Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
บทที่ 3 ป้องกันความเสี่ยงต่อการใช้ยา, น.ส.ณัฐณิชา เปียฉิม เลขที่ 25 ม.4/9 …
บทที่ 3 ป้องกันความเสี่ยงต่อการใช้ยา
ยา หมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่ใช้เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาหรือขบวนการทางพยาธิวิทยาซึ่งทำให้เกิดโรค
เป้าหมายของการใช้ยา มี 3 ประการได้แก่
1.ใช้ในการรักษาโรคให้หายขาด เช่นรับประทานยาเมื่อมีอาการเจ็บคอ
2.ใช้ในการควบคุมโรคหรือบรรเทาอาการ เช่น การใช้ยาลดความดันเลือดสำหรับผู้ที่มีความดันสูง
3.ใช้ในการป้องกันโรค เช่น การฉีดวัคซีนเพื่อไม่ให้เกิดโรคนั้นๆ
ความเสี่ยงต่อการใช้ยา หมายถึง โอกาสเกิดอาการอื่นๆที่อาจเป็นอันตรายต่อร่างกายผู้ที่ใช้ยา เรียกอาการที่เกิดขึ้นว่า ผลข้างเคียงของยา
อาการอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา
1.คลื่นไส้อาเจียน
2.มีผื่นขึ้นหรือแผลลอกไหม้บริเวณเยื่อบุต่างๆ
3.แน่นหน้าอก/หายใจไม่ออก
แนวปฏิบัติการใช้ยาที่ถูกต้อง
1.ใช้ยาให้ถูกโรค หมายถึง การใช้ยาให้ถูกกับโรคที่เป็นเพราะโรคแต่ละโรคมีสาเหตุการเกิดที่ต่างกัน
ใช้ยาให้ถูกขนาด หมายถึง จำนวนยาที่เข้าไปในร่างกาย ขึ้นอยู่กับอายุ น้ำหนักตัว ควมรุนแรงของโรค เพื่อให้เกิดผลที่ดีที่สุด
ใช้ยาให้ถูกเวลา เช่น ยาก่อนอาหารควรกินยาก่อนอาหาร 30 นาที
ใช้ยาให้ถูกบุคคล หมายถึง ไม่ควรนำยาของบุคคลหนึ่งไปให้อีกคนหนึ่งแม้ว่าจะมีอาการคล้ายกัน
การแพ้ยา เป็นอาการจากการใช้ยาที่คาดไม่ถึงซึ่งพบในบางรายเท่านั้น เกิดจากยาไปกระตุ้นภูมิต้านทานทำให้เกิดการแพ้
คำแนะนำในการใช้ยาบางประเภท
1.ยาปฏิชีวนะ จะต้องกินยาครบตามระยะเวลาที่แพทย์สั่งแม้ว่าจะหายแล้วก็ตาม
2.ยาซัลฟา เมื่อกินยานี้ควรจะดื่มน้ำตามมากๆเพราะจะถูกขับถ่ายทางปัสสาวะได้ดีเมื่อปัสสาวะมีความเป็นด่างและห้ามกินเครื่องดื่มที่เป็นกรด
3.ยาแก้ผดผื่นคัน ก่อนใช้ต้องเขย่าขวดก่อนทุกครั้ง
อาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา
การรับยาติดต่อกันเป็นเวลานาน เช่น ยาสเตียรอยด์ทำให้เกิดความผิดปกติทางจิตใจ
การดื้อยา เป็นผมาจากใช้ยาไม่ตรงกับโรคหรือไม่ถูกขนาด ทำให้ไม่สามารถทำลายเชื้อโรคได้
การติดยา ยาบางชนิดถ้าใช้ติดต่อกันนานจะทำให้ติดได้
อันตรายจาดพิษยา ถ้าใช้ยาเกินขนาดต้องรีบพบแพทย์
ผลข้างเคียงของยา เป็นกลไกการออกฤทธิ์ของยา เช่น ยาเตตราไซคลิน ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ จะเกิดมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับการตอบสนองของยาต่อผู้ใช้ยา
แนวปฏิบัติภายหลังพบอาการผิดปกติจากการใช้ยา
แนวทางปฏิบัติเมื่อเกิดอาการแพ้ยา
1.เมื่อเกิดอาการแพ้ยาอย่างรุนแรง - หยุดใช้ยาและรีบไปพบแพทยท์ทันที หลังจากนั้นต้องบันทึกชื่อตัวยา วันที่แพ้ไว้เพื่อเอาไว้แจ้งข้อมูลการแพ้ยาในการรับยาครั้งต่อไป
2.เมื่อเกิดอาการแพ้ยาไม่รุนแรง - สังเกตตัวเองและเฝ้าระวังอาการดังกล่าวอาจเพิ่มความรุนแรงขึ้นได้ และแจ้งแพทย์ให้ตรวจสอบในกรณีที่ต้องใช้ยาชนิดนั้นอีก
แนวทางปฏิบัติเมื่อเกิดผลข้างเคียงของยา
1.เมื่อเกิดผลข้างเคียงของยาที่มีอาการรุนแรง - ทั่วไปแพทย์จะแจ้งผลข้างเคียงของยาแต่ละชนิดให้ทราบเพื่อให้เตรียมพร้อมกับอาการที่จะเกิดขึ้น
2.เมื่อเกิดผลข้างเคียงของยาที่มีอาการไม่รุนแรง - โดยทั่วไปผลข้างเคียงมักไม่ค่อยเป็นปัญหาใดในการใช้ชีวิตมากนัก แต่หากเพิ่มความรุนแรงควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัช
การใช้ยาอย่างปลอดภัย
คุยกับแพทย์หรือเภสัชกร โดยบอกรายละเอียดของอาการป่วยให้มากที่สุด
ทำความรู้จักยาที่ใช้ ข้อจำกัดและผลข้างเคียงของยา
อ่านฉลากยาและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
หลีกเลี่ยงการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดปฏิกิริยาระหว่างยา
สังเกตตนเองต่ออาการข้างเคียงของยา
ความเชื่อที่ผิดของผู้ใช้ยา
ปรับยาตามขนาดของยาตามใจชอบ
ไม่ฟังคำอธิบายจากเภสัชกร
นำยาของผู้อื่นมาใช้
ไม่ดูวันหมดอายุ
เก็บยาไม่ถูกวิธี
การมีส่วนร่วมในการป้องกันความเสี่ยงต่อการใช้ยา
1.อ่านฉลากยาทุกครั้งก่อนใช้และทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
2.เข้าร่วมกิจกรรมประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับเรื่องยา
3.หากมีข้อสงสัยให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชไม่ควรไปหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตเอง
4.ควรจัดระเบียบตู้ยาให้เหมาะสม เช่น ชั้นบน สำหรับใช้ภายใน ชั้นกลาง สำหรับใช้ภายนอก ชั้นล่างสุด ใส่เวชภัณฑ์ เช่น สำลี
น.ส.ณัฐณิชา เปียฉิม เลขที่ 25 ม.4/9