Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
HIV Infection with Pneumocystis carinii with R/O Tuberculosis - Coggle…
HIV Infection with Pneumocystis carinii with R/O Tuberculosis
ข้อมูลผู้ป่วย
การวินิจฉัยโรค
HIV Infection with Pneumocystis carinii with R/O Tuberculosis
ข้อมูลทั่วไป
เพศชาย อายุ 37 ปี สถานภาพสมรสคู่ เชื้อชาติ ไทย สัญชาติ ไทย ศาสนาพุทธ การศึกษา:จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
ประวัติการเจ็บป่วยในปัจจุบัน
3 สัปดาห์ก่อนมาโรงพยาบาล
มีไข้ ไอ ปวดเมื่อย ตามตัว มาเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ แห่งหนึ่งเป็นเวลา 10 วันช่วงนั้นขาดยาเกือบ 1 สัปดาห์ ปวดตามตัวเมื่อเวลาไข้ขึ้น ได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะอาการดีจึงขึ้นแพทย์จึงให้กลับบ้าน
1 สัปดาห์ก่อนมาโรงพยาบาล
อาการไข้ดีขึ้น แต่จะออกร้อนในตัว เหงื่อออก เป็นตอนช่วงบ่ายๆตี 2 ทุกคืน เหนื่อยและอ่อนเพลีย เพลียมากขึ้น
2 สัปดาห์ก่อนมาโรงพยาบาล
หลังกลับบ้าน มีไข้ เป็นบางวันช่วงบ่าย ๆและกลางคืน ไอบ้างนานครั้ง และบางครั้งมีอาการอ่อนเพลีย
3 วันก่อนมาโรงพยาบาล
ไอมากขึ้น ไม่มีเสมหะ ไอแห้งๆ ไม่มีคลื่นไส้อาเจียน ไม่มีท้องเดิน ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะตามปกติ วันนี้มาตามนัดที่โรงพยาบาล
อาการสำคัญที่มา
โรงพยาบาล
ไข้ ไอแห้งๆ 3 วันก่อนมาโรงพยาบาล
ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต
ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นติดเชื้อ HIV เมื่อ พ.ศ. 2556 ผู้ป่วยมีประวัติไม่ได้ป้องกันตนเองจากคู่นอนที่ไม่ใช่ภรรยาเมื่อไปทำงานต่างจังหวัด ผลการตรวจเลือดครั้งแรก
การพยาบาล
2.ประเมินอาการและอาการแสดงของภาวะติดเชื้อที่ปอดคือ เสมหะสีขาวขุ่นปนเหลือง มีปริมาณมากมีไข้
ซึม หายใจไม่เป็นจังหวะ รวมทั้งประเมินสัญญาณชีพทุก 4 ชั่วโมงเพื่อติดตามสภาวะของโรค
3.สังเกตและประเมินอาการและการแสดงของการติดเชื้อจากภาวะไข้ เช่น ชีพจรเร็วมากกว่า100 ครั้ง/
นาทีอาการหนาวสั่น เหงื่อออก
4.ฟังปอด 2 ข้างทุก 1 ชั่วโมง ถ้ามีเสมหะให้จัดท่าเพื่อระบายเสมหะ (postural drainage)และใช้อุ้งมือเคาะลงบนบริเวณที่ต้องการเอาเสมหะออก โดยใช้เวลา 5-30 นาที
5.ดูความสะอาดของผิวหนัง และตัดเล็บให้สั้นเพื่องป้องกันบาดแผลจากการเกา
6.ดูแลความสะอาดของปากและฟัน เพื่อป้องกันติดเชื้อทางเดินหายใจและการเกิดแผลในปาก
8.จัดสภาพแวดล้อมรอบเตียงผู้ป่วยให้สะอาด รวมทั้งของใช้ส่วนตัวผู้ป่วย
