Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
ระบบย่อยอาหาร The Digestive System, 754, 85, 3552, 9576, 755, 85555,…
ระบบย่อยอาหาร
The Digestive System
ระบบทางเดินอาหารเป็นระบบที่ทำหน้าที่ในการบดย่อยอาหารและดูดซึมสารอาหารเข้าสู่ร่างกาย
การย่อยอาหารในร่างกายมี 2วิธี คือ
1.การย่อยเชิงกล คือ การเปลี่ยนแปลงขนาดของอาหารให้มีขนาดเล็ก
2.การย่อยเชิงเคมี คือ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเคมีของอาหารโดยใช้น้าย่อยหรือเอนไซม์
อวัยวะในระบบย่อยอาหารแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มดังนี้ คือ
1.ท่อทางเดินอาหาร
(Alimentary Canal)
อวัยวะที่ช่วยในการย่อยอาหาร (Accessory Digestive Organs)
ช่องปาก (Mouth cavity)
หลอดคอ (Pharynx)
หลอดคอเป็นหลอดรูปกวยยาวประมาณ 5 นิ้ว ปลายบนกว้างติดต่อกับช่องปากและช่องจมูก
ช่วยในการกลืนอาหารจากปากไปยังหลอดอาหาร
หลอดคอแบ่ง ออกเป็น 3 ส่วน ตามลาดับดังนี้ คือ Nasopharynx, Oropharynx และ Laryngopharynx
หลอดอาหาร (Esophagus)
หลอดอาหาร ท่อลาเลียงอาหารอยู่ด้านหลังของหลอดลมและทะลุกระบังลมไปต่อกับปลายบนของกระเพาะอาหาร
ทำหน้าที่ลาเลียงอาหารที่เคี้ยวแล้วลงสู่กระเพาะอาหาร โดยการบีบรัดของผนังกล้ามเนื้อ
มีความยาวทั้งหมดของหลอดอาหาร ประมาณ23 -25 เซนติเมตร
มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 เซนติเมตร
ต่อมน้ำลาย (Salivary Gland)
เป็นต่อมมีท่อ มีหน้าที่ผลิตน้ำลาย (Saliva) มีฤทธิ์เป็นด่างเล็กน้อย มีคุณสมบัติสามารย่อยคาร์โบไฮดรกให้เป็นน้ำตาลได้
•เนื่องจากมีน้ำย่อยไทอะลิน(Ptyalin) อยู่ช่วยเลือบอาหารทำให้กลืนอาหารได้ง่ายและป้องกันน้ำยอยกัดกระเพาะอาหาร เพราะมีสารที่เรียกว่ มิวซิน (Mนcin) ช่วยทำให้ปากมีความซุ่มชื้นอยู่เสมอ และช่วยในการทาความสะอาดปากและฟัน ปัองกันฟันผุได้
กระเพาะอาหาร (Stomach)
- ตั้งอยู่บริเวณช่องท้องใต้กล้ามเนื้อกะบังลมค่อนมาทางบริเวณใต้ชายโครงด้านซ้ายมีลักษณะโป่งพองเป็นรูปคล้ายตัวอักษร ง ขนาดและรูปร่างของกระเพาะอาหารเปลี่ยนแปลงได้โดยขึ้นอยู่กับจานวนอาหารที่รับประทานเข้าไป และอวัยวะอื่น ๆ ทีอยู่บริเวณรอบข้าง
กระเพาะอาหารแบ่งออกได้เป็น 4ส่วนคือ
1. คาร์เดีย (Cardia) เป็นส่วนที่อยู่รอบรูเปิดของหลอดอาหาร
2. ฟันดัส (Fบกdนร) เป็นส่วนที่ต่อจากคาร์เดีย มีลักษณะนูนเป็นกระทุ้งไปทางซ้าย
