Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
พยาธิสรีรภาพของไตและระบบทางเดินปัสสาวะ, 1562817182, kidney, F-H69, Nephron…
พยาธิสรีรภาพของไตและระบบทางเดินปัสสาวะ
ปัสสาวะมาก ( Polyuria )
• ปัสสาวะมากผิดปกติ
• ค่าเฉลี่ยของปริมาณปัสสาวะในแต่ละวันจะไม่เกิน 3 ลิตรในวัยผู้ใหญ่
• และไม่ควรเกิน 2 ลิตรในวัยเด็ก
• ไม่เกี่ยวว่าจํานวนครั้งที่ปัสสาวะต่อวันจะมากหรือน้อย วัดเฉพาะปริมาณเท่านั้น
• จึงจําเป็นต้องตรวจวัดด้วยการเก็บปัสสาวะตลอดทั้งวัน 24ชั่วโมง เพื่อดูว่าแท้จริงแล้วปริมาณปัสสาวะมีเท่าไร หากเกินข้อกําหนดที่กล่าวไว้ข้างต้น ค่อยเข้ารับการตรวจรักษาต่อไป
ปัสสาวะมากเกิดจากอะไร
ระบบขับถ่ายปัสสาวะ
มีภาวะโรคเบาจืด
: เป็นโรคเกี่ยวกับการเสียสมดุลของนํ้าในร่างกาย ซึ่งมีอัตราการเกิดน้อยมาก นานๆ ครั้งจึงจะพบผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาจืดสักทีหนึ่ง ส่วนมากเป็นเพราะความผิดปกติของฮอร์โมนแอนติไดยูเรติก ผู้ป่ วยก็จะมีความกระหายนํ้าอย่างรุนแรง ต้องดื่มนํ้าเข้าไปมาก จึงปัสสาวะมากด้วยเช่นกัน ผลข้างเคียงอื่นๆ ก็คือ เมื่อดื่มนํ้ามากแล้ว จะทําให้ทานอาหารได้น้อยลง ร่างกายจึงขาดสารอาหารที่จําเป็น เรียกว่าเสียสมดุล หลายระบบเลยทีเดียว
มีภาวะ Psychogenic polydipsia
เป็นความผิดปกติในด้านพฤติกรรม คือ ติดนิสัยการทาน นํ้าปริมาณมาก เป็นพฤติกรรมที่บางครั้งเชื่อมโยงกับระบบประสาท แต่บางครั้งก็ไม่ กลับกลายเป็นว่าถูกหล่อ หลอมมาจากสภาพแวดล้อมแทน คนกลุ่มนี้จะนอนหลับได้ดีเป็นพิเศษ และ อาการปัสสาวะมากก็จะหยุดไป ในช่วงที่หลับนี่เอง
3.โรคเบาหวาน
อันที่จริงตัวโรคเบาหวานเองไม่ได้มีอะไรที่เป็นอันตรายจนน่าวิตกกังวลนัก แต่สิ่งที่แทรก ซ้อนเข้ามาต่างหากที่อันตราย อาการปัสสาวะมากก็เป็นหนึ่งในภาวะแทรกซ้อนเหล่านั้น ผู้ป่วยเบาหวานจะ รู้สึกกระหายนํ้าบ่อยกว่าปกติ และทานอาหารมาก แต่นํ้าหนักตัวกลับลดลง แน่นอนว่าต้องปัสสาวะมากตลอด ทั้งวัน แม้ในยามหลับ หากเป็นขั้นรุนแรงก็อาจมีอาการปัสสาวะรดที่นอนได้
โรคเกียวกับไต
ประเด็นนี้เน้นหนักไปที่โรคอะไรก็ตาม ที่ทําให้ไตไม่สามารถเก็บนํ้าเอาไว้ได้ เมื่อเก็บ ไม่ได้ก็ต้องปล่อยออกเท่านั้นเอง ตัวอย่างของโรคก็คือ hypercalcemia ( ภาวะแคลเซียมสูงในเลือด ) chronic pyelonephritis ( ภาวะกรวยไตอักเสบ ) chronic hypokalemia ( ภาวะผิดปกติ ของค่าโพแทสเซียมในร่างกาย ) เป็นต้น