7.แยกอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้กับผู้ป่วย เพื่อป้องการแพร่กระจายโรค
1.ให้การพยาบาลโดยยึดหลัก airborneand contact precaution เช่นล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนหรือหลังสัมผัสผู้ป่วย และหลังการทำหัตการทุกครั้ง
9.ติดตามผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการผลการตรวจ WBC, CD4, viral load ผลการตรวจเสมหะ ผลการ
เอกซเรย์ปอด ผลการตรวจวิเคราะห์ก๊าซในเลือดแดงเพื่อประเมินระดับการฟื้นหายและความรุนแรง
10.พลิกตะแคงตัวทุก 1-2 ชั่วโมง โดยพลิกตะแคง 120 องศา จากซ้ายไปขวา หรือจากขวาไปซ้ายซึ่งจะมีผลทำให้เสมหะไหลลงตามแรงดึงดูดของโลกจากส่วนล่างของปอดเข้ามาสู่ท่อหลอดลมที่แยกเข้าปอด และยังทำให้การระบายอากาศในถุงลมดีขึ้นเป็นการเพิ่มการแลกเปลี่ยนแก๊สในปอดด้วย
11.จัดทำให้ผู้ป่วยอยู่ในท่ากึ่งนั่งหรือท่านั่ง วันละ 2-3 ครั้ง ตามสภาพร่างกายของผู้ป่วย ท่านั่งทำให้มีการระบายเสมหะออกจากส่วนบนของปอด กะบังลมจะเคลื่อนต่ำลง ลดความดันทำให้การระบายอากาศในปอดส่วนล่างดีขึ้น
ผลกการตรวจทางคห้องปฏิบัตการ
Complete Blood Count
WBC=10.50 10^3/uL (สูง) 4.24 - 10.18 เกิดจากภาวะที่มีการอักเสบติดเชื้อในร่างกาย หรือมีความผิดปกติที่ไขกระดูก
Hemoglobin (Hb) =8.8 g/dL (ต่ำ) 12.3-15.5 อาจเกิดสภาวะบวมน้ำ
Hematocrit (Automate) =27.4 % (ต่ำ) 36.8 - 46.6 เกิดจากร่างกายมีเม็ดเลือดแดงน้อยไปทำให้เกิดโรคโลหิตจาง
RBC=2.98 10~6/uL (ต่ำ) 3.96 - 5.29 อาจเกิดสภาวะของโรคโลหิตจาง
Corrected WBC=88.5 % (สูง) 48.2 - 71.3 อาจกำลังเกิดโรคจากการติดเชื้อ
Lymphocyte=4.3 % (ต่ำ) 21.2-42.7 ร่างกายอาจถูกโจมตีโดยไม่รู้ตัวจากเชื้อ HIV/AIDS
Electrolyte
Sodium(Na)=134 mmol/L(ต่ำ) (136-145) - อาจเกิดจากอาการอาเจียนหรือท้องร่วงติดต่อกันเป็นเวลานาน
CO2=19.7 mmol/L(ต่ำ) (22-29) อาจมีอาการท้องเสียเรื้อรัง,อาจกำลังมีสภาวะของโรคไตวายระยะเริ่มต้น
PH=7.515(สูง) (7.350-7.450) หมายถึง ผู้ป่วยมีภาวะเลือดเป็นด่าง Alkalosis
pCO2=56.0 mmHg(สูง) (32.0-46.0) บ่งบอกว่าผู้ป่วยอยู่ในภาวะ Hypoventilation
pO2=61.2 mmHg(ต่ำ) (74.0-108.0) บ่งบอกว่าผู้ป่วยอยู๋ในภาวะ Hypoxemia
HCO3 act=45.0 mmol/L(สูง) (21.0-29.0) แสดงว่าร่างกายกำลังเกิดสภาวะความเป็นพิษจากด่าง Metabolic Alkalosis
Lymphocyte=4.3 % (ต่ำ) 21.2-42.7 ร่างกายอาจถูกโจมตีโดยไม่รู้ตัวจากเชื้อ HIV/AIDS
