Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
วิวัฒนาการของแนวคิดและทฤษฎีการบริหาร, นางสาวปภาวรินทร์ ประวงศ์อานุภาพ…
วิวัฒนาการของแนวคิดและทฤษฎีการบริหาร
1.ทฤษฎีการบริหารยุคคลาสสิก
(Classical organizational theory)
เป็นทฤษฎีการบริหารที่ประกอบด้วยแนวคิด/หลักการที่สำคัญ ได้แก่หลักการบริหารตามหลักวิทยาศาสตร์ การจัดการตามหลักการบริหาร การจัดการตามระบบราชการ
1.1.หลักการบริหารตามหลักวิทยาศาสตร์ (Scientific Management)
เป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 18-19 ในประเทศสหรัฐอเมริกา
Frederick Winlow Taylorเป็นวิศวกรชาวอเมริกันเละเป็น
“บิดาแห่งหลักการบริหารตามหลักวิทยาศาสตร์”
1) Scientific Job Analysis คือการวิเคราะห์งานตามหลักวิทยาศาสตร์ การรวบรวมข้อมูลและการวัดอย่างรอบคอบ จนเกิด“วิธีที่ดีที่สุดหรือ one best way”ในการทำงานแต่ละงาน
ซึ่งในปัจจุบันเรียกว่า Time - and -motion study
2) Selection of Personnel คือการคัดเลือกบุคลากรที่เหมาะสมกับงานแต่ละงาน
3)Management Cooperation คือการสร้างความร่วมมือระหว่างผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงาน
4) Functional Supervising คือการกำกับดูแลการทำงาน โดยผู้บริหารทำหน้าที่วางแผน
(planning) จัดองค์การ (organizing) และตัดสินใจ (decision-making)
1.2.หลักการจัดการตามหลักการบริหาร (Administrative Management
)
ผู้เสนอแนวคิดนี้
ได้แก่ Henri Fayol ซึ่งเป็นวิศวกรและนักอุตสาหกรรมชาวฝรั่งเศส
เป็นผู้คิดค้นหลักการ 14 หลักการ จนได้ชื่อว่าเป็น“ผู้ริเริ่มหลักการจัดการตามหลักการบริหาร
1. การแบ่งงานกันทำ
(division of work)
2. การให้อำนาจ
(authority)
3. ความมีวินัย (discipline)
5.หลักการมีทิศทางเดียวกัน(unity of direction)
4.เอกภาพในการบังคับบัญชา(unity of command)
6.การถือประโยชน์ส่วนรวมมา
กกว่าประโยชน์ส่วนบุคคล
7. การจ่ายค่าตอบแทน(remuneration)
8. การรวมอำนาจ(centralization)
9. สายการบังคับบัญชา(scalar chain)
10.ความมีระเบียบ(order)
11. ความเท่าเทียมกัน(equity)
12.ความมั่นคงของบุคลากร(stability of personnel)
13.ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์(initiative)
14. หลักความสามัคคี(esprit de corps)
1.3.หลักการจัดการตามระบบราชการ (Bureaucracy management)
เป็นวิธีการจัดการที่เหมาะสมกับองค์การขนาดใหญ่ที่มีโครงสร้างองค์การซับซ้อน Max Weber เสนอหลักการจัดการตามระบบราชการ 7 หลักการคือ
1.การแบ่งงานกันทำ (division of work) ตามความรู้ ความชำนาญ (specialization)
2) การจัดตำแหน่งตามสายบังคับบัญชา (scalar chain) จากระดับสูงมายังระดับรอง
3) การกำหนดกฎเกณฑ์ ระเบียบข้อบังคับ และขั้นตอนการปฏิบัติงาน
4) บุคคลทำหน้าที่ที่กำหนดไว้อย่างเป็นทางการโดยไม่ยึดความเป็นส่วนตัว
5) การจ้างงานใช้หลักคุณสมบัติทางวิชาชีพ (professional qualities)
6) มีความก้าวหน้าในอาชีพ (career aspects)
7) มีอำนาจตามกฎหมาย (legal authority)
2.ทฤษฎีการบริหารตามแนวมนุษยสัมพันธ์ (Human Relations)
การบริหารตามแนวมนุษยสัมพันธ์ เริ่มต้นจากการศึกษา Hawthorne ที่ Hawthorne Plant of Western Electric
2.1.การศึกษาHawthorne (The Hawthorne Studies)