ประเภทของอาการปัสสาวะมาก
อาการปัสสาวะมาก จําพวก Polyuria ออกเป็นส่วนย่อยๆ ตามองค์ประกอบของปัสสาวะได้ 2 กลุ่ม ได้แก่
กลุ่ม Solute diuresis : เป็นภาวะปัสสาวะมากที่มีต้นตอมาจาก เกิดปริมาณสารบางอย่างที่ดึงนํ้า ออกจากร่างกาย แล้วกลายเป็นปัสสาวะ โดยที่จะเป็นสาร electrolyte หรือ nonelectrolyte ก็ ได้
• กลุ่ม Water diuresis : เป็นภาวะที่ปัสสาวะถูกขับออกมาเร็วกว่าปกติ ลักษณะจะเป็นของเหลวที่เจือ จางมาก หากพูดให้เข้าใจง่ายก็คือ นํ้าผ่านกระบวนการดูดซึมน้อยเกินไปนั่นเอง ซึ่งจะต้องวินิจฉัยด้วยค่า urine osmolality < 250 mosm/kg
ความสําคัญของค่า ADH
ADH หรือ Antidiuretic hormone
มีอาการปัสสาวะมากส่วนใหญ่จึงมีปัญหาค่ า ADH ลดน้อยลง อาจเป็นเพราะร่างกายไม่สามารถผลิต สาร ADH ได้ตามปกติ หรือมีพฤติกรรมบางอยางที่ฝึ กให้ร่างกายดึงเอา ADH มาใช้งานน้อยลง
การตรวจวินิจฉัยอาการปัสสาวะมาก
อาการปัสสาวะมากนี้จะไม่ได้มีอันตรายร้ายแรงในระยะสั้น แต่ก็ไม่ควรปล่อยปละละเลยจนกลายเป็น ปัญหาใหญ่ เมื่อรู้สึกว่ามีปริมาณปัสสาวะมากกว่าปกติจนผิดสังเกต ก็ให้เก็บข้อมูลด้วยตัวเองเบื้องต้นก่อน เข้าพบแพทย์ดังนี้
• บันทึกความถี่ในการปัสสาวะ และสิ่งที่ทําให้คิดว่าปริมาณปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น
• สังเกตสีและลักษณะอื่นๆ ของปัสสาวะ
• สังเกตอาการปวดปัสสาวะช่วงเข้านอน ว่าต้องตื่นและลุกมาเข้าห้องนํ้ากลางดึกหรือไม่ บ่อยแค่ไหน
ซักประวัติผู้ป่วย
• เมื่อเทียบกับเวลาปกติ อาการที่เกิดขึ้นคือ ปัสสาวะมากขึ้น หรือปัสสาวะบ่อยขึ้น
• ในช่วงเวลากลางคืนที่นอนหลับไปแล้ว เคยตื่นเพื่อลุกมาเข้าห้องนํ้าหรือไม่ บ่อยมากแค่ไหน
• มีโรคประจําตัวอื่นๆ หรือไม่ เช่น โรคเบาจืด โรคเบาหวาน เป็นต้น
• เคยมีความกระทบกระเทือนทางสมอง มีอุบัติเหตุหรือโรคภัยที่เกี่ยวข้องกับสมองหรือไม่
• มียาอะไรที่ใช้เป็นประจําหรือไม่
• นํ้าหนักตัวเพิ่มขึ้นหรือลดลงจนผิดสังเกตหรือไม่
• เมื่อซักประวัติเรียบร้อย ก็พอจะได้ข้อมูลคร่าวๆ แล้วว่า ใช่ อาการปัสสาวะมากจริงหรือไม่ จากนั้นก็ต่อด้วยการตรวจวัด
ตรวจปัสสาวะ
• Urine specific gravity
การวัดค่าความถ่วงจําเพาะ
Urine osmolality
นการตรวจวัดค่าความเข้มข้นของสารละลายในปัสสาวะ
Urine glucose
การตรวจหานํ้าตาลกลูโคสในปัสสาวะ
ตรวจเลือด