3. บอดี้ (B๐dy) เป็นสวนที่ใหญ่ที่สุดอยู่ตรงกลางกระเพาะอาหาร
4. ไพโลรัส (Pylorus) เป็นส่วนปลายสุดที่ติดต่อกับลาไส้ล็กส่วนต้น เป็นส่วนที่แคบที่สุดของกระเพาะอาหาร
หน้าที่ของกระเพาะอาหาร
1. ช่วยขับน้ำย่อยในกระเพาะ (Gastric Juice) ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นกรด และมีน้ำย่อยเปปริน (Pepsin) ซึ่งสามารถย่อยโปรตีนได้
2. เป็นที่พักอาหารที่ถูกเปลี่ยนแปลงสภาพให้เป็นของเหลวเล็กน้อยซึ่งเรียกว่า ไคม์(Chyme) เพื่อส่งต่อไปลาไส้เล็กทีละน้อย ๆ
3. ผลิตสารบางอย่างเพื่อช่วยในการดูดซึมวิตามินบี 12 ซึ่งมีบทบาทสาคัญต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง
ลำไส้เล็ก
หน้าที่ของลาไส้เล็ก
ช่วยในการย่อยและดูดซึมอาหารเข้าสู่กระแสโลหิต เนื่องจากส่วนนี้มีน้ำย่อยเป็นจานวนมาก และเป็นส่วนที่ยาวที่สุดของท่อทางเดินอาหาร ดังนั้นจึงมีคารย่อยเละดูดซึมอาหารเข้าสู่กระแสโลหิตมากที่สุด
เป็นที่รับน้าดี (Bile) จากตับและน้าย่อยจากตับอ่อน
ลำไส้ใหญ่
-ชีกัม (Cecum)
-ลำไส้ใหญ่ส่วนต้น
-โคลอน (Colon)
-เร็กตัม (Rectum
)
ทวารหนัก (Anus)
บริเวณส่วนปลายของเร็คตัมจะมีลักษณะเป็นท่อแคบตีบลงยาวประมาณ 1 นิ้ว เรียกว่า ท่อทวารหนัก (Anal Canal) และบริวณปลายสุดของท่อทวารหนักจะมีลักษณะเป็นรูเปิดปิดเพื่อนาอุจจาระออกสู่ภายนอกร่างกาย ซึ่งเรียกว่าทวารหนัก หรือ อานัส (Anนร) บริเวณหวารหนักมีกล้ามเนื้อคอยควบคุมการขับอุจจาระ 2 ชั้น ชั้นนอกเป็นกล้ามเนื้อลายและชั้นในเป็นกล้ามเนื้อเรียบ
อวัยวะที่ช่วยในการย่อยอาหาร (Accessory Digestive Organs)
ลิ้น(Tongue)
ฟัน (Teeth)
-ฟัน ทำหน้าที่บดเคี้ยวอาหารให้มีขนาดเล็กลง
ต่อมน้าลาย (Salivary Glands)
เป็นต่อมมีท่อ มีหน้าที่ผลิตน้ำลาย (Saliva) มีฤทธิ์เป็นด่างเล็กน้อย มีคุณสมบัติสามารย่อยคาบไฮดรกให้เป็นน้ำตาลได้
•เนื่องจากมีน้ำย่อยไทอะลิน(Ptyalin) อยู่ช่วยเลือบอาหารทำให้กลืนอาหารได้ง่ายและป้องกันน้ำย่อยกัดกระเพาะอาหาร เพราะมีสารที่เรียกว่า มิวซิน (Mนcin) ช่วยทำให้ปากมีความซุ่มชื้นอยู่เสมอ และช่วยในการทำความสะอาดปากและฟัน ปัองกันฟันผุได้
ต่อมน้ำลายในร่างกายมี 3 คู่ คือ
1.ต่อมน้ำลายไต้หู
2.ต่อมน้าลายใต้ขากรไกรล่าง
3.ต่อมน้าลาาใต้ลิ้น
ตับ (Liver)
