Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
พยาธิสรีรภาพของภาวะผิดปกติระบบหัวใจและหลอดเลือด - Coggle Diagram
พยาธิสรีรภาพของภาวะผิดปกติระบบหัวใจและหลอดเลือด
ความสำคัญของระบบไหลเวียน
การไหลเวียนเลือดเกิดขึ้นได้จากแรงที่หัวใจบีบตัวส่งเลือด ตามหลอดเลือดไปยังปอด เพื่อการแลกเปลี่ยนออกซิเจน และคาร์บอนไดออกไซด์ แล้วกลับมาเข้าหัวใจเพื่อส่งไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย สุดท้ายจะไหลเวียนมาเข้าหัวใจอีก เช่นนี้เรื่อยไป ขับถ่าย นำของเสียซึ่งเกิดจากเมแทบอลิซึม เพื่อ ขับออกภายนอกร่างกาย การคงปริมาณสารน้ำของร่างกาย ช่วยควบคุมและ รักษาดุลของสารน้ำภายในร่างกาย
การทำงานของระบบไหลเวียนเลือด
หัวใจ
หลอดเลือด
หลอดเลือดดำ
หลอดเลือดฝอย
วิธีการประเมินการทำงานของหัวใจที่ควรทราบ
การฟังเสียงหัวใจ
การจับชีพจร
การวัดความดันโลหิต
ก่อนที่จะวัดชีพจรต้องงดทำกิจกรรมเคลื่อนไหวต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเดิน วิ่ง ขึ้นบันได ยกของหนัก หรือการทำงานหนักที่หัวใจเต้นเร็วแรงขึ้น ดังนั้น ควรวัดชีพจรตอนที่นั่งพักเฉย ๆ มาสักระยะแล้วอย่างน้อย 5-10 นาที รวมถึงการไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนอย่างชา กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง หากดื่มมาแล้วควรเว้นระยะก่อนวัดชีพจร 1 ชั่วโมงขึ้นไป
วิธีการวัดชีพจรง่าย ๆ ทำได้โดยการวางนิ้วชี้และนิ้วกลางลงบนข้อมือ กดลงไปเบา ๆ จะรับรู้ได้ถึงสัญญาณชีพที่เต้นตุ้บ ๆ อยู่ ให้จับเวลา 30 วินาทีแล้วนับว่าหัวใจเต้นไปกี่ครั้ง จากนั้นนำตัวเลขที่วัดได้มาคูณสอง (x2) ผลลัพธ์ที่ออกมาคือจำนวนการเต้นหัวใจภายใน 1 นาที และเพื่อความแม่นยำแนะนำให้ทำซ้ำอย่างน้อย 2-3 ครั้งแล้วนำมาหาค่าเฉลี่ย
เคล็ดลับการวัดชีพจรให้ได้ผลดี : ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการวัดชีพจรคือตอนเช้าหลังจากการตื่นนอน แต่หากว่ามีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ สามารถตรวจชีพจรอย่างน้อย 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์โดยวัดชีพจรในช่วงเวลาที่แตกต่างกันไป เช่น หลังตื่นนอนตอนเช้า กลาง เย็น และก่อนนอน จากนั้นนำมาค่าหาเฉลี่ยจะได้ค่าชีพจรที่ถูกต้อง
หลอดเลือดฝอย (capillary) การแลกเปลี่ยนที่หลอดเลือดฝอย
เกิดขึ้นโดยที่ความดันทางด้านหลอดเลือดแดงของหลอด เลือดฝอยมีความดันไฮโดรสแตติก (hydrostatic pressure) สูงกว่า ความดันออสโมติคของคอลลอยด์ (colloidal osmotic pressure) ทำให้สารน้ำซึมออกไปนอกหลอดเลือด ส่วนความดันไฮโดรส- แตติกด้านหลอดเลือดดำของหลอดเลือดฝอยต่ำกว่าความดัน ออสโมติกของคอลลอยด์ สารน้ำจึงซึมเข้าไปในหลอดเลือดฝอย ความดันออสโมติกของหลอดเลือดฝอย (capillary osmotic pressure) ขึ้นอยู่กับโปรตีนที่อยู่ในพลาสมา (plasma) ซึ่งมีประมาณ ๗.๓ กรัม/๑๐๐ ลูกบาศก์เซนติเมตร มากกว่าโปรตีนที่อยู่ในส่วน ระหว่างเซลล์ซึ่งมีอยู่เพียง ๑.