Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
การพยาบาลเด็กที่ติดเชื้อ Human Immunodeficiency Virus : HIV - Coggle…
การพยาบาลเด็กที่ติดเชื้อ Human Immunodeficiency Virus : HIV
ความหมาย
เป็นภาวะที่ร่างกายได้รับเชื้อเอชไอวี (Human immunodeficiency virus) แล้วทำให้ T-helper lymphocyte หรือCD4
(เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มีแอนติเจนชนิด CD4 บนผนังเซลล์ ท้าหน้าที่ส่งเสริมเรียกเซลล์เม็ดเลือดขาวอื่น) ถูกทำลายและ
มีจำนวนลดลง เป็นผลให้เกิดภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องและติดเชื้อต่างๆได้ง่าย โดยเฉพาะเชื้อฉวยโอกาส เมื่อผู้ป่วยเด็กมีการติดเชื้อรุนแรงหรือติดเชื้อซ้ำๆ แสดงว่าเริ่มมีอาการเข้าสู่ระยะของโรคเอดส์ โดยอาจมีอาการแสดงช้าหรือเร็วขึ้นกับระดับภูมิคุ้มกันโรคของร่างกาย
สาเหตุ
มารมาสู่ทารก ส่วนใหญ่โรคเอดส์ในเด็กเกิดจากการติดเชื้อเอซไอวีด้วยวิธีนี้ หญิงที่มีเชื้อเอชไอวีหรือเป็นเอดส์แล้วมีการตั้งครรภ์ทารกจะมีโอกาสติดเชื้อเอชไอวีจากมารดาที่มีเชื้อเอชไอวีประมาณร้อยละ 25 แต่ในปัจจุบันอัตราการติดเชื้อด้วยวิธีนี้ลดลงเหลือน้อยกว่าร้อยละ 10 เนื่องจากมีการให้ยาต้านไวรัสแก่มารดาในระยะตั้งครรภ์ ระยะระหว่างคลอดและทารกหลังคลอด
อาการของเด็กที่ติดเชื้อเอดส์จากมารดา มี 2 แบบ
กลุ่มลุกลามเร็ว (rapid progressor)
อาจปรากฎอาการตั้งแต่อายุ 2-3 เดือน ได้แก่ เลี้ยงไม่โต มีเชื้อราในช่องปาก อุจจาระร่วงเรื้อรัง ปอดอักเสบ เด็กมักเสียชีวิตภายใน 1-2 ปีแรกจากภาวะแทรกซ้อนทางปอด เชื่อว่าเด็กกลุ่มนี้ได้รับเชื้อตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา
กลุ่มลุกลามช้า (slow progressor)
อาการค่อยเป็นค่อยไป มักปรากฏอาการเมื่อเด็กอายุหลายปี ประกอบด้วย น้ำหนักตัวน้อย ตับม้ามโต ต่อมน้ำเหลืองโต ปอดอักเสบ ต่อมน้ำลายอักเสบ ผื่นคันบริเวณผิวหนัง เชื่อว่าเด็กกลุ่มนี้ได้รับเชื้อขณะคลอดหรือหลังคลอด เด็กกลุ่มนี้จะมีชีวิตยืนยาวกว่าเด็กกลุ่มที่ 1
การรับเลือด ส่วนประกอบของเลือด การปลูกถ่ายอวัยวะจากผู้ติดเชื้อเอชไอวี การใช้เครื่องมือเจาะหู เข็มฉีดยาเสพติด การใช้อุปกรณ์แทงผิวหนังร่วมกัน และการได้รับเลือดจากผู้ติดเชื้อเอชไอวี
พยาธิสภาพ