แม้ว่าจะดูเหมือนไม่ค่อยเกี่ยว แต่จริงๆ แล้วเลือดนั้นเป็นเสมือนกุญแจที่ไขความลับทุกอย่างในร่างกายของแต่ละคน เมื่อเลือดแข็งแรงสมบูรณ์ดี ร่างกายย่อมสมบูรณ์ดีเช่นกัน แต่ถ้ามีอาการผิดปกติ ไม่ว่าที่อวัยวะส่วนไหนหรือระบบ ใด ต่างก็แสดงออกมาให้เห็นชัดในผลเลือดทั้งสิ้น สําหรับอาการปัสสาวะมากจะแบ่งการตรวจเลือดออกเป็น 4 แบบ ดังนี้
Blood suger
Serum potassium :
Serum sodium
• Serum calcium
กระบวนการ Water deprivation test
เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะตรวจสอบภาวะปัสสาวะมากที่มีสาเหตุมาจาก water diuresis โดย จะต้องให้ผู้ป่ วยอดนํ้า พร้อมกับวัดปริมาณปัสสาวะ ทุก 1 ชั่วโมง ขณะเดียวกันนี้ก็วัดค่า urine osmolality ไปด้วย จากนั้นก็ตรวจ serum sodium และ plasma osmolality เพิ่มอีกทุก 2 ชั่วโมง
แนวทางการรักษาภาวะปัสสาวะมาก
กรณีผู้ป่ วยมีภาวะ Center DI
Low solute diet : การใช้อาหารที่มีความเข้มข้นตํ่า เพื่อลดการขับปัสสาวะของร่างกาย
Desmopressin : เป็นการใช้สารสังเคราะห์ที่ทําหน้าที่เทียบเท่ากับฮอร์โมน ADH ในร่างกาย โดยจะเริ่มที่ 5 mcg
กรณีผู้ป่ วยที่มีภาวะ Nephrogenic DI หรือภาวะเบาจืดจากความผิดปกติของหน่วยไต
Low sodium, Low protein diet
ใช้ยาในกลุ่ม amiloride ซึ่งเป็นยาขับปัสสาวะชนิดหนึ่ง โดดเด่นในเรื่องของการลดปริมาณนํ้าและเกลือแร่ในปัสสาวะ
Desmopressin : ใช้เมื่อรักษาด้วยแนวทางอื่นแล้ว ยังไม่ได้ผลที่น่าพอใจ
กรณีที่ผู้ป่ วยเป็น Primary polydipsia
ก็สามารถรักษาเบื้องต้นได้ง่ายๆ ด้วยการจํากัดนํ้า และอาจใช้การรักษาในทางจิตเวชร่วม
ด้วย หากผู้ป่ วยมีสัญญาณเกี่ยวกับภาวะทางจิต
ปัสสาวะออกน้อย ( Oliguria and Anuria )
อาการปัสสาวะออกน้อย
เราจะให้ความสําคัญกับปริมาณ มีเกณฑ์มาตรฐานอยู่ที่ 400 มิลลิลิตรต่อ 24 ชั่วโมงในวัยผู้ใหญ่ และ100 มิลลิลิตรต่อ 24 ชั่วโมงในวัยเด็ก
AKI
• ก่อนจะไปถึงตัวอยางของสาเหตุที่พบได้บอยู่ จําเป็นต้องรู้จักกับ AKI เสียก่อน เพื่อความเข้าใจที่มากขึ้น AKI หรือ Acute kidney injury เป็นภาวะไตวายเฉียบพลัน อวัยวะส่วนไตเกิดการเสียสมดุลไปจนถึงเสีย ประสิทธิภาพในการทํางานไปอยางรวดเร็ว ซึ่งปัจจัยที่ส่งผลให้การภาวะไตวายเฉียบพลัน กมี็ได้หลากหลาย แต ่สุดท้ายมักจะให้ผลลัพธ์แบบเดียวกนทั้งสิ้น