๕ กรัม/๑๐๐ ลูกบาศก์เซนติเมตร ถึง ๕ เท่า ความดันออสโมติกของคอลลอยด์ของพลาสมานั้น มีทั้งหมดประมาณ ๒๘ มิลลิเมตรปรอท ๑๙ มิลลิเมตรปรอท เกิดจากโปรตีน อีก ๙ มิลลิเมตรปรอทเกิดจากแคทไอออน (cation) ซึ่งจับอยู่กับพลาสมาตามหลักดุลของดอนนัน (Donnan's equilibrium) หลักดุลของดอนนัน คือจำนวนของแอนไอออน ที่แพร่กระจายได้ (diffusible anions) x แคทไอออนที่แพร่กระจาย ได้ (diffusible cations) ทั้ง ๒ ข้างของผนังเซมิเปอร์มิเอเบิล (semiper- meable membrane) จะต้องเท่ากัน โปรตีนในพลาสมาสส่วนมากเป็น แอนไอออน (anions) ซึ่งมีแคทไอออนจับอยู่ แคทไอออนนี้ ส่วนมากเป็นโซเดียม
หลอดเลือด
ตามพลศาสตร์ของการไหลเวียนเลือดนั้น การทำงานของ ระบบการไหลเวียนเลือดขึ้นอยู่กับหลักทางฟิสิกส์โดยตรง คือ การเคลื่อนที่ของน้ำในท่อ ถึงแม้ว่าจะถูกดัดแปลงไปบ้าง ตาม ผลทางสรีรวิทยา
ความผิดปกติของหลอดเลือด
ภาวะคอเลสเตอรอลสูงหรือไขมันในเลือดสูง ที่ใครต่อใครก็เป็นอาจดูเหมือนจะเป็นโรคปกติธรรมดาสำหรับคนยุคนี้เพราะภาวะผิดปกติที่ว่าไม่ได้ส่งผลกระทบกับร่างกายให้คนไข้ได้รู้สึกในทันที ไม่แสดงอาการผิดปกติในชีวิตประจำวัน ขณะที่วัฒนธรรมการบริโภคซึ่งเน้นหนักไปทางของมันของทอด เพราะเป็นอาหารที่หาซื้อหารับประทานได้ง่ายนั้นคือต้นเหตุสำคัญที่เป็นสาเหตุการตายอันดับ 2 ของเมืองไทยซึ่งเกิดจาก ตะกรันไขมันอุดตันหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลัน ตะกรันไขมันในหลอดเลือด ที่ว่านี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง หลอดเลือดหัวใจตีบ อัมพฤกษ์ อัมพาตและไตวาย
ผลกระทบของความผิดปกติของผนังหลอดเลือดต่อสุขสภาพ
อวัยวะที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ หัวใจ สมอง ไต ลำใส้เล็ก
ระบบของ enzyme ต่างๆ จะสูงขึ้น enzyme เหล่านี้เป็น enzyme ในกระบวนการ catabolism ในร่างกาย ดังนั้นเมื่อมีการทำลาย cell มากขึ้น เนื่องจากขาดเลือดมาเลี้ยงก็มี enztme เหล่านี้เพิ่มมากขึ้นในกระแสเลือด
หลักการรักษาพยาบาล
1.หลักการรักษาภาวะ atherosclersis คือการทำให้ผนังหลอดเลือดบางลง เพื่อเพิ่ม งวดของหลอดเลือด โดยการทำผ่าตัดเพื่อดูดเอา plaque ออก (endarterctomy) หรือ ทำการตัดต่อเส้นเลือด
2.ผู้ที่มีแนวโน้มว่าจะ มีโอกาสเกิดภาวะ atherosclersis เนื่องจากมีระดับไขมันในเลือดสูง การแนะนำให้ปรับพฤติกรรมสุขภาพใหม่เป็นบทบาทของพยาบาล โดยเน้นการออกกำลังกาย การลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ
ความผิดปกติในระบบหัวใจและหลอดเลือดที่สำคัญ
ภาวะความดันโลหิตสูง
ความดันโลหิต หมายถึง ความดันโลหิตตัวบน (Systolic Pressure) สูงกว่า 140 มิลลิเมตรปรอท หรือ ความดันโลหิตตัวล่าง (diastolic Pressure) สูงกว่า 90 มิลลิเมตรปรอท
ระดับความดันโลหิต
ความดันโลหิตเกณฑ์ปกติ คือ 120/80 (mm/Hg)