เป็นต่อมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในร่างกาย ตับจะวางตัวอยู่ทางด้านขวาบนของช่องท้อง และอยู่ใต้กะบังลม
**หน้าที่ของตับ
ควบคุมการเผาผลาญ (Metabolism) คาร์โบไฮเตรท โปรตีน และไขมัน
สร้างน้ำดี (bile) ออกไปสู่ไส้เล็ก เพื่อทำหน้ที่ย่อยและดูดซึมสารอาหารพวกไขมัน
การจัดและทำลายสารพิษและสิ่งแปลกปลอมภายในร่างกาย
เป็นแหล่งเก็บสะสมวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ เช่น วิตามิน A B, และ D รวมทั้งธาตุเหล็กและทองแดง
การจัดเซลล์เม็ดเลือดแดงและแบคทีเรียที่อยู่ในเลือด
เป็นแหล่งสร้างเม็ดเลือดแดงของทารกขณะอยู่ในครรภ์
เป็นแหล่งเก็บเลือดและมีบทบาทเกี่ยวกับระบบไหลเวียน เนื่องจากเลือดดาเกือบทั้งหมดจากอวัยวะภายในช่องท้องจะไหลเช้าสู่ตับก่อนที่จะเข้าสู่ระบบไหลเวียนทั่วไป
ผลิตสารไฟบริโนเจน (Fibrinogen) และ โพรทรอมบิน (Prothrombin) ซึ่งมีบทบาทสาคัญช่วยทาให้เสือดเกิดการแข็งตัวได้**
ถุงน้าดี (Gallbladder)
-ถุงน้าดีมีลักษณะเป็นถุงคล้ายลูกแพร์ (Pear) อยู่ใต้ตับ
-มี Connective tissue ยืดให้ติดอยู่กับตับ
-มีขนาดยาวประมณ 8-10 ซม. กว้าง 25 ซม มีเยื่อบุ 3 ชั้น ถุงน้าดีเป็นที่เก็บน้าดี (Bile) ที่เซลล์ตับผลิตออกมา มีสีน้าตาลปนหลือง มีฤทธิ์เป็นด่าง มีจานวนประมาณ 500-800 ชีซี ใน 24 ชั่วโมง
-มีหน้าที่สาคัญ คือ ช่วยดูดซึมการย่อยไขมัน ขับสี และ ของเสียต่างๆ ออกจากร่างกาย และ ดูดซึมวิตามิน A และวิตามิน K
ตับอ่อน (Pancreas)
ตับอ่อนมีรูปร่างยาวประมาณ 12.5 ซ.ม กว้างประมาณ 5 ช.ม วางตัวขวางอยู่บนผนังด้านหลังของซ่องท้องระดับกระดูกสันหลังส่วนเอวท่อนที่ 1 และ 2 ตับอ่อนแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ
1.ส่วนหัว (Head) อยู่ทางค้นขวาเป็นส่วนที่กว้างที่สุด วางอยู่ในส่วนโค้งรูปอักษรตัว C ของลาไส้เล็กส่วน Dนodenนm
2.ส่วนลาตัว (Body) ทอดตัวเฉียงไปทางซ้าย
3.ส่วนหาง (Tail) มีลักษณะแคบลงไปติดต่อกับม้าม ตับอ่อนเป็นทั้งต่อมมีท่อและไม่มีท่อ
หน้าที่ของตับอ่อน
1.ควบคุมระดับน้าตาลในเลือด เนื่องจากในตับอ่อนมีกลุ่มเซลล์ที่ทาหน้าที่เป็นต่อมไร้ท่อ สร้างฮอร์โมนอินซูลิน (เหรนl) และกลูดากอน(Glucagon) ซึ่งมีบทบาทสาคัญในการควบคุมระดับน้าตาลในเลือด
2.สร้างน้าย่อยคาร์โบไฮเตร โปรตีนและไขมัน และ ทาหน้าที่สร้างน้าย่อย (Pancreatic Juice) เข้าสู่ลาไส้เล็กส่วน Duodenum