการเจ็บป่วยปัจจุบัน ( Present Illness )
1 สัปดาห์ก่อนมาโรงพยาบาล ยังมีอาการหูอื้อร่วมกับอาการคันหู ไม่ปวดหู ไม่มีของเหลวไหลออกมาผิดปกติ ไปรักษาที่คลินิกแห่งเดิม ได้ยาแก้อักเสบมารับประทาน อาการคันหูไม่ดีขึ้น จึงมาโรงพยาบาล จากการซักประวัติพบว่า เคยใช้ไม้พันสำลีเช็ดในรูหูบ่อยครั้ง ไม่เคยป่วยเป็นไข้ เป็นหวัด หรือติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนต้นเป็นนานๆครั้ง ปวดหูบางครั้ง ตรวจร่างกายผู้ป่วยไม่มีไข้ ไม่มีน้ำหนองไหล เนื่องจากยังมีอาการหูอื้อและเคยมีประวัติขี้หูอุดรูหู และ แพทย์ใช้ผลการตรวจพิเศษด้วย otoscope
1 เดือนก่อนมา มีอาการหูข้างขวาอื้อ ได้ยินไม่ชัด ไปรักษาที่คลินิกใกล้บ้าน แพทย์บอกมีขี้หูอุดรูหู จึงแคะออกให้ กลับมาบ้านยังมีอาการหูอื้ออยู่ ไม่ดีขึ้น
1.3 ประวัติอื่นๆที่สัมพันธ์กับการเจ็บป่วย(Relevant history)
– ขณะอาบน้ำมีน้ำหนองไหลออกจากหูได้ใช้ไม้พันสำลีเช็ดในรูหู
– ก่อนมีอาการหูอื้อไม่เคยมีอาการเจ็บหู มีไข้ หวัด เจ็บคอ นานๆครั้ง
– ไม่เคยถูกตบตีหรือถูกแรงกระแทกเกี่ยวกับหูหรือได้รับเสียงกระทบดังๆ
1.4 ประวัติเจ็บป่วยในอดีต (Past Illness)
– ไม่เคยได้รับอุบัติเหตุร้ายแรงใดๆ
– ปฏิเสธการแพ้ยา อาหาร หรือสารเคมีทุกชนิด
– ปฏิเสธโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน, โรคความดันโลหิตสูง ,โรคหัวใจ,หรือโรคทางกรรมพันธุ์
– ไม่เคยผ่าตัดใดๆ
1.5 ประวัติครอบครัว
– มีสมาชิกในครอบครัว 6 คน ประกอบด้วย ปู่ ย่า ลูกเขย ผู้ป่วย หลานสาวและหลานชาย
– ปู่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน
– ย่าป่วยเป็นโรคเบาหวานและโรค พาคินสัน
– สามี และบุตรทั้ง2 คน มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว
– สมาชิกในครอบครัวสนิทสนม รักใคร่กันดี
1.6 ประวัติส่วนตัวและอุปนิสัย (Personal history and habits)
อุปนิสัย : รื่นเริง สนุกสนาน ใจเย็น
อารมณ์ : อารมณ์ดี ไม่ค่อยหงุดหงิด ไม่เคยปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกับใคร
การพักผ่อน : นอนหลับสบายทุกคืน เข้านอนเวลาประมาณ 23-22.00 น. ตื่นนอนประมาณ04.30 น.
การรับประทานอาหาร : ส่วนใหญ่ชอบรับประทานอาหารพื้นบ้านทั่วไป ส่วนใหญ่รับประทานอาหารจืดเนื่องจากปู่และย่าป่วยเป็นโรคเบาหวาน ส่วนมากประกอบอาหารรับประทานเอง รับประทานอาหารตรงเวลา
การออกกำลังกาย : ไม่เป็นรูปแบบที่แน่นอน ส่วนใหญ่จะทำงานบ้าน ทำนา รับจ้างทั่วไป และดูแลปู่และย่า ที่มีโรคประจำตัว
อาบน้ำ : วันละ 1 ครั้ง ตอนเย็น
การขับถ่าย : ปัสสาวะวันละ 5 – 6 ครั้ง ถ่ายปกติ อุจจาระ 1- 2 วัน/ ครั้ง มีท้องผูกเป็นและแสบร้อนท้องเป็นบางครั้ง ผู้ป่วยชอบใช้ไม้พันสำลีแคะหูเป็นประจำ
ยา : ให้ประวัติเมื่อมีการเจ็บป่วยเล็กๆน้อยๆ จะเข้ารับการรักษาที่สถานีอนามัยใกล้บ้าน
งานอดิเรก : เมื่อมีเวลาว่างจะดูโทรทัศน์
กิจกรรมทางศาสนา : ร่วมทำบุญในช่วงเทศกาลงานบุญต่างๆ
การศึกษา : จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
ประวัติทางเพศ : ไม่เคยเจ็บป่วยด้วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
ความเชื่อเกี่ยวกับการรักษาและการเจ็บป่วย : มีความเชื่อทั้งทางด้านการรักษาแพทย์แผนโบราณ บางครั้งใช้สมุนไพรในการรักษาโรค และแพทย์แผนปัจจุบัน เวลาเจ็บป่วยจะไปหาหมอที่คลินิก หรือ โรงพยาบาล
ความสัมพันธ์ในครอบครัวและสังคม : เป็นที่รักของครอบครัวและญาติพี่น้อง ช่วยเหลืองานในสังคมเป็นอย่างดี
การเผชิญความเครียด : มีความวิตกกังวลเกี่ยวกับการเจ็บป่วย เนื่องจากไม่เคยเจ็บป่วยเจ็บมาก่อน กลัวจะหูหนวก ลดความวิตกกังวลโดยการใช้ การพูดคุยกับสามี ญาติพี่น้องและเพื่อนบ้าน เพื่อขอคำปรึกษา และบางครั้งก็เครียดเรื่องการดูแลปู่กับย่าที่ชรา และมีโรคประจำตัว
1.7 ประวัติการมีประจำเดือน
ผู้ป่วยเคยคุมกำเนิดโดยวิธีกินยาคุมกำเนิด ตอนนี้หมดประจำเดือนมา 4 ปี แล้ว
การตรวจร่างกายทั่วไป ( Physical Examination )
Vital signs: T 38. 0 C , P 92 ครั้ง/min regular, R 22 ครั้ง/min , . BP 140/90 mmHgWeight 60 kg. Height 160 cm.
General Appearance: A middle age thai women , good consciousness, looking well ,co-operate.
Skin & Nail : Skin black-red. Good skin turgor no freckle no rashes and no ecchymosis , no koilonychias , no pitting nails
Head : No evidence of head trauma, symmetry, normal facial expression
Eyes : No abnormal mass , no conjunctivitis, no subconjunctival hemorrhage.
Ear : White and black fungal debris at right ear, mild hearing loss at right ear, mild yellow discharge. ตรวจดูหูโดยใช้เครื่องส่องหู (otoscope) ไม่พบการฉีกขาดหรือการทะลุของเยื่อแก้วหู
Nose : external configuration symmetrical, no discharge, mucous membrane pink notInjected . septum not deviated. turbinate not injected.
Mouth and throat : Lip no dry lip, tongue normal movement, pharynx not injected ,Tonsil not enlarged, soft palate and hard palate no lesion
Neck : Normal position of trachea , no enlarged thyroid gland, no abnormal mass ,no stiffness of neck , no neck vein engorged.
Chest – Lung : Symmetrical chest contour , Normal lung expansion ,Normal vocal Resonance , Normal breath sound RR=20 /min, no crepitation , no wheezing , no rhonchi , no stridor . heart sound normal, no murmurs, heart rate 80/ min.
Abdomen : no superficial vein dilated, soft, no tenderness.
Spine and back : no kyphosis , CVA not tenderness
Extremities : no deformities , no petechiae or ecchymoses.