Bun=78.3 mg/dL (สูง) (7.0-18.7) อาจบ่งบอกได้ว่าไตกำลังเสียหาย
Creatinine=8.58 mg/dL(สูง) (0.55-1.02) อาจมีเหตุสำคัญหรือโรคร้ายแรงภายในไต
Phosphorus=6.1 mg/dL(สูง) (2.3-4.7) อาจเป็นผลมาจากโรคของกระดูก ภาวะต่อมพาราไทรอยด์ทำงานน้อย
Albumin=2.8 g/dL(ต่ำ) (3.5-5.2) บ่งบอกถึงภาวะขาดสารอาหาร การติดเชื้อ
การเฝ้าระวัง
1.เฝ้าระวังการเกิด Phlebitis
1.หลีกเลี่ยงการแทงเข็มในหลอดเลือดที่แข็ง มีรอยช้ารอยแดงหรือปวด
2.การแทงเข็มเพื่อให้สารน้ำใหม่ควรจะต้องห่างจากตำแหน่งเดิม 3 นิ้ว และต้องเป็นตำแหน่งที่
อยู่เหนือตำแหน่งเดิมห้ามแทงต่ำกว่าตำแหน่งเดิมและถ้าเป็นไปได้ควรสลับแขนและเลือกบริเวณที่เคลื่อนไหวน้อยที่สุด
3.ประเมินตำแหน่งที่แทงเข็มอย่างงน้อยเวรละ 1 ครั้งตรวจดูตำแหน่งที่แทงเข็มโดยการคล่ำหลอดเลือดบริเวณเหนือปลายเข็มเบา ๆ และ สอบถามผู้ป่วยถึงตำแหน่งที่ปวดซึ่งอาการปวดจะปรากฏให้เห็นเสมอ ๆ ในระยะแรก
4.เปลี่ยนตำแหน่งที่แทงเข็มอย่างน้อยทุก 48-72 ชั่วโมง แม้ว่าจะไม่มีอาการแสดงของหลอดเลือดดำอักเสบก็ตาม
2.เฝ้าระวังการติดเชื้อจากการคาสายสวนปัสสาวะ
ดูแลระบบการระบายน้ำปัสสาวะให้เป็นระบบปิด (Closed urinary drainage system) ให้มากที่สุดโดยไม่ ถอดสายสวนออกจากท่อ ระบายปัสสาวะโดยไม่จำเป็น
ตรวจดูให้ปัสสาวะไหลลงถุงรองรับปัสสาวะได้สะดวก สายไม่หัก พับงอ และให้ถุงรองรับปัสสาวะอยู่ในระดับ ต่ำกว่ากระเพาะปัสสาวะ และในทิศทางตั้งฉากกับพื้นเพื่อป้องกันปัสสาวะไหลย้อนกลบันได
-โดยถุงรองรับปัสสาวะไม่วางติดพื้น
-ไม่ควรแขวนถุงรองรับปัสสาวะไว้กับไม้กั้นเตียง
3.เฝ้าระวังการแพร่กระจายในผู้ป่วย HIV
การพยาบาลโดยยึดหลัก AIR BORN AND
CONTACT PRECAUTION
1.ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่หรือน้ำยาฆ่าเชื้อทุกครั้งทั้งก่อนและหลังสัมผัสกับผู้ป่วยหรือเมื่อออกจากห้องผู้ป่วย
พยายามหลีกเลี่ยงการเกิดบาดแผลขณะทำหัตถการโดยเฉพาะควรระมัดระวังการถูกเข็มที่ใช้กับผู้ป่วย
3.สวมถุงมือทุกครั้งเมื่อจะกระทำการใดๆที่อาจจะมีโอกาสสัมผัสกับเลือดหรือน้ำเหลืองของผู้ป่วยได้
การสวมอุปกรณ์ป้องกัน ได้แก่ MASK,EYE PROTECTION, FACE SHIELD ในการดูแลรักษาผู้ป่วย
4.เฝ้าระวังการแพร่กระจายในผู้ป่วย TB
การใช้เครื่องป้องกันร่างกายส่วนบุคคล (Personal Protective Equipment: PPE) เป็นการดำเนินการ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการได้ รับเชื้อวัณโรค
2.เลือกใช้ PPE ที่มีขนาดที่เหมาะสมกับผู้สวมใส่เพื่อให้ได้ผลดีในด้านการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อและสะดวกต่อการปฏิบัติงาน