เชื้อเอชไอวีมีความสามารถในการติดเชื้อที่ T helper cell (CD 4+) ได้ดีกว่าเซลล์ชนิดอื่น โดยอาศัยการจับกันระหว่าง GP 120 ขอบเปลือกนอกของไวรัสกับ CD 4 molecule ที่อยู่บนผิวของ T helper cell แบ่งตัวแล้วแยกตัวเป็นเซลล์เอชไอวีใหม่ออกมาจาก T helper cell และ T helper cell ก็จะถูกทำลายไป อีกกลไกหนึ่ง คือ แอนติบอดี้ต่อเชื้อเอชไอวี จะจับเชื้อเอชไอวี แล้วantibody-coated HIV จะถูกฟาโกซัยท์จับกินเข้าไปที่เชื้อเอชไอวีไม่ถูกทำลายในฟาโกซัยท์แต่จะอาศัยอยู่ในฟาโกซัยท์เลยเมื่อเชื้อเอชไอวีอยู่ในร่งกาย ระยะแรกอาจไม่มีพยาธิสภาพให้เห็น ต่อมาเมื่อ T helper cell ลดลงจะมีผลทำให้เกิดความบกพร่องของภูมิคุ้มกันชนิดผ่านเซลล์ขึ้น จึงก่อให้เกิดการติดเชื้อฉวยโอกาสชนิดต่างๆใน 4 ระบบสำคัญ
การติดเชื้อฉวยโอกาสชนิดต่างๆใน 4 ระบบ
ระบบประสาท จากการติดเชื้อจุลชีพ ทำให้สมองอักเสบและเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ตัวเชื้อไวรัสเอชไอวีสามารถทำให้เซลล์ประสาทเสื่อมได้
ระบบทางเดินหายใจ เกิดจากการติดเชื้อ เช่น ปอดบวม มีไข้ หอบเหนื่อย หายใจลำบาก เจ็บหน้าอกและไอ เป็นต้น
ระบบหลอดเลือด ทำให้เกิดมะเร็งของหลอดเลือดใต้ผิวหนัง ที่พบบ่อย คือ KaposiSarcoma ซึ่งกระจายทั่วร่างกายตามต่อมน้ำเหลือง หรืออวัยวะภายในต่างๆ
ระบบทางเดินอาหาร มีการติดเชื้อในลำไส้ ทำให้มีอาการท้องเดินเรื้อรัง อุจจาระอาจเป็นน้ำหรือมูก เชื้อที่เป็นสาเหตุของอาการโดยปกติจะไม่ก่อให้เกิดโรคในคนปกติ เช่น Cryptosporidium
การวินิจฉัย
การตรวจหาเชื้อไวรัส
การแยกเชื้อไวรัส
วิธีทางอิมมูโนวิทยา ตรวจหาแอนติเจนของเอชไอวี ที่นิยม คือการหา P 24 แอนติเจนในซีรั่ม ด้วยวิธี ELISA สามารถวินิจฉัยการติดเชื้อในระยะ window period
Polymerase chain reaction (PCR) เป็นวิธีเพิ่มจำนวนเชื้อเอชไอวี จาก RNA ให้เป็น DNA แล้วเพิ่มจำนวนเป็นล้านเท่า และตรวจวัดด้วย probe hybridization วิธีนี้มีความไวและจำเพาะสูง ช่วยการวินิจฉัยการติดเชื้อในระยะ window period ในผู้ใหญ่และทารกแรกเกิดได้
In situ hybridization เป็นวิธีการตรวจหาสารพันธุกรรมของเอชไอวีในเซลล์ที่มีการติดเชื้อ
การตรวจหา Anti-HIV แอนติบอดีซีรั่มหรือสารคัดหลั่งอื่น
การทดสอบอย่างรวดเร็ว (rapid screening test ตรวจหา I:G เป็นส่วนใหญ่ส่วนใหญ่ใช้หลักการของ ELISA วิธีนี้ถ้าให้ผลบวกควรยืนยันผลด้วยวิธีอื่นต่อไป
enzyme immunoassay และ immunofluorescense ส่วนใหญ่นิยมใช้ indirect ELISA และ indirect immunofluorescense ตรวจหา anti HIV ส่วนมากเป็น IgG ปัจจุบันมีการใช้ ELISA ตรวจหา IgA เพื่อช่วยวินิจฉัยการติดเชื้อในทารก พบว่าได้ผลดีเมื่อทารกอายุ 6-8 เดือนไปแล้ว
western blot (WT) เป็นวิธีใช้ยืนยันผลการติดเชื้อ โดยตรวจหา anti HIV แอนติบอดี้ในเซรั่มของผู้ป่วยที่จำเพาะต่อแอนติเจนของเชื้อเอชไอวีชนิดต่างๆ
การรักษา
การให้ยาต้านไวรัส โดยจะไปออกฤทธิ์ที่ระยะต่างๆ ของวงจรชีวิตของเชื้อเอชไอวี