Rectal exam : normal stool , no mass, no tender
Genitaria : normal no abnormal discharge
Nervous system : good consciousness, speech normal, well co-operation, sensation normal, muscle power grade 5 all
การทบทวนอาการตามระบบ (System Review)
ลักษณะทั่วไป : หญิงไทย วัยกลางคน อายุ 56 ปี รูปร่างสมส่วน แต่งกายสุภาพ สะอาด
เดินมาที่ห้องตรวจเอง รู้สึกตัวดี ถามตอบรู้เรื่อง
ผิวหนัง : ผิวคล้ำ ไม่มีบาดแผล ไม่มีจ้ำเลือด ไม่มีรอยแผลเป็น ไม่มีก้อน มีความยืดหยุ่นดี ไม่บวม เล็บและขนปกติ
ศีรษะ : รูปทรงโครงสร้างของศีรษะและใบหน้าปกติ สมมาตรดี ไม่มีก้อน ไม่มีร่องรอยบาดเจ็บ ไม่พบบาดแผล ผมดำ
ตา : ตามองเห็นชัดเจนทั้งสองข้าง ไม่เคยเป็นโรคตาแดง หรือโรคเกี่ยวกับตา
หู : ใบหูสมมาตรทั้งสองข้าง ไม่เคยได้รับอุบัติเหตุทางหู ไม่บวม ดึงใบหูไม่เจ็บ ไม่มีสิ่งคัดหลั่งออกจากหู ไม่เคยเป็นโรคหูน้ำหนวก หูข้างขวาได้ยินไม่ค่อยชัดเท่าที่ควร หูข้างซ้ายได้ยินชัดเจนใช้ Otoscope ส่องดูที่รูหูข้างขวาพบ White and black fungal debris มีของเหลวคล้ายหนองไหลออกมาเล็กน้อยมีอาการปวดเป็นบางครั้ง pain =3
คอ : ไม่มีต่อมน้ำเหลืองที่คอโต ไม่มีก้อนในลำคอ
จมูก : การได้กลิ่นปกติ ไม่มีเลือดกำเดาออก ไม่มีน้ำมูก รูปร่างปกติ
ปากและฟัน : ไม่มีฟันผุ ไม่เคยมีเลือดออกตามไรฟัน
ระบบทางเดินปัสสาวะ: ปัสสาวะปกติ สีใส ไม่แสบขัด
ระบบทางเดินหายใจ : การหายใจปกติ ไม่หอบเหนื่อย
ระบบไหลเวียนเลือด : ไม่มีอาการตัวเขียว เล็บเขียว หรือบวม ไม่เจ็บแน่นหน้าอก
ระบบทางเดินอาหาร : ไม่ปวดท้อง ไม่มีถ่ายดำ ไม่มีกดเจ็บ ไม่มีก้อน ไม่มีบาดแผล
ระบบประสาทและทางจิต : ไม่มีประวัติแขนขาอ่อนแรง ไม่มีอาการชาตามใบหน้าหรือแขนขา ไม่มีอาการชักไม่มีอาการทางระบบประสาท
ระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ : ไม่เคยมีกระดูกหัก หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรงไม่มีปวดบวมตามข้อไม่เคยประสบอุบัติเหตุจนทำให้ข้อเคลื่อนหรือกระดูกหัก
การวินิจฉัยแยกโรค (Differential Diagnosis
จากอาการ อาการแสดง การตรวจร่างกายและการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ทำให้คิดถึงโรค ต่อไปนี้ ซึ่งจำเป็นต้องวินิจฉัยจำแนก (Differential Diagnosis) ได้แก่
Otomycosis
Otitis media
Impacted cerumen
Diagnosis : Otomycosis with Ac. Otitis externa
Tympanic membrane perforation
การรักษา
Ketoconazole 1×1 ๏ pc 30 tab
Paracetamol 500 mg 1 tab ๏ prn. For pain and fever
อาหารธรรมดา
Chlorpheniramine 1×3 ๏ pc 20 tab.
ciprofloxacin ear drop 1-2 drop x3 times
Clotrimazole ear drop 1-2 drop x 3 times
การวางแผนเพื่อการติดตามการรักษาและส่งต่อ ( Follow)
ผลการติดตามการรักษา F/U อีก 2 สัปดาห์ ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล 2 วัน ต่อมา พบว่า ผู้ป่วยมีอาการคันหูลดลง แต่ยังคงมีอาการหูอื้ออยู่ จึงทำการตรวจหูด้วย otoscope พบว่าเชื้อราที่หูลดจำนวนลง ไม่พบหนองที่หูขวา จึงอธิบายกลไกการเกิดโรคและแนวทางการรักษาให้สามีและผู้ป่วยรับทราบ แพทย์ดรับยาต่อไปอีก 2 สัปดาห์ ต่อไป
พยาธิสรีรวิทยา
การได้ยิน (Hearing)
หูเป็นอวัยวะรับเสียงที่ทำให้เกิดการได้ยินอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการได้ยินประกอบด้วย (ear) เส้นประสาทหู (auditory nerve หรือ Vestibulocochlear nerve) และสมองใหญ่ส่วนกลีบขมับที่แปลเสียงการได้ยิน
โครงสร้างและหน้าที่ของหู
หูชั้นนอก (external ear)
เป็นส่วนที่มองเห็นได้ชัดเจนประกอบด้วยใบหูซึ่งเป็นกระดูกอ่อนทำหน้าที่รวบรวมเสียงและทิศทางของเสียงให้ผ่านเข้าไปในรูหู (auditory canal หรือ meatus) เป็นท่อยาวประมาณ 1 นิ้วภายในรูหูด้านนอกบุด้วยผิวหนังหนามากส่วนครึ่งด้านในผิวหนังบางมีความรู้สึกไวมากภายในรูหูมีต่อมขับขี้หู (Ceru men) คล้ายขี้ผึ้ง (ear wax) กันน้ำได้จึงมีหน้าที่ดักจับสิ่งแปลกปลอมที่จะเข้าหูเช่นแมลงถ้าขี้หูถูกสะสมไว้นาน ๆ จะอุดตันรูหูจนเกิดการเจ็บปวดหรือหูหนวกได้ส่วนของหูชั้นนอกที่ติดต่อกับหูชั้นกลางคือเยื่อแก้วหู (ear drum, tympanic mem brane) เป็นเยื่อที่บางรูปรีเป็นเยื่อยึดหยุ่นได้เกาะติดอยู่กับขอบกระดูกวงแหวนมีเซลล์สเควมัสเรียงตัวชั้นเดียวอยู่สองข้างเยื่อแก้วหูจึงทำให้มีความไวต่อการกระตุ้นมากคลื่นเสียงที่ผ่านมาถึงแก้วหูทำให้แก้วหูสั่นสะเทือนกลับไปกลับมาที่จุดนี้เป็นขั้นตอนแรกของการแปลงคลื่นเสียง
หูชั้นกลาง (middle elar)
เป็นช่องที่มีอากาศอยู่ (มีความจุประมาณ 2 มล.) อยู่ในบริเวณมาสตอยด์ของกระดูกขมับจะติดต่อกับคอหอย (pharynx) ทางท่อยเตเชียนท่อนี้จะเปิดขณะที่กำลังเคี้ยวหรือกลืนอาหารช่วงสั้น ๆ เพื่อปรับความดันในช่องหูให้เท่ากับภายนอกหากเป็นหวัดติดเชื้อที่จมูกเชื้อโรคมีโอกาสจะมาถึงหูชั้นกลางได้เช่นกันอวัยวะสำคัญของหูชั้นกลางคือกระดูก 3 ชั้น (ossicle) คือกระดูกค้อน (malleus, hammer) กระดูกทั่ง (incus, anvil) และกระดูกโกลน (state, stirrup) โดยปลายกระดูกค้อนจะไปเกาะแก้วหูด้านในส่วนหัวจะไปเกาะกระดูกทั่งกระดูกทั้งจะไปเกาะกับกระดูกโกลนส่วนล่างของกระดูกโกลนจะติดต่อกับช่องรูปไข่ (fenestra Ovaltis หรือ oval window) ซึ่งเป็นทางติดต่อกับหูชั้นในหูชั้นกลางมีกล้ามเนื้อมัดเล็ก ๆ สองมัดคือกล้ามเนื้อ tensor tympani ยึดติดกับกระดูกค้อนและกล้ามเนื้อ stapedius ยึดติดกับกระดูกโกลนเมื่อแก้วหูสั่นกระดูกทั้งสามชิ้นก็จะกระเทือนและสั่นไปด้วยกระแสคลื่นจะผ่านไปตามช่องรูปแล้วผ่านเข้าไปในของเหลวที่อยู่ในช่องหูชั้นหูชั้นกลางถูกยึดด้วยเอ็นแขวน (suspensory liga ment) สี่เส้นแยกกันยึดกระดูกทั้งสามชิ้นให้มั่นคงสามารถที่จะทำหน้าที่เป็นคานขยายความดังของเสียงเพิ่มขึ้น 20 เท่า