3.เลือกอุปกรณ์ป้องกันร่างกายระบบทางเดินหายใจให้เหมาะสม
4.ใส่หน้ากากกรองอนุภาคอย่างน้อยที่สุดเป็นชนิดN95และแนะนำให้ผู้ป่วยใส่หน้ากากอนามัย และเน้นการล้างมือเป็นหลักสำคัญ
1.การทำหัตถการที่อาจมีละอองฝอยในผู้ป่วยใด ๆ ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง ต้องใส่หน้ากากกรอง
5.อนุภาค N 95 และทดสอบ Fit checkทุกครั้งหลังใส่หน้ากากกรองอนุภาค
5.เฝ้าระวังการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ
1.วัดอุณหภูมิทุก 4 ชั่วโมงเพื่อประเมิน
ภาวะไข้
พลิกตะแคงตัวทุก 1-2 ชั่วโมง โดยพลิกตะแคง 120 องศา จากซ้ายไปขวา หรือจากขวาไปซ้ายซึ่งจะมีผลทำให้ เสมหะไหลลงตามแรงดึงดูดของโลกจากส่วนล่างของปอดเข้นมาสู่ท่อหลอดลมที่แยกเข้าปอดและยังทำให้การ ระบายอากาศในถุงลมดีขึ้นเป็นการเพิ่มการแลกเปลี่ยนแก๊สในปอดด้วย
ฟังปอด 2 ข้างทุก 1 ชั่วโมง ถ้ามีเสมหะให้จัดท่าเพื่อระบายเสมหะ (postural drainage)และใช้อุ้งมือเคาะ ลงบนบริเวณที่ต้องการเอาเสมหะออก โดยใช้เวลา 5-30 นาที
4.ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนและหลังการสัมผัสผู้ป่วย
6.เฝ้าระวังระดับความรู้สึกตัวลดลงจากภาวะกรดด่างจากการหายใจ
เพื่อให้ผู้ป่วยปลอดภัย /ลดภาวะกรดจากการหายใจ
1.ดูดเสมหะทุกครั้งที่ผู้ป่วยมีเสมหะ
2.พลิกตะแคงตัวผู้ป่วยทุก 2 ชั่วโมงเพื่อลดการอุดตันของเสมหะ
3.วัดสัญญาณชีพทุก 1 ชั่วโมงสังเกตอาการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เช่น การหายใจลาบากชีพจรเร็วขึ้นและการเปลี่ยนแปลงระดับความรู้สึกตัว
4.วัดสัญญาณชีพทุก 1 ชั่วโมงสังเกตอาการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เช่น การหายใจลาบากชีพจรเร็วขึ้นและการเปลี่ยนแปลงระดับความรู้สึกตัว
7.เฝ้าระวังการติดเชื้อฉวยโอกาสเนื่องจากภูมิคุ้มกันบกพร่อง
1.บันทึกสัญญาณชีพทุก 4 ชั่วโมงและสังเกตอาการผิดปกติของเชื้อฉวยโอกาส
แนะนำให้หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการติดเชื้อรุนแรงขึ้นหรือภูมิต้านทานลดลง เช่น การลดพฤติกรรมต่าง ๆ
ดูแลความสะอาดของปากฟันโดยเฉพาะหลังอาหารและก่อนนอนเพื่อป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจและการเกิดแผลในปาก
4.ไม่อยู่ใกล้ผู้ที่เป็นหวัดหรือมีการติดเชื้อทางเดินหายใจแนะนำการป้องกันการติดเชื้อให้แก่ผู้ป่วยและครอบครัว
ภาวะแทรกซ้อนจากการใช้เครื่องช่วยหายใจ
การแลกเปลี่ยนก๊าซผิดปกติ