ทำให้เชื้อเอชไอวีจำนวนลดลง ชะลอการดำเนินโรคและช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันที่เสื่อมไปฟื้นตัวขึ้น
ให้ยากระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน เช่น interleukin 2 เป็นต้น
การให้ยาป้องกันการติดเชื้อฉวยโอกาสในทารกหลังคลอดที่ยังไม่มีอาการของการติดเชื้อหรือยังวินิจฉัยไม่ได้ว่ามีการติดเชื้อเอชไอวี
ให้ยารักษาโรคอื่น ๆ เช่น ยาแก้คัน ยารักษาโรคปวดข้อ สเตรียรอยด์ ยากันชัก เป็นต้น
การพยาบาล
ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล
เสี่ยงต่อการติดเชื้อฉวยโอกาสและการแพร่กระจายเชื้อ
เป้าหมายการพยาบาล : ไม่มีการติดเชื้อฉวยโอกาสและไม่มีการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น
เกณฑ์การประเมิน : สัญญาณชีพปกติ น้ำหนักตัวในทารกเพิ่มขึ้นวันละ 20-50 กรัม/วัน หรือน้ำหนักไม่ลด และจำนวน T- helper cell ไม่ลดลง
กิจกรรมการพยาบาล
1.ป้องกันการติดเชื้อ เช่น การแยกอุปกรณ์ต่างๆ กับผู้ป่วยคนอื่น และล้างมือทุกครั้งก่อนและหลังทำหัตถการหรือให้การพยาบาลกับผู้ป่วย
2.แนะนำผู้มาเยี่ยมผู้ป่วยให้ล้างมือทุกครั้ง และหลีกเลี่ยงการสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งจากร่างกายผู้ป่วยเด็ก
3.ให้ยาต้านไวรัสและยาอื่นๆ แก่ผู้ป่วยเด็กตามแผนการรักษาของแพทย์
4.แนะนำให้รับประทานอาหารให้ครบถ้วยทั้ง 5 หมู่ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่เพียงพอต่อความต้องการ
5.ชั่งน้ำหนัก ในเด็กทารกควรชั่งวันละ 1 ครั้ง และสัปดาห์ละ 2 ครั้งในเด็กโต
6.วัดและประเมินสัญญาณชีพทุก 4 ชั่วโมง ส่งตรวจ lab CD4 และติดตามผล CD4
7.ให้เด็กได้รับวัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกันที่เหมาะสมตามอายุของเด็ก
8.สังเกตอาการ อาการแสดงของการติดเชื้ออื่นๆทางระบบหายใจหรือระบบทางเดินอาหาร
มีการเจริญเติบโตและพัฒนาการล่าช้า เนื่องจากมีการติดเชื้อ
เป้าหมายการพยาบาล : มีการเจริญเติบโตและพัฒนาการเหมาะสมกับวัย
เกณฑ์การประเมินผล : ส่วนสูงและเส้นรอบศีรษะเพิ่มขึ้นใกล้เคียงปกติ น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นพัฒนาการด้านต่างๆไม่ล่าช้าไปจากเดิม
กิจกรรมการพยาบาล
ให้ยาปฏิชีวนะ หรือยาต้านไวรัสตามแผนการรักษาของแพทย์
ส่งเสริมการเจริญเติบโต โดยดูแลเรื่องอาหารและน้ำให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย
ส่งเสริมและกระตุ้นพัฒนาการให้เป็นไปตามวัยหรือเหมาะสมตามศักยภาพของผู้ป่วยเด็ก
4.แนะนำผู้ดูแลเด็กถึงวิธีการส่งเสริมการเจริญเติบโตและพัฒนาการให้เหมาะสมตามวัย