Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
วิวัฒนาการของแนวคิดและทฤษฎีการบริหาร :check: - Coggle Diagram
วิวัฒนาการของแนวคิดและทฤษฎีการบริหาร :check:
:fire:แนวคิดและทฤษฎีการบริหาร เป็นองค์ความรู้ด้านการบริหารที่มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง
แนวคิด (concept)
คือ คำที่ใช้ในการอธิบายปรากฏการณ์หรือกลุ่มของปรากฏการณ์(Concept
วิวัฒนาการ (evolution)
หมายถึง กระบวนการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไปเพื่อไปสู่ภาวะที่ดีขึ้นหรือเจริญขึ้น
ทฤษฎี (theory)
หมายถึง ชุดของข้อความที่ระบุความสัมพันธ์ที่เป็นรูปธรรมระหว่างแนวคิดอย่างน้อย 2 แนวคิดและมีความเกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์ในสาขาวิชา เพื่ออธิบายปรากฏการณ์หรือกลุ่มของปรากฏการณ์
:warning: วิวัฒนาการของแนวคิดและทฤษฎีการบริหารตั้งแต่ยุคศตวรรษที่ 18 จนถึงยุคปัจจุบันนั้นมีแนวคิดและทฤษฎีที่หลากหลาย ในที่นี้นำเสนอแนวคิดและทฤษฎีที่นิยมนำมาใช้อย่างแพร่หลาย ดังนี้ :star:
:no_entry:ทฤษฎีการบริหารยุคคลาสสิก (Classical organizational theory)
เป็นทฤษฎีการบริหารที่ประกอบด้วยแนวคิด/หลักการที่สำคัญ
หลักการบริหารตามหลักวิทยาศาสตร์ (Scientific Management)
เป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกาเนื่องจากมีการขยายโรงงานเพิ่มขึ้นและต้องการเพิ่มผลผลิตให้มากขึ้นจึงได้กำหนดรูปแบบและวิธีการการทำงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานซึ่งผู้เสนอแนวคิด ได้แก่ Frederick Winlow Taylor ซึ่งเป็นวิศวกรชาวอเมริกันและได้ชื่อว่าเป็น“บิดาแห่งหลักการบริหารตามหลักวิทยาศาสตร์” โดยในปี ค.ศ.1911 Taylor
ได้เสนอหลักการบริหารไว้ 4 ประการ ดังนี้
-Scientific Job Analysis คือ การวิเคราะห์งานตามหลักวิทยาศาสตร์ โดยผ่านการสังเกต การรวบรวมข้อมูลและการวัดอย่างรอบคอบ จนเกิด“วิธีที่ดีที่สุดหรือ one best way”ในการทำงานแต่ละงาน ซึ่งในปัจจุบันเรียกว่า Time - and -motion study
Selection of Personnel คือ การคัดเลือกบุคลากรที่เหมาะสมกับงานแต่ละงาน
Management Cooperation คือ การสร้างความร่วมมือระหว่างผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานเพื่อให้แน่ใจว่างานที่ทำอยู่นั้นเป็นไปตามหลักการทางวิทยาศาสตร์
Functional Supervising คือ การกำกับดูแลการทำงาน โดยผู้บริหารทำหน้าที่วางแผน(planning) จัดองค์การ (organizing) และตัดสินใจ (decision-making)
หลักการจัดการตามหลักการบริหาร (Administrative Management)
Henri Fayol ซึ่งเป็นวิศวกรและนักอุตสาหกรรมชาวฝรั่งเศสได้เป็นผู้เสนอแนวคิดนี้
เป็นผู้คิดค้นหลักการ 14 หลักการ จนได้ชื่อว่าเป็น “ผู้ริเริ่มหลักการจัดการตามหลักการบริหาร(Administrative management principle)”เสนอหลักการจัดการไว้ 14 หลักการ
การแบ่งงานกันทำ (division of work)
การให้อำนาจ(authority)
ความมีวินัย (discipline)
เอกภาพในการบังคับบัญชา(unity of command)
หลักการมีทิศทางเดียวกัน (unity of direction)
การถือประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนบุคคล(subordination of individual interest togeneral interest)
การจ่ายค่าตอบแทน (remuneration)