2.บาดเจ็บต่อปอดจากการใช้ความดันบวก ถุงลมปอดแตก (alveolar rupture หรือ pulmonary barotrauma)เกิดAcutelunginjury(ALI)หรือARDSจากการช่วยหายใจด้วยความดันบวก
กดการทำงานของหัวใจและระบบไหลเวียน
Dyssynchrony
กล้ามเนื้อช่วยหายใจต้องทำงานหนักมากขึ้น
พยาธิสภาพ
เมื่อที่มีภูมิต้านทานต่ำสูดเอาละอองที่มีเชื้อ Mycobecterium tuberculosis เชื้อวัณโรคจะเข้าไปในถุงลมซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดการระคายเคืองระบบภูมิคุ้มกันจะทำหน้าที่ส่งเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์และแมกโครฟาจมาล้อมเชื้อไว้เพื่อช่วยทำลายเชื้อหรือสร้างเกาะหุ้มเชื้อไว้เป็นถุงหุ้มเชื้อเรียกว่า Tubercle
ทำให้ต่อมน้ำเหลืองบวมและอักเสบซึ่งเชื้อจะยังมีชีวิตอยู่โดยหลบซ่อนอยู่ใน Tubercle บริเวณส่วนบนของปอดหรือใกล้ๆเยื่อหุ้มปอดกลีบล่างในระยะแรกๆที่ทูเบอร์เคิลขนาดเล็กอาจไม่ปรากฏให้เห็นในฟิล์มที่ถ่ายภาพรังสีต่อมาเมื่อมีขนาดใหญ่ขึ้นจึงจะเห็นได้หากทูเบอร์เคิลและต่อมน้ำเหลืองที่อักเสบแตกหรือฉีกขาดเชื้อจะเข้าไปอยู่ในเนื้อเยื่อบริเวณนั้นและเชื้ออาจจะกระจายไปตามกระแสเลือดและทางเดินน้ำเหลืองไปทั่วร่างกาย
เชื้อ HIV เข้าสู่ร่างกายจะเกาะติดกับ T-helper cells ได้ดีกว่าเซลล์อื่นในระยะแรกเรียกว่าระยะแอบแฝงร่างกายสามารถสร้างแอนติบอดีเพื่อทำลายเชื้อเอชไอวีจึงตรวจหาแอนติบอดีได้หากสุขภาพดีเชื้อสามารถแอบแฝงอยู่ได้นานระยะฟักตัว 3-4 ปีในผู้ใหญ่และ 2 ปีในเด็ก
ยาที่ผู้ป่วยได้รับในปัจจุบัน
ยา tenofovir 300 มก. ทางปาก หลังอาหาร 1 เม็ด วันละ 1 ครั้ง
อาการข้างเคียง
บวมที่ใบหน้า เปลือกตา ริมฝีปาก ลมพิษ หน้ามืด เป็นลม หายใจลำบาก ผื่นแดง ตุ่มพอง ปวดหัว เวียนหัว รุนแรง ปวดท้อง คลื่นไสอาเจียนรุนแรง
การพยาบาลผู้ป่วยหลังการให้ยา
ให้สังเกตอาการจากผลข้างเคียง เช่น บวมที่ใบหน้า หายใจลำบาก ผื่นแดง เวียนหัวรุนแรง ปวดท้อง เป็นต้น หากมีอาการควรหยุดยาและปรึกษาแพทย์
ยาต้านไวรัสใช้รักษาการติดเชื้อเอชไอวี
ยา lopinavir/ritonavir 200/50 มก. ทางปาก หลังอาหาร 2 เม็ด วันละ 2 ครั้ง
อาการข้างเคียง
ท้องเสีย ปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียน ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ ผื่น อาจทำให้ผู้ป่วย Hemophilia เลือดออกได้
การพยาลผู้ป่วยหลังใช้ยา
ให้สังเกตอาการผิดปกติหรือผลข้างเคียง เช่น ท้องเสีย ปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียน ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ เป็นต้น หากพบควรรายงานให้แพทย์ทราบ