• ในส่วนของอาการปัสสาวะออกน้อย หากไม่ได้เข้าข่ ายของการดื่มนํ้ าน้อยเกินไปที่กล่าวไว้ข้างต้น กจะเป็น สาเหตุที่พบได้บ่ อยู่ๆ เหล่านี้แทน
Pre-renal AKI :
เป็นภาวะที่ effective arterial blood volume ลดลงอยางรวดเร็ว มักเกิดกบผู้ป่วยที่มีการเสีย เลือด หรือเสียนํ้าอยางมาก เมื่อร่างกายขาดสมดุลของน้าและเลือดไป สิ่งที่จะส่ งต่อพื่อไปหล่อเลี้ยงการทํางาน ของไตกลดลง จึงเกิ ด AKI
Post-renal AKI
มักเป็นอาการอุดตันบริเวณ bladder outlet และการอุดตันที่ทางเดินปัสสาวะข้างเดียวหรือ สองข้าง สามารถตรวจวินิจฉัยได้ง่าย โดยการใช้อัลตร้าซาวด์
Intrinsic AKI
: นี่คือการเกิดพยาธิสภาพบริเวณrenal parenchymal โดยจะเกิดขึ้นที่ส่วนไหนก็ให้ ผลลัพธ์ เหมือนกนหมด
Sepsis-associated AKI
นี่คือการติดเชื้อในกระแสเลือด ซึ่งมีผลทําให้เกิดความเสี่ยงต่อ AKI มากถึง 50 เปอร์เซ็นต์ เมื่อมีการติดเชื้อในระบบเลือด
Postoperative AKI
ส่วนใหญ่แล้ว Postoperative AKI เป็นภาวะที่เกิดมาจากการผาตัด หากเป็นการผ่าตัด ใหญ่ที่ต้องเสียเลือดจํานวนมาก ร่างกายกขาดสมดุล ความดันโลหิตตํ่ากว่ามาตรฐาน
Burn and acute pancreatitis
กรณี ที่จะเป็น การสูญเสียน้ำปริมาณมากอยางฉับพลัน ทําให้ตับ ก่อนเกิดการ อักเสบ ส่วนใหญ่มักเป็นผู้ป่วยที่มีอาการผิวไหม้ หรือ ภาวะ BURN มากกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ผิวหนัง ท้องหมดในร่างกาย นอกจากการเสียนํ้าแล้วแผลเหล่ านี้ก็ยังเสี่ยงต่อการติดเชื้อซึ่งเพิ่มอัตราการเกิด AKI ได้มาก ขึ้นอีก
Nephrotoxic drug associated AKI
เนื่องจากไตเป็นหน่วยกรองทุกสิ่งทุกอย่างในร่างกาย หากเรารับสารพิษเข้าไปมาก ภาระ ก็ไปตกที่หน่วยไตนี่เอง และไตของเราก็ไม่ใช่เครื่องจักรที่ไม่มีวันบุบสลาย เมื่อไรที่ทํางานหนักมากไป
Endogenous toxin
อาจเรียกได้ว่าเป็นอาการติดพิษจากสารที่ร่างกายสร้างขึ้นมาเอง เช่น myoglobin , hemoglobin , uric acid และ myeloma light chain ทุกตัวสามารถกระตุ้นให้เกิดภาวะ AKI ได้ทั้งสิ้น
Tumor lysis syndrome
: ส่วนใหญ่เป็ นอาการที่เกิดขึ้นหลังจากการบําบัดด้วยเคมี อยางที่เรารู้กันดีกว่าการบําบัดด้วยเคมีใน ผู้ป่วยนั้น มักมีผลลัพธ์อันไม่พึงประสงค์อยูเสมอ จะมากหรือน้อยก็แล้วแต่ความเข้มข้นและสภาพร่างกายของผู้ป่วย
ผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจนจากภาวะปัสสาวะน้อย
• มีอาการบวมของร่างกาย