หูชั้นใน (inner ear หรือ labyrinth)
หูชั้นในอยู่ในส่วนหลังหูของกระดูกขมับ (petrous portion) ประกอบ2 ส่วน คือ
2) ส่วนที่เป็นแผ่นเยื่อ membranous Labyrinth) เป็นช่องที่บุด้วยแผ่นเยื่อตั้งซ้อนกันอยู่ในส่วนที่เป็นกระดูกประกอบด้วยยูตริเคิล Utricle) แซคคูล (Saccule) ซึ่งเป็นสติบูลท่อคอเคลีย (cochlea duct) และท่อครึ่งวงกลม (semicircular cana) ซึ่งภายในแผ่นนี้มีของเหลว (endolymph) บรรจุอยู่มีส่วนประกอบคล้ายน้ำในเซลล์คือมี K * สูง แต่ Na ต่ำ
1) ส่วนที่เป็นกระดูกกับส่วนที่เป็นแผ่นเยื่อโดยส่วนที่เป็นกระดูก (osseous labyrinth) ประกอบด้วยคอเคลีย (cochlear) เวสติบูล (vestibule) และท่อครึ่งวงกลม (semicircular canal) ส่วนที่เป็นกระดูกจะมีของเหลว (Peri Lymph) บรรจุอยู่ซึ่งมีส่วนประกอบคล้ายน้ำนอกเซลล์คือมี Na * สูง แต่ K” ต่ำ
กลไกการได้ยิน
โรค Otomycosis
หูชั้นนอกอักเสบจากเชื้อรา (otomycosis) เป็นการติดเชื้อราบางชนิดในรูหูข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง พบได้บ่อยพอควรโดยมักจะมีพยาธิสภาพบริเวณช่องหู (ear canal) และเยื่อแก้วหู (tympanic membrane) เชื้อราที่พบบ่อย
เชื้อราในหู Aspergillus niger มีโอกาสน้อยที่จะก่อให้เกิดโรคในมนุษย์มากกว่าโรคอื่น ๆ แอสเปอร์จิลลัส สายพันธุ์ ในกรณีที่หายากมากมนุษย์อาจป่วย แต่อาจเกิดจากโรคปอดที่ร้ายแรงเช่นแอสเปอร์จิลโลซิส โรคแอสเปอร์จิลโลซิสมักเกิดขึ้นบ่อยในหมู่คนงานพืชสวนที่สูดดมฝุ่นพรุซึ่งสามารถอุดมไปด้วย แอสเปอร์จิลลัส สปอร์ นอกจากนี้ยังพบเชื้อราในมัมมี่ของสุสานอียิปต์โบราณและสามารถสูดดมได้เมื่อถูกรบกวน niger เป็นหนึ่งในสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของ otomycosis (การติดเชื้อราในหู) ซึ่งอาจทำให้เกิดความเจ็บปวดสูญเสียการได้ยินชั่วคราวและเฉพาะในกรณีที่รุนแรงความเสียหายต่อช่องหูและเยื่อแก้วหู
Candida albicans เป็นเชื้อรา ที่เมื่อย้อมสีแกรมจะติดสีน้ำเงิน ปรากฏให้เห็นเป็นสองรูปแบบคือ ยีสต์และสายรายาว สามารถเจริญเติบโตได้ทั้งบนพื้นผิวและในสารคัดหลั่งของร่างกาย โดยเมื่อมองผ่านกล้องจุลทรรศน์จะเห็นเป็นรูปแบบยีสต์ที่มีการแตกหน่อ จำนวนมาก ขณะที่เจริญแทรกเข้าไปในเนื้อเยื่อจะมีการเปลี่ยนรูปร่างเป็น เส้นใยที่มีและไม่มีผนังกั้น
อาการ
มีอาการคันหู มักมีอาการหูอื้อ แน่นในหู เสียงดังในหู อาการเจ็บมัก ไม่ค่อยพบ ยกเว้นเมื่อมีการอักเสบเนื่องจากการติดเชื้อแบคทีเรียร่วม การตรวจหูจะพบลักษณะเป็นก้อนสกปรกสี เทาหรือขาวคล้ายกระดาษชุบน้ำ ถ้าเกิดจากเชื้อ Aspergillus niger จะพบจุดสปอร์(spore) สีดำรวมด้วย บางครั้งอาจเห็นเป็น filament และสปอร์ได้หลังจากทำความสะอาดรูหูแล้ว จะพบรูหูแดง มักไม่ค่อยบวม
ภาวะแทรกซ้อน
ผู้ป่วยเชื้อราในหูอาจมีภาวะแทรกซ้อนร่วมด้วยได้ เช่น แก้วหูทะลุ สูญเสียการได้ยิน การติดเชื้อที่กระดูกขมับ การติดเชื้อราในหูชั้นนอก ชั้นกลาง หรือโพรงกระดูกมาสตอยด์ (Mastoidectomy) รวมถึงเยื่อหุ้มสมองและสมองอักเสบ เป็นต้น
หูชั้นนอกอักเสบ (acute otiis externa)
เป็นโรคที่พบได้บ่อย ผู้ป่วยมักมีประวัติปวดหู หรือเจ็บหู หลังจากน้ำเข้าหูแล้วเช็ดหูหรือแคะหู โดยเฉพาะหลังว่ายน้ำ การอักเสบของหูชั้นนอก อาจเป็นการอักเสบโดยทั่วๆไปทั้งหูชั้นนอก (acute diffuse otitis externa) หรือเป็นการอักเสบเฉพาะที่บริเวณส่วนนอกของหูชั้นนอก (acute localized otitis externa) โดยเป็นเพียงรูขุมขนอักเสบ หรือเป็นฝี (furunculosis) หรืออาจเป็นรุนแรงจนลุกลามเข้าไปยังหูชั้นกลาง ทำลายเส้นประสาทสมอง (cranial nerves), อวัยวะอื่นๆ รอบหู หรืออาจลามไปยังสมองได้ โดยเฉพาะในผู้ป่วยสูงอายุที่เป็นโรคเบาหวาน, ผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับการฉายรังสีหรือได้รับยาเคมีบำบัด, ผู้ป่วยที่ได้รับยาสเตียรอยด์เป็นระยะเวลานาน ๆ การอักเสบอาจเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อราก็ได้
พยาธิสรีรวิทยา
ปกติรูหูส่วนนอกมีลักษณะทางกายวิภาคที่ป้องกันไม่ให้สิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรคผ่านเข้าไปได้ กระดูกอ่อนหน้าหูทำหน้าที่เสมือนประตูปิดหูไว้ รูหู ส่วนนอกไม่ตรง มีส่วนคอดที่แคบ มีขนสั้นและอ่อน มีต่อมไขมัน และต่อมที่ทำหน้าที่สร้างขี้หูให้ออกมาปะปนกับส่วนที่หลุดลอกออกมาจากชั้นผิวของรูหูส่วนนอก เพื่อต่อต้านไม่ให้สิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรคหลุดเข้าไปได้ และมีสารเคมีที่มีฤทธิ์เป็นกรด ซึ่งช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียและเชื้อรา นอกจากนี้ส่วนของไขมันที่เคลือบอยู่บนผิวของรูหู ส่วนนอก ยังทำหน้าที่ป้องกันการเปื่อยลอกของเยื่อบุ ของรูหูส่วนนอก
มีสาเหตุหลายลาเหตุที่ทำให้การป้องกันอันตรายดังกล่าวนี้เสื่อมหน้าที่ไปคือ
การพยายามแคะหรือเขี่ยขี้หูออก ทำให้สารเคมีที่ปกป้องและ ไขมันที่ทำหน้าที่ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหนังของรูหูเสีย
หน้าที่ไป
จากการว่ายน้ำ ดำน้ำหรือล้างหูด้วยสบู่บ่อยๆทำให้ขี้หูถูกละลายออกไปและทำให้เกิดภาวะเป็นด่าง ในรูหูส่วนนอก ทำให้เชื้อโรคเจริญเติบโตได้ดี
มีรูหูที่แดบ แต่มีขี้หูมาก เมื่อเวลาที่ น้ำเข้าไปในรูหู ทำให้เกิดอาการหูอื้อ เพราะว่าน้ำ ออกไม่ได้ ทำให้ต้องแคะหู เช็ดหู ทำให้เกิดการอักเสบของรูหูส่วนนอกได้ และเป็นบ่อยๆ.
