Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
การส่งเสริมภาวะโภชนาการในเด็ก, นางสาวดวงฤทัย ใจบุญ รหัสนักศึกษา…
การส่งเสริมภาวะโภชนาการในเด็ก
ความต้องการสารอาหารในเด็กแต่ละวัย
👉🏼ทารกในระยะ 1 ปีแรก
⇒ มีการเจริญเติบโตทางกาย ✳เฉพาะสมองอย่างรวดเร็ว
⇒ ทารกอายุครบ 1 ปี ✳ มีน้ำหนักเป็น 3 เท่าของแรกเกิด
และเส้นรอบศีรษะเพิ่มจาก 35 ซม․ เป็น 47 ซม․
⇒ ถ้าทารกได้รับอาหาร ❌ถูกต้องเพียงพอ → การเจริญเติบโตผิดปกติ และทำให้เกิดโรคติดเชื้อได้ง่าย → นำไปสู่การสูญเสียชีวิตได้
3 ระยะ การให้อาหาร
ในเด็กทารก
🍼1․ช่วงอายุแรกเกิดถึง 4-6 เดือน
⇒ ระยะที่ทารกดื่มนมแม่เป็นอาหารหลักเพียงอย่างเดียว
🍚🍼2․ช่วงอายุ 6-12 เดือน
⇒ ระยะที่ทารกเปลี่ยนจากการดื่มนมเพียงอย่างเดียว
→ การเริ่มให้นมร่วมอาหารเสริมชนิดอื่นๆเพื่อเตรียมเข้าสู่ระยะที่ 3
🍚🥛3․ช่วงที่ทารกควรได้รับอาหารหลัก 5 หมู่ เหมือผู้ใหญ่
โดยมีนมเป็นเพียงอาหารเสริม ✳เริ่มตั้งแต่ประมาณ 10-12 เดือน
การให้อาหารเสริมตามวัยแก่ทารก
⇒ ฝึกความคุ้นชินกับอาหารต่างๆ ฝึกการกลืน การเคี้ยว
เสริมสาร → โภชนาการของทารก และฝึกบริโภคนิสัยที่ดีให้
→ เพิ่มปริมาณอาหารเสริมมากขึ้นในช่วง 6 เดือนถึง 1 ขวบ
จนมีบทบาทเป็นอาหารหลักเป็นมื้อสำหรับเด็กเหมือนกับผู้ใหญ่
แนวทางการให้อาหารเสริม
🍚1․เริ่มให้อาหารเมื่อทารกอายุได้ 4 เดือน → เป็นวัยที่มีพัฒนาการของ
ระบบการกลืนที่เหมาะสมจะให้อาหารกึ่งแข็งกึ่งเหลว สามารถชั้นคอได้แข็ง และมีน้ำย่อยจากตับอ่อนที่พร้อมจะย่อยแป้ง
🍎2․เริ่มให้อาหารเสริมชนิดเดียวก่อน รอจนทารกคุ้นชินประมาณ 1 สัปดาห์
และให้สังเกตอาการแพ้ของทารกว่ามีภูมิแพ้ต่ออาหารชนิดนั้นหรือไม่
🥚3․การที่ทารกบ้วนอาหารที่ให้ออกมา ไม่ได้หมายความว่าทารกไม่ชอบ
หรือแพ้อาหารชนิด → เพราะว่าอิ่ม ยังไม่คุ้นกับอาหาร หรือท่าทีของผู้ป้อน
✳ หากทารกไม่มีอาการอื่น ให้เว้นระยะแล้วเริ่มใหม่
🧂4․การเตรียมอาหารเสริมให้ทารก ❌ควรปรุงรสอาหารด้วยเครื่องเติมปรุงรส ต่างๆ เพื่อให้ทารกได้ชินกับรสชาติธรรมชาติของอาหารแต่ละชนิด
และมีบริโภคนิสัยที่ดี
🍛5․อาหารที่เตรียมให้ทารก ควรเป็นอาหารที่บริโภคในครัวเรือน
→ ทำให้ชิ้นเล็กลง ละเอียด นิ่ม และเหลวให้เหมาะสมกับวัย
ไม่จำเป็นต้องใช้อาหารสำเร็จรูป
🍕6․เมื่อทารกอายุมากขึ้น อาหารเสริมที่ให้ควรหยาบขึ้น
หรือให้เป็นชิ้นที่ทารกถือกินได้ด้วยตนเอง
🍜7․เมื่อทารกอายุ 9 เดือน จะเริ่มใช้นิ้วมือหยิบของเล็กๆได้
และจะหยิบอาหารเข้าปาก แม่ควรยอมให้ทารกหยิบอาหารเอง
🥗8․เมื่อกินอาหารได้เอง ✳ ส่งเสริมด้วยการให้กินเป็นที่เป็นทาง