ยา Isoniazid (INH) 100 มก. 3 เม็ด วันละ 1 ครั้ง เป็นยารักษาวัณโรค
อาการข้างเคียง
ตับอักเสบ กรดยูริกสูงขึ้น เป็นโรคเกาต์ ถ่ายปัสสาวะลำบาก ปวดศีรษะ กลัวแสง ผื่นลมพิษต่อมน้ำเหลืองโต ม้ามโต โลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงแตก เป็นแผลในกระเพาะอาหารปวดข้อ
การพยาบาลหลังการใช้ยา
ดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด โดยผู้ป่วยต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล
สังเกตอาการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด หากพบว่ามีความผิดปกติในการทำงานของตับ แม้แต่เพียงเล็กน้อยต้องหยุดยาและรายงานแพทย์ทันที
กระตุ้นให้ผู้ป่วยดื่มน้ำมากๆ เพื่อช่วยขับยาออกทางปัสสาวะ และช่วยชับกรดยูริกออก จากร่างกาย
ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการป้องกันการติดเชื้อ และการแพร่กระจายเชื้อ
Ethambutol 400 มก. รับประทานทางปาก ครั้งละ 2 เม็ด วันละ 1 ครั้ง ก่อนนอน
ยาปฏิชีวนะและเป็นยาต้านวัณโรค โดยใช้ร่วมกับยาอื่น และใช้ป้องกันในผู้ที่สัมผัสกับเชื้อวัณโรค รักษาวัณโรค (Antituberculosis drug)
ผลข้างเคียง
แพ้ยา เป็นผื่น มีไข้ นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย ปวดศีรษะ กล้ามเนื้อกระตุก ชักชาตามปลายมือปลายเท้า ประสาทตาอักเสบ ปวดหลัง ปวดข้อ อาจทำให้เกิดตับอักเสบ
การพยาบาลผู้ป่วยหลังการให้ยา
ให้รับประทานยาก่อนอาหาร 1 ชั่วโมง หรือหลังอาหาร 2 ชั่วโมง เพราะหากรับประทาน ขณะที่มีอาหารอยู่ในกระเพาะอาหาร อาหารจะลดการดูดซึมยา
ให้สังเกตอาการจากผลข้างเคียง เช่น เบื่ออาหาร ตาเหลือง ตัวเหลือง การมองเห็นผิดปกติ เป็นต้น หากมีอาการควรหยุดยาและปรึกษาแพทย์
(Vitamin B6) รับประทานทางปาก ครั้งละ 1 เม็ด วันละ 1 ครั้ง ก่อนนอน
ผลข้างเคียง
ยานี้อาจทำให้เกิดอาการชาเหมือนโดนเข็มทิ่มตามร่างกายได้ หรือทำให้รู้สึกง่วงตอนกลางวันได้ในบางคน
การพยาบาลผู้ป่วยหลังการให้ยา
ให้สังเกตอาการจากผลข้างเคียง หากมีอาการควรหยุดยาและปรึกษาแพทย์
ควบคุมอาการปวดศีรษะ ปวดหู ปวดประจำเดือน ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดฟัน ลดไข้จากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัส ใช้ในผู้ป่วยที่แพ้แอสไพริน มีปัญหาเลือดออก
Bactrim รับประทานทางปาก ครั้งละ 3 เม็ด วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร
ผลข้างเคียงของยา
ผื่น คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย ตับและไตอักเสบ