• ระดับฮอร์โมนอดรีนัลเพิ่มขึ้นสูงกวาปกติ
• มีการหลั๋งสารเรนินจากเซลล์ผนังหลอดเลือดในส่วนของไตมากขึ้น
• เกิดนิ่วในกระเพาะปัสสาวะตามมา
ผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจนจากภาวะปัสสาวะน้อย
• มีอาการบวมของร่างกาย
• ระดับฮอร์โมนอดรีนัลเพิ่มขึ้นสูงกว่าปกติ
• มีการหลั่ง สารเรนินจากเซลล์ผนังหลอดเลือดในส่วนของไตมากขึ้น
• เกิดนิ่วในกระเพาะปัสสาวะตามมา และถ้ารุนแรงเรื้อรังไปเรื่อยๆ
การตรวจร่างกายและวินิจฉัยโรคปัสสาวะน้อย
ประวัติการสูญเสียนํ้าออกจากร่างกายในช่วงระยะที่ผิดปกติเป็นอยางไร
ประวัติการใช้ยา
ความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยและติดเชื้อ
ประวัติเกี่ยวกบไตโดยเฉพาะ
ลักษณะของปัสสาวะ
ประวัติโรคมะเร็ง
อาการข้างเคียงอื่นๆ
การรักษา อาการปัสสาวะออกน้อย ( Oliguria and Anuria )
• ทานนํ้าให้มากขึ้น โดยค่อยๆ เพิ่มทีละนิดๆ
• ป้องกนและลดอัตราการสูญเสียนํ้าของร่างกายในทุกกรณี
• ดูแลเรื่องสารอาหารให้สมดุล
• ฝึกวินัยในการปัสสาวะ
• นอกจากนี้กจะเป็นการใช้ยาและการบําบัดเชิงเทคนิค
• หากไม่นับอุบัติเหตุที่ควบคุมไม่ได้
โรคกลั้นปัสสาวะไม่อย
• โรคกลั้นปัสสาวะไม่อยู่
สาเหตุและผลของโรคกลั้นปัสสาวะไม่อยู่
• สาเหตุหลักที่สําคัญและเกี่ยวข้องโดยตรงในสตรีเพศเป็นเพราะว่า กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานหยอนลง บางทีเรียกกันว่า กระบังลม (เชิงกราน) หยอน
ประเภทโรคกลั้นปัสสาวะไม่อยู่
• โรค/กลุ่มอาการปัสสาวะกลั้นไม่อยู่แบ่งออกได้ดังต่อไปนี้
• ปัสสาวะกลั้นไม่อยู่ที่เป็นมาแต่กําเนิด (Congenital)
• ปัสสาวะรดที่นอน (Bed Wetting Enuresis)
• ปัสสาวะกลั้นไม่อยู่จากระบบประสาท (Neurogenic)
• ปัสสาวะเล็ดเมื่อออกแรงเบ่ง (Stress Urinary Incontinence)
• ปัสสาวะราดกลั้นไม่ได้ (Urge Incontinence)
• กระเพาะ, ปัสสาวะไวเกิน (Over Active Bladder) หมายถึงกลุ่มอาการในข้อ 5, 8, 9 และ10 รวม ๆ กัน )
การตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
• ตรวจปัสสาวะเพื่อตัดปัญหาการอักเสบ
• ตรวจสอบความแรงของสายปัสสาวะ (Uroflowmetry, Residual Urine)
• ตรวจระบบประสาททางเดินปัสสาวะ ถ้าจําเป็น (Urodynamic)
• ตรวจส่องกล้องกระเพาะปัสสาวะ ถ้าจําเป็น
• อื่น ๆ
ปัสสาวะคั่งค้าง(Urinary Retention)
• ปัสสาวะคั่งค้าง เป็น ภาวะที่ไม่สามารถขับปัสสาวะได้ตามปกติ