เพื่อศึกษาว่าพนักงานชอบและไม่ชอบสภาพแวดล้อมการทำงานอย่างไร
ชี้ให้เห็นว่าการเพิ่มผลผลิตเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของกลุ่มและการจัดการที่มีประสิทธิภาพมากกว่าความต้องการของนายจ้างหรือปัจจัยทางกายภาพใดๆ โดยผลการวิจัยพบว่าการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตเกิดจาก 2 ส่วน
1) ปัจจัยทางสังคมและมนุษย์ (human-social) เช่น การมีกำลังใจในการทำงาน
ความรู้สึกเป็นเจ้าของ
2) การบริหารจัดการที่มีประสิทธิผล เช่น ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทักษะการสร้างแรงจูงใจ การนำ การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ
2.2.ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงของลีวิน โดย Kurt Lewin นักจิตวิทยาสังคมชาวเยอรมันซึ่งถูกพัฒนามาจากหลักการทฤษฎีสนาม (Field Theory)
ทำการวิจัยเพื่อศึกษาอิทธิพลของสัมพันธภาพระหว่างผู้ร่วมงานและบรรยากาศในการทำงานที่มีต่อพฤติกรรมของผู้ปฏิบัติงาน
1) ระยะการละลายพฤติกรรม (Unfreezing) เป็นระยะเริ่มแรกที่บุคคลรับรู้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง
2) ระยะการการเปลี่ยนแปลง (Changing)เป็นระยะที่บุคคลเข้าใจความจำเป็นที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลง
3) ระยะรักษาดุลยภาพการเปลี่ยนแปลง (Refreezing)เป็นระยะที่บุคคลเริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติที่ปรับเปลี่ยนหรือเปลี่ยนแปลง
3.ทฤษฎีการบริหารเชิงพฤติกรรมศาสตร์ (Behavioral Theory)
เป็นแนวคิดทฤษฎีที่ศึกษาพฤติกรรมของบุคคลหรือการปฏิบัติงานของบุคคลในองค์การโดยมุ่งทำความเข้าใจเกี่ยวกับคนเป็นหลักและเน้นเรื่องคุณภาพของคนมากกว่าเรื่องงาน
3.1ทฤษฎีแรงจูงใจของมาสโลว์ (Maslow’s Motivation Theory) โดย Abraham Maslow
1) มนุษย์มีความต้องการไม่สิ้นสุด
2) มนุษย์พยายามหาวิธีการต่างๆ ที่จะทำให้ตนเองได้รับในสิ่งที่ตนเองต้องการ
3) ลำดับขั้นความต้องการของมนุษย์มี 5 ลำดับขั้น
ขั้นที่ 1 ความต้องการทางกายภาพ (physiological needs) เป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์เพื่อความอยู่รอด เช่น อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค อากาศ น้ำดื่ม การพักผ่อน
ขั้นที่ 2 ความต้องการความมั่นคงและปลอดภัย (security needs)คือความต้องการที่จะให้ชีวิตมีความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินความต้องการความมั่นคงในชีวิตและการงาน
ขั้นที่ 3 ความต้องการความรักและเป็นส่วนหนึ่งของสังคม (social needs/love and belongingneeds) เป็นความต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ต้องการให้และได้รับซึ่งความรักและต้องการได้รับการยอมรับ
ขั้นที่ 4 ความต้องการการยอมรับนับถือ (self-esteem needs)เป็นความต้องการที่จะนับถือตนเองและได้รับการยกย่องในสังคม
ขั้นที่ 5 ความต้องการเติมความสมบูรณ์ให้ชีวิต (self actualization needs)เป็นความต้องการที่จะพัฒนาตนเองให้บรรลุศักยภาพสูงสุดที่ตนเองจะเป็นได้
3.2ทฤษฎีสองปัจจัย (Two-Factor Theory) พัฒนาโดย Frederick Herzberg
ทฤษฎี 2 ปัจจัย ประกอบด้วยปัจจัยจูงใจหรือปัจจัยที่เป็นตัวกระตุ้นในการทำงานและปัจจัยสุขอนามัยหรือปัจจัยที่ช่วยลดความไม่พึงพอใจในการทำงาน