ความดันโลหิตค่อนข้างสูง แต่ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ คือ 121-139/80-89 (mm/Hg)
ความดันโลหิตสูงมาก คือ ความดันโลหิตตัวบนมากกว่า (หรือเท่ากับ) 140 (mm/Hg) และตัวล่างมากกว่า (หรือเท่ากับ) 90 (mm/Hg)
ความดันโลหิตระดับอันตราย 160/100 (mm/Hg)
ชนิดของความดันโลหิตสูง
ชนิดที่ไม่ทราบสาเหตุชัดเจน ส่วนใหญ่เชื่อกันว่าเกิดจาก 2 ปัจจัย คือ กรรมพันธุ์หรือสิ่งแวดล้อม โดยส่วนใหญ่เกิดจากปัจจัยส่งเสริม เช่น ภาวะอ้วน เบาหวาน ทานอาหารเค็ม ดื่มสุรา สูบบุหรี่ เครียด เป็นต้น
2.ชนิดที่ทราบสาเหตุ เป็นโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นผลมาจาก ที่เป็นโรคอื่นมาก่อนและมักต้องรักษาโรคที่เป็นสาเหตุด้วย เช่น เนื้องอกที่ต่อมหมวกไต ไตวายเรื้อรัง หลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงไตตีบ หลอดเลือดแดงใหญ่ตีบในส่วนของช่องอก รวมถึงผู้ที่ใช้ยาสเตียรอยด์เป็นประจำ ซึ่งมักพบในผู้ป่วยที่มีอายุน้อยกว่า 45 ปี
พยาธิสรีรวิทยา
ความดันโลหิตสูงชนิดนี้ไม่ทราบกลไกการเกิด
1.Genetic defect มีความผิดปกติของไตเองตั้งแต่กำเนิด ไม่สามรถ excre sodium และนำได้
2.Sympathetic nervous system มี overactiviy เพิ่มการหลั่งของสาร adrenaline และ Noreadrenaline มากกว่าปกติ
3.Renin angiotensin system ปัจจัยนี้ได้มีผู้พยามศึกษาเรนินในพลาสม่า
ไตถูกทำลาย หรือ หลอดเลือดแดงไปเลี้ยงที่ไตตีบลง จะกระตุ้น เรนิน ถูกหลั่งออกมาทำปฎิกิริยาต่อ
ความดันโลหิตต่ำจากการเปลี่ยนท่า
ภาวะความดันโลหิตต่ำจากการเปลี่ยนท่า (Orthostatic or postural hypotension) หรือความดันตกขณะเปลี่ยนท่า หรือความดันโลหิตต่ำขณะลุกยืน เป็นความดันโลหิตต่ำในรูปแบบหนึ่ง ที่เกิดขึ้นเมื่อคุณเปลี่ยนตำแหน่ง จากการนั่งหรือนอนเป็นยืนขึ้น อาการที่ชัดเจนมากที่สุดคือ เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ หรือแม้กระทั่งเป็นลม ภาวะความดันโลหิตต่ำจากการเปลี่ยนท่ามักมีอาการไม่รุนแรง โดยมักมีอาการจากไม่กี่วินาทีไปจนถึงสองสามนาทีหลังจากยืนขึ้น อย่างไรก็ดี ภาวะความดันโลหิตต่ำหรือตกจากการเปลี่ยนท่าที่มีอาการเป็นเวลานาน อาจเป็นสัญญาณของปัญหาต่างๆ ที่ร้ายแรงได้ ดังนั้น ให้ไปพบหมอหากคุณรู้สึกปวดศีรษะบ่อยๆ เมื่อยืนขึ้น อาจเป็นเรื่องเร่งด่วนมากกว่า ที่ต้องไปพบหมอทันที หากคุณเกิดหมดสติขึ้นมา แม้เพียงช่วงสั้นๆ ก็ตาม
มีสาเหตุต่างๆ ที่ทำให้เกิดภาวะความดันโลหิต
ภาวะเกี่ยวกับหัวใจ
ความผิดปกติเกี่ยวกับการย่อยอาหาร
ปัญหาเกี่ยวกับต่อมไร้ท่อ
ความผิดปกติเกี่ยวกับระบบประสาท
กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