การพยาบาลผู้ป่วยหลังการให้ยา
ให้สังเกตอาการจากผลข้างเคียง เช่น เบื่ออาหาร ตาเหลือง ตัวเหลือง การมองเห็นผิดปกติ เป็นต้น หากมีอาการควรหยุดยาและปรึกษาแพทย์
รักษาอาการตดิเชื้อทางเดินปัสสาวะ ท้องเสีย
Motilium รับประทานทางปาก ครั้งละ 1 เม็ด วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร
ผลข้างเคียง
ผลข้างเคียง อาจเกิดอาการเมื่อยล้า ง่วงซึม มึนงง ปวดเกร็งท้องและลำไส้ ปากแห้ง ปวดหัว ท้องเสียกระวนกระวาย
การพยาบาลผู้ป่วยหลังการให้ยา
ห้สังเกตอาการผิดปกติหรือผลข้างเคียง เช่น มึนงง ปวดเกร็งท้องและลำไส้ ปากแห้ง ปวดหัว เป็นต้น หากพบควรรายงานให้แพทย์ทราบ
ยาแก้อาการคลื่นไส้อาเจียนที่เกิดจากระบบทางเดินอาหาร ปวดแน่นไม่สบายท้อง
Paracetamol 500 มก. รับประทานทางปาก
ครั้งละ 1 เม็ด ตามความจำเป็นทุกๆ 4-6 ชั่วโมง
ผลข้างเคียง
ง่วงซึม แพ้ยา เช่น มีผื่น บวม เป็นแผลที่เยื่อบุช่องปาก
การพยาบาลผู้ป่วยหลังการให้ยา
ควรดื่มน้ำ เครื่องดื่ม หรือรับประทานอาหารเหลวบ่อยๆ เพื่อช่วยลดความร้อน ไม่ควรดื่มน้ำผลไม้หรือเครื่องดื่มที่มีฤทธิ์เป็นกรดหลังรับประทานยา
2.ระวังการใช้ยาในผู้ป่วยโรคตับและผู้ที่ติดแอลกอฮอล์
ควบคุมอาการปวดศีรษะ ปวดหู ปวดประจำเดือน ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดฟัน ลดไข้จากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัส ใช้ในผู้ป่วยที่แพ้แอสไพริน มีปัญหาเลือดออก
Ofloxacin 100 กรัม รับประทานทางปาก ครั้งละ
1 เม็ด วันละ 3 ครั้งก่อนอาหาร
ผลข้างเคียง
ลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ปากแห้ง ความอยากอาหารลดลง เจ็บหน้าอก ตากลัวแสง มีอาการคันตา ตาแห้ง กระสับกระส่าย สับสน ชัก ซึม มึนงง
การพยาบาลผู้ป่วยหลังการให้ยา
เจาะเลือดตรวจ Serum AST (SGOT) และ ALT (SGPT) ตรวจนับเม็ดเลือดขาว เนื่องจากยานี้จะทำให้จำนวน WBC ลดลง Blood sugar ต่ำลงและตรวจปัสสาวะ เพื่อดูระดับน้ำตาล โปรตีน อัลบูมิน และเม็ดเลือดแดง
ให้ผู้ป่วยดื่มน้ำมากๆ อย่างน้อย 1.200-1.500 มิลลิลิตรต่อวัน เพื่อป้องกันการตกผลึกของปัสสาวะ
ควรให้ยาขณะท้องว่าง โดยให้รับประทานยา 1 ชั่วโมงก่อนอาหาร หรือ 2 ชั่วโมงหลังอาหาร และดื่มน้ำตามมากๆ ห้ามรับประทานร่วมกับนมและยาลดกรดการพยาบาล สังเกตอาการข้างเคียงของยา หากพบอาการให้รายงายให้แพทย์ทราบ
ประเภทยาต้านจุลชีพกลุ่ม Quinoloneรักษา Pneumonia หรือ การติดเชื้อแบคทีเรียในหลอดลมอักเสบจากเชื้อHaemophilus influenzae