การรวมอำนาจ (centralization)
สายการบังคับบัญชา (scalar chain)
ความมีระเบียบ (order)
ความเท่าเทียมกัน(equity)
ความมั่นคงของบุคลากร (stability of personnel)
ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ (initiative)
หลักความสามัคคี (esprit de corps)
หลักการจัดการตามระบบราชการ (Bureaucracy management)
ผู้เสนอแนวคิดคือ Max Weber ให้ความสำคัญกับการจัดการตามระบบราชการเนื่องจากเชื่อว่าหลักการจัดการตามระบบราชการเป็นวิธีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและเป็นวิธีการจัดการที่เหมาะสม
Max Weber เสนอหลักการจัด
การตามระบบราชการ 7 หลักการ
1) การแบ่งงานกันทำ (division of work) ตามความรู้ ความชำนาญ (specialization)
2) การจัดตำแหน่งตามสายบังคับบัญชา (scalar chain) จากระดับสูงมายังระดับรอง
3) การกำหนดกฎเกณฑ์ ระเบียบข้อบังคับ และขั้นตอนการปฏิบัติงาน
4) บุคคลทำหน้าที่ที่กำหนดไว้อย่างเป็นทางการโดยไม่ยึดความเป็นส่วนตัว
5) การจ้างงานใช้หลักคุณสมบัติทางวิชาชีพ (professional qualities)
6) มีความก้าวหน้าในอาชีพ (career aspects)
7) มีอำนาจตามกฎหมาย (legal authority)
:no_entry:ทฤษฎีการบริหารตามแนวมนุษย์สัมพันธ์ (Human Relations)
การบริหารตามแนวมนุษย์สัมพันธ์ เริ่มต้นจากการศึกษา Hawthorne ที่ Hawthorne Plant of
Western Electric ระหว่างค.ศ. 1927-1933
ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงของลีวิน โดย Kurt Lewin
ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับกระบวนการเปลี่ยนแปลงซึ่ง Kurt Lewin ทำการวิจัยเพื่อศึกษาอิทธิพลของสัมพันธภาพระหว่างผู้ร่วมงานและบรรยากาศในการทำงานที่มีต่อพฤติกรรมของผู้ปฏิบัติงาน
3 ระยะ ได้แก่
1) ระยะการละลายพฤติกรรม (Unfreezing) เป็นระยะเริ่มแรกที่บุคคลรับรู้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงซึ่งโดยทั่วไปแล้วมนุษย์ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นในระยะนี้บุคคลจะต่อต้านการเปลี่ยนแปลงโดยที่ยังไม่ศึกษาว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นจะก่อให้เกิดผลดีหรือผลเสีย
2) ระยะการการเปลี่ยนแปลง (Changing)เป็นระยะที่บุคคลเข้าใจความจำเป็นที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงจึงลดปฏิกิริยาต่อต้านการเปลี่ยนแปลงและมีเจตคติที่ดีต่อการเปลี่ยนแปลง
3) ระยะรักษาดุลยภาพการเปลี่ยนแปลง (Refreezing)เป็นระยะที่บุคคลเริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติที่ปรับเปลี่ยนหรือเปลี่ยนแปลง
นอกจากนี้ ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงของลีวินยังอธิบายว่าในสภาวะปกติที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงถือเป็นสภาวะสมดุล (state of equilibrium or statusquo) ที่แรงขับเคลื่อน (driving force) เท่ากับแรงต่อต้าน (restraining force) ส่วนระยะที่กำลังดำเนินการเปลี่ยนแปลงแรงขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงซึ่งผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและแรงต่อต้านการเปลี่ยนแปลงซึ่งขัดขวางการเปลี่ยนแปลงจะปะทะกัน
หากแรงขับเคลื่อนมีการเปลี่ยนแปลงมากกว่าแรงต่อต้านการเปลี่ยนแปลงการเปลี่ยนแปลงนั้นจะประสบผลสำเร็จ
หากแรงขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงน้อยกว่าแรงต่อต้านการเปลี่ยนแปลงการเปลี่ยนแปลงนั้นจะไม่ประสบผลสำเร็จ
การศึกษาHawthorne (The Hawthorne Studies) โดย Elton Mayo และ Fritz Roethlisberger
ได้แก้
Relay Assembly Test Room, Relay Assembly Group, the Mica-Splitting Group, the Typewriting Group, and the Bank Wiring Observation Room experiment รวมทั้งการสัมภาษณ์พนักงานจำนวน 21,126 คน
เพื่อศึกษาว่าพนักงานชอบและไม่ชอบสภาพแวดล้อมการทำงานอย่างไร โดยผลการวิจัยพบว่าการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตเกิดจาก 2 ส่วน คือ
1) ปัจจัยทางสังคมและมนุษย์ (human-social) เช่น การมีกำลังใจในการทำงานความรู้สึกเป็นเจ้าของ เป็นต้น
2) การบริหารจัดการที่มีประสิทธิผล เช่น ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ทักษะการสร้างแรงจูงใจ การนำ การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ เป็นต้น
ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการทำความเข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งพฤติกรรมกลุ่ม
:no_entry:ทฤษฎีการบริหารเชิงพฤติกรรมศาสตร์ (Behavioral Theory)
มุ่งทำความเข้าใจเกี่ยวกับคนเป็นหลักและเน้นเรื่องคุณภาพของคนมากกว่าเรื่องงาน ทฤษฎีการบริหารที่เชิงพฤติกรรมศาสตร์
ประกอบด้วยแนวคิดและทฤษฎีที่สำคัญ
ได้แก่
ทฤษฎีแรงจูงใจของมาสโลว์ (Maslow’s Motivation Theory)
มีสาระสำคัญคือ
1) มนุษย์มีความต้องการไม่สิ้นสุด
2) มนุษย์พยายามหาวิธีการต่างๆ ที่จะทำให้ตนเองได้รับในสิ่งที่ตนเองต้องการซึ่งความต้องการที่ยังไม่ได้รับการตอบสนองจะเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการแสดงพฤติกรรมและทำให้เกิดแรงแรงจูงใจของมนุษย์ ส่วนความต้องการที่ได้รับการตอบสนองแล้วจะไม่เป็นแรงจูงใจอีกต่อไป
3.ลำดับขั้นความต้องการของมนุษย์มี 5 ลำดับขั้น
ขั้นที่ 1 ความต้องการทางกายภาพ (physiological needs) เป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์เพื่อความอยู่รอด
ขั้นที่ 2 ความต้องการความมั่นคงและปลอดภัย (security needs)คือ ความต้องการที่จะให้ชีวิตมีความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินความต้องการความมั่นคงในชีวิตและการงาน
ขั้นที่ 5 ความต้องการเติมความสมบูรณ์ให้ชีวิต (self actualization needs) เป็นความต้องการที่จะพัฒนาตนเองให้บรรลุศักยภาพสูงสุดที่ตนเองจะเป็นได้
ขั้นที่ 3 ความต้องการความรักและเป็นส่วนหนึ่งของสังคม (social needs/love and belongingneeds)
ขั้นที่ 4 ความต้องการการยอมรับนับถือ (self-esteem needs)เป็นความต้องการที่จะนับถือตนเองและได้รับการยกย่องในสังคม
ทฤษฎีสองปัจจัย (Two-Factor Theory)
ซึ่งทฤษฎี 2 ปัจจัย ประกอบด้วย
ปัจจัยจูงใจ (motivation factors) เป็นปัจจัยภายในหรือความต้องการภายในของผู้ปฏิบัติงานและเป็นปัจจัยที่จะนำไปสู่ทัศนคติทางบวกและการจูงใจที่แท้จริง
ประกอบด้วยปัจจัย 10 ด้าน คือ
10 more items...
ปัจจัยอนามัย (hygiene factors) เป็นปัจจัยที่ไม่สามารถสร้างแรงจูงใจให้เกิดขึ้นได้
ประกอบด้วยปัจจัย 5 ด้าน คือ
5 more items...