โรคหัวใจขาดเลือด หมายถึง โรคที่เกิดขึ้นเนื่องจากหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจตีบหรือตัน ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจมีเลือดไปเลี้ยงลดลงหรือไม่มีเลย เป็นผลให้การทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ หากรุนแรงทำให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายได้ การที่หลอดเลือดเลี้ยงหัวใจตีบหรือตันนั้น ส่วนใหญ่แล้วเกิดจากหลอดเลือดแข็งตัวขึ้น เนื่องจากมีไขมันสะสมในผนังด้านในของหลอดเลือด เป็นผลให้ทางที่เลือดไหลผ่านแคบลง เลือดไหลไม่สะดวก กล้ามเนื้อหัวใจจึงได้รับเลือดน้อยกว่าปกติ นอกจากนั้นยังอาจเกิดจากเกร็ดเลือดและลิ่มเลือดอุดตันอีกด้วย
อาการ
อาการที่สำคัญของภาวะหัวใจขาดเลือด คือ อาการเจ็บแน่นหน้าอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะออกแรง พักแล้วดีขึ้นโดยจะรู้สึกแน่นๆ อึดอัด บริเวณกลางหน้าอก หรือค่อนมาทางซ้าย เจ็บลึกๆ หายใจไม่สะดวก อาจมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เหงื่อแตก ใจสั่น หน้ามืด บางรายนอกจากแน่นหน้าอกแล้ว ยังอาจเจ็บร้าวไปที่หัวไหล่ แขน หรือ คอ
ลิ้นหัวใจพิการ
hypertrophy ของ venticle ข้างซ้ายหรือข้างขวา ทำให้การทำงานของหัวใจผิดปกติและมีอาการ หัวใจล้มเหลว
dilatation of venticle ของช่องหัวใจ ทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว
การอุดกั้นของเลือดจากหัวใจห้องบนลงห้องล่าง ทำให้เกิดการคั่งของเลือดในอวัยวะต่าง ๆ
การลดลงของปริมาณเลือดที่ออกจากหัวใจ
ระบบไฟฟ้าหัวใจ
แรงกระตุ้นไฟฟ้าจะเริ่มในหัวใจห้องบน และ เดินทางผ่านทางเฉพาะที่อยู่ระหว่างหัวใจห้องล่างทั้งสองห้อง แล้วไปกระตุ้นให้หัวใจห้องล่างบีบตัว ระบบนี้ทำให้หัวใจของคุณเต้นเป็นจังหวะ และ ทำให้เลือดไหลได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีการสะดุด
ภาวะหัวใจล้มเหลว
ภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน (acute heart failure) เป็นภาวะหัวใจล้มเหลวที่มีอาการเกิดขึ้นใหม่อย่างรวดเร็วหรือมีภาวะหัวใจล้มเหลวที่มีอาการคงที่แต่กลับแย่ลงในเวลาไม่นาน
ภาวะหัวใจล้มเหลวเรื้อรัง ( chronic heart failure) พบได้ในผู้ป่วยที่เคยได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันมาก่อนหรือไม่ก็ได้ แต่ในขณะที่ทำการวินิจฉัยผู้ป่วยมีอาการของภาวะหัวใจล้มเหลวและ/หรือมีการทำงานที่ผิดปกติไปของหัวใจคงอยู่เป็นเวลานาน
อาการ
อาการหายใจเหนื่อย เป็นอาการสำคัญของภาวะหัวใจล้มเหลว โดยอาจมีอาการเหนื่อยในขณะที่ออกแรง อาการเหนื่อย/หายใจไม่สะดวกในขณะนอนราบ บางครั้งจะมีอาการไอในขณะนอนราบด้วย หรือในขณะนอนหลับต้องตื่นขึ้นเนื่องจากมีอาการหายใจไม่สะดวกซึ่งเป็นอาการจำเพาะสำหรับภาวะหัวใจล้มเหลว
อ่อนเพลีย เกิดจากการที่มีเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อต่างๆ ของร่างกายลดลง ทำให้ความสามารถในการทนต่อการทำกิจกรรมหรือความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวันต่างๆ ของร่างกายลดลง
มีอาการบวมจากภาวะคั่งน้ำและเกลือ เช่น ที่เท้าและขามีลักษณะบวม กดบุ๋ม มีน้ำคั่งในปอดและอวัยวะภายใน เช่น มีตับ ม้ามโต มีน้ำในช่องท้อง ทำให้มีอาการท้องบวม ท้องโตขึ้น แน่นอึดอัด