แคะหู โดยใช้นิ้วมือหรือวัตถุใดๆก็ตาม ทำให้มีรอยถลอก หรือแผลเกิดขึ้นได้ เชื้อโรคจะเข้าไปตามรอยแผลนั้นเกิดการอักเสบขึ้น
ความร้อน และความชื้นในสภาวะอากาศที่ร้อน อาจทำให้ความชุ่มชื้นในรูหูสูงผิดปกติ เชื้อโรคเจริญได้ดี
โรคทางระบบอื่นๆ เช่น โรคเลือด โรคขาด วิตามิน โรคของระบบต่อมไร้ท่อและโรคผิวหนังบางชนิด เช่น ผิวหนังอักเสบจากการสัมผัส (contact dermatitis) โรคภูมิแพ้ของผิวหนัง เช่น บางรายแพ้ยาหยอดหูที่มียาต้านจุลชีพ neomycin เป็นส่วนประกอบ บางรายแพ้น้ำยาล้างชิ้นส่วนของแว่นตา หรือแพ้เครื่องช่วยฟังชนิดที่ใส่อยู่ในรูหู บางรายแพ้เชื้อ แบคทีเรียจากโรคหูน้ำหนวกเรื้อรัง (chronic otitis media) โดยหนอง เนื้อเยื่อที่ตาย หรืออักเสบที่ไหล ออกมาจากหูชั้นกลาง ทำให้มีการระดายเคือง และ เกิดการอักเสบของรูหูส่วนนอก (secondary otitis externa) ได้
อาการ
คัน ระคายเคืองในรูหูส่วนนอก
ปวดหู
หูอื้อ
มีของเหลว (หนอง) ไหลออกจากหู
ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ/การตรวจพิเศษ
Blood Glucose
169 mg/dL (70-108 mg/dL)
สูง ระดับน้ำตาลในเลือดสูง
บ่งบอกถึงภาวะ Hyperglycemia เป็น ภาวะที่ร่างกายมีระดับ น้ำตาลกลูโคส ในเลือดสูงกว่า ปกติ
BUN
20 mg/dL ( 10-20 mg/dL ) ปกติ
Creatinine
1.01 mg/dL
M(0.67 - 1.17) mg/dl F(0.51 - 0.95) mg/dl
สูง อาจมีภาวะไตวาย ไตล้มเหลว
WBC
12,300 mg/dL ( 4,400-11,300)
สูง มีการการติดเชื้อ ร่างกายอาจ ได้รับเชื้อโรค หรือเกิดโรคจากจุลชีพก่อโรคที่หลุด เข้าสู่ร่างกาย จึงกระตุ้นให้ร่างกายต้อง เร่งผลิตสร้างเม็ดเลือดขาว
HGB
13.8 10^3/uL (12.3-15.3) ปกติ
HCT
36.4 % (36.0-45.0) ปกติ
PLT
239,000 mg/dL (150,000-450,000) ปกติ
HbA1C (hemoglobin A1c)
6.3 % (4.8-5.9%)
สูง มีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน
Na
136 mEq/l (135-145 mEq/l) ปกติ
K
4.6 mEq/l (3.5-5.0 mEq/l) ปกติ
Cl
98 mEq/l (96-106 mEq/l) ปกติ
Cholesterol
150 mg/dl ปกติ
LDL- Cholesterol
154 mg/dl (<200 mg/dl) ปกติ
Urine glucose
1+ (Negative)
ผิดปกติ มีโมเลกุลของน้ำตาลกลูโคสที่รั่วออกมาในปัสสาวะ แสดงว่ามีน้ำตาลในเลือดสูง หรือเป็นเบาหวานนั่นเอง
H/C
รอผล
ข้อมูลเกี่ยวกับยาที่ผู้ป่วยได้รับในปัจจุบัน
Clotrimazole ear drop 1-2 drop x 3 times
กลุ่มยา Antifungal กลไกการออกฤทธิ์มีฤทธิ์ต่อเชื้อ Aspergillusและ Candida sp. ซึ่งเป็นเชื้อสาเหตุที่พบบ่อยของหูติดเชื้อรา (otomycosis)
เหตุผล: ต้านการเกิดเชื้อราบริเวณหู
ผลข้างเคียง/ การพยาบาล
ผลข้างเคียง
อาการปวด มีผื่นช่องหู ชั้นนอกและใบหู ช่องหูชั้นนอก อาจบวม แดง หรือมี ตุ่มใสขึ้นที่รูหู หรือใบหูอาจมี อาการคันร่วมด้วย การติดเชื้อราแทรกซ้อน เกิดจากการใช้ยาต้านจุลชีพ
การพยาบาล
1.บริหารยาให้ถูกต้องตามหลัก 7 R
สังเกตอาการข้างเคียงของยา หากพบให้รายงานแพทย์
Chlorpheniramine 1×3 ๏ pc 20 tab.
กลุ่มยา ยาแก้แพ้กลุ่มที่แย่งจับ H, receptor กลุ่มAlkylamineกลไกการออกฤทธิ์ต้านฮีสตามีน ต้านการบวม การหดรัดตัวของระบบทางเดินหายใจ ทางเดินอาหาร และกล้ามเนื้อเรียบของหลอดเลือด
เหตุผล : รักษาโรคแพ้อากาศ และลดการอักเสบเยื่อบุจมูก รวมทั้งอาการจาม คันตา น้ำตาไหล คันในคอ น้ำมูกไหล
ผลข้างเคียง/ การพยาบาล
ผลข้างเคียง
มีอาการซึม มึน ง่วงหลับ เวียนศีรษะ หูอื้อ ใจสั่น ชีพจรเร็ว ความดันโลหิตต่ำหรือสูงเล็ก
น้อย ตามัว ปากคอแห้ง ท้องผูก ปัสสาวะลำบาก คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ท้องเดิน
การพยาบาล
1.บริหารยาให้ถูกต้องตามหลัก 7 R
สังเกตอาการที่เกิดจากผลข้างเคียงของยาเช่นง่วงหลับเป็นต้น
วัดความดันโลหิตและประเมินความผิดปกติโดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูงอยู่ก่อน
Ketoconazole 1×1 ๏ pc 30 tab
กลุ่มยา ยาต้านเชื้อรา กลไกการออกฤทธิ์ยาจะออกฤทธิ์โดยไปแบ่งแยกผนังเซลล์ของเชื้อรา และเข้าไปรบกวนต่อกระบวนการเปลี่ยนแปลงภายในเซลล์ ทำให้หยุดยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา ยาดูดซึมในระบบทางเดินอาหารได้ดี เพราะยานี้ละลายน้ำได้ดีเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นกรด การซึมผ่านภายนอกไม่ค่อยดี จะต้องทาตรงตำแหน่งที่เป็น ยาซึมผ่านเนื้อเยื่อในร่างกาย ผ่านรก และเข้าสู่น้ำนมมารดาระยะให้นมบุตร ผ่าน CSF ได้น้อย มีการเปลี่ยนแปลงที่ตับ และขับออกทางอุจจาระ บางส่วนผ่านทางน้ำดีและขับออกทางปัสสาวะ
เหตุผล: ต้านการเกิดเชื้อราบริเวณหู
ผลข้างเคียง/ การพยาบาล
ผลข้างเคียง
พบบ่อย คือ คลื่นไส้ อาเจียน พบบ้าง คือ ปวดท้อง ท้องเสีย ท้องอืด พบน้อย คือ ผื่นคัน ง่วงนอนแต่นอนไม่หลับ มึนงง
การพยาบาล
1.บริหารยาให้ถูกต้องตามหลัก 7 R
2.ให้ผู้ป่วยรับประทานยาพร้อมอาหารหรือหลังอาหารทันที หลีกเลี่ยงการรับประทานยาขณะท้องว่าง หรือรับประทานยานี้ร่วมกับยาลดกรด เพื่อลดอาการคลื่นไส้ อาเจียนซึ่งพบในระยะแรก
ติดตามผล Liver function test ทั้งก่อนและหลังให้ยา เพื่อเปรียบเทียบผลจากการให้ยา
ciprofloxacin ear drop 1-2 drop x3 times
กลุ่มยา fluoroquinoloneกลไกการออกฤทธิ์มีฤทธิ์ครอบคลุมเชื้อStaphylococcusaureus, Klebsiella,Proteus และโดยเฉพาะPseudomonasaeruginosa ได้ดีมาก ให้ใช้ในผู้ป่วยที่แก้วหูทะลุ การหยอดสารที่มี pH เป็นกรดอ่อน ๆ สามารถชะลอ การเกิดหูชั้นนอกอักเสบได้ด้วยการยับยั้งการเจริญเติบโตของ เชื้อแบคทีเรียในรูหู
เหตุผล:ใช้ในผู้ป่วยแก้วหูทะลุ
ผลข้างเคียง/ การพยาบาล
ผลข้างเคียง พบน้อย ที่อาจพบได้บ้าง ได้แก่ มึนงง ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย อาการแพ้ยาทางผิวหนัง อาจ
มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ปวดท้อง มีแก๊สในช่องท้อง เจ็บหน้าอก อาจรบกวนการทำงานของสายตา ผื่นคันทางผิวหนัง
การพยาบาล
1.บริหารยาให้ถูกต้องตามหลัก 7 R
สังเกตอาการข้างเคียงของยา หากพบให้รายงานแพทย์
Paracetamol 500 mg 1 tab ๏ prn. For pain and fever