** เมื่อใดปัจจัยจูงใจลดลงต่ำกว่าระดับที่ควรจะเป็นอย่างมากประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการทำงานก็จะลดต่ำไปด้วยแต่ในทางกลับกันถ้าปัจจัยอนามัยลดต่ำลงกว่าระดับที่ควรจะเป็นหรือขาดไปก็จะทำให้บุคลากรเกิดความไม่พอใจในการปฏิบัติงาน รู้สึกเบื่อหน่าย ท้อถอย และหมดกำลังใจในการทำงาน
:no_entry:ทฤษฎีการบริหารยุคการจัดการร่วมสมัย (Contemporary Management Era)
ประกอบด้วย
ทฤษฎีระบบ (System Theory)
การนำทฤษฎีการบริหารเชิงระบบมาใช้ในการบริหารด้วยเหตุผลที่ว่าในปัจจุบันองค์การมีการขยายตัวสลับซับซ้อนมากขึ้นจึงเป็นการยากที่พิจารณาถึงพฤติกรรมขององค์การได้หมดทุกแง่ทุกมุมจึงหันมาสนใจการศึกษาพฤติกรรมขององค์การเพราะคนเป็นส่วนหนึ่งของระบบองค์การ และองค์การเป็นส่วนหนึ่งของระบบสังคม ดังนั้น คำว่า “ระบบ”ในเชิงบริหาร จึงหมายถึงปัจจัยต่างๆที่มีความสัมพันธ์กันและมีส่วนกระทบต่อปัจจัยระหว่างกันในการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์การ
ประกอบด้วย 4ประการ
1) สิ่งนำเข้า (input) หมายถึง ทรัพยากรที่นำมาใช้ประโยชน์ในกระบวนการจัดการ เช่น เงิน คนวัสดุอุปกรณ์ เครื่องจักร วิธีการทำงาน เป็นต้น
2) กระบวนการจัดการ (process) หมายถึงกระบวนการนำสิ่งนำเข้ามาใช้ในการจัดการ เช่นการวางแผน การจัดการองค์การ การอำนวยการ การควบคุม เป็นต้น
3) ผลผลิตหรือผลลัพธ์ (output) หมายถึง ผลลัพธ์โดยตรงที่เป็นผลจากกระบวนการจัดการโดยวัดหรือประเมินจากสิ่งต่างๆ เช่น ประสิทธิผล ประสิทธิภาพ คุณภาพ ความพึงพอใจของผู้ปฏิบัติงานความพึงพอใจของผู้รับบริการ เป็นต้น
4) ข้อมูลย้อนกลับหรือการป้อนกลับของข้อมูล (feedback)เป็นการนำข้อมูลจากผลผลิตหรือผลลัพธ์ย้อนกลับไปยังสิ่งนำเข้าเพื่อนำไปใช้ในการปรับปรุงกระบวนการบริหารอย่างต่อเนื่อง
ทฤษฏีการบริหารเชิงสถานการณ์ (Contingency Theory)
เป็นทฤษฎีที่ใช้หลักการจัดการที่ว่าองค์การเป็นระบบเปิดและสภาพภายในและภายนอกองค์การมีการเปลี่ยนแปลงตามบริบทของโลก ดังนั้นผู้จัดการหรือผู้บริหารต้องใช้ดุลยพินิจในการนำวิธีการจัดการมาใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
มีสาระสำคัญดังนี้
1) การบริหารจะดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์
2) ผู้บริหารจะต้องสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ให้ดีที่สุด
3) สถานการณ์จะเป็นตัวกำหนดการตัดสินใจและรูปแบบการบริหารที่เหมาะสม
4) เป็นการผสมผสานแนวคิดระหว่างระบบปิดและระบบเปิดและยอมรับหลักการของทฤษฎีระหว่างทุกส่วนของระบบจะต้องสัมพันธ์และมีผลกระทบซึ่งกันและกัน
5)คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและความต้องการของบุคคลในหน่วยงานเป็นหลักมากกว่าที่จะแสวงหาวิธีการอันดีเลิศมาใช้ในการทำงาน โดยใช้ปัจจัยด้านจิตวิทยาในการพิจารณาด้วย
6) การออกแบบองค์การต้องสอดคล้องกับสถานการณ์
7) ผู้บริหารต้องรู้จักการพิจารณาความแตกต่างที่มีอยู่ในหน่วยงาน