3.2.1.ปัจจัยจูงใจ (motivation factors)เป็นตัวกระตุ้นให้ผู้ปฏิบัติงานทำงานด้วยความพึงพอใจ
ปัจจัยมี10ด้าน
1] นโยบายและการบริหารขององค์การ (company policy and administration)
2.การบังคับบัญชาและการควบคุมดูแล (supervision
)
3] ความสัมพันธ์กับหัวหน้างาน (interpersonal relations with supervision)
4] ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน (interpersonal relations with peers)
5] ความสัมพันธ์กับผู้ใต้บังคับบัญชา (interpersonal relations with subordinators)
6] ตำแหน่งงาน (status)
7] ความมั่นคงในการทำงาน (job security)
8] ชีวิตส่วนตัว (personal life)
9] สภาพการทำงาน (working conditions)
10] ค่าตอบแทนและสวัสดิการ (compensations and welfares)
3.2.2.ปัจจัยอนามัย (hygiene factors) เป็นปัจจัยที่ไม่สามารถสร้างแรงจูงใจให้เกิดขึ้นได้ซึ่งส่วนใหญ่เป็นปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นที่ต้องได้รับการสนองตอบ
ปัจจัยมี5ด้าน
1] ความสำเร็จในการทำงาน (achievement)
2] การได้รับการยอมรับ (recognition)
3] ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน (advancement)
4] ลักษณะงานที่ทำ (work itself
)
5] ความรับผิดชอบ (responsibility)
4 ทฤษฎีการบริหารยุคการจัดการร่วมสมัย (Contemporary Management Era)
4.1.ทฤษฎีระบบ (System Theory)โดยบุคคลที่เป็นผู้ริเริ่มพัฒนาทฤษฎีระบบคือ Ludwig von Bertalanffy นักชีววิทยาชาวออสเตรเลีย
ซึ่งการนำทฤษฎีการบริหารเชิงระบบมาใช้ในการบริหารด้วยเหตุผลที่ว่าในปัจจุบันองค์การมีการขยายตัวสลับซับซ้อนมากขึ้น
ซึ่งองค์ประกอบพื้นฐานของทฤษฎีระบบ มี 4 ประการ
1
) สิ่งนำเข้า (input) หมายถึง ทรัพยากรที่นำมาใช้ประโยชน์ในกระบวนการจัดการ เช่น เงิน คน วัสดุอุปกรณ์ เครื่องจักร วิธีการทำงาน
2) กระบวนการจัดการ (process) หมายถึงกระบวนการนำสิ่งนำเข้ามาใช้ในการจัดการ
3) ผลผลิตหรือผลลัพธ์ (output) หมายถึง ผลลัพธ์โดยตรงที่เป็นผลจากกระบวนการจัดการโดยวัดหรือประเมินจากสิ่งต่างๆ
4) ข้อมูลย้อนกลับหรือการป้อนกลับของข้อมูล (feedback)เป็นการนำข้อมูลจากผลผลิตหรือผลลัพธ์ย้อนกลับไปยังสิ่งนำเข้าเพื่อนำไปใช้ในการปรับปรุงกระบวน
4.2 ทฤษฏีการบริหารเชิงสถานการณ์ (Contingency Theory)เป็นทฤษฎีที่ใช้หลักการจัดการที่ว่าองค์การเป็นระบบเปิด
มีสาระสำคัญของการบริหารเชิงสถานการณ์ ดังนี้
1) การบริหารจะดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์
2) ผู้บริหารจะต้องสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ให้ดีที่สุด
3) สถานการณ์จะเป็นตัวกำหนดการตัดสินใจและรูปแบบการบริหารที่เหมาะสม
4) เป็นการผสมผสานแนวคิดระหว่างระบบปิดและระบบเปิด
5)คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและความต้องการของบุคคลในหน่วยงานเป็นหลักมากกว่าที่จะแสวงหาวิธีการอันคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและความต้องการของบุคคลในหน่วยงานเป็นหลักมากกว่าที่จะแสวงหาวิธีการอัน
6) การออกแบบองค์การต้องสอดคล้องกับสถานการณ์
7) ผู้บริหารต้องรู้จักการพิจารณาความแตกต่างที่มีอยู่ในหน่วยงาน
นางสาวปภาวรินทร์ ประวงศ์อานุภาพ รหัสนักศึกษา62110083 นักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่3