อาการ
• ปัสสาวะไม่ออกเฉียบพลัน (Acute Urinary Retention)
• ปวดปัสสาวะ แต่เบ่งหรือปัสสาวะไม่ออก
• ปวดแน่นท้อง รู้สึกไม่สบายบริเวณท้องช่วงล่าง
• ท้องอืดบริเวณท้องช่วงล่าง
• ปัสสาวะไม่ออกเรื้อรัง (Chronic Urinary Retension)
• ปัสสาวะบ่อยมากกว่า 8 ครั้งขึ้นไปต่อวัน
• ถ่ายปัสสาวะไม่สุด
• มีอาการแสบขัดขณะปัสสาวะ
สาเหตุ
• ท่อปัสสาวะอุดตัน
• ท่อปัสสาวะตีบแคบ (Urethral Stricture)
• ท้องผูก
• นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ
การวินิจฉัย
• เอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือซีทีสแกน (CT-scan)
• การตรวจเอ็มอาร์ไอ (Magnetic Resonance Imaging: MRI)
• การตรวจพลศาสตร์ระบบทางเดินปัสสาวะ (Urodynamic Study)
การรักษา
• การระบายนํ้าปัสสาวะ (Bladder Drainage)
• การใช้ยา
• การผ่าตัด
ภาวะแทรกซ้อน
• การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ
• กระเพาะปัสสาวะเสียหายหรือทํางานผิดปกติ
• ไตทํางานผิดปกต
การป้องกัน
อาการฉี่ไม่ออกเกิดได้จากหลายสาเหตุ จึงยังไม่สามารถป้องกนได้เต็มที่ แต่อาจลดความเสี่ยงได้ด้วยการรักษาโรคต้นเหตุให้หายขาด เช่น ผู้ชายที่เป็นโรคต่อมลูกหมากควรรับประทานยาที่แพทย์สั้งจ่าย และเลี่ยงการใช้ยาแก่หวัด ยาแก้แพ้ หรือยาที่มีฤทธิ์หดหลอดเลือดช่วยในการลดบวมของเนื้อเยื่อ (Decongestant)
ภาวะโปรตีนในปัสสาวะ
• ภาวะโปรตีนในปัสสาวะ
• Protein
วิธีการตรวจโปรตีนในปัสสาวะ
โดยการใช้แทบตรวจปัสสาวะจุ่มในปัสสาวะแล้วเทียบสี
วัดปริมาณ Protein ที่ขับออกมาตลอด 24 ชั่วโมงโดยการเก็บปัสสาวะตลอดทั้งวัน และส่งตรวจหาโปรตีน และค่า Creatinin
การตรวจปัสสาวะหาค่า Protein Creatinine
ปัจจัยที่มีผลต่อโปรตีนในปัสสาวะ
• หากตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะก็ไม่ได้หมายความถึงจะเป็นโรคไตเพราะมีหลายภาวะที่ทําให้ตรวจ ปัสสาวะแล้วพบโปรตีน ปัจจัยดังกล่าวได้แก่
• การออกกาลังกาย
• ภาวะหัวใจวาย
• การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
• มีไข้
• การใช้ยา NSAID,aceI,ARB
• คนอ้วน
โปรตีนในปัสสาวะหายเองได้หรือไม่
• ซักประวัติเพิ่มเติมโดยเฉพาะประวัติการใช้ยา ประวัติการเจ็บป่ วยในครอบครัว ประวัติการเจ็บป่ วยในอดีตอาชีพ
• วัดความดันโลหิต
• เจาะเลือดตรวจเช่น การทํางานของไต
• ตรวจเลือดหาระดับนํ้าตาลในเลือด.