มีที่นั่งกินเป็นประจำ กินเป็นเวลา ในบรรยากาศที่สงบ
ไม่มีกิจกรรมอื่นมาดึงความสนใจไปจากมื้ออาหาร
🍧9․ไม่ให้ขนมหวานหรือนม 1 ชั่วโมงก่อนมืออาหาร → จะทำให้เด็กรู้สึกอิ่ม
และกินอาหารได้น้อยลงทำให้มีปัญหาได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน
ปัญหาทุพโภชนาการ
ภาวะขาดโปรตีนและพลังงานสารอาหาร
🥩โรคขาดโปรตีนและพลังงาน (Protein - caloric malnutrition : PCM
หรือ Protein energy malnutrition : PEM) กลุ่มของความผิดปกติที่เกิดจาก
การได้รับโปรตีนและกำลังงานสารอาหารไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย
✳ พบบ่อยในทารกและวัยก่อนเรียน😃
สาเหตุ
1․ทารกไม่ได้รับการเลี้ยงดูด้วยน้ำนมมารดา หรือได้รับน้อยกว่า 4 เดือน
2․ทารกและเด็กได้รับอาหารเสริมไม่เพียงพอ
3․ปัจจัยอื่นๆ เช่น การเลี้ยงดู ความเจ็บป่วย
ลักษณะทางคลินิก
✍🏼✳ภาวะขาดโปรตีนอย่างมาก Kwashiorkor
🙋🏼♂️ อายุ มากกว่า 1 ปี
✳ ลักษณะที่เด่นชัด
1․บวม = ชัดเจนที่ปลายเท้า, บางครั้ง บวมที่หน้า
และบวมทั้งตัว
2․ผอมแห้ง = ไม่ชัดเจน, อาจสูญเสียไขมันไปบ้าง
3․กล้ามเนื้อเหี่ยวลีบ = บางครั้ง
4․การเติบโตด้านน้ำหนัก = น้ำหนักน้อยแต่ไม่ต่ำนัก
5․การเปลี่ยนแปลงอารมณ์ = ซึมเศร้า หงุดหงิดชัดเจน
✍🏼ภาวะขาดแคลอรีอย่างมาก Marasmus
✳อายุ น้อยกว่า 1 ปี
✳ ลักษณะที่เด่นชัด 👉🏼 1․บวม = ไม่บวม
2․ผอมแห้ง = ไขมันใต้หนังมักไม่มีทำให้เกิด ”หนังหุ้มกระดูก”
3․กล้ามเนื้อเหี่ยวลีบ = รุนแรง
4․การเติบโตด้านน้ำหนัก = น้ำหนักน้อยกว่าปกติ
5․การเปลี่ยนแปลงอารมณ์ = ไม่มี
✍🏼✳ภาวะขาดโปรตีนอย่างมาก Kwashiorkor
✳อายุ น้อยกว่า 1 ปี
👉🏿ลักษณะอื่น ๆ ที่พบได้
1․ความอยากอาหาร = เบื่ออาหารชัดเจน
2․ท้องเสีย = จะมีหรือเคยมี
3․การเปลี่ยนแปลงทางผิวหนัง = มีบ่อย, ผิวหนังบาง
และแตกเป็นแผล
4․การเปลี่ยนของเส้นผม = มีสีกะดำกะด่าง ผมบาง,
สีซีด, เปราะและถอนง่ายกว่าปกติ
5․หน้ากลมเป็นพระจันทร์ = พบได้บ่อย
6․ตับโต = พบบ่อย ๆ
✍🏼ภาวะขาดแคลอรีอย่างมาก Marasmus
✳ อายุ น้อยกว่า 1 ปี
👉🏿ลักษณะอื่น ๆ ที่พบได้
1․ความอยากอาหาร = เป็นปกติ
2․ท้องเสีย = มีหรือเคยมี
3․การเปลี่ยนแปลงทางผิวหนัง = ไม่ค่อยมีนอกจากเหี่ยวย่น
4․การเปลี่ยนของเส้นผม = มีการเปลี่ยนแปลงได้
5․หน้ากลมเป็นพระจันทร์ = ไม่มี
6․ตับโต = ไม่มี
ปัญหาทุพโภชนาการ
ภาวะขาดโปรตีน
และพลังงานสารอาหาร
ลักษณะทางคลินิก
✍🏼✳ภาวะขาดโปรตีนอย่างมาก Kwashiorkor
✳อายุ น้อยกว่า 1 ปี
👉🏿การเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีและทางพยาธิวิทยา
1․อัลบูมินในพลาสม่า = ต่ำ
2․ระดับกรดอะมิโนในพลาสม่า = สูง
3․ยูเรียในปัสสาวะ/กรัม ของครีอาตินีน = ต่ำ
4․ฮัยดรอกซีย์โปรตีนปัสสาวะ = ต่ำ
5․อาการซีด = พบบ่อยจากการขาดเหล็ก
และขาดโฟเลตร่วมด้วย
6․ตรวจเนื้อตับ = มีไขมันสะสมมาก
✍🏼✳ภาวะขาดแคลอรีอย่างมาก Marasmus
✳อายุ น้อยกว่า 1 ปี
✳การเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีและทางพยาธิวิทยา
1․อัลบูมินในพลาสม่า = ปกติหรือต่ำเล็กน้อย
2․ระดับกรดอะมิโนในพลาสม่า = ปกติ
3․ยูเรียในปัสสาวะ/กรัม ของครีอาตินีน = ปกติหรือ
ต่ำกว่าปกติ
4․ฮัยดรอกซีย์โปรตีนปัสสาวะ = ต่ำ
5․อาการซีด = พบบ่อยจากการขาดเหล็กอาจพบได้
6․ตรวจเนื้อตับ = ปกติหรือลีบ
การพยาบาลผู้ป่วยโรคขาดโปรตีน
และพลังงาน
1․ดูแลให้ได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย
ตามแผนการรักษา
ถ้าผู้ป่วยที่ขาดอาหารขั้นรุนแรงจะมีอาการท้องเดินร่วมด้วย ในระยะแรก
ที่เข้ารับการรักษา → งดน้ำและอาหารทางปาก แล้วให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำ
ถ้าอาการดีขึ้นจึงเริ่มให้ อาหารเหลว และอาหารอ่อนตามมา ใน 2 วันแรก
ควรให้อาหารที่ให้พลังงาน 25 กิโลแคลอรี่/กิโลกรัม/วัน และโปรตีน 1 กรัม/กก․/วัน
การรักษาระยะที่ 2 ผู้ป่วยจะมีความอยากอาหารมาก → ให้อาหารที่มีพลังงานสูง ประมาณ 150-200 กิโลแคลอรี่/กก․/วัน และมีโปรตีนประเภท 4-5 กรัม/กก․/วัน
การรักษาระยะสุดท้าย ความอยากอาหารจะลดลงมาเทียบเท่าเด็กปกติ
ควรให้อาหารเช่นเดียวกับเด็กปกติ แนะนำผู้ปกครองถึงความสำคัญของสารอาหาร
ต่างๆ ตลอดจนวิธีการเลี้ยงดูการให้ความรัก ความเอาใจใส่ จะทำให้ เด็กอาการดีขึ้นเร็ว
2․ดูแลและป้องกันภาวะแทรกซ้อน → ภาวะติดเชื้อ ความไม่สมดุลของสารน้ำ
และอิเลคโตรไลท์
3․ส่งเสริมหรือกระตุ้นพัฒนาการของเด็กให้เป็นไปตามวัย
การเลี้ยงไม่โต (Failure to thrive)
เด็กที่น้ำหนักตัวไม่ขึ้น น้ำหนักตัวน้อยกว่าปกติเมื่อเทียบกับ
เด็กที่มี อายุ เพศ และเชื้อชาติเดียวกัน
สาเหตุของเด็กเลี้ยงไม่โต
1․ได้รับอาหารและกำลังงานสารอาหารไม่เพียงพอ
Ex․จากเทคนิคการให้อาหาร เศรษฐกิจ สังคมไม่ดี และจากปัญหาเลี้ยงดู
2․มีการดูดซึมอาหารจากลำไส้ผิดปกติ เช่น ท้องร่วง/ท้องเสียเรื้อรัง
หรือแพ้น้ำตาลแลกโตสในนม
3․มีการใช้กำลังงานสารอาหารมาก หรือมีความต้องการกำลังงานสารอาหาร มากในกรณีมีโรคบางอย่าง เช่น โรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ โรคมะเร็ง
หรือมีการอักเสบของลำไส้เรื้อรัง โรคหัวใจ โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง
✳ผู้ป่วยโรคหัวใจและโรคทางเดินหายใจ เมื่อผู้ป่วยหอบเหนื่อยมาก
ก็จะใช้กำลังงานมากขึ้น
อาการทางคลินิก
✍🏼1․ด้านร่างกาย ⇒ อัตราการเจริญเติบโตลดลงอย่างรวดเร็ว
น้ำหนักต่ำ กว่าเปอร์เซ็นต์ไทล์ที่ 5 มีความแปรปรวนของ
ระบบต่อมไร้ท่อ กล้ามเนื้อเหี่ยวลีบ มีการติดเชื้อในระบบต่างๆ
✍🏿2․ด้านพฤติกรรม ⇒ อ่อนเพลีย ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม
หรือมีน้อย พัฒนาการช้า
🙋🏼♂️การวินิจฉัย
การตรวจร่างกาย
การซักประวัติผู้ป่วยครอบครัว
ประเมินน้ำหนักและพัฒนาการร่วมด้วย
🙋🏼♂️การรักษา
ให้สารอาหารทดแทนเพื่อให้มีการเจริญเติบโตตามปกติ
และแก้ไขสาเหตุที่เกี่ยวข้อง
🙋🏼♂️การพยาบาล
1․ดูแลให้ได้รับอาหารอย่างเพียงพอ
2․ส่งเสริมการเจริญเติบโตและพัฒนาการ
3․ส่งเสริมสัมพันธภาพระหว่างผู้ปกครองและเด็ก
โรคอ้วน (Obesity)
✍🏿สาเหตุ 🙋🏼♂️
1․พฤติกรรมการบริโภค
2․กรรมพันธุ์
3․ความผิดปกติของการทำงานของต่อมไร้ท่อ
4․ปัญหาด้านจิตใจ
📝 ผลกระทบจากโรคอ้วน ✏
1․ด้านร่างกาย
2․ด้านจิตใจ
3․ด้านสังคม
📈 การรักษาและดูแล 😊
1․ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค
2․โภชนบำบัด
3․การออกกำลังกาย
4․การให้ความรู้แก่ผู้ปกครองและผู้ป่วยในเรื่องโภชนาการ
การควบคุมน้ำหนัก
หลักการพยาบาลผู้ป่วยเด็ก
ที่มีภาวะทุพโภชนาการ
1․ประเมินภาวะโภชนาการของผู้ป่วยเด็ก
2․ประเมิน/ค้นหา/กำจัดสาเหตุหรือปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะทุพโภชนาการ
ดูแลให้ได้รับสารอาหารและพลังงานเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
ชนิดและปริมาณของอาหาร ตลอดจนวิถีทาง เวลาของการได้รับอาหาร
สร้างลักษณะนิสัยที่ดีในการรับประทานอาหาร
ให้คำแนะนำแก้ผู้ป่วยเด็กและครอบครัวเกี่ยวกับแหล่งของสารอาหาร
ที่ร่างกายต้องการ
4․ประเมินและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้จากภาวะทุพโภชนาการ
5․ติดตามประเมินภาวะโภชนาการอย่างต่อเนื่องเป็นระยะ
6․ให้คำแนะนำแก่บิดามารดาในการเลี้ยงดูผู้ป่วยเด็กใน
เรื่องอาหารและภาวะสุขภาพที่เกี่ยวข้อง
7․ส่งเสริมพัฒนาการและสัมพันธภาพที่ดีของผู้ป่วยเด็ก
และครอบครัว
8․ป้องกันปัญหาภาวะทุพโภชนาการโดยให้โภชนะศึกษา
แก่เด็ก ครอบครัวและชุมชน
การเลี้ยงบุตรด้วยนมมารดา
การได้รับอาหารเสริมและอาหารที่เหมาะสมกับวัย
อันตรายที่เกิดจากภาวะทุพโภชนาการ
การส่งเสริมพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ถูกต้อง
การเฝ้าระวังทุพภาวะโภชนาการ เช่น การตรวจสุขภาพเด็ก
ทุก 6 เดือน
นางสาวดวงฤทัย ใจบุญ
รหัสนักศึกษา 6203400086
หน้า 3