กลุ่มยา Analgesicsกลไกการออกฤทธิ์ ยับยั้งการสังเคราะห์ Prostaglandins ในระบบประสาทส่วนกลางได้ดี แต่ยับยั้งการสร้างสารนี้ที่บริเวณนอกสมองได้น้อยโดยเฉพาะในบริเวณที่เกิดการอักเสบซึ่ง Prostaglandins เป็นตัวทำให้เกิดความเจ็บปวดแและทำให้เกิดไข้ที่มีผลต่อศูนย์ควบคุมอุณหภูมิของร่างกายที่ฮัยโปธาลามัสยานี้ไม่มีฤทธิ์ยับยั้งการเคลื่อนตัวของ Neutrophil จึงมีฤทธิ์ต้านการอักเสบต่ำมากไม่ทำให้เกิดแผลในทางเดินอาหารและไม่มีผลต่อการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือดยาจะออกฤทธิ์สูงสุดในเวลา 30-60 นาทีหลังได้รับยา หากได้รับยาเกินขนาดจะมีพิษต่อตับและไต จึงไม่ควรใช้ยานี้ติดต่อกันเกิน 7 วัน
เหตุผล: มีอาการปวดหูหรือมีไข้
ผลข้างเคียง/ การพยาบาล
ผลข้างเคียง
ง่วงซึม แพ้ยา เช่น มีผื่น บวม เป็นแผลที่เยื่อบุช่องปาก มีไข้ เป็นต้น ในขนาดที่มากเกินไป อาจทำให้เกิดตับวายและถึงแก่ความตายได้ คลื่นไส้ อาเจียนอ่อนเพลีย อาการดีซ่านระดับ น้ำตาลในเลือดต่ำ อาจมีเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
การพยาบาล
1.บริหารยาให้ถูกต้องตามหลัก 7 R
ควรดื่มน้ำ เครื่องดื่ม หรือรับประทานอาหารเหลวบ่อยๆ เพื่อช่วยลดความร้อนไม่ควรดื่มน้ำผลไม้หรือเครื่องดื่มที่มีฤทธิ์เป็นกรดหลังรับประทานยา
ไม่ซื้อยารับประทานเองและไม่ใช้ยาเป็นเวลานาน เพราะอาจทำให้รับประทานยาเกินขนาด เกิดพิษและอาการข้างเคียง
ระวังการใช้ยาในผู้ป่วยโรคตับและผู้ที่ติดแอลกอฮอล์
การวินิจฉัยทางการพยาบาล
(Nursing Diagnosis)
ปัญหาที่ 3
ความสารถในการติดต่อสื่อสารลดลง เนื่องจากหูขวาอื้อ
ข้อมูลสนับสนุน
SD : คันหูข้างขวา น้ำหนองไหลออกจากหู การได้ยินลดลง เป็นมา 3 วัน
OD: แพทย์ใช้ Otoscope ส่องดูที่รูหูข้างขวาพบ White and black fungal debris มีของเหลวคล้ายหนองไหลออกมาเล็กน้อย
เกณฑ์การประเมิน
ผู้ป่วยสามารถสื่อสารได้เข้าใจ
วัตถุประสงค์
เพื่อส่งเสริมให้มีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
การพยาบาล
1.ประเมินการได้ยิน โดยการทดสอบการกระซิบ (Whispering test) พยาบาลยืนห่างจากผู้รับบริการ 2 ฟุตในตำแหน่งที่ผู้รับบริการไม่สามารถมองเห็นริมฝีปากของพยาบาลผู้รับบริการปิดหูข้างที่ยังไม่ต้องการตรวจพยาบาลกระซิบด้วยเสียงดังขนาดต่างๆกันที่ข้างหูที่ต้องการตรวจให้ผู้รับบริการพูดตามเสียงที่ได้ยินหรือทดสอบโดยนิ้วมือถูกันหรือดีดนิ้วมือในระยะไกลก่อนแล้วค่อยๆเขยิบเข้ามาใกล้ให้ผู้รับบริการบอกทันทีที่ได้ยินเสียงเปรียบเทียบระยะที่หูแต่ละข้างได้ยินเสียงหรือเปรียบเทียบกับการได้ยินของพยาบาล
2.ให้ยาตามแผนการรักษา คือ
Clotrimazole ear drop 1-2 drop x 3 times เพื่อต้านการติดเชื้อราในหู
ciprofloxacin ear drop 1-2 drop x3 times เพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อในรูหู
Ketoconazole 1×1 ๏ pc 30 tab เพื่อต้านการเกิดเชื้อราบริเวณหู
Paracetamol 500 mg 1 tab ๏ prn. For pain and fever เพื่อลดอาการปวดหู และอาการไข้
การสื่อสารพูดคุยกับผู้ป่วยควรจัดสิ่งแวดล้อมให้เงียบสงบ
4.ขณะพูดกับผู้ป่วยให้พูดตรงหน้าหรือยื่นให้ผู้ป่วยมองเห็นได้ชัด และอยู่ใกล้ เพื่อผู้ป่วยจะได้มองเห็นปากผู้พูดซึ่งจะช่วยให้เข้าใจได้ดีขึ้นได้มองเห็นปากผู้พูดซึ่งจะช่วยให้เข้าใจได้ดีขึ้น
ไม่ควรรีบร้อนในการพูดควรพูดกับผู้ป่วยอย่างช้าๆ ชัดเจนและอาจต้องพูดซ้ำพูดด้วยประโยคสั้นๆ ไม่ควรพูดประโยคยาวๆ หรือคำศัพท์ยากๆ ในการสนทนากับผู้ป่วย
ใช้กิริยาท่าทางประกอบการสนทนากับผู้ป่วย (Non-verbal communication) เช่นการพยักหน้าการส่ายหน้า การใช้มือ การแสดงออกทางสีหน้า
การประเมินผลทางการพยาบาล
ผู้ป่วยสามารถสื่อสารกับผู้อื่นได้เข้าใจ
ปัญหาที่ 5
ผู้ป่วยมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับการเจ็บป่วย เนื่องจากไม่เคยเจ็บป่วยมาก่อน กลัวจะหูหนวก
เกณฑ์การประเมิน
ผู้ป่วยตลายความวิตกกังวล มีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการรักษามากขึ้น
การพยาบาล
1.สร้างสัมพันธภาพกับผู้ป่วยแสดงท่าทีเห็นใจผู้ป่วย โดยการเข้าพูดคุยน้ำเสียงที่อ่อนโยน
2.สังเกตพฤติกรรม สีหน้าท่าทาง หรือซักถามข้อมูลผู้ป่วยเพิ่มเติมจากญาติ
3.รับฟังปัญหาของผู้ป่วย เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยระยะ
4.อธิบายให้ผู้ป่วยได้ทราบเกี่ยวกับโรค แผนการรักษาพยาบาลตามความเหมาะสมและแนะนำการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องกับสภาวะของโรคเพื่อลดความวิตกกังวลและความหวาดกลัวต่อโรคที่เป็น
5.เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยและญาติซักถามในสิ่งที่สงสัยและยังไม่เข้าใจ
6.แนะนำวิธีผ่อนคลายความเครียด เช่น ฟังดนตรี ทำสมาธิ
7.แนะนำญาติให้จัดหาวิทยุ เพื่อให้ผู้ป่วยได้ฟังเพลงหรือเทปธรรมะที่ผู้ป่วยชอบมาให้ฟัง
8.แนะนำให้ญาติมาเยี่ยมและให้กำลังใจผู้ป่วยอย่างสม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงการพูดคุยในสิ่งที่ทำให้ผู้ป่วยเกิดความวิตกกังวล
วัตถุประสงค์
เพื่อลดความวิตกกังวล ช่วยให้ผู้ป่วยเผชิญกับความเจ็บป่วยได้อย่างเหมาะสม
การประเมินผลทางการพยาบาล
ผู้ป่วยพูดคุยมากขึ้น อาการวิตกกังวลลดลง ให้ความร่วมมือและมีส่วนร่วมในแผนการรักษาพยาบาลและพยายามปฏิบัติตัวตามคำแนะนำ
ข้อมูลสนับสนุน
SD : ผู้ป่วยบอกว่ามีความกังวล เพราะไม่เคยเจ็บป่วยมาก่อน กลัวตัวเองจะหูหนวก
ปัญหาที่ 2
ไม่สุขสบายเนื่องจากมีไข้ (Fever)
ข้อมูลสนับสนุน
OD : มีอุณหภูมิร่างกายอยู่ระหว่าง 39-40 ºC
วัตถุประสงค์
ให้ผู้ป่วยสุขสบายและมีอุณหภูมิอยู่ในเกณฑ์ปกติ
เกณฑ์การประเมิน
ไม่มีไข้ T = 36.0-37.4 ºC
การพยาบาล
1.ประเมินความรุนแรงของระดับการมีไข้
วัดและจดบันทึกอุณหภูมิทุก 4 ชั่วโมง โดยการวัดอุณหภูมิทางรักแร้นาน 3-5 นาที ลงบันทึกไว้เพื่อดูการดำเนินของไข้และให้การช่วยเหลือต่อไป เช็ดตัวลดไข้ โดยวิธีที่ถูกต้องดังนี้
2.1 เช็ดตัวโดยใช้น้ำเย็นธรรมดา การเช็ดตัวต้องเช็ดนาน 15- 30 นาที ซึ่งวิธีนี้ เป็นการทำให้ความร้อนสูญเสียไปจากร่างกายได้สะดวกและรวดเร็ว เพราะน้ำที่ระเหยออกจากผิวหนังจะนำความร้อนออกจากร่างกายด้วยในขณะที่ใช้ผ้าชุบน้ำวางลงบนผิวหนังของผู้ป่วย