• ตรวจเลือดหาระดับไขมันในเลือด
ANATOMY OF RENAL SYSTEM
ไต (Kidney)
• ท่อไต (ureter)
• กระเพราะปัสสาวะ (Bladder)
• ท่อปัสสาวะ (urethra)
• เส้นเลือดดํา เส้นเลือดแดงและระบบท่อน้ำเหลือง
(Renal a., vein, lymphatic drainage)
ANATOMY OF KIDNEY
• ไตมี 2 ข้าง ซ้ายและขวา
• อยู่บริเวณต าแหน่ง T12-L3, ขนาด 6
11
3cm
• เป็ นRetroperitoneal organ
• ชั้นของไต
oผนังหุ้มไต (Renal capsule)
oไตชั้นนอก (Cortex)
oไตชั้นใน (Medulla)
oCalyx/calyces
oกรวยไต (Renal pelvis)
หน่วยไต (NEPHRON)
เป็น anatomical unit of kidney function
Glomerulus ₋ Renal corpuscle ₋ Bowman capsule ₋ Afferent & efferent arteriole
Renal tubule ₋ Proximal tubule ₋ loop’s of Henle ₋ Distal tubule ₋ Collecting duct Vascular supply
ANATOMY OF URETER, BLADDER AND URETHRA
ท่อไต (Ureter)
•เป็น retroperitoneal structures ที่ต่อจาก renal
pelvis ถึงกระเพาะปัสสาวะ(bladder)
•มีความยาวประมาณ 25-30cm
•แบ่งเป็น 3 ส่วน
abdominal ureter จาก renal pelvisสู่ thepelvic brim
pelvic ureter: จาก the pelvic brim สู่ thebladder
intravesical or intramural ureter: ในthebladder wall
กระเพาะปัสสาวะ (Urinary Bladder)
•เป็นอวัยวะมีลักษณะเป็นถุง ประกอบด้วยชั ้นกล้ามเนื ้อ วางในช่องท้องส่วนล่าง
• มีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมพีระมิด
•ขนาดความจุ 400-1000ml
• ประกอบด้วย Body , fundus, Trigone
ท่อปัสสาวะ (Urethra)
Male urethra ยาวประมาณ 20 cm แบ่งออกเป็น 3
ส่วนคือ
Prostatic urethra (3-4 cm) ส่วนที่ออกจากกระเพาะปัสสาวะ ผ่านเข้าไปอยู่ในเนื ้อต่อมลูกหมาก(prostate gland)
Membranous urethra (1 cm) ส่วนนี้ออกจากเนื้อต่อมลูกหมาก ผ่านเข้า ไปใน urogenital และ pelvicdiaphragm
Penile urethra (U) ยาวประมาณ 15 cm ล้อมรอบด้วย corpus spongiosum ปลายสุดขยายกว้างเรียกfossa navicularis และเปิดออกที่ glan
PHYSIOLOGY OF RENAL SYSTEM
หน้าที่ของไต (KIDNEY FUNCTION)
กรองของเสียออกจากร่างกาย
ก าจัดน ้าส่วนเกินออกจากร่างกาย
เป็ นต่อมไร้ท่อ (Hormonal regulation)
ควบคุมความดันโลหิต ผ่านระบบ Renin angiotensin
กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง ผลิด erythropoietin
ควบคุมปริมาณแคบเซียม ผ่านhormone
สาเหตุ ACUTE KIDNEY INJURY
1.prerenal cause
2.renal cause
3.Post renal cause
นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ
(STONE/CALCULI)
• นิ่ว สามารถเกิดในระบบทางเดินปัสสาวะ ได้หลายรูปร่างและต าแหน่ง เช่น นิ่วรูปร่างเขากวาง (staghorn) มีทั ้งประเภททึบ
แสงและ ไม่ทึบแสง ซึ่งไม่สามารถเห็นได้ด้วยX-ray
• เกิดจากการตกผลึกของสารก่อนิ่วในปัสสาวะ ท าให้เยื่อบุไตอักเสบ รวมกับสารก่อนิ่วเป็นผลึกนิ่ว
แบ่งตามตําแหน่งการเกิดเป็น
นิ่วในทางเดินปัสสาวะ ส่วนบน; renal calyces, renal pelvis, ureter
นิ่วในทางเดินระบบปัสสาวะ ส่วนล่าง; bladder, urthra
แบ่งตามส่วนประกอบ
นิ่ว calcium oxalate ซึ่งพบได้ ร้อยละ80
นิ่วกรดยูริค
•อาการแสดง (clinical manifestation)
oปวดตื้ อบั้นเอว
oปัสสาวะสะดุด
oปัสสาวะเป็นทราบ/กรวด/เม็ดหิน
•ตรวจร่างกาย (physical examination)
oPalpate mass at maleurthra
•การส่งตรวจทางห้องปฎิบัติการ
oUrine analysis : ส่องกล้องพบผลึกในรูบแบบต่างๆ
oFilm KUB : พบabnormal opacityในurinary tract
•การรักษา (Treatment)
1.การผ่าตัด
2.การใข้คลื่นshock waveยิงสลายนิ่ว
3.การใช้ยาลดการเกิดนิ่ว/สลายนิ่ว
4.รักษาตามอาการ
การติดเชื้ อในระบบทางเดินปัสสาวะ
(URINARY TRACT INFECTION)
• พบเป็ นอันดับสองของการติดเชื้้อ รองจากURI
• พบในผญ > ผช เนื่องจากท่อปัสสาวะสั้นกว่า
• เชื้ อก่อโรคที่มักเป็ นสาเหตุ คือ Escherichia coli (E. coli) อาศัยในล าไส้ใหญ่
• พบการติดเชื ้อได้หลายต าแหน่ง
oบริเวณท่อปัสสาวะ = urethritis
oบริเวณกระเพาะปัสสาวะ = cystitis
oบริเวณกรวยไต = pyelonephrtis
•อาการแสดง (clinical manifestation)
oปัสสาวะแสบขัด (dysuria)
oเบ่งปัสสาวะ
oกลั้นปัสสาวะไม่ได้ (urgency)
oปัสสาวะขุ่น/มีฟอง/ปนเลือด
oปวดท้องน้อย
oปวดบั้นเอว (flank pain)
oมีไข้
•ตรวจร่างกาย (physical examination)
oTender at suprapubic are
oCVA Tenderness positive
•การส่งตรวจทางห้องปฎิบัติการ
oUrine analysis
พบleukoce+ve, nitrite+ve, WBC>5cell/mm3
oUrine culture
oFilm KUB
พบabnormal opacityในurinary tract
•การรักษา (Treatment)
oMedical treatment
Antibiotic ให้ยาที่ครอบคลุมเชื้ อgram negative
เช่น กลุ่มfluoroquinolone (ofloxacin,ciprofloxacin), กลุ่ม3rd generationciprofloxacin), กลุ่ม3rd generationciprofloxacin), กลุ่ม3rd generation
Supportive เช่น ยาแก้ปวด
oNonmedical treatment
ดื่มน ้าให้เพียงพอ
รักษาความสะอาด ไม่สวมเสื ้อผ้ารัดแน่น/อับชื ้น
ไม่กลั้นปัสสาวะ
เช็ดท าความสะอาดบริเวณช่องคลอดจากหน้าไปหลัง
ล้างอวัยวะเพศและปัสสาวะก่อนมีเพศสัมพันธ์