2.2 ขณะทำการเช็ดตัว ใช้ผ้าถูตัววางบริเวณซอกรักแร้ ข้อพับ หน้าอกเพื่อให้บริเวณนี้ได้สัมผัสน้ำมากที่สุด จะช่วยนำความร้อนออกจากร่างกายได้มาก
2.3 หลังเช็ดตัวแล้ว 30 นาทีวัดอุณหภูมิใหม่และบันทึกในฟอร์มปรอทเพื่อติดตามผลการพยาบาล
ดูแลให้ผู้ป่วยได้รับสารน้ำชดเชยอย่างเพียงพอ น้ำดื่มควรเป็นสารละลายORS หรือน้ำผลไม้ ใส่เกลือ ไม่ควรดื่มน้ำเปล่า เพราะจะทำให้มีภาวะโซเดียมต่ำ
ให้ผู้ป่วยพักผ่อนในสิ่งแวดล้อมที่สงบเงียบ เพื่อเป็นการลดกิจกรรมของร่างกาย จะทำให้การเผาผลาญลดน้อยลง ซึ่งจะช่วยลดความร้อนที่ผลิตขึ้นในร่างกายได้
5.ไม่ห่มผ้าหนาเกินไป เพื่อให้ความร้อนระบายออกจากร่างกายได้ง่าย
หลังเช็ดตัวลดไข้แล้ว ถ้าไข้ไม่ลง ดูแลให้รับประทานยา Paracctamol 500มิลลิกรัมครั้งละ 1 เม็ด เพื่อลดไข้ตามแผนการรักษา
7.ให้ผู้ป่วยดื่มน้ำมากๆ วันละ 2,000-3,000 ซีซี (8-12 แก้ว) เพื่อระบายความร้อนออกจากร่างกายทางปัสสาวะและป้องกันภาวะขาดน้ำ
8.วาง Ice beg หรือผ้าเย็นที่หน้าผากเพื่อช่วยระบายความร้อนออกจากร่างกาย
9.ดูแลสุขวิทยาโดยทั่วไป เช่น ผิวหนัง ปาก ฟัน ให้สะอาด เนื่องจากการมีไข้จะทำให้มีเหงื่อและกลิ่นปาก
การประเมินผลทางการพยาบาล
อุณหภูมิร่างกาย 37.8ºC
ปัญหาที่ 4
เสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานเนื่องจากมีระดับน้ำตาลในเลือดผิดปกติ
ข้อมูลสนับสนุน
OD :-น้ำหนัก 60 kg ส่วนสูง 160 cm BMI = 23.44 มีภาวะอ้วนระดับ1
-Blood Glucose 169 mg/dL (70-108 mg/dL)
HbA1C (hemoglobin A1c) 6.3 % (4.8-5.9%)
มีน้ำตาลในปัสสาวะ +1
วัตถุประสงค์
ป้องกันการเกิดโรคเบาหวาน
เกณฑ์การประเมิน
-ผู้ป่วยมีความเข้าใจเกี่ยวกับโรค
-ควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ 70-108 mg/dL
การพยาบาล
ติดตามผลเลือดเพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำตาลในเลือด (Blood sugar) ถ้ามีค่าสูงมากต้องรีบรายงานแพทย์ทราบเพื่อให้ความช่วยเหลือต่อไป
(fasting blood sugar: FBS )- ผู้ไม่เป็นโรคเบาหวาน = FBS น้อยกว่า 100 mg/dL
ผู้มีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน = FBS 100 - 125 mg/dL
ผู้เป็นโรคเบาหวาน = FBS มากกว่าหรือเท่ากับ 126 mg/d
ผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ hypoglycemia น้อยกว่า 70 mg/dL
ระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือด (HbA1c)
โดยค่าปกติน้อยกว่า 5.79%
ผู้เสี่ยงต่อการเป็นเบาหวาน ในช่วง 5.7- 6.4%
ผู้เป็นเบาหวานสูงตั้งแต่ 6.5% ขึ้นไป
สังเกตและบันทึกอาการ เกี่ยวกับระดับความรู้สึกตัว และภาวะน้ำตาลในเลือดสูง (Hyperglycemia) ได้แก่ปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำ น้ำหนักลด อ่อนเพลียคลื่นไส้อาเจียน หอบ ระดับความรู้สึกตัวลดลง ซึมลง และภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (Hypoglycemia) ได้แก่ เวียนศีรษะ กังวล เหงื่อออกง่าย ปวดหัว ฉุนเฉียว สายตาพร่ามัว ตัวสั่น หัวใจเต้นเร็ว อ่อนเพลีย หิวบ่อย
ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานและการป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้น โดยแนะนำให้สังเกตอาการภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (bypoglycemia) ซึ่งประกอบด้วยอาการใจสั่น เหงื่อออกมาก สั่น ตัวเย็น ชีด หิว กระวน
กระวาย ความรู้สึกตัวลดลง สับสน อาจหมดสติ เมื่อมือาการดังกล่าวให้รีบดื่มน้ำหวานหรืออมทอฟฟี่ ถ้าไม่รู้สึกตัวหรือไม่สามารถช่วยตนเองได้ ญาติควรรีบนำส่งโรงพยาบาล ส่วนภาวะน้ำตาลในเลือดสูง (hyperglycemia จะมีอาการปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำ น้ำหนักลด อ่อนเพลีย คลื่นไส้อาเจียน หอบ ระดับความรู้สึกตัวลดลง ซึมลง หมดสติ เมื่อมีอาการดังกล่าวให้รีบส่งโรงพยาบาล
แนะนำการรับประทานอาหารให้ครบ 3 มื้อต่อวัน และแนะนำอาหารที่ควรหลีกเลี่ยง
-น้ำตาลทุกชนิดไม่ว่าจะเป็น น้ำตาลทราย น้ำตาลอ้อย น้ำตาลก้อน น้ำตาลปี๊ป หรือแม้กระทั่งน้ำผึ้ง
ผลิตภัณฑ์นม ได้แก่ นมข้นหวาน นมปรุงแต่งรสหวาน นมเปรี้ยว
ผลไม้กวน ผลไม้แช่อิ่ม ผลไม้เชื่อม ผลไม้ตากแห้ง เช่น กล้วยตาก ลูกเกด ลูกพลับ อินทผลัมตากแห้ง รวมถึงผลไม้ในน้ำเชื่อมบรรจุกระป๋อง
อาหารที่ปรุงด้วยไขมันอิ่มตัวเช่น แกงกระทิ หมูสามชั้น น้ำมันมะพร้าว ไขมันสัตว์ เนย ครีม
อาหารประเภทแป้ง เช่น ขนมปัง เส้นก๋วยเตี๋ยว บะหมี่
ผลไม้ ควรหลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีรสหวานจัด เช่น มะม่วงสุก ทุเรียน เงาะ ลำไย องุ่น มังคุด ควรรับประทานคือ แอปเปิ้ลเขียว. กล้วย ฝรั่ง
และอาหารที่รับประทานได้ “ไม่จำกัดปริมาณ”ผักใบเขียวทุกชนิด ได้แก่ ผักกาด คะน้า กวางตุ้ง ผักบุ้ง ตำลึง บวบ มะเขือ ฟัก แตงกวา น้ำเต้า ถั่วฝักยาว ถั่วงอก เป็นต้น จะรับประทานในรูปของผักสด หรือผักต้มก็ได้ แต่ไม่แนะนำในรูปของน้ำผักปั่น
แนะนำการออกกำลังกายที่เหมาะสมเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนเลือด โดยการกระดกส้นเท้า ปลายเท้า การเดินเร็ว เป็นต้น การออกกำลังกายแต่ละครั้ง ควรใช้เวลาประมาณ 20 – 45 นาที
การประเมินผลทางการพยาบาล
ผู้ป่วยบอกได้เกี่ยวกับอาการของโรคเบาหวาน
ไม่มีอาการ Hyperglycemia และ Hypoglycemia
ปัญหาที่ 1
มีภาวะการติดเชื้อบริเวณหูชั้นกลาง เนื่องจากหูอื้อร่วมกับอาการคันหู น้ำหนองไหลออกจากหู เป็นมา 3 วัน
ข้อมูลสนับสนุน
SD ขณะอาบน้ำมีน้ำหนองไหลออกจากหูได้ใช้ไม้พันสำลีเช็ดในรูหูก่อนมีอาการหูอื้อไม่เคยมีอาการเจ็บหู มีไข้ หวัด เจ็บคอ นานๆครั้ง
OD : WBC 12,300 mg/dL (4,400-11,300) สูง มีการการติดเชื้อ
T 38 ºC,P 92 ครั้ง/min regular,R 22 ครั้ง/min ,BP 140/90 mmHg
H/C รอผล
Ear : White and black fungal debris at right ear, mild hearing loss at right ear, mild yellowdischarge. ตรวจดูหูโดยใช้เครื่องส่องหู (otoscope) ไม่พบการฉีกขาดหรือการทะลุของเยื่อแก้วหู
วัตถุประสงค์
เพื่อป้องกันการติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น
ผู้ป่วยไม่มีอาการและอาการแสดงของการติดเชื้อ อาการทุเลาลง
เกณฑ์การประเมิน
ผู้ป่วยไม่ติดเชื้อหูข้างขวา
อุณหภูมิปกติไม่เกิน 37.5 ºC
มีค่า WBC ปกติ (4,400-11,300)
ผู้ป่วยมีอาการคันลดลง
บริเวณหูไม่มี discharge
การพยาบาล
1.ประเมินวัดสัญญาณชีพทุก 4 ชั่วโมง และสังเกตอาการและอาการแสดงของอาการติดเชื้อบริเวณหู เช่น อาการคันในรูหู ปวดเจ็บบริเวณหูชั้นนอก มีของเหลวไหลออกจากรูหู มีไข้
ให้ยาตามแผนการรักษา ตามหลักการให้ยา 7R คือ
Clotrimazole ear drop 1-2 drop x 3 times เพื่อต้านการติดเชื้อราในหู
ciprofloxacin ear drop 1-2 drop x3 times เพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อในรูหู
Ketoconazole 1×1 ๏ pc 30 tab เพื่อต้านการเกิดเชื้อราบริเวณหู
Paracetamol 500 mg 1 tab ๏ prn. For pain and fever เพื่อลดอาการปวดหู และอาการไข้
ติดตามผลการให้ยา เพื่อดูว่ามีอาการ ช่องหูชั้นนอกและใบหูบวมแดงหรือคัน มีอาการเวียนศีรษะ หูอื้อ ใจสั่น
ล้างมือทุกคร้ัง ก่อนและหลังให้การพยาบาล ก่อนและหลงัสัมผสัผูป้่วย และหลังสัมผัสสารขับหลั่งรวมทั้งให้การพยาบาลโดยยึดหลัก aseptic technique
5.แนะนำให้ผู้ป่วย/ญาติรู้จักการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันการติดเชื้อในร่างกายด้วยตนเอง ดังนี้
ㆍ ใส่ที่อุดหู (Earplug) เพื่อป้องกันน้ำเข้าหู
ㆍ ไม่ใช้ไม้พันสำลีหรือสิ่งแปลกปลอมใดๆ เข้าไปทำความสะอาดภายในรูหู เนื่องจากจะเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อราได้
ㆍ เวลาน้ำเข้าหู ให้เอาสำลีใส่ไว้ที่ด้านนอกรูหู แล้วนอนตะแคงเอาหูข้างที่มีน้ำลง เพื่อให้น้ำออกจากหูไม่ควรปล่อยน้ำให้ค้างอยู่ในรูหูนานๆ
ㆍแนะนำผู้ป่วยไม่ให้สั่งนํ้ามูกหรือจามแรงๆ เนื่องทำให้เกิดแรงดันในช่องหูเพิ่มขึ้น
ㆍ หลีกเลี่ยงการแคะ แกะ เกา บริเวณหูและรูหูหากต้องการแคะหูทำได้ด้วยวิธีการ ดังนี้
1.เริ่มต้นด้วยการทำความสะอาดหูภายนอก บริเวณใบหูทั้งหน้าและหลัง
2.ใช้ดรอปเปอร์หรือที่หยดน้ำ หยดเบบี้ออยล์ หรือ ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (Hydrogen Peroxide) ลงไปในรูหูเพียงเล็กน้อย เพื่อให้ขี้หูมีความชื้นและอ่อนตัวลง สามารถแคะออกได้โดยง่าย
3.เอียงศีรษะไปข้างใดข้างหนึ่ง ค่อยๆ แหย่ก้านสำลีหรืออุปกรณ์แคะหูเข้าไปทีละนิดด้วยความเบามือ
4.เมื่อแคะขี้หูออกมาได้มากที่สุดแล้ว ทำความสะอาดหูด้วยน้ำสะอาดหรือเบบี้ออยล์อีกครั้ง แล้วเช็ดให้แห้ง เพื่อป้องกันการนำเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายและทำให้ช่องหูเป็นแผลอักเสบ
ติดตามผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ H/C
WBC
การประเมินผลทางการพยาบาล
อุณหภูมิปกติไม่เกิน 37.5 ºC
มีค่า WBC ปกติ (4,400-11,300)
ผู้ป่วยมีอาการคันลดลง
บริเวณหูไม่มี discharge
ปัญหาที่ 6
เสี่ยงต่อการมีโอกาสเกิดโรคซ้ำ เนื่องจากขาดความรู้ในการป้องกันโรคเมื่อกลับบ้าน
เกณฑ์การประเมิน
ผู้ป่วยและญาติอธิบายได้ว่ากระบวนการของโรคเป็นอย่างไรและสามารถบอกแผนการดูแลตนเองที่บ้านได้อย่างถูกต้อง
ผู้ป่วยและญาติเห็นความสำคัญของการมาตรวจตามนัด
ไม่มีการติดเชื้อเพิ่มขึ้น
การพยาบาล
ให้คำแนะนำผู้ป่วยก่อนกลับบ้านโดยใช้หลัก D-Method
Diagnosis แนะนำเกี่ยวกับโรคที่ผู้ป่วยเป็น คือ เป็นโรคที่มีการอักเสบจากเชื้อรา มักมีอาการคันหู หูอื้อ มีน้ำไหลออกจากด้านในหู มีอาการปวด และมีไข้ สาเหตุมักเกิดจาก การแคะหูบ่อย การมีน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรคเข้าไปในหู การใช้นิ้วหรือวัตถุใดๆก็ตามทำให้มีรอยถลอกหรือแผลเกิดขึ้นได้เชื้อโรคจะเข้าไปในแผลนั้นเกิดการอักเสบขึ้น เป็นต้น
Medicine: แนะนำยาที่ผู้ป่วยได้รับอย่างละเอียด สรรพคุณของยา ขนาดวิธีใช้ ข้อควรระวังในการใช้ยา ตลอดจนการสังเกตภาวะแทรกซ้อนรวมทั้งข้อห้ามการใช้ยา
Clotrimazole ear drop 1-2 drop x 3 times หยอดหู1-2 หยด วันละ 3 ครั้ง เป็นยาต้านการเกิดเชื้อราบริเวณ
ผลข้างเคียง : อาการปวด มีผื่นช่องหู ชั้นนอกและใบหู ช่องหูชั้นนอก อาจบวม แดง หรือมี ตุ่มใสขึ้นที่รูหู หรือใบหูอาจมี อาการคันร่วมด้วย การติดเชื้อราแทรกซ้อน เกิดจากการใช้ยาต้านจุลชีพ
ciprofloxacin ear drop 1-2 drop x3 times หยอดหู1-2 หยด วันละ 3 ครั้ง เป็นยาปฏิชีวนะประเภทหนึ่ง ซึ่งใช้สำหรับฆ่าเชื้อหรือชะลอการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย
ผลข้างเคียง : พบน้อย ที่อาจพบได้บ้าง ได้แก่ มึนงง ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย อาการแพ้ยาทางผิวหนัง อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ปวดท้อง มีแก๊สในช่องท้อง เจ็บหน้าอก อาจรบกวนการทำงานของสายตา ผื่นคันทางผิวหนัง
Chlorpheniramine 1×3 ๏ pc 20 tab. รับประทาน 1 เม็ด วันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร เป็นยาแก้แพ้
ผลข้างเคียง: มีอาการซึม มึน ง่วงหลับ เวียนศีรษะ หูอื้อ ใจสั่น ชีพจรเร็ว ความดันโลหิตต่ำหรือสูงเล็กน้อย ตามัว ปากคอแห้ง ท้องผูก ปัสสาวะลำบาก คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ท้องเดิน
Ketoconazole 1×1 ๏ pc 30 tab รับประทาน 1 เม็ด วันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร เป็นยาต้านเชื้อรา
ผลข้างเคียง: พบบ่อย คือ คลื่นไส้ อาเจียน พบบ้าง คือ ปวดท้อง ท้องเสีย ท้องอืด พบน้อย คือ ผื่นคัน ง่วงนอนแต่นอนไม่หลับ มึนงง
Paracetamol 500 mg 1 tab ๏ prn. For pain and fever รับประทาน 1 เม็ด ทันทีเมื่อมีอาการปวดและไข้ เป็นยาที่มีฤทธิ์แก้ปวดลดไข้
ผลข้างเคียง:ง่วงซึม แพ้ยา เช่น มีผื่น บวม เป็นแผลที่เยื่อบุช่องปาก มีไข้ เป็นต้น ในขนาดที่มากเกินไป อาจทำให้เกิดตับวายและถึงแก่ความตายได้ คลื่นไส้ อาเจียนอ่อนเพลีย อาการดีซ่านระดับ น้ำตาลในเลือดต่ำ อาจมีเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
Environment จัดสิ่งแวดล้อมรอบบ้านและภายในบ้านให้สะอาด และเป็นของระเบียบเพื่อป้องกันการถูกกระแทกบริเวณหู
Treatment
ไม่ควรพยายามแคะหรือเขี่ย หรือเช็ดขี้หูออกหรือทำความสะอาดหูโดยใช้ไม้พันสำลี นิ้วมือ หรือวัตถุใดๆ ก็ตาม.
ไม่ควรล้างหูด้วยสบู่ หรือน้ำยาฆ่าเชื้อบ่อยๆ.
ไม่ควรซื้อยาหยอดหูมาใช้เอง เพราะอาจแพ้ยาหรือส่วนประกอบของยาหยอดหูได้การรักษาโดยการใช้ยาหยอดหูให้ได้ผลสูงสุดนั้นจำเป็นต้องอธิบายให้คนไข้ทราบถึงวิธีการหยอดยาหยอดหูที่ถูกต้อง ได้แก่
1.ควรปรับอุณหภูมิของยาให้ใกล้เคียงกับอุณหภูมิของร่างกายถ้าเก็บยาไว้ในตู้เย็นควรนำมาตั้งทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้องหรือประคบด้วยมือสักพักจนได้อุณหภูมิพอเหมาะก่อนใช้การหยอดยาที่เย็นเกินไปอาจทำให้เกิดอาการมึนศีรษะได้
2.ควรทำความสะอาดช่องหูชั้นนอกก่อนเศษสิ่งสกปรกหรือหนองควรจะถูกเอาออกก่อนโดยใช้ไม้พันสำลีเช็ดออกให้สะอาด
3.ผู้ป่วยควรจะตะแคงเอาหูด้านที่จะหยอดขึ้นบน
4.การหยอดหูจะได้ผลดีสุดถ้ามีคนหยอดให้โดยเฉพาะในเด็กหรืออาจหยอดเองโดยทำให้ช่องหูชั้นนอกตรงก่อนโดยดึงใบหูไปด้านบนและไปทางด้านหลัง
5.หยอดยาหยอดหูลงไปในช่องหูชั้นนอกให้ท่วม (ประมาณ 8-10 หยด) ในรายที่มีเยื่อบุแก้วหูทะลุอาจต้องหยอดมากกว่านี้ระวังอย่าให้ปากขวดยาสัมผัสกับผู้ป่วย
6.อาจนวดบริเวณติ่งหน้าใบหูเพื่อช่วยดันยาไปยังช่องหูชั้นนอกส่วนลึกรวมถึงเข้าไปในหูชั้นกลางผ่านทางเยื่อบุแก้วหูที่ทะลุได้ดีขึ้นในรายที่มีเยื่อบุแก้วหูทะลุ
7.นอนตะแคงอยู่ในท่าเดิมประมาณ 5 – 10 นาทีแนะนำผู้ป่วยที่มีเยื่อบุแก้วหูทะลุว่าอาจมียาไหลลงคอได้ (ถ้าท่อที่ต่อระหว่างหูชั้นกลางและโพรงหลังจมูกยังทำงานได้ดี)
8.ก่อนลุกขึ้นหรือหยอดหูอีกข้างควรนำสำลีอุดที่ช่องหูชั้นนอกข้างที่หยอดแล้วเพื่อให้ยาค้างและสัมผัสอยู่ในช่องหูนานที่สุดเท่าที่จะนานได้และสามารถนำสำลีนี้ออกได้หลังจากนั้น 20 – 30 นาทีและให้ยาในช่องหูไหลออกมาเองแล้วเช็ดทำความสะอาดบริเวณรอบ ๆ หู
ผู้ป่วยที่ต้องเช็ดหู ทำความสะอาดหูทุกครั้งหลังการอาบน้ำ เนื่องจากมีน้ำเข้าไปในช่องหูแล้วเกิดความรู้สึกรำคาญ ควรใช้สำลีหรือวัสดุอุดรูหู (ear plug)(ซึ่งหาซื้อได้ตามร้านกีพา เป็นที่อุดหูสำหรับการว่ายน้ำหรือดำน้ำ) ทุกครั้งขณะอาบน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำเข้าหู จะได้ไม่ต้องเช็ดหูทุกครั้งหลังการอาบน้ำ
เมื่อมีอาการดันหู ไม่ควรปั่นหู โดยใช้ไม้พันสำลี นิ้วมือ หรือวัตถุใด ๆ ก็ตาม
Health การส่งเสริม ฟื้นฟูสภาพทางด้านร่างกายและจิตใจ ตลอดจนการป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เช่น ภาวะแทรกซ้อนของการติดเชื้อราในหู ผู้ป่วยเชื้อราในหูอาจมีภาวะแทรกซ้อนร่วมด้วยได้ เช่น แก้วหูทะลุ สูญเสียการได้ยิน การติดเชื้อที่กระดูกขมับ การติดเชื้อราในหูชั้นนอก ชั้นกลาง หรือโพรงกระดูกมาสตอยด์ (Mastoidectomy) รวมถึงเยื่อหุ้มสมองและสมองอักเสบ เป็นต้น
Out patient
มาพบแพทย์ตามนัด เพื่อรับยาอีก 2 สัปดาห์ต่อไป แนะนำให้มาตรงตามนัดทุกครั้ง
หากพบอาการผิดปกติ เช่น มีอาการคันหู ปวดหู หูอื้อมากขึ้น หรือมีหนองไหล ให้รีบมาพบแพทย์ก่อนวันนัด
ถ้าต้องการไปรักษาที่โรงพยาบาลชุมชนใกล้บ้าน ให้แจ้งแพทย์เมื่อมารับยาครั้งต่อไป
หากพบอาการผิดปกติ เช่น มีอาการคันหู ปวดหู หูอื้อมากขึ้น หรือมีหนองไหล ให้รีบมาพบแพทย์ก่อนวันนัด
ถ้าต้องการไปรักษาที่โรงพยาบาลชุมชนใกล้บ้าน ให้แจ้งแพทย์เมื่อมารับยาครั้งต่อไป
Diet ลดการบริโภคแอลกอฮอล์ กาเฟอีน และนิโคติน เพราะอาจทำให้หลอดเลือดขยายตัวและส่งผลทำให้ได้ยินการไหลเวียนของเลือดในหูดังขึ้นหรือหูอื้อมากขึ้นได้ หลีกเลี่ยงเกลือ เพราะเกลือจะทำให้การไหลเวียนของเลือดในร่างกายอ่อนแรง ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น อีกทั้งยังอาจทำให้เกิดอาการเสียงดังในหู และโซเดียมทำให้เกิดภาวะบวมคั่งของของเหลวในหูชั้นใน ซึ่งเกี่ยวข้องระบบการทรงตัวและการได้ยิน เมื่อปริมาณของเหลวดังกล่าวเสียสมดุล จะเกิดแรงดันภายในหู
วัตถุประสงค์
ผู้ป่วยมีความรู้เกี่ยวกับโรค เพียงพอที่จะปฏิบัติตัวได้ถูกต้องเมื่อกลับบ้าน
การประเมินผลทางการพยาบาล
ผู้ป่วยให้ความร่วมมือในการรักษาเป็นอย่างดี ปฏิบัติตัวและดูแลผู้ป่วยได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม
ข้อมูลสนับสนุน
SD : ผู้ป่วยชอบใช้ไม้พันสำลีแคะหูเป